LOGINสองชั่วโมงผ่านไป
ปริ๊นซ์รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาหลังจากที่หลับไปสองชั่วโมง ดวงตาคมกวาดสายตามองไปรอบๆก่อนจะหันมาเห็นคนตัวเล็กที่นอนหลับอยู่ข้างตัวเอง ร่างหนาพลิกตัวตะแคงหันมองเธอที่นอนตะแคงมาทางเขา พลางคิดในใจว่าเธอเป็นคนยังไงกันนะ ท่าทีนิ่งๆ ไม่ค่อยพูดและไม่ค่อยยิ้มของเธอนั้นทำให้เขายิ่งอยากรู้จักเธอมากขึ้นแล้วสิ ปริ๊นซ์จ้องมองไปยังเจ้าของใบหน้าเรียวสวยไร้ที่ติอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะได้สติแล้วลุกจากเตียงนอน จากนั้นจึงลงชั้นล่างไปทำของกินในครัวและเขาก็ทำเผื่อคนที่ยังนอนหลับอยู่ด้วย หลังจากที่ปริ๊นซ์ลงข้างล่างไปแล้วสามสิบนาทีมิวก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เมื่อเห็นว่าไม่มีเขาอยู่บนเตียงเธอก็ลุกไปดูในห้องน้ำ เมื่อไม่เห็นว่าเขาอยู่ในห้องน้ำเธอจึงลงไปดูชั้นล่างก็เห็นว่าเขากำลังทำอาหารอยู่ในครัว เมื่อเห็นอย่างนั้นเธอก็เดินไปหยุดอยู่ตรงประตูห้องครัวแล้วยืนมองเขานิ่งอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งคนที่ถูกมองเหมือนรู้ตัวว่ามีใครมองตัวเองอยู่ก็หันมาทางประตูจึงเห็นว่าเธอยืนมองเขาอยู่ด้วยสีหน้าเรียบเฉยตามประสาของเธอที่เขาเริ่มจะชินแล้ว "หิวเหรอ" ปากหนาขยับถาม "หิวค่ะ" "ฉันทำใกล้เสร็จแล้ว รอแปป" "คุณทำของกินเผื่อฉันด้วยเหรอ" "ใช่" "ขอบคุณนะ" เธอเอ่ยบอกไปพร้อมกับหัวใจพองฟูที่เขามีน้ำใจกับเธออีกแล้ว "แค่นี้เล็กน้อยมาก" พูดไปเรื่อย มือก็ทำของกินไปด้วยอย่างขมักเขม้น "คุณทำอาหารกินเองบ่อยเหรอ" "ทำบ่อยตอนอยู่คอนโดสมัยเรียนมหาลัย" "คุณมีเพื่อนเยอะไหม" "ก็เยอะอยู่นะ แต่ที่สนิทคุยกันได้ทุกเรื่องก็มีอยู่สองคนคือเวย์กับปราย แล้วเธอล่ะมีเพื่อนเยอะไหม" "ฉันมีเพื่อนน้อยมาก" "กี่คนเหรอ" "สองคน ผู้ชายคนนึง ผู้หญิงคนนึง" "ฉันบอกตรงๆนะพอฉันได้คุยกับเธอ ฉันก็เพิ่งรู้นะว่าเธอก็ไม่ใช่คนเอาแต่เงียบอย่างเดียว" "ฉันก็เป็นของฉันแบบนี้แหละ ถ้าใครมาชวนคุยฉันก็จะคุยด้วยปกติ แต่ถ้าไม่มีใครมาชวนคุยฉันก็นิ่งไปตามประสาของฉันที่ปกติจะไม่ชอบพูดกับใครก่อน" "ถ้าใครไม่รู้อาจจะคิดว่าเธอหยิ่ง" "ก็อาจจะเป็นเหมือนที่คุณว่านั่นแหละ" "ปกติเธอจะพูดแทนตัวเองว่าฉันกับทุกคนเลยเหรอ" "ไม่ทุกคนค่ะ ถ้าคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าหรือสนิทด้วยฉันถึงจะพูดแทนตัวเองด้วยชื่อของฉัน แต่ส่วนมากฉันจะพูดแทนตัวเองว่ามิวกับป้าอ้อนค่ะ" "ป้าอ้อนคือใครเหรอ" "ป้าอ้อนเป็นแม่บ้านอยู่ที่บ้านมาหลายปีแล้วค่ะ และป้าอ้อนก็เลี้ยงฉันตั้งแต่ฉันคลอดออกมา" "เธอสนิทกับพ่อแม่ไหม" "..." สีหน้าเธอสลดลงเมื่อเขาถามไปถึงพ่อกับแม่ ก่อนจะเม้มริมฝีปากและส่ายหน้าตอบกลับ "เธอไม่ค่อยได้ใกล้ชิดกับพ่อแม่เหรอ" "ไม่เลยค่ะ" "แม่เธอรู้หรือเปล่าว่าวันนี้เป็นวันหมั้นของเธอ" "ไม่รู้ ถึงรู้แม่ก็ไม่มาหรอก" เธอตอบด้วยสีหน้าและแววตาหม่นหมองจนปริ๊นซ์สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน และคิดไปว่าหรือเธออาจจะเป็นลูกชังของพ่อแม่อย่างที่แม่บอกเขาเมื่อไม่กี่วันก่อน 'พ่อกับแม่คิดว่าหนูมิวเป็นลูกชังของพ่อแม่' 'แม่รู้ได้ยังไงครับ' 'ถ้ากัมพลรักลูกจริงเขาคงไม่ปล่อยให้ลูกไปทำงานร้านสะดวกซื้อหรอก ทั้งที่ฐานะที่บ้านก็ดีไม่ได้ขัดสนเงินทองเลย แล้ววันที่พ่อกับแม่ไปสู่ขอหนูมิว พ่อกับแม่ก็เห็นว่าพ่อหนูมิวเวลาพูดกับหนูมิวเหมือนตัวเองไม่ใช่พ่ออย่างนั้นแหละ ทั้งน้ำเสียงและท่าทางเวลาพูดกับลูกตัวเองไม่มีความอ่อนโยนเลย ใช้น้ำเสียงแข็งกระด้างเวลาพูดกับหนูมิว ไหนจะแววตาที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนว่าเกลียดลูกตัวเอง พ่อกับแม่ดูออก' 'อ๋อครับ' "เธอยังทำงานร้านสะดวกซื้ออยู่ไหม" "ยังทำอยู่ค่ะ เพราะยังหางานไม่ได้" "นอกจากทำงานร้านสะดวกซื้อแล้ว เธอยังทำงานอื่นอีกไหม" "เป็นพนักงานเสิร์ฟอยู่ในร้านไอกรีมค่ะ" "ไปทำหลังจากเลิกเรียนเหรอ" "ค่ะ" "แล้วงานร้านสะดวกซื้อล่ะทำตอนไหน" "วันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ค่ะ" "เธอทำงานตั้งแต่อายุเท่าไหร่" "สิบแปดค่ะ" "ที่เธอต้องออกไปทำงานเพราะพ่อเธอไม่ให้เงินใช้เหรอ" "ก่อนหน้านั้นพ่อก็ให้ใช้ปกติ แต่พอฉันอายุสิบแปดปีพ่อก็บอกให้ฉันทำงานหาเงินเรียนเองค่ะ" "พ่อกับแม่เธอเลิกกันตั้งแต่เธออายุเท่าไหร่" "ตอนนั้นฉันอายุสิบสามปีค่ะ" "อืม" "งั้นฉันขอตัวออกไปรอข้างนอกนะคะ" "ไปเถอะ เดี๋ยวพอฉันทำเสร็จฉันจะยกออกไปให้" "ค่ะ" รับคำเสร็จเธอก็หมุนตัวออกจากห้องครัวไป โดยดวงตาคมของปริ๊นซ์มองตามแผ่นหลังบางที่เดินออกไป พลางคิดในใจว่าที่แท้ก็เป็นอย่างที่แม่เขาบอกจริงๆว่าเธอเป็นลูกชังของพ่อแม่ ดูๆแล้วชีวิตเธอก็น่าสงสารมาก มีพ่อแม่ก็เหมือนกับไม่มีเมื่อปริ๊นซ์ทำอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ยกออกมาวางไว้บนโต๊ะด้านนอก ก่อนที่เขาจะออกไปบอกหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ในสวนหย่อมหน้าบ้าน โดยตอนนี้เธอกำลังทอดสายตามองไปข้างหน้าด้วยอาการเหม่อลอย ปริ๊นซ์ที่เห็นเธอนั่งใจลอยอยู่ก็เดินมาทิ้งตัวนั่งลงข้างๆพร้อมกับเอ่ยถาม"คิดเรื่องอะไรอยู่เหรอ" ก่อนที่เธอจะได้สติแล้วหันมาตอบเขาและหันกลับไปมองข้างหน้าอย่างเดิม"อ อ๋อ ฉันกำลังคิดถึงป้าอ้อนค่ะ เพราะตั้งแต่เกิดมาฉันไม่เคยห่างกับป้าอ้อนเลย""ชีวิตเธอคงมีแต่ป้าอ้อนสินะที่รักเธอ""ฉันนอนกับป้าอ้อนมาตั้งแต่เกิด จนอายุเจ็ดปีป้าอ้อนก็แยกห้องเพื่อฝึกให้ฉันนอนคนเดียว ตั้งแต่อนุบาลหนึ่งจนถึงปอหกป้าอ้อนจะไปรับไปส่งฉันที่โรงเรียนโดยการนั่งรถเมย์หรือบางทีก็นั่งรถไฟฟ้า พอฉันขึ้นมอหนึ่งป้าอ้อนก็ฝึกให้ฉันนั่งรถไฟฟ้าไปโรงเรียนเองค่ะ""ฉันเข้าใจความรู้สึกของเธอนะว่าเธอรู้สึกยังไง""ขอบคุณนะคะที่เข้าใจฉัน อย่างน้อยก็ยังมีคุณอีกคนที่เข้าใจฉัน""ถึงฉันจะไม่ได้เป็นลูกชังของพ่อกับแม่เหมือนเธอ แต่ฉันก็เข้าใจเธอ""คุณรู้ได้ไงว่าฉันเป็นลูกชังของพ่อกับแม่" เธอหันถามด้วยสีหน้าสงสัย"เอาเป็นว่าฉันรู้ก็แล้วกัน""..." เธอเงียบแต่
สองชั่วโมงผ่านไปปริ๊นซ์รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาหลังจากที่หลับไปสองชั่วโมง ดวงตาคมกวาดสายตามองไปรอบๆก่อนจะหันมาเห็นคนตัวเล็กที่นอนหลับอยู่ข้างตัวเอง ร่างหนาพลิกตัวตะแคงหันมองเธอที่นอนตะแคงมาทางเขา พลางคิดในใจว่าเธอเป็นคนยังไงกันนะ ท่าทีนิ่งๆ ไม่ค่อยพูดและไม่ค่อยยิ้มของเธอนั้นทำให้เขายิ่งอยากรู้จักเธอมากขึ้นแล้วสิปริ๊นซ์จ้องมองไปยังเจ้าของใบหน้าเรียวสวยไร้ที่ติอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะได้สติแล้วลุกจากเตียงนอน จากนั้นจึงลงชั้นล่างไปทำของกินในครัวและเขาก็ทำเผื่อคนที่ยังนอนหลับอยู่ด้วยหลังจากที่ปริ๊นซ์ลงข้างล่างไปแล้วสามสิบนาทีมิวก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เมื่อเห็นว่าไม่มีเขาอยู่บนเตียงเธอก็ลุกไปดูในห้องน้ำ เมื่อไม่เห็นว่าเขาอยู่ในห้องน้ำเธอจึงลงไปดูชั้นล่างก็เห็นว่าเขากำลังทำอาหารอยู่ในครัว เมื่อเห็นอย่างนั้นเธอก็เดินไปหยุดอยู่ตรงประตูห้องครัวแล้วยืนมองเขานิ่งอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งคนที่ถูกมองเหมือนรู้ตัวว่ามีใครมองตัวเองอยู่ก็หันมาทางประตูจึงเห็นว่าเธอยืนมองเขาอยู่ด้วยสีหน้าเรียบเฉยตามประสาของเธอที่เขาเริ่มจะชินแล้ว"หิวเหรอ" ปากหนาขยับถาม"หิวค่ะ""ฉันทำใกล้เสร็จแล้ว รอแปป""คุณทำของกินเผื่อฉันด้ว
บ้านปริ๊นซ์รถหรูของปริ๊นซ์เคลื่อนตัวเข้ามาจอดยังหน้าบ้านหลังใหม่ที่แม่ซื้อให้ โดยมีร่างบางของคู่หมั้นสาวนั่งมาด้วย ตลอดการเดินทางมาที่นี่ภายในรถตกอยู่ในความเงียบสงัด เพราะทั้งสองไม่ได้คุยอะไรกัน มิวหันหน้าออกนอกรถเพราะเธอไม่ใช่คนชอบคุยอยู่แล้ว แต่ถ้าใครถามเธอก็จะคุยด้วยปกติหลังจากที่ปริ๊นซ์ดับเครื่องยนต์เรียบร้อยแล้วต่างคนก็พากันลงจากรถไป ก่อนที่มิวจะเดินไปท้ายรถเพื่อจะหยิบกระเป๋าเสื้อผ้า มือเรียวทำท่าจะเลื่อนไปหยิบกระเป๋าแต่ทว่า"เดี๋ยวฉันถือให้""ขอบคุณค่ะ" เธอพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ก่อนจะสาวเท้าเข้าบ้านไปยืนอยู่กลางห้องโถงกว้างที่ประดับประดาด้วยเฟอร์นิเจอร์หรูหราราคาแพงร่างสูงก้าวมายืนอยู่ข้างเธอพร้อมกับเรียวปากหนาขยับเอ่ยออกไป"ฉันกับเธอจะต้องนอนห้องเดียวกัน""มีห้องนอนห้องเดียวเหรอ" เจ้าของใบหน้าเรียวสวยหันถามยังคนตัวสูงที่ยืนอยู่ด้านข้างด้วยสีหน้าราบเรียบ"มีสามห้องนอน แต่แม่กำชับมาว่าฉันกับเธอจะต้องนอนห้องเดียวกัน""ค่ะ" รับคำด้วยน้ำเสียงนิ่ง'แม่ให้คนจัดห้องนอนไว้ให้ลูกกับหนูมิวแล้วนะ ลูกจะต้องนอนกับหนูมิว ห้ามแยกห้องนอนกันเด็ดขาด ถ้าแม่รู้ว่าลูกแยกห้องนอนกับหนูมิว แ
วันต่อมา ตอนเย็นเมื่อเช้าชลดาโทรไปบอกปริ๊นซ์ให้มาหาที่บ้านตอนเย็น แต่ก็ไม่ได้บอกว่าให้มาหาทำไมร่างสูงหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรเดินเข้าบ้านมาแล้วหย่อนตัวนั่งลงข้างๆแม่พร้อมกับเอ่ยถาม"แม่มีธุระอะไรจะคุยกับผมเหรอ""แม่หาผู้หญิงไว้ให้ลูกแล้ว เดือนหน้าลูกจะต้องหมั้นกับเขา""..." เขาชะงักและนิ่งพลางคิดในใจว่าก็แค่หมั้นไม่ได้แต่ง ต่อไปค่อยถอนหมั้นกันก็ได้ แต่ตอนนี้เขาต้องตามใจแม่ไปก่อน เพราะถ้าเขาปฏิเสธแม่ก็ต้องบังคับอยู่ดี "หึ ผิดคาด" ชลดาหัวเราะยิ้มพลางเอ่ย"แม่หมายถึงอะไรครับ" ปริ๊นซ์ที่กำลังนิ่งใช้ความคิดอยู่เอ่ยถามขึ้น"แม่ก็คิดว่าลูกจะปฏิเสธซะอีก""ถ้าผมปฏิเสธแล้วแม่จะยอมเหรอครับ""ก็ไม่ยอม""ก็เพราะผมรู้ไงครับว่าแม่ไม่ยอมผมจึงไม่อยากปฏิเสธ""หลังจากหมั้นกันแล้วลูกกับคู่หมั้นต้องอยู่ด้วยกัน""ยังไม่ได้แต่งจะให้อยู่ด้วยกันได้ยังไงครับ""อยู่กันก่อนแต่งไงไม่เห็นจะแปลกอะไร หลายคู่ก็อยู่กันก่อนแต่งกันทั้งนั้น""ครับ""แม่จะซื้อบ้านให้ลูกเอาไว้เป็นเรือนหอ หลังจากหมั้นกันแล้วลูกกับคู่หมั้นก็พากันเข้าไปอยู่ได้เลย""ครับ""หลังจากนั้นหกเดือนค่อยแต่งงาน""มากกว่าหกเดือนไม่ได้เหรอครับแม่"
บ้านกัมพลหนึ่งอาทิตย์ต่อมาหลังจากที่เมื่อสองวันก่อนเกริกวิทย์ได้ติดต่อมาหากัมพลเพื่อบอกว่าวันนี้จะเข้ามาคุยธุระ วันนี้กัมพลจึงไม่เข้าบริษัทเพราะเขาต้องอยู่ต้อนรับเกริกวิทย์กับชลดา"สวัสดีคุณกัมพล/สวัสดีค่ะคุณกัมพล" เสียงของเกริกวิทย์กับชลดาเอ่ยทักทายยังเจ้าของบ้าน ก่อนที่กัมพลจะลุกจากโซฟาแล้วทักทายกลับยังแขกผู้มาเยือน"สวัสดีครับคุณเกริกวิทย์ สวัสดีครับคุณชลดา เชิญนั่งก่อนครับ" จากนั้น ทุกคนก็นั่งลงก่อนที่เกริกวิทย์จะเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นอย่างไม่ต้องการให้เสียเวลา"ที่ผมมาวันนี้ก็เพราะผมอยากจะมาสู่ขอลูกสาวคุณให้กับปริ๊นซ์ลูกชายผม คุณจะว่ายังไง""คือ...ก็ไม่ว่ายังไงครับ" กัมพลแสร้งทำเป็นท่าทีอึกอักพอเป็นพิธี ทั้งที่ในความเป็นจริงนั้นดีใจไม่น้อยที่ลูกสาวซึ่งเขาไม่พร้อมจะมีตั้งแต่แรกออกไปจากบ้านหลังนี้เสียที"คุณจะเรียกสินสอดเท่าไหร่ก็ว่ามาได้เลยครับ""ผมแล้วแต่ทางคุณก็แล้วกันนะครับ ผมไม่ได้กะเกณฑ์อะไร" ที่เขาไม่กะเพราะเขาคิดว่าน่าจะได้มากกว่าที่จะกะ"ถ้าอย่างนั้นทางผมจะให้คุณสิบล้านบาท คุณจะว่ายังไงครับ""เอ่อ...ไม่ว่าอะไรครับ" สิบล้านบาทมันเกินกว่าที่เขาคิดเสียอีก เพราะเขาคิดว่าคงไม่ถึงห้
ด้านปริ๊นซ์ผับหรูแห่งหนึ่ง"เมื่อไหร่มึงจะหาเมียสักทีวะปริ๊นซ์" เสียงของเวย์เพื่อนสนิทของปริ๊นซ์ที่นั่งอยู่ข้างๆเอ่ยถามขึ้น"กูจะไม่แต่งกับใครนอกจากปรายคนเดียวเท่านั้น" "มึงจะรอแต่งงานกับปรายแบบไม่มีกำหนดแบบนี้ไปเรื่อยๆเหรอปริ๊นซ์ เดี๋ยวก็มีลูกไม่ทันใช้หรอก ดูอย่างกูสิตอนนี้เมียกูท้องได้สองเดือนแล้วนะเว้ย""กูดีใจกับมึงด้วยนะเวย์ที่มึงกำลังจะมีลูกกับคนที่มึงรัก""มึงจะไม่ลองเปิดใจกับผู้หญิงคนอื่นบ้างเหรอ มึงก็รู้นี่ว่าถึงยังไงแม่มึงก็ไม่ยอมรับปรายอยู่ดี""แต่กูยังหวังว่าถึงยังไงแม่ก็ต้องยอมใจอ่อนให้กูได้แต่งงานกับปรายแน่ๆ""มึงชอบปรายตั้งแต่มึงเรียนอยู่ปีสี่ จนตอนนี้มึงเรียนจบมาหกปีแล้ว แต่กูก็ไม่เห็นว่าแม่มึงจะใจอ่อนยอมรับปรายมาเป็นลูกสะใภ้สักที"ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อนเขากับปรายเรียนคณะเดียวกันและรุ่นเดียวกัน ตั้งแต่ปีหนึ่งปรายจะเป็นผู้หญิงคนเดียวที่อยู่ในกลุ่มของพวกเขาที่มีปริ๊นซ์ เวย์ ธามและเทมป์ รวมปรายด้วยก็ห้าคน ทั้งห้าคนมีความสนิทสนมกันมาก ไปไหนมาไหนด้วยกันเป็นกลุ่มตลอด จนกระทั่งปีสี่ความรู้สึกของปริ๊นซ์ที่มีต่อปรายได้เปลี่ยนไปจากเดิม เขาไม่ได้คิดกับปรายแค่เพื่อน แต่เขาคิดกับ







