INICIAR SESIÓN
บทชี้แจง
ในเรื่องเป็นแนวนิยายจีนย้อนยุคผสมแฟนตาซีกำลังภายใน
ซึ่งบุคคลในเรื่องจะมีกำลังภายในที่แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม
1.ด้านพละกำลัง
มีความสามารถในการต่อสู้ โจมตี พวกมีวรยุทธ์ คนส่วนใหญ่มักมีปราณด้านนี้กัน
2.ด้านเวทย์มนต์
มีความสามารถในการใช้คาถาในการโจมตี แต่หากต่อสู้ในระยะประชิดจะเสียเปรียบกลุ่มที่มีพละกำลังอยู่มาก เพราะต้องใช้เวลาในการร่ายเวทย์ เป็นความสามารถของชนกลุ่มน้อยที่หาได้ยาก
3.ด้านรักษาฟื้นฟู
มีความสามารถในการรักษาผู้อื่น แต่ไม่มีกำลังในการต่อสู้ มีแต่กำลังในการป้องกันตนเองจากการโจมตีโดย 2 กลุ่มแรก ปัจจุบันผู้มีปราณด้านนี้มีน้อยมาก
ระดับพลัง แบ่งเป็น 9 ระดับเรียงสีได้ แดง, เหลือง,ส้ม, เขียว,น้ำเงิน,ฟ้า ,ชมพู , ม่วง,ทอง แต่ละระดับแบ่งเป็น ระดับต่ำ กลาง สูง
วิธีการเพิ่มระดับต้องอาศัยการฝึกฝน หรือใช้ผลึกธาตุช่วย
ผลึกธาตุ หาได้จากการสังหารสัตว์เทพ ยิ่งสัตว์เทพระดับสูงจะยิ่งมีผลึกธาตุระดับสูงตามได้ด้วย
สัตว์แห่งเทพ แบ่งระดับเช่นเดียวกัน คนทุกคนจะสิทธิมีสัตว์แห่งเทพเป็นคู่พันธะสัญญากัน1ตัว และพัฒนาระดับไปพร้อมๆ กัน
*การทำพันธะสัญญากับสัตว์เทพ
จะสามารถกระทำได้เมื่ออายุ 13 ปีขึ้นไป ลักษณะการทำพันธะสัญญาจะเกิดขึ้นได้เมื่อทั้ง 2 ยอมรับซึ่งกันและกัน ผลตอบแทนจากการทำพันธะสัญญาคือฝ่ายที่มีขั้นต่ำกว่าจะได้เพิ่มระดับขั้น 1 ขั้น
การยกเลิกพันธะทำได้ตลอดเวลา แต่ต้องแลกด้วยการที่ผู้ขอยกเลิกพันธะสัญญานั้นจะต้องลดระดับลง 1 ขั้น และผู้ถูกขอเลิกพันธะสัญญาเองจะได้รับพลังเพิ่มระดับอีก 1 ขั้นเป็นการตอบแทนเช่นกัน แต่หากคู่พันธะสัญญาตายจากไประดับขั้นของอีกฝ่ายที่มีชีวิตอยู่ก็จะลดลง 1 ขั้นเช่นกัน
.....................................................................................
บทที่ 1
เสียงเพลงมาร์ชพยาบาลจบลง จันทร์จิรายกยิ้มกว้างดวงหน้าเปี่ยมด้วยความสุข นาฬิกาที่บอกเวลา 24.00 น. บ่งบอกเวลาเข้าเวรของเธอ ทั้งที่วันนี้เป็นวันเกิดครบรอบอายุยี่สิบเจ็ดปี แต่เพราะโรงพยาบาลชุมชนที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมืองมากกว่าสองร้อยกิโลเมตร ทำให้จำนวนพยาบาลมีไม่เพียงพอกับความต้องการ วันนี้จันทร์จิราจึงต้องอยู่เวรโดยมีหน้าที่ส่งต่อผู้ป่วยภาวะวิกฤตจากโรงพยาบาลชุมชนไปส่งโรงพยาบาลจังหวัด อาชีพพยาบาลอย่างเธอมีทางเลือกมากมาย หากแต่เพราะชีวิตที่ไม่เหลือใครอย่างเธอไม่จำเป็นต้องดิ้นรนแข่งขันอะไร ดังนั้นเธอจึงเลือกที่จะทำตามความฝันของเธอ อุทิศตนเพื่อผู้ป่วย ร่างบางหยิบเค้กที่ปักเทียนยกขึ้นเป่าอวยพรให้ตนเองพบความสุขในชีวิต
ติ๊ด... ติ๊ด...
“ของขวัญวันเกิดใช่ไหมนี่”
“ลูกจันทร์มีคนไข้ post arrest CPR ขึ้นตอนนี้ On ETT รีเฟอด่วน”
“ค่ะ เดี๋ยวจันทร์ไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที จันทร์จิราก็มาถึงห้องฉุกเฉินในชุดที่พร้อมกับการเดินทางครั้งนี้ ร่างบางตรงเข้าไปรับเวรในทันที เนื่องจากเข้าใจสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ดี
“คนไข้ผู้ชาย อายุน่าจะประมาณสามสิบปี ไม่มีบัตรอะไรเลย มีคนไปเจอนอนหมดสติที่ข้างทาง เลยเรียกรถกู้ภัยไปรับ แรกรับคนไข้ไม่รู้สึกตัว คลำชีพจรไม่ได้ ทางทีมกู้ชีพเลย CPR (ปั๊มหัวใจ) มาจนถึงโรงพยาบาล และทางเราได้ CPR ต่อ หลังจากนั้น HR ก็ขึ้น (หัวใจกลับมาเต้น) หมอใส่ท่อให้แล้วนะ ตอนนี้ moniter EKG (เครื่องประเมินการเต้นของหัวใจ) ไว้ให้ แล้ว...” รายละเอียดอื่นๆ ถูกส่งต่อมาอีกชุดใหญ่ จันทร์จิราได้แต่ปาดเหงื่อในใจ คนไข้อาการหนักขนาดนี้แต่พยาบาลนำส่งกลับมีเธอแค่คนเดียว หากเกิดคนไข้หัวใจหยุดเต้นกลางทาง เธอคงได้แต่ร้องขอสวรรค์ช่วย
รถฉุกเฉินออกเดินทางทันทีที่ทุกอย่างพร้อม จันทร์จิราตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ บนรถด้วยความตั้งใจ ระยะเวลาสามชั่วโมงนับจากนี้คือนาทีชีวิตของคนไข้ในมือเธอ จะอย่างไรเขาจะต้องปลอดภัย จันทร์จิราภาวนาในใจให้คุณพระคุณเจ้าคุ้มครอง หากแต่สิ่งที่เธอกลัวมาตลอดก็เกิดขึ้น
ติ๊ด...
สัญญาณชีพจรบนหน้าจอเครื่องที่แสดงการเต้นของหัวใจกลายเป็นเส้นตรง มือบางรีบคลำชีพจรในทันที ไม่มีการเต้นของหัวใจ เร็วยิ่งกว่ากะพริบตา ร่างบางรีบทำการ CPR ในทันที
“ลุงพร คนไข้ arrest แวะโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด” หลังจากที่เอ่ยออกไป ลุงพรก็เหยียบคันเร่งจนมิด เพราะนาทีชีวิตของคนไข้ที่กำลังต้องการการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ขณะที่เบื้องหน้าคือสี่แยก มีรถติดไฟแดงประมาณห้าคัน ลุงพรเปิดเสียงสัณญาณฉุกเฉินพร้อมกับประกาศขอทาง รถสี่คันแรกชิดเข้าด้านซ้ายยอมไปกลับรถเพื่อหลีกทางให้อย่างรวดเร็ว หากแต่รถอีกคันด้านหน้ากลับไม่ยอมขยับ
“พี่หลบชิดซ้ายให้รถพยาบาลหน่อยสิ”
หญิงวัยยี่สิบกว่าปีเอ่ยบอกสามีผู้เป็นคนขับรถอย่างหงุดหงิดใจ
“หลบทำไมอีกสามสิบวิก็ไฟเขียวแล้ว จะรีบอะไรนักหนา ชิดซ้ายตามเธอว่าเราก็ต้องไปยูเทิร์นไกลจะตาย”
“แต่เขาอาจจะมีคนเจ็บหนักก็ได้นะพี่”
“เงียบๆ ไปเลย รีบนักก็เบี่ยงขวาไปเลย”
“แต่มันอันตรายนะพี่ เราก็ไม่ได้รีบสักหน่อย ช่วยๆ กันไม่ได้รึไง”
ขณะที่คนในรถคันหน้ากำลังเถียงกัน จันทร์จิราก็เริ่มที่จะหมดแรงลงทุกที ด้วยมาคนเดียวไม่อาจมีคนเปลี่ยนช่วยเธอ แต่ถึงอย่างไรก็มิอาจหยุดมือ ลุงพรตัดสินใจหลบเข้าเลนขวาแล้วขยับรถเพื่อจะฝ่าไฟแดงไปด้านหน้า แต่เวลานี้เป็นเวลาของไฟเขียวแยกทางขวามือเช่นกันทำให้รถที่พุ่งออกมาก็มีไม่น้อย หากแม้รถคันเมื่อครู่ยอมหลีกทางให้สักนิด พวกเขาก็คงไม่ต้องมาเสี่ยงขนาดนี้
“ลุงพร จันทร์จะไม่ไหวแล้ว”
เสียงของจันทร์จิราอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด ลุงพรตัดสินใจพุ่งรถออกไปเมื่อเห็นช่องว่างของรถบนถนน และรถทางขวาเหมือนจะชะลอตัวให้ทาง แต่เมื่อรถเคลื่อนออกไประหว่างถนนกลับมีรถกระบะสีขาวพุ่งออกมาจากทางขวาด้วยความเร็วสูง เพราะเวลาบนป้ายสัญญาณจราจรบอกเวลาที่เหลือเพียงสามวินาทีสุดท้าย หากช้าอีกเพียงนิดเขาจะต้องรอสัญณาณไฟรอบใหม่ซึ่งคงใช้เวลาอีกนานทีเดียว
แรงกระแทกจากด้านขวาของรถพยาบาลทำให้จันทร์จิรากระเด็นไปชิดตัวรถด้านซ้าย คล้ายโลกหมุนเร็วผิดปกติ ร่างบางกลิ้งไปมาราวลูกข่างกระแทกกับอะไรต่อมิอะไรจนมิอาจแยกได้ เพียงชั่วพริบตาที่รถพยาบาลคันขาวหมุนไปบนถนนกลางสี่แยก หากแต่นั่นก็คือช่วงสุดท้ายของลมหายใจของสามชีวิตในรถที่ถูกพรากจากไป
“พี่รถชน”
“เออ... เห็นแล้ว”
“เห็นไหมพี่ ฉันบอกให้พี่หลบ พี่ก็ไม่เชื่อฉัน ไม่อย่างนั่นคนในรถคงไม่...”
หญิงสาวในรถคันเดิมกล่าวต่อว่าสามีพร้อมน้ำตาไหลอาบแก้ม ขณะที่ฝ่ายชายได้แต่หน้าซีดมือสั่นจ้องมองเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยความรู้สึกผิดท่วมท้นในใจ หากแม้นย้อนเวลาได้เขาจะไม่ลังเลเลยที่จะตัดสินใจให้ทาง
“แล้วท่านเสนาบดีมู่ทราบได้อย่างไรว่านางมีพลังปราณซ่อนอยู่”“ที่สำนักศึกษาหลวงมิใช่มีแต่อาจารย์ที่มีพลังปราณกล้าแกร่งหรือไร ข้าเชื่อว่าภายในห้าปีพลังปราณที่ซ่อนอยู่ของนางจะต้องปรากฏแน่นอน”สายตาของสองเสนาบดีสบกันอย่างมิมีใครยอมใคร หยวนหรงหย่ง หมิงยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย จุดประสงค์ของเสนาบดีมู่เขาล้วนอ่านออกจนหมดสิ้น การเดินหมากครั้งนี้ช่างคุ้มยิ่งนัก นอกจากจะตัดเขาออกจากเส้นทางของรัชทายาทแล้ว ยังเป็นการสร้างบุญคุณกับเขาด้วย เรียกว่ายิงนัดเดียวได้นกสองตัวกันเลยทีเดียว“ตกลงตามนี้ เหอซั่วชินหวังหยวนหรงหย่งหมิง รับราชโองการ”สองเสนาบดีลุกขึ้นไปยืนประจำที่ หยวนหรงหย่งหมิงก้าวเดินมาเบื้องหน้าคุกเข่ารับพระบัญชา“เหอซั่วชินหวังหยวนหรงหย่งหมิง มีคุณงามความดีต่อแผ่นดินมากล้น พระราชทานแม่นางเฉินเยว่เอ๋อร์เป็นพระคู่หมั้น อีกห้าปีหากนางฝึกตนจนพบพลังปราณในตัว ให้จัดงานอภิเษกได้ในทันที”“น้อมรับราชโองการ”“ยินดีกับเหอซั่วชินหวังหยวนหรงหย่งหมิง!”เสียงขุนนางรอบตัวเอ่ยยินดีโดยพร้อมเพียงกัน หยวนหรงหย่ง หมิงถอยมายืนที่ของตน ทางซ้ายมือของเขาคือเสนาบดีหลิวหนิงเต๋อ หางตาคมเหลือบมองที่ชายสูงวัยกว่าอย่างดูแค
“ฮ่องเต้เสด็จ”“ถวายพระพรฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี”เสียงเหล่าขุนนางต่างสรรเสริญแซ่ซ้องโดยพร้อมเพียง ฮ่องเต้หยวนหรงหย่งเจิ้นยกยิ้มอ่อนโยนอนุญาตให้ทั้งหมดลุกขึ้นได้ตามปกติ“หย่งหมิงวันนี้เจ้าก็มาด้วยหรือ มีเรื่องด่วนอะไรเหตุใดไม่แจ้งข้าก่อน”น้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยนและใส่ใจเป็นพิเศษทำให้เหล่าขุนนางพากันสบตาเงียบๆ ด้วยความคิดที่หลากหลายประเด็น“หม่อมฉันจะมาขอพระราชทานสมรสพ่ะย่ะค่ะ”น้ำเสียงเย็นชาและมั่นคงที่เอ่ยออกมาทำเอาเหล่าขุนนางแตกตื่นกันอีกครั้ง เหอซั่วชินหวังหยวนหรงหย่งหมิงเป็นชินอ๋องแห่งหนิงอัน ศักดิ์และฐานะเทียบเท่าองค์รัชทายาท และด้วยคุณงามความดีที่กระทำมาแม้แต่องค์ฮ่องเต้ยังคงต้องเกรงใจเขาอยู่หลายส่วน บุตรสาวตระกูลใดกันที่โชคดีเพียงนี้“แต่งงานอย่างนั้นหรือ กับผู้ใดกัน”“นางชื่อเยว่เอ๋อร์พ่ะย่ะค่ะ”“เยว่เอ๋อร์... เด็กน้อยที่เป็นผู้ช่วยท่านหมอต้วนเมื่อคราวเสด็จพ่อของเราทรงประชวรใช่หรือไม่”สีพระพักตร์ขององค์ฮ่องเต้หยวนหรงหย่งเจิ้นนั้นแฝงความยินดียิ่งนัก รอยพระสรวลกว้างปรากฏบนพระพักตร์ชัดเจน“เจ้าช่างสายตาแหลมคมนัก”“ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ”เสนาบดีหลิวก้าวออกมาเบื้องหน้
ตำหนักดอกท้อ“เจ้าว่าอะไรนะ”“ทูลองค์หญิงคนของเรารายงานว่า เมื่อวานชินอ๋องไปที่จวนเสนาบดีหลิวเพื่อแจ้งว่าจะนำตัวแม่นางเยว่เอ๋อร์ไปที่ตำหนักพยัคฆ์ขาวเพคะ”“นำตัวไปไว้ที่ตำหนักพยัคฆ์ขาวอย่างนั้นรึ”องค์หญิงเหมยปี้เหยาจิบชาชั้นเลิศอย่างช้าๆ ท่วงท่างดงาม ฟังนางกำนัลคนสนิทรายงานด้วยความแปลกใจ“เพคะ ตรัสว่านางคือว่าที่พระชายาเพคะ”เพล้ง!!! ถ้วยชาสีฟ้าครามลายใหม่ที่ได้มาถูกปาลงกลางห้อง ใบหน้างามที่อ่อนหวานบิดเบี้ยวในทันที ว่าที่พระชายาอย่างนั้นหรือ ตำแหน่งนี้เป็นของนาง เยว่เอ๋อร์นางหญิงชั้นต่ำผู้นั้นกล้าดีอย่างไรมาแย่งนางไป“รายงานมาให้หมด”น้ำเสียงเกรี้ยวกราดและท่าทางที่ดูดุร้ายขัดกับใบหน้างดงามอ่อนหวานทำให้นางกำนัลคนอื่นต่างย่อตัวหมอบกราบแม้แต่จะหายใจเสียงดังยังมิกล้า มีเพียงสองนางกำนัลคนสนิทจากแคว้นลี้เท่านั้นที่ยังคงสามารถต้านทานอารมณ์ขององค์หญิงผู้นี้ได้“เพคะ เมื่อคืนนี้ท่านอ๋องพาแม่นางเยว่เอ๋อร์ไปร่วมงานบูชาศาลเจ้าแม่หนี่วาเพคะ”หยวนหรงหย่งหมิงเป็นชินอ๋องแห่งหนิงอัน นิสัยเย็นชา เด็ดขาด และมิสนใจผู้ใด คนผู้นี้กลับยอมพาเด็กน้อยชั้นต่ำเยว่เอ๋อร์ไปเดินงานบูชาศาลเจ้าอย่างนั้นหรือ มือบางกำแ
“พี่ใหญ่เราไม่ไปลอยโคมกันหรือเจ้าคะ”หยวนหรงหย่งหมิงส่ายหน้าก่อนดึงนางออกมาอีกทาง เยว่เอ๋อร์เดินตามหลัง ดวงตาหวานมองแผ่นหลังกว้างริมฝีปากบางยกยิ้ม ใบหน้าอิ่มสุขก่อนที่จะเลื่อนสายตามาที่ข้อมือของตน ตั้งแต่เข้างานจนบัดนี้หากไม่นับที่นางสลัดมือจากเขา มือใหญ่นี้ของเขายังคงจับข้อมือเล็กของนางไว้อย่างมั่นคงมิปล่อยแม้เพียงชั่วพริบตา หยวนหรงหย่งหมิงชะงักเมื่อร่างเล็กด้านหลังชะงักเท้า เมื่อหันกลับไปดูจึงพบว่าดวงตาหวานของนางกำลังจดจ้องที่ขอทานเด็กคนหนึ่งที่ข้างทาง เด็กน้อยวัยประมาณห้าขวบนั่งกอดเข่าร้องไห้สะอื้นที่มุมหนึ่งของงาน เยว่เอ๋อร์ทรุดตัวลงนั่งเบื้องหน้าเอ่ยถามเสียงหวาน“หนูน้อยเหตุใดจึงมานั่งร้องไห้เช่นนี้”“ข้า... ข้าอยากลอยโคมแต่ข้าไม่มีเงิน”เยว่เอ๋อร์มองเด็กน้อยตรงหน้าอย่างสงสัย ปกติแล้วขอทานมักมิสนใจสิ่งอื่นใดนอกเหนือจากเรื่องปากท้อง เหตุใดเด็กน้อยผู้นี้กลับอยากลอยโคมกัน“เพราะเหตุใดเจ้าจึงอยากลอยโคม”ดวงหน้ามอมแมมก้มลงคางชิดอก เอ่ยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่น“ข้า… ข้าได้ยินว่า... หากใครลอยโคมในคืนนี้จะขอพรจากเจ้าแม่ หนี่วาได้หนึ่งข้อ แม่ข้าไม่สบาย ข้าอยากขอให้นางหายป่วย”เยว่เอ๋อร์ถอนห
“เช่นนั้นเอาตามที่เจ้าว่า”“เจ้าค่ะ”เยว่เอ๋อร์ยิ้มกว้างอย่างยินดี หยวนหรงหย่งหมิงวางมือหนาบนศีรษะของนาง ลูบผมนางอย่างอ่อนโยน เฉินมี่ถงและชิงหรงถอนหายใจยาวอย่าง โล่งอก“เช่นนั้นข้าจะพาเจ้าไปเดินเล่นอีกทางก็แล้วกัน”กล่าวจบเขาก็ลุกขึ้นจับมือเล็กของนางมั่น พานางเดินไปในส่วนที่มีการค้าขายสินค้าต่างๆ เยว่เอ๋อร์มองทุกสิ่งรอบตัวอย่างตื่นตาตื่นใจ ก่อนหน้านี้นางใช้ชีวิตในเมืองหนิงอันในฐานะขอทาน แน่นอนทุกลมหายใจล้วนห่วงกังวลแต่เรื่องปากท้อง มิเคยมีเวลามาสนใจสิ่งสวยงามต่างๆ รอบตัวเช่นนี้ เมื่อได้มีโอกาสมาดูและชื่นชมจึงทำให้รู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก“ข้าอยากได้สิ่งนี้”นิ้วเล็กชี้ไปที่ตุ๊กตาน้ำตาลปั้นสีสันงดงามเบื้องหน้า หยวนหรงหย่ง หมิงยกยิ้มกว้างพานางมายืนที่หน้าร้านน้ำตาลปั้น ดวงตาหวานเบิกกว้างมองตุ๊กตาน้ำตาลปั้นตัวเล็กที่มีรูปร่างต่างๆ อย่างสนใจ“เจ้าชอบตัวไหน”“มีแต่ตัวสวยๆ ทั้งนั้นข้าเลือกไม่ถูกเลย”หยวนหรงหย่งหมิงมองแววตาเป็นประกายของนางที่จดจ้องไปที่ตุ๊กตาปั้นเหล่านั้นอย่างมิวางตาแล้วอดที่จะยิ้มกว้างมิได้“เลือกไม่ถูกก็มิต้องเลือก”เมื่อสิ้นคำเยว่เอ๋อร์ก็พลันใบหน้าสลดลง คนขายมองเด็กน้อยตรงหน
“หากเจ้ายังเห็นความสำคัญของตำรานั่นมากกว่าข้า ข้าจะให้คนเผามันทิ้งเสีย”น้ำเสียงดุดันไม่พอใจทำให้เยว่เอ๋อร์ตื่นจากภวังค์ในตำรา ดวงตาหวานเบิกกว้าง เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างสงสัย“ท่านอ๋องเสด็จกลับมานานแล้วหรือเพคะ”คำถามที่เอ่ยจากนางยิ่งทำให้ใบหน้าคมสันเขียวคล้ำขึ้นมาในทันที เขากลับมาตั้งนานแล้วหากแต่เด็กน้อยนี่กลับเห็นตำราไร้ค่านั่นสำคัญกว่าเขา เห็นทีเขาคงได้เผาตำรานี่จริงๆ เสียแล้ว ท่าทางและสีหน้าของคนตรงหน้าบ่งบอกว่าไม่พอใจอย่างมาก เยว่เอ๋อร์วางตำราในมือลงก่อนรินชาส่งให้เขาอย่างเอาใจ“หม่อมฉันเข้าใจว่าพระองค์จะทรงไปว่าราชการ และกลับมาในยามเย็นเสียอีกเพคะ”หยวนหรงหย่งหมิงรับชาที่นางส่งให้ขึ้นดื่ม รอยยิ้มและท่าทางเอาใจของนางทำให้ความโกรธเมื่อครู่เบาบางลงในพริบตา“หากฝ่าบาทมีเรื่องที่ต้องให้ข้าช่วยจะส่งคนมาแจ้งเอง”คิ้วเรียวเล็กขมวดเป็นปม หยวนหรงหย่งหมิงเป็นถึงชินอ๋องแห่งหนิงอัน อีกทั้งยังควบตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ด้วย มิใช่ว่าเขาต้องเข้าร่วมประชุมขุนนางในทุกครั้งหรอกหรือ“เด็กโง่... อย่ามัวกังวลเรื่องไร้สาระเลย ข้าได้ยินมาว่าคืนนี้จะมีงานเลี้ยงศาลเจ้าแม่หนี่วาเจ้าอยากไปหรือไม่”เยว่เอ๋อร์ยกยิ้







