Mag-log inบ้านกัมพล
หนึ่งอาทิตย์ต่อมา หลังจากที่เมื่อสองวันก่อนเกริกวิทย์ได้ติดต่อมาหากัมพลเพื่อบอกว่าวันนี้จะเข้ามาคุยธุระ วันนี้กัมพลจึงไม่เข้าบริษัทเพราะเขาต้องอยู่ต้อนรับเกริกวิทย์กับชลดา "สวัสดีคุณกัมพล/สวัสดีค่ะคุณกัมพล" เสียงของเกริกวิทย์กับชลดาเอ่ยทักทายยังเจ้าของบ้าน ก่อนที่กัมพลจะลุกจากโซฟาแล้วทักทายกลับยังแขกผู้มาเยือน "สวัสดีครับคุณเกริกวิทย์ สวัสดีครับคุณชลดา เชิญนั่งก่อนครับ" จากนั้น ทุกคนก็นั่งลงก่อนที่เกริกวิทย์จะเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นอย่างไม่ต้องการให้เสียเวลา "ที่ผมมาวันนี้ก็เพราะผมอยากจะมาสู่ขอลูกสาวคุณให้กับปริ๊นซ์ลูกชายผม คุณจะว่ายังไง" "คือ...ก็ไม่ว่ายังไงครับ" กัมพลแสร้งทำเป็นท่าทีอึกอักพอเป็นพิธี ทั้งที่ในความเป็นจริงนั้นดีใจไม่น้อยที่ลูกสาวซึ่งเขาไม่พร้อมจะมีตั้งแต่แรกออกไปจากบ้านหลังนี้เสียที "คุณจะเรียกสินสอดเท่าไหร่ก็ว่ามาได้เลยครับ" "ผมแล้วแต่ทางคุณก็แล้วกันนะครับ ผมไม่ได้กะเกณฑ์อะไร" ที่เขาไม่กะเพราะเขาคิดว่าน่าจะได้มากกว่าที่จะกะ "ถ้าอย่างนั้นทางผมจะให้คุณสิบล้านบาท คุณจะว่ายังไงครับ" "เอ่อ...ไม่ว่าอะไรครับ" สิบล้านบาทมันเกินกว่าที่เขาคิดเสียอีก เพราะเขาคิดว่าคงไม่ถึงห้าล้านด้วยซ้ำ แต่กลับผิดคาด "ลูกสาวคุณอยู่บ้านไหม" เกริกวิทย์ถาม "อยู่ครับ" "ผมอยากเห็นลูกสาวคุณ" "ได้ครับ เดี๋ยวผมจะให้เด็กไปเรียกมาให้" พูดจบ กัมพลก็บอกกับคนใช้ให้ไปบอกคนเป็นลูกสาวที่อยู่ในห้องนอนชั้นล่างให้ออกมา ร่างบางเดินออกมายังห้องรับแขกด้วยสีหน้าราบเรียบตามปกติ ก่อนที่กัมพลจะเอ่ยขึ้น "นี่คุณเกริกวิทย์กับคุณชลดา" สิ้นเสียงแข็งของกัมพลบอก หญิงสาวก็ยกมือไหว้คนทั้งสองด้วยท่าทีอ่อนน้อม และกัมพลก็พูดขึ้น "นั่งลงก่อนสิ" จากนั้น เธอก็นั่งลง "คุณเกริกวิทย์กับคุณชลดามาสู่ขอแก เอ่อ...ลูกไปเป็นลูกสะใภ้น่ะ" คนที่ไม่เคยเรียกลูกตัวเองว่าลูกถึงกับต้องรีบกลับคำแล้วเรียกใหม่ "..." เธอรู้สึกตกใจแต่ก็ยังนิ่งอยู่อย่างนั้น ไม่ได้มีความรู้สึกดีหรือไม่ดีกับสิ่งที่คนเป็นพ่อบอก เกริกวิทย์กับชลดาที่สังเกตท่าทีของเธออยู่สักพักแล้วก็ต่างหันมองหน้ากันด้วยความแปลกใจในท่าทีของหญิงสาวที่เธอนิ่งไม่พูดอะไร ก่อนที่กัมพลจะพูดขึ้น "กลับเข้าห้องไปได้แล้ว" ว่าแล้ว มิวก็ลุกจากโซฟาแล้วเดินเข้าห้องไปด้วยสีหน้าเรียบเฉยตามประสา ก่อนที่ชลดาจะเอ่ยขึ้น "ลูกสาวคุณชื่ออะไรเหรอ" ชลดาถาม "ชื่อมิวครับ" ก่อนที่เกริกวิทย์จะพูดขึ้น "งั้นเอาเป็นว่าเดือนหน้าผมจะให้ปริ๊นซ์หมั้นกับลูกสาวคุณเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน พอหมั้นเสร็จผมขอพาลูกสาวคุณไปอยู่กับลูกชายผมจะได้หรือเปล่า" "ได้เลยครับๆ คุณพาลูกสาวผมไปได้เลย" กัมพลพูดออกมาด้วยความดีใจจนออกนอกหน้าอย่างเห็นได้ชัด "ถ้าอย่างนั้นผมกับชลต้องขอตัวกลับก่อน สวัสดีครับ" ว่าแล้ว เกริกวิทย์กับชลดาก็พากันออกจากบ้านไปขึ้นรถหรูที่จอดอยู่หน้าบ้านและกลับบ้านไป ด้านเกริกวิทย์กับชลดา บนรถ "ฉันว่าลูกสาวของคุณกัมพลเขาดูแปลกๆนะคะ" "แปลกยังไงเหรอคุณ" "ดูเหมือนคนมีความทุกข์ค่ะ" "ก็คงมีความทุกข์แหละถ้ามีพ่อที่ไม่รักลูกแบบนั้น ไหนยังจะมีแม่เลี้ยงอีก ผมดูจากท่าทางของกัมพลที่พูดกับหนูคนนั้นแล้ว ผมไม่เห็นความรักของคนเป็นพ่อที่มีต่อลูกเลยสักนิด" "ฉันก็คิดเหมือนคุณค่ะ ทั้งแววตาและน้ำเสียงที่ใช้พูดกับลูกตัวเองคือมันไม่โอเคเลยค่ะ ฉันรู้สึกสงสารหนูคนนั้นจังเลยค่ะ" "ผมก็รู้สึกสงสารเหมือนกัน" ก่อนที่ชลดาจะเอ่ยขึ้น "พอคุณพูดว่าหลังจากหมั้นจะให้หนูคนนั้นมาอยู่กับปริ๊นซ์ก็ถึงกับดีใจจนเก็บทรงไม่อยู่เลยค่ะ คงอยากให้ลูกออกจากบ้านเต็มแก่แล้วล่ะสิ เพื่อที่ตัวเองจะได้อยู่เสวยสุขกับเมียแค่สองคน" "คนเป็นลูกที่มีพ่อแม่แบบนั้นน่าสงสารมากนะคุณ" "ใช่ค่ะ"หลายเดือนต่อมาตอนนี้มิวได้คลอดลูกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เป็นผู้ชาย ตอนนี้อายุได้เก้าเดือนแล้ววันนี้คนเป็นพ่อกับคนเป็นแม่พาลูกออกมาเที่ยวห้างสรรพสินค้ากัน ปริ๊นซ์อุ้มลูกไว้ในอ้อมแขนแกร่งแล้วเดินดูนั่นดูนี่ ก่อนจะพาไปนั่งตรงโซนที่เด็กเล่นเครื่องเล่นกัน ส่วนแม่ของลูกขอตัวไปซื้อข้าวของเคลื่องใช้ในบ้าน"รอให้ลูกโตก่อนนะครับลูกถึงจะเล่นได้" ปริ๊นซ์ก้มพูดกับลูกน้อยที่เขาให้นั่งบนตัก ก่อนที่เด็กน้อยตัวอวบจะดิ้นขยุกขยิกอยากลงเมื่อเห็นเด็กคนอื่นเล่นเครื่องเล่นกัน"เย่น..." เสียงเล็กของลูกชายเปล่งออกมาไม่ค่อยได้ศัพท์ แต่เขาก็พอจะฟังออกว่าลูกพูดอะไร เย่นหมายถึงเล่นนั่นเอง"ลูกยังเล่นไม่ได้นะครับ" เรียวปากหนาบอกกับลูกชายตัวเล็กด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลางมือหนาลูบหัวเล็กของลูกด้วยความรู้สึกเอ็นดูที่ลูกอยากเล่น แต่เล่นไม่ได้ก่อนที่ร่างสวยของแม่ของลูกจะรุนรถเข็นมายังคนเป็นพ่อของลูกที่นั่งอุ้มลูกน้อยตัวอวบขาวอยู่"เรากลับกันเถอะค่ะพี่ปริ๊นซ์""ได้ของครบแล้วเหรอ" ใบหน้าหล่อเหลาของพ่อลูกอ่อนหันถามยังภรรยาตัวเล็กที่ยืนอยู่ด้านข้างด้วยน้ำเสียงน่าฟัง"ได้ครบแล้วค่ะ""งั้นก็กลับกันเถอะ" พูดจบ ปริ๊นซ์ที่ให้ลูก
หนึ่งเดือนต่อมางานแต่งงานของปริ๊นซ์กับมิวที่บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสุขและอบอุ่นได้เสร็จสิ้นลงไปแล้วเมื่อตอนหัวค่ำ และตอนนี้คู่บ่าวสาว หรือเรียกอีกอย่างว่าสามีภรรยา ได้เดินทางมาถึงบ้านแล้ว เมื่อเข้ามาในห้องนอน ปริ๊นซ์ก็จัดการรูดซิปชุดแต่งงานของมิวลงไปจนถึงเอวคอด จากนั้นก็ปลดชุดแต่งงานสีขาวงาช้างออกไปจากร่างสวย ก่อนที่มือเรียวจะจับชุดไว้ พร้อมกับเอ่ยบอกไป"พี่ปริ๊นซ์ไปหยิบผ้าขนหนูมาให้มิวก่อนสิคะ มิวไม่อยากล่อนจ้อนค่ะ""พี่อยากเห็นมิวแก้ผ้ามากกว่ามิวใส่ผ้าซะอีก" ยิ้มอบอุ่น"พี่ไม่เบื่อบ้างเหรอคะ""ไม่เบื่อเลย แต่พี่กลับชอบด้วยซ้ำ ยิ่งสองสามเดือนมานี้พี่ไม่ค่อยได้เห็นมิวแก้ผ้าเลย" ตั้งแต่รู้ว่าเธอท้อง เขาก็เพลาๆเรื่องนั้นลง ไม่ทำบ่อยเหมือนตอนก่อนท้อง เพราะเขาอยากให้เลยช่วงท้องอ่อนๆไปก่อนถึงจะทำให้บ่อยขึ้น"คืนนี้พี่อยากทำไหมคะ" เรียวปากสีหวานถามอย่างเอาอกเอาใจ เธอก็เห็นใจเขาอยู่เหมือนกัน เพราะพอเขารู้ว่าเธอท้อง เขาก็ลดเรื่องนั้นลง เนื่องจากว่าเป็นห่วงลูกในท้อง ทั้งที่ก่อนท้องเขาจะมีอะไรกับเธอบ่อยมากจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันไปเสียแล้วสำหรับเขา"อยากสิ พี่อยากมาเป็นอาทิตย์แล้ว" หนึ่งอาทิ
"แล้วปรายก็มีแฟนแล้วด้วย""ใครเหรอคะแฟนพี่ปราย" ร่างเล็กผละออกจากร่างหนา แล้วเอ่ยถาม"เขาสองคนรู้จักกันมานานแล้ว ผู้ชายคนนั้นเขาเป็นตากล้องน่ะ""อ๋อค่ะ""ทีนี้เรามาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่านะ""ค่ะ""หมอบอกว่าอายุครรภ์กี่เดือนแล้ว" เสียงทุ้มนุ่มน่าฟังเอ่ยถาม พลางฝ่ามือใหญ่ลูบไปบนหน้าท้องแบนราบของคนเป็นแม่ของลูกเบาๆ"สี่สัปดาห์ค่ะ" ตอบพร้อมรอยยิ้มหวาน"ก็อีกแปดเดือนสินะที่ลูกของเราจะคลอดออกมา" เขาเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มและสีหน้ามีความสุข"ค่ะ""หิวไหม""มิวไม่รู้สึกอยากกินอะไรเลยค่ะ แค่ได้กลิ่นอาหารก็เหม็นไปหมด""แล้วทีนี้จะกินอะไรดีล่ะ..." ทำท่าครุ่นคิดแล้วเอ่ยต่อ"หรือว่ากินผลไม้ไหม ผลไม้ไม่น่าจะมีกลิ่นนะ""ลองดูก็ได้ค่ะ""งั้นฉันออกไปซื้อก่อนนะ เธอจะไปกับฉันด้วยไหม""มิวไปด้วยก็ได้ค่ะ อยากนั่งรถเที่ยว" "งั้นก็ไปกันเถอะ" ว่าจบ ปริ๊นซ์ก็จับมือสวยของมิว แล้วพากันออกจากบ้านไปซุปเปอร์มาเก็ตที่อยู่หน้าปากซอยด้านกัมพลหลังจากที่กัมพลรู้ผลตรวจว่าตัวเองเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายเมื่ออาทิตย์ก่อน และมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน เขาก็เก็บตัวอยู่แต่ในห้องนอน ส่วนสายชลก็ออกจากบ้านไปแล้วเมื่ออาทิตย์ก่อน เพราะเธ
บริษัทปริ๊นซ์มิวสาวเท้าเข้ามาภายในบริษัทนำเข้ารถหรูขนาดใหญ่ของเขา แล้วขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นบนสุดของตึกที่มีหลายสิบชั้น มิวก้าวขาออกจากลิฟต์และเดินไปยังห้องทำงานของเขา ก็เห็นว่ามีเลขาสาวอายุราวสามสิบกว่าปีนั่งอยู่หน้าห้องของเขา เมื่อเห็นอย่างนั้นเธอจึงทักทายพร้อมกับเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มตามประสา"สวัสดีค่ะ ฉันมาหาพี่ปริ๊นซ์ค่ะ""ท่านประธานออกไปทานข้าวกับคุณปรายยังไม่กลับมาเลยค่ะ" เลขาสาวตอบกลับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม"..." มิวที่ได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับจุกจนพูดไม่ออก"ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไร แล้วเป็นอะไรกับท่านประธานเหรอคะ""ฉันชื่อมิวเป็นคู่หมั้นของพี่ปริ๊นซ์ค่ะ""อ๋อค่ะ พอดีดิฉันเพิ่งเข้ามาทำงานได้แค่สองเดือนเองค่ะ ก็เลยไม่รู้ว่าท่านประธานมีคู่หมั้นแล้ว ดิฉันคิดว่าคุณปรายเป็นแฟนของท่านประธานซะอีก เพราะสองเดือนที่ฉันทำงานอยู่ที่นี่ ฉันเห็นว่าคุณปรายมาหาท่านประธานเกือบทุกวัน แล้วก็ออกไปทานข้าวด้วยกันค่ะ""..." มิวที่ได้ยินแบบนั้นก็เงียบไป พลางจุกหน่วงอยู่ในใจเมื่อรู้ว่าเขากับพี่ปรายเจอกันทุกวัน โดยที่เธอไม่ได้รู้เลย"ถ้าอย่างนั้นคุณมิวเข้าไปนั่งรอท่านประธานในห้องก่อนก็ได้นะคะ ไม่นานท่านประธา
หกเดือนต่อมาเป็นเวลาหกเดือนแล้วที่ปริ๊นซ์กับมิวอยู่ด้วยกัน ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ราบรื่นดี ต่างคนต่างก็มีความสุขที่ได้อยู่ด้วยกัน และสองเดือนให้หลังมานี้ถ้าช่วงไหนปรายไม่มีงานถ่ายแบบ เธอจะมาหาปริ๊นซ์ที่บริษัทบ่อยๆ โดยที่ปริ๊นซ์ไม่ได้บอกให้มา เธอมาเอง แต่ปริ๊นซ์ก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะมันเป็นความเคยชินอยู่แล้วที่ปรายจะมาหาเขาที่บริษัทอยู่เป็นประจำในระยะเวลาตลอดหลายปีที่ผ่านมา มิวที่วันนี้รู้สึกเวียนหัวและคลื่นไส้จึงโทรไปลางานกับพี่จอยหัวหน้าแผนกที่เธอทำงานอยู่เธอมีอาการแบบนี้มาสี่ห้าวันแล้ว เวลาได้กลิ่นของทอดเธอจะคลื่นไส้และอาเจียนทุกครั้ง"อุ๊บ อ๊วก" มิวที่กำลังทำอาหารเช้าให้เขาอยู่ จู่ๆก็เกิดอาการคลื่นไส้จึงวิ่งไปโก่งคออาเจียนลงในอ่างล้างจาน จนหน้าดำหน้าแดงปริ๊นซ์ที่อยู่ในชุดสูทหรูสีดำก้าวลงบันไดมา เมื่อได้ยินเสียงอาเจียนของหญิงสาวจึงรีบเข้ามาดู เมื่อเห็นว่าเธออาเจียนอยู่ก็รีบเข้ามาลูบแผ่นหลังบางให้เธอพร้อมกับรวบผมของเธอมาไว้ด้านหลัง"แค่ก แค่ก""ไปหาหมอไหม เดี๋ยวฉันพาไป""ไม่เป็นไรค่ะ มิวไม่ได้เป็นอะไรมาก" เธอผละออกจากอ่างล้างจานแล้วพูดกับคนตัวสูงด้วยท่าทีอ่อนแรง"ไม่เป็นอะไรมากไ
"ตอบปรายมาสิปริ๊นซ์ อย่าเอาแต่เงียบ" ปรายถามคาดคั้นอยากได้ยินคำตอบที่เขาบอกว่าอยากแต่งงานกับเธออย่างเช่นเจ็ดปีที่ผ่านมา"ปริ๊นซ์ยังตอบอะไรปรายตอนนี้ไม่ได้ รอให้ปริ๊นซ์ถอนหมั้นกับมิวก่อนก็แล้วกัน แล้วปริ๊นซ์จะบอกปรายเอง" เขาเอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกหนักใจ"เอางั้นก็ได้" เมื่อได้ยินที่เขาบอกจะถอนหมั้นเธอก็ใจชื้นขึ้นมาทันที"งั้นปริ๊นซ์ขอทำงานก่อนนะ" ว่าแล้ว ใบหน้าหล่อก็ก้มหน้าจัดการเซ็นอนุมัติงบประมาณนำเข้ารถหรูล๊อตใหม่มูลค่าหลายร้อยล้านบาท แต่ทว่าในใจคิดไปถึงแต่คนตัวเล็กอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งตอนเย็นเขาก็ไปส่งปรายที่คอนโดแล้วกลับบ้านไป เมื่อเข้ามาภายในบ้านแล้วไม่เห็นหญิงสาว มือหนาก็หยิบโทรศัพท์ยี่ห้อดังออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วกดโทรออกหาเธอตู๊ด~'อยู่ไหน' ทันทีที่มิวกดรับสายเสียงทุ้มเข้มที่เจือไว้ด้วยอารมณ์เคืองขุ่นก็ถามออกไปทันที'มิวกำลังอยู่บนรถค่ะ''รถอะไร''รถจอมทัพค่ะ''นี่เธอ!' เขาหลุดเสียงตะคอกออกไป พลางมือหนากำโทรศัพท์แน่นด้วยอารมณ์คุกรุ่น'มิววางสายแล้วนะคะ''กลับมาถึงบ้านเธอได้ขาถ่างแน่มิว' เขาพูดน้ำเสียงลอดไรฟันแบบคาดโทษ จากนั้นนิ้วหนาก็กดวางสายแล้วสาวเท้าไปหยิบเหล้าราคาแพงท
บ้านปริ๊นซ์รถหรูของปริ๊นซ์เคลื่อนตัวเข้ามาจอดยังหน้าบ้านหลังใหม่ที่แม่ซื้อให้ โดยมีร่างบางของคู่หมั้นสาวนั่งมาด้วย ตลอดการเดินทางมาที่นี่ภายในรถตกอยู่ในความเงียบสงัด เพราะทั้งสองไม่ได้คุยอะไรกัน มิวหันหน้าออกนอกรถเพราะเธอไม่ใช่คนชอบคุยอยู่แล้ว แต่ถ้าใครถามเธอก็จะคุยด้วยปกติหลังจากที่ปริ๊นซ์ดับเคร
วันต่อมา ตอนเย็นเมื่อเช้าชลดาโทรไปบอกปริ๊นซ์ให้มาหาที่บ้านตอนเย็น แต่ก็ไม่ได้บอกว่าให้มาหาทำไมร่างสูงหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรเดินเข้าบ้านมาแล้วหย่อนตัวนั่งลงข้างๆแม่พร้อมกับเอ่ยถาม"แม่มีธุระอะไรจะคุยกับผมเหรอ""แม่หาผู้หญิงไว้ให้ลูกแล้ว เดือนหน้าลูกจะต้องหมั้นกับเขา""..." เขาชะงักและนิ่งพลาง
ด้านปริ๊นซ์ผับหรูแห่งหนึ่ง"เมื่อไหร่มึงจะหาเมียสักทีวะปริ๊นซ์" เสียงของเวย์เพื่อนสนิทของปริ๊นซ์ที่นั่งอยู่ข้างๆเอ่ยถามขึ้น"กูจะไม่แต่งกับใครนอกจากปรายคนเดียวเท่านั้น" "มึงจะรอแต่งงานกับปรายแบบไม่มีกำหนดแบบนี้ไปเรื่อยๆเหรอปริ๊นซ์ เดี๋ยวก็มีลูกไม่ทันใช้หรอก ดูอย่างกูสิตอนนี้เมียกูท้องได้สองเดือนแ
ปริ๊นซ์ อายุ 28 ปีเจ้าของธุรกิจนำเข้ารถหรู ถูกแม่บังคับให้หมั้นกับหญิงสาวคนหนึ่งที่เขาไม่เคยเห็นหน้ามิว อายุ 22 ปีเธอต้องหมั้นกับเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ตัวอย่างนิยาย"ฉันกับเธอจะต้องนอนห้องเดียวกัน""มีห้องนอนห้องเดียวเหรอ""มีสามห้องนอน แต่แม่กำชับมาว่าฉันกับเธอจะต้องนอนห้องเดียวกัน""ค่ะ""ฉ







