LOGINจากคำสัญญาใสซื่อในวัยเยาว์ท่ามกลางทุ่งหญ้าและกลิ่นหอมของดอกพลับพลึงป่า ตะวัน และ น้ำค้าง เคยเชื่อว่าความรักคือโลกทั้งใบที่ขาวสะอาด แต่กรงล้อแห่งโชคชะตาและกิเลสในใจมนุษย์กลับหมุนวนพาชีวิตของน้ำค้างดิ่งลงสู่เส้นทางที่ยากจะหวนกลับ ด้วยความอยากลองเพียงชั่ววูบนำพาเธอเข้าสู่ ‘โลกโลกีย์’ ที่ร่านร้อนและเต็มไปด้วยราคี ยิ่งถลำลึก น้ำค้างยิ่งรู้สึกถึงความต่ำตมที่เกาะกินหัวใจ เธอเลือกที่จะหันหลังให้ตะวันทั้งที่รักเขาจนสุดลมหายใจ เพราะคำว่า ‘ไม่คู่ควร’ เธอจำยอมใช้ร่างกายแลกกับทุกสิ่งเพื่อแอบสนับสนุนและผลักดันให้ตะวันมีชีวิตที่รุ่งโรจน์ในหน้าที่การงาน แม้จะต้องเจ็บปวดเจียนตายเมื่อเห็นเขามีความสุขกับคนใหม่ที่เพียบพร้อมกว่า แต่สำหรับเธอ การได้รักโดยไม่หวังครอบครองคือความบริสุทธิ์เพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ในชีวิตที่บิดเบี้ยวนี้
View Moreคำเตือนเนื้อหา!
คำเตือนเนื้อหา (Content Warning)
นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายโรมานซ์ดรามาสำหรับผู้ใหญ่ (NC18+) มีเนื้อหาที่ควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน ดังนี้:
มีการบรรยายฉากร่วมเพศอย่างละเอียดและเปิดเผย
มีสถานการณ์ที่บีบคั้นทางอารมณ์ การสูญเสีย และความเจ็บปวดทางจิตใจ
มีบางฉากที่ความสัมพันธ์เกิดขึ้นภายใต้ความกดดันหรือสถานการณ์ที่คลุมเครือ
มีการกล่าวถึงตัวละครที่มีภาวะทางจิตใจที่แตกสลายและเปราะบาง
มีการกล่าวถึงอาชีพและการทำงานในกามโลกีย์
หมายเหตุ: ตัวละครและเหตุการณ์ในนิยายเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องสมมติที่แต่งขึ้นเพื่ออรรถรสทางวรรณกรรมเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาส่งเสริมหรือสร้างความเข้าใจผิดต่ออาชีพหรือภาวะเจ็บป่วยใดๆ
*******************
บันทึกขอบคุณ:
นิยายเรื่องนี้คงไม่อาจสมบูรณ์ได้หากขาดแรงบันดาลใจสำคัญ ขอขอบคุณและให้เครดิตแด่ท่านที่ใช้นามว่า "ikip" สำหรับการร่วมวางโครงเรื่องและจุดประกายความคิดอันทรงคุณค่า ที่ช่วยถักทอ 'บ่วงรักรอยบาป' ให้เปี่ยมไปด้วยมิติและอารมณ์ที่ลึกซึ้ง ขอบคุณที่เป็นส่วนหนึ่งของการรังสรรค์วรรณกรรมอันงดงามในครั้งนี้ค่ะ
+++++++++++++++++++++
ท้องทุ่งยามโพล้เพล้ถูกฉาบด้วยแสงอุ่นจัดโทนส้มม่วงที่กำลังลามเลียไปทั่วขอบฟ้า กลิ่นไอดินอุ่นๆ ผสมกับกลิ่นหอมจางของหญ้าแห้งลอยพุ่งขึ้นมาแตะจมูกพร้อมกับเสียงฝีเท้าเล็กๆ ที่ย่ำพรวดพราดไปบนคันนาขรุขระ
“น้ำค้าง! อย่าวิ่ง! เดี๋ยวก็ตกคันนาหรอก”
เสียงทุ้มใสของเด็กชายวัยสิบสองตะโกนก้องมาแต่ไกล ตะวัน ในชุดนักเรียนประถมสีหม่นที่ดูมอมแมมจากการเล่นซนและชายเสื้อที่หลุดลุ่ย วิ่งกระหืดกระหอบตามร่างเล็กเบื้องหน้า ในมือของเขากำถุงพลาสติกยับยู่ยี่ไว้แน่น ภายในมีดอกพลับพลึงป่าสีขาวนวลบรรจุอยู่สองสามดอก ซึ่งเขายังคงถือมันไว้อย่างระมัดระวังราวกับกลัวว่ากลีบบอบบางนั้นจะช้ำพัง
น้ำค้าง เด็กหญิงวัยสิบขวบหยุดกะทันหัน เธอหันกลับมาส่งยิ้มกว้างจนดวงตาเรียวรีปิดสนิทเป็นรูปวงพระจันทร์เสี้ยว เสื้อนักเรียนสีขาวที่ดูจะเริ่มเล็กจนรั้งตัวและกระโปรงที่เปื้อนรอยดินตามประสาเด็กไม่ได้ทำให้ความร่าเริงของเธอลดน้อยลงเลย
“พี่ตะวัน มาเร็ว! แมลงปอตัวนี้สวยมาก สีแดง... ปีกเหมือนนางฟ้าเลย”
เธอชี้ชวนเสียงแผ่ว พลางย่อตัวลงต่ำจนแทบจะกลืนไปกับพงหญ้า นิ้วมือน้อยๆ สั่นระริกขณะค่อยๆ เอื้อมออกไปหาเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่เกาะนิ่งอยู่บนปลายยอดหญ้าที่ไหวเอนตามลม ลมหายใจถูกกลั้นไว้ด้วยความลุ้นระทึก ทว่าเพียงแค่ปลายนิ้วเกือบจะแตะถูกปีกใส เจ้าแมลงปอตัวสวยก็สะบัดปีกบินปร๋อขึ้นสู่ฟ้ากว้างหายวับไปอย่างง่ายดาย
เด็กน้อยแหงนหน้ามองตามตาละห้อย แววตาเต็มไปด้วยความเสียดายอย่างสุดซึ้ง
“ดูสิพี่ตะวัน มันสวยจัง...” เธอกระซิบเสียงอ่อยขณะที่ตะวันก้าวมาหยุดยืนอยู่ข้างกาย “ถ้าน้ำค้างเป็นแมลงปอนะ น้ำค้างจะบินขึ้นไปบนฟ้าไกลๆ ไปดูว่าที่ฟ้ามีอะไร”
เธอแหงนมองท้องฟ้าสีจัดที่แสงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าไกลโพ้น แสงอุ่นๆ อาบไล้ใบหน้าจิ้มลิ้มให้ดูละมุนตาราวกับภาพฝัน
“แล้วน้ำค้างจะเอาเพชรนิลจินดากลับมาจากฟ้านั่น มาสร้างบ้านให้พ่อกับแม่” เธอยิ้มตาหยีอย่างมีความสุข ก่อนจะหันมามอง “พี่ชายข้างบ้าน” ที่เป็นทั้งเพื่อนเล่นและคนคอยดูแลเธอมาตลอดตั้งแต่เล็ก
ตะวันนิ่งมองใบหน้าของน้องสาว แววตาของเด็กชายฉายความมุ่งมั่นที่หนักแน่นเกินวัย
“ไม่ต้องไปหรอก พี่กลัวน้ำค้างหลงทางบินกลับบ้านไม่ถูก...” เขาพูดออกมาจากส่วนลึกของหัวใจที่ยังบริสุทธิ์ “พี่จะสร้างบ้านให้น้ำค้างกับพ่อกับแม่ของน้ำค้างเอง”
“พี่จะสร้างบ้านให้น้ำค้างเหรอ?” น้ำค้างถามย้ำด้วยสีหน้าหน้าระรื่นราวกับจะได้ของเล่นชิ้นที่ถูกใจที่สุด
“ใช่ พี่สัญญา” ตะวันพยักหน้ายืนยันคำมั่น
“งั้นต้องเกี่ยวก้อยสัญญา!”
นิ้วก้อยเล็กๆ ถูกชูขึ้นในระดับสายตา ตะวันยื่นนิ้วก้อยของเขาเข้าเกี่ยวกระหวัดกับนิ้วของเธอไว้แน่น ทั้งสองเขย่ามือกันเบาๆ ท่ามกลางเสียงหรีดหริ่งเรไรที่เริ่มส่งเสียงระงมต้อนรับความมืดมิดที่กำลังคืบคลานเข้ามา เป็นพันธสัญญาใสๆ ในวัยเยาว์ที่อบอวลไปด้วยความรักและความผูกพันที่ตราตรึงอยู่ในใจน้อยๆ สองดวงที่ทั้งสองไม่รู้ตัว...
เข็มนาฬิกาหมุนวนผ่านวันคืนอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย กลิ่นดินปนสาบโคลนในวัยเยาว์จางหายไปแทนที่ด้วยกลิ่นอายของความเป็นหนุ่มสาว น้ำค้าง ในชุดนักเรียนมัธยมปลายดูสะพรั่งตา ผิวพรรณนวลลออรับกับโครงหน้าที่เริ่มฉายแววสวยหวาน
แม้ทุกอย่างรอบกายจะแปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ทว่าสายใยระหว่างเธอกับ พี่ตะวัน กลับยิ่งรัดตรึงแน่นแฟ้น จากความเอ็นดูแบบพี่น้องในวันวาน ได้ถักทอจนกลายเป็นความรักที่ฝังรากลึกในหัวใจจนแทบแยกไม่ออก ท่ามกลางสายตาเอ็นดูของผู้ใหญ่ทั้งสองบ้านที่ต่างเปิดทางและคอยเป็นแรงสนับสนุน เพราะความประพฤติที่งดงามอยู่ในครรลองของทั้งคู่ จนผู้คนต่างโจษจันว่าเห็นพี่ตะวันที่ไหน ย่อมมีเงาของน้ำค้างที่นั่นเสมอ
แสงแดดอ่อนยามเย็นฉาบไล้ทุ่งหญ้าเขียวขจีจนดูราวกับผืนพรมกำมะหยี่ทองคำที่พริ้วไหวล้อไปกับแรงลม กลิ่นชื้นของหน้าดินหลังฝนพรำโชยมาแตะจมูก ผสมผสานกับกลิ่นหอมสะอาดของมวลบุปผาป่าที่พากันเบ่งบานชูช่อ
ตะวันในวัยหนุ่มกระทง ร่างกายกำยำสมส่วนตามแบบฉบับชายหนุ่มชนบท เดินนำหน้าเด็กสาวไปยังลำธารสายเดิมที่ซุกซ่อนความทรงจำในวัยเด็กของพวกเขาเอาไว้มากมาย
เขาหยุดฝีเท้าลงตรงหน้ากอระย้าที่ทิ้งตัวเรี่ยพื้นดิน ดอกไม้สีขาวนวลลดาบานสะพรั่งรับไออุ่นสุดท้ายของวัน
“น้ำ... ดูนี่สิ”
ตะวันย่อตัวลงอย่างใจเย็น ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการตรากตรำงานหนักบรรจงเด็ดดอกที่สมบูรณ์ที่สุดขึ้นมาอย่างทะนุถนอมราวกับกลัวว่ากลีบบอบบางนั้นจะช้ำเพียงเพราะสัมผัสของเขา
เขามองลึกเข้าไปในดวงตาใสซื่อของคนตรงหน้า ก่อนจะยื่นดอกไม้ดอกนั้นออกมาด้วยท่าทีประหม่าเล็กน้อย
“ดอกพลับพลึงป่า... น้ำเห็นไหมว่ามันขึ้นอยู่กลางป่าเพียงลำพัง แต่มันกลับเข้มแข็งและสวยงามกว่าดอกไม้ในเมืองที่พี่เคยเห็น... เหมือนกับน้ำเลยนะ”
สิ้นเสียงทุ้มต่ำ ตะวันยื่นมือข้างหนึ่งค่อยๆ ทัดดอกพลับพลึงขาวสะอาดนั้นไว้ที่ใบหูของเด็กสาวอย่างแผ่วเบา สัมผัสจากมือที่อบอุ่นทำให้น้ำค้างรู้สึกถึงกระแสความผูกพันที่หลั่งไหลเข้ามาจนใจสั่น
“สัญญากับพี่ได้ไหม? ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น น้ำจะเข้มแข็งเหมือนดอกไม้ดอกนี้... และพี่สัญญา... ว่าพี่จะเป็นคนดูแลดอกไม้ดอกนี้ของพี่ ไม่ให้ใครมาเหยียบย่ำทำลายได้ตลอดไป”
ในวินาทีนั้น น้ำค้างทำได้เพียงพยักหน้าด้วยความเขินอายจนแก้มระเรื่อ หัวใจดวงน้อยพองโตจนจุกอกด้วยความหวังที่ขาวสะอาดและมั่นคง เธอไม่รู้เลยว่า ณ ช่วงเวลานั้น หัวใจของเธอได้รับการเติมเต็มจนถึงขีดสุดเท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะได้รับไปแล้ว
เธอบรรจงนำดอกพลับพลึงดอกนั้นกลับมา ทับมันไว้ในสมุดบันทึกเล่มสำคัญอย่างประณีต หวังเพียงจะสตัฟฟ์เวลาแห่งความสุขนี้ไว้ให้คงอยู่ตลอดกาล... เป็นไออุ่นในใจที่จะคอยย้ำเตือนถึงรักแท้ท่ามกลางทุ่งพลับพลึงป่าแห่งนี้ไปชั่วนิรันดร์
แกร็ก!เสียงประตูห้องเปิดออกและปิดลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการปรากฏตัวของตะวันในสภาพผมยุ่งเหยิง ใบหน้าซูบมันแววเนื่องจากการกรำงานหนักเอกสารประมูลมาทั้งวัน ชายหนุ่มอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นมาถึงข้อศอก ชายเสื้อบางส่วนหลุดลุ่ยออกมานอกขอบกางเกงสแล็กสีเข้ม ชายหนุ่มยืนเบิ่งตากลมโตเบิกกว้าง ทอดสายตาจ้องมองตรงไปยังโซฟาตัวใหญ่กลางห้องรับแขก ซึ่งบัดนี้กลายเป็นจุดศูนย์กลางตัณหาของทุกคนภาพของน้ำค้าง เมียรักร่างบางที่กำลังนั่งคร่อมทับอยู่บนตักแกร่งของเจิด โดยที่อดีตบอดี้การ์ดหนุ่มกำลังนอนกัดฟันกรอด สองมือหนาใหญ่กร้านงานหนักบีบเฟ้นเค้นหนั่นเนื้อสะโพกขาวงอนอย่างมันมือ ทำให้ความเหนื่อยล้าสะสมจากการทำงานมาตลอดทั้งวันของตะวันปลิวหายไปเป็นปลิดทิ้ง!ทว่าสิ่งที่สร้างความรัญจวนใจจนเขาใจกระตุกวูบและเต้นระรัว คือภาพมุมต่ำของสองกลีบแคมสีสดสวยของน้ำค้างที่บัดนี้กำลังอ้าอมลำแท่งเนื้อยาวใหญ่ที่อวบอ้วนสีเข้มเอาไว้มิดโคน กลีบเนื้อสีหวานเบียดรั้งรัดติ้วจนปลิ้นเข้าปลิ้นออกราวกับจะฉีกขาด พร้อมกับคราบน้ำรักสีขาวขุ่นที่ทะลักเอ่อล้นไหลย้อยลงมาชโลมฉ่ำทั่วพวงไข่เบื้องล่าง นั่นคือภาพวิชวลความร่านร้อนที่ตอกอัดเข้าเต
"ทีนี้ตาพี่บ้างนะ... พี่ขอนะน้องติ๊ก"เจิดกัดฟันกรอดด้วยความกระสันที่พุ่งขึ้นจนถึงขีดสุด ชายหนุ่มหันไปสบตากับโต้งที่นั่งไขว่ห้างเอนหลังพิงเบาะ จิบเบียร์เย็นฉ่ำในมือพลางยิ้มกริ่มส่งสัญญาณให้เหมือนกำลังบอกว่า 'จัดไปเลยพี่... เต็มที่!'ฝ่ามือหนาใหญ่กร้านงานหนักสอดอุ้มบั้นท้ายกลมกลึงของติ๊กยกขึ้นอย่างง่ายดาย ก่อนจะหมุนเรือนร่างระหงวางลงเอนนอนแทนที่เขาบนเบาะโซฟา แล้วพลิกตัวขึ้นทาบทับอยู่เบื้องบนอย่างดุดัน สองขาเรียวงามของแม่เล้าสาวถูกจับแยกออกกว้าง ยกเข่าขึ้นวางตั้งบนเบาะโซฟาเปิดเปลือยเรือนร่างเป็นรูปตัวเอ็มอย่างน่าหวาดเสี้ยว"ว้าว... โคตรใหญ่เลยอะ! เป็นไงบ้างพี่ติ๊ก!"ฟางก้มตัวลงต่ำ จ้องมองดูจุดสนามรบที่สัดส่วนสองแคมสีสดสวยกำลังอ้าปลิ้น คาบครอบลำแท่งเนื้อยักษ์ปูดโปนขรุขระไว้แน่นมิดโคน พร้อมกับช่องทางรักที่ตอดขมิบรัดเอวหนายวบ ๆ เป็นจังหวะถี่ระรัว"อูยยยย... สุด ๆ เลยฟาง... โอ๊ยยยย... ซี้ดดดด..."ติ๊กหลับหูหลับตาตอบกลับเสียงกระเส่าพร่า ลมหายใจขาดช่วงเป็นจังหวะ"อ๋าาาาา... อูยยยย!"ดวงตาของติ๊กเหลือกปลิ้น อ้าปากค้างหวอเมื่อเจิดถอนลำเอ็นยักษ์ยาวเหยียดออกมาจนเกือบหลุดสุดปลายหัวถอก ก่อนจะกดสะโพ
เจิดค่อย ๆ ผละริมฝีปากออกจากความอวบอิ่มของติ๊ก ทว่าชายหนุ่มกลับไม่หยุดความเร่าร้อนไว้เพียงเท่านั้น เขาซุกปลายจมูกฝังลงกับต้นคอขาวเนียนที่กรุ่นกลิ่นหอมผสานดีกรีแอลกอฮอล์ ไซ้จูบละเลียดไปตามผิวกายอุ่นร้อน ไล่เรื่อยขึ้นไปจนถึงติ่งหู ก่อนจะเม้มขบเบา ๆ อย่างหยอกเย้าและช่ำชอง"อูยยยย... อาาา... พี่เจิด..."ติ๊กตาลอยครางเสียงกระเส่าแว่ว ร่างบางเกร็งกระตุกวูบรับความเสียวซ่านที่พุ่งพุ่งพล่าน นิ้วมือหนาใหญ่กร้านงานหนักของเจิดเลื่อนขึ้นมาประคองเต้างามอวบอูมของเธอ บีบคลึงเค้นหนักเบาตามจังหวะอารมณ์อย่างคล่องแคล่ว จนร่างระหงสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ทว่าติ๊กผู้ช่ำชองในเกมกามมีหรือจะยอมให้เขาเป็นฝ่ายรุกอยู่ฝ่ายเดียวฝ่ามือเรียวเล็กของเธอเลื่อนลูบไล้ไปตามต้นขาแน่นเครียดที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของบอดี้การ์ดหนุ่ม ก่อนจะลูบวกเข้าไปยังเป้ากางเกงตรงจุดสำคัญอย่างหญิงเจนโลกกามารมณ์"อุ๊ย... มันใหญ่ดีจัง แบบนี้ต้องขอดูชัด ๆ หน่อยแล้วล่ะ..."ติ๊กเอ่ยเสียงยานคางด้วยอารมณ์ดิบที่ถูกจุดติด นิ้วเรียวยาวค่อย ๆ ปลดกระดุมกางเกงของเจิด รูดซิปลงอย่างชำนาญ พลางช้อนสายตาฉ่ำปรือขึ้นมองชายหนุ่มอย่างยั่วเย้า ก่อนจะสอดมือเรียวเล็กผ่า
สายตาของติ๊กทอดมองผ่านกระจกใสบานใหญ่ตั้งแต่พื้นจรดเพดานภายในห้องรับแขกของคอนโดหรู ชั้น 32 ย่านจตุจักร ทัศนียภาพอันงดงามยามเย็นของกรุงเทพมหานครคลี่กางออกตรงหน้าอย่างประณีต แสงอาทิตย์อัสดงสีส้มทอประกายทองไล้เฉดสาดส่องไปทั่วผืนฟ้า ทอดเงายาวพาดผ่านสวนจตุจักรผืนใหญ่เบื้องล่างที่เปรียบเสมือนปอดสีเขียวขจีกว้างใหญ่ อาคารสูงตระหง่านน้อยใหญ่รายล้อมเรียงตัวตัดกับเส้นขอบฟ้า ขณะที่สายถนนเบื้องล่างเริ่มเปิดไฟส่องสว่าง ทอดตัวเป็นสายเส้นแสงเคลื่อนตัวไปตามจังหวะชีวิตของเมืองหลวงที่ไม่มีวันนอนหลับ"ห้องนี้วิวสวยจังเลยนะน้ำ..."ติ๊กเอ่ยขึ้นเบา ๆ พลางหันกลับมายิ้มกริ่มให้กับน้ำค้าง เจ้าของคอนโดหรูสามห้องนอนที่กำลังเดินตรงเข้ามา ร่างบางถือกระป๋องเบียร์แช่เย็นเจี๊ยบยื่นส่งให้ติ๊กที่ยืนรับไปด้วยความยินดี ก่อนที่จะส่งอีกกระป๋องให้โต้ง ชายหนุ่มร่างกำยำวัยสามสิบกลาง ๆ ซึ่งกำลังนั่งผ่อนคลายอยู่บนโซฟาหนังนุ่มตัวใหญ่ข้าง ๆ แฟนสาว"บรรยากาศดีสุด ๆ ไปเลยน้องน้ำ มองเห็นทั้งสวนทั้งกรุงเทพฯ ยามเย็นแบบนี้ จิบเบียร์เย็น ๆ ไปด้วยนี่ได้อารมณ์ชะมัด"โต้งเอ่ยขึ้นพลางรับกระป๋องเบียร์มาถือไว้ สายตาฉายแววชื่นชมทั้งวิวสวยตรงหน้