LOGINหลังจากนั้นไม่นานจันทร์จิราก็พบว่ารอบตัวของเธอกลายเป็นสีขาวอีกครั้ง ก่อนที่ทุกอย่างเบื้องหน้าจะค่อยๆ ปรากฏภาพจนชัดเจนขึ้น ภาพผู้คนมากมายในชุดจีนโบราณเดินกันไปมาทำให้จันทร์จิราอดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้ นี่เธอยังอยู่ในยุคจีนโบราณอยู่หรือนี่ ข้างกายปรากฏชายชราคนเดิม
ผู้นำดวงวิญญาณที่ถูกทำโทษมาพร้อมๆ กับเธอเมื่อครู่นั่นเอง หากแต่เวลานี้ใบหน้าของชายชราบ่งบอกถึงความผ่อนคลายมากกว่าเมื่อครู่อยู่มากทีเดียว แน่ละสิเขาโดนโทษเพียงเล็กน้อยจะต้องทุกข์ร้อนอะไรกัน เธอนี่สิโดนจัดหนักเลยทีเดียว
“ที่นี่คือที่ไหนกันเจ้าคะ”
แม้จะยังโกรธเคืองอยู่ในใจไม่น้อยแต่จันทร์จิราก็ยังคงปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติ และพยายามปรับคำพูดของตนให้สอดคล้องกับสถานการณ์โดยรอบ ออกจะติดขัดไปบ้างแต่ก็ไม่ยากลำบากนัก
“ที่นี่คือหนิงอัน”
หนิงอัน เอ่อ... มันมีชื่อเมืองนี้อยู่ส่วนไหนของโลกกันนี่ จันทร์จิราได้แต่ถอนหายใจยาวแล้วพยักหน้ารับอย่างขอไปที ผู้นำดวงวิญญาณชี้นิ้วไปที่หญิงท้องแก่ผู้หนึ่ง ใบหน้าของนางงดงามราวภาพวาด ผิวพรรณขาวนวลเปล่งประกายคล้ายไข่มุก ดวงหน้ากลม คิ้วโก่งรับกับดวงตาคม จมูกโด่งแต่พองาม ริมฝีปากบางสีชมพูราวผลอิงเถา ช่างงดงามหาที่ติมิได้จริงๆ
“นางชื่อต้วนอวี้หลินเป็นบุตรีคนโตของสกุลต้วน ภรรยาเอกของเสนาบดีหลิวหนิงเต๋อ คุณสมบัติดีและเหมาะสมที่สุด เจ้าจงไปจุติในครรภ์ของนางเถิด”
จันทร์จิราเบิกตากว้าง หากให้เธอเกิดในครรภ์สตรีผู้นี้ไม่บอกก็รู้ว่าเธอจะต้องเป็นสาวงามอันดับหนึ่งของหนิงอันอย่างแน่นอน ที่สำคัญเป็นบุตรีของเสนาบดีย่อมมิยากจนมีกินมีใช้สุขสบายแน่ๆ นี่สิถึงจะเรียกว่าชีวิตนางเอก...
“ข้าจะส่งวิญญาณของเจ้าไปเกิดในครรภ์ของนาง พร้อมหรือไม่”
จันทร์จิรามิได้เอ่ยสิ่งใดเพียงยกยิ้มอย่างพอใจระคนตื่นเต้นแล้วพยักหน้ารับ ผู้นำดวงวิญญาณร่ายเวทย์รวมจิตวิญญาณของจันทร์จิรา จากร่างโปร่งใสแปรเปลี่ยนเป็นดวงจิตกลมเปล่งประกายสีขาวนวลตา ผู้นำดวงวิญญาณร่ายเวทย์อีกครั้งแล้วส่งดวงจิตของจันทร์จิราไปที่ร่างของต้วนอวี้ หลิน
“ฮูหยินระวังเจ้าค่ะ”
เสียงสาวใช้ข้างกายต้วนอวี้หลินเอ่ยอย่างตกใจ เมื่อมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งวิ่งมาชนร่างของต้วนอวี้หลิน นางเซถลาไปชนกับสาวใช้ด้านหลังจนเกือบจะหงายหลัง ผู้นำดวงวิญญาณเบิกตากว้างกับสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า
“แย่แล้ว!”
ผู้นำดวงวิญญาณพยายามร่ายเวทย์เพื่อดึงดวงจิตของจันทร์จิรากลับมา หากแต่กลับมิทันการเสียแล้ว ดวงจิตของจันทร์จิราที่ถูกส่งออกไปนั้นเดิมทีเป้าหมายคือครรภ์ของต้วนอวี้หลิน หากแต่เพราะนางโดนเด็กหนุ่มชนจนเสียหลักทำให้ดวงจิตของจันทร์จิราพุ่งตรงไปที่ร่างของขอทานหญิงผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ริมทางเดิน
“ข้าจะทำเช่นไรดี!”
ผู้นำดวงวิญญาณตีอกชกลมอย่างหัวเสีย งานนี้เขาต้องตายแน่ๆ ชั่วชีวิตนี้คงมิสามารถเลื่อนขั้นเป็นเทพชั้นสูงได้อีกแล้ว ดีไม่ดีอาจโดนลงทัณฑ์ให้ไปเกิดเป็นสัตว์โลกอีกด้วย
“ไม่ได้ๆ ข้าจะต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ”
ห้าปีต่อมา ท่ามกลางแสงจันทร์วันเพ็ญปรากฏร่างของเด็กน้อยหน้าตามอมแมมคนหนึ่งนั่งอยู่ที่ริมแม่น้ำ เนื้อตัวของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นผง สองมือเล็กๆ ถอดชุดสกปรกมอมแมมของตนเองออกพับวางเคียงข้างกับชามเก่าๆ ใบหนึ่ง สองขาป้อมก้าวลงแม่น้ำสายเล็กที่มีระดับน้ำเพียงเข่าก่อนทิ้งตัวลงแช่น้ำอย่างเหนื่อยล้า ดวงตาหวานหม่นหมองอย่างชัดเจน
“เยว่เอ๋อร์”
เสียงแหบพร่าดังมาจากทางด้านหลัง เด็กน้อยวัยห้าขวบหันไปตามเสียงเรียกนั้น ใบหน้ากลมป้อมมอมแมมปรากฏดวงตาขุ่นเคืองชัดเจน
“ตาเฒ่า! มาหาข้ามีอะไรอีก”
“อ่า... เยว่เอ๋อร์ เจ้ายังมิหายโกรธข้าอีกหรือไรกัน”
“หึ! หายโกรธอย่างนั้นหรือ ที่ข้าต้องมาเกิดเป็นขอทานแทนคุณหนูผู้งดงาม ความผิดเช่นนี้ให้ข้าหายโกรธท่านง่ายๆ เช่นนั้นหรือ”
ใบหน้ากลมของเด็กน้อยยังคงปรากฏร่องรอยของความไม่พอใจอย่างเด่นชัด เป็นเพราะความผิดพลาดของผู้นำดวงวิญญาณผู้นี้ ชีวิตของนางถึงวุ่นวายไม่มีที่สิ้นสุด เดิมทีมารดาของนางมิควรตั้งครรภ์ก็ตั้งครรภ์แต่สุดท้ายก็ตายจากไปตอนนางได้สามขวบ ชีวิตขอทานน้อยไร้ที่พึ่งเช่นนั้นคงตายตามมารดาไปแล้วหากตาเฒ่านี่ไม่คืนความทรงจำให้แก่นาง ด้วยความสามารถของนางในอดีตแม้ร่างกายจะยังเป็นเพียงเด็กสามขวบก็พอดิ้นรนเอาตัวรอดมาได้ หากแต่ก็ยังคงไม่พ้นการใช้ชีวิตแบบขอทานอยู่ดี
“อ่า... ข้าก็คืนความทรงจำให้เจ้าแล้วอย่างไรเล่า”
“อย่างนั้นรึ! ข้าควรคุกเข่าขอบคุณท่านหรือไม่”
ผู้นำดวงวิญญาณถอนหายใจยาว เขาเองก็รู้สึกผิดกับเรื่องนี้ไม่น้อย เดิมทีมารดาของนางมิควรตั้งครรภ์หากแต่เพราะเขาส่งดวงจิตของนางเข้าไปในร่างของมารดานาง สุดท้ายนางจึงตั้งครรภ์โดยไร้บิดาของเด็กในท้อง ด้วยร่างกายที่อ่อนแอหลังคลอดนางมาเพียงสามปีมารดาของนางก็หมดอายุขัยไป เขาจึงจำต้องคืนความจำให้แก่นางเพราะหากนางตายไปแล้วดวงวิญญาณเข้าสู่วัฏสงสารอีกครั้ง ความผิดของเขาครั้งนี้คงถูกเปิดเผยและสวรรค์คงมิให้อภัยเป็นแน่
“เจ้าก็อดทนอีกหน่อย ข้ากำลังหาทางช่วยเจ้าอยู่อย่างไรเล่า”
จันทร์จิราที่ตอนนี้มีนามว่าเยว่เอ๋อร์ถอนหายใจยาวก่อนหันมาตั้งหน้าตั้งตาอาบน้ำล้างคราบสกปรกที่ติดตัว ทุกเช้านางต้องไปหาขี้เถ้ามาทาตามเนื้อตัวเพื่อให้ดูมอมแมมน่าสงสารเดินทางไปนั่งที่หน้าศาลเจ้าแล้วขอทานประทังชีวิต แม้ที่ศาลเจ้าจะมีผู้คนสัญจรไม่มากหากแต่ก็ดีกว่าไปนั่งในตัวเมืองที่มีขอทานเกเรมากมายคอยรังแกขอทานที่อ่อนแอกว่า ที่สำคัญหากวันไหนมีคนมาไหว้เจ้าที่ศาลนางก็จะได้กินของดีๆ ไปด้วย ชีวิตสองปีที่ผ่านมาของนางจึงรอดมาได้
หลังจัดการทำความสะอาดร่างกายเสร็จร่างเล็กก็หันไปหยิบชุดสะอาดอีกตัวมาสวมใส่พร้อมหอบหิ้วชุดทำงานมอมแมมและอุปกรณ์ของนางไปด้วย แน่นอนที่นอนของนางก็คือหลังศาลเจ้าเช่นกัน ด้วยความที่เป็นเด็กตัวเล็กๆ ผู้ดูแลศาลเจ้าจึงทำห้องลับเล็กๆ หลังศาลเจ้าให้นางได้ใช้หลบลมหลบฝน ร่างเล็กทิ้งตัวลงบนฟูกเก่าๆ ที่นางไปเก็บมาจากกองขยะนำไปซักแล้วจัดการซ่อมแซมจนสามารถนำมาใช้นอนได้ ดวงตาปิดลงอย่างอ่อนล้าเพื่อรอเริ่มต้นใหม่ในวันพรุ่งนี้
“อี้เอ๋อร์ข้าอยากได้ยินเสียงเจ้า”น้ำเสียงเว้าวอนทั้งที่ยังดูดกลืนยอดอกของนาง หากแต่สิ่งที่ทำให้ม่อฉ่ายอี้มิอาจทานทนคือนิ้วหยาบยาวที่ซุกเข้าไปกลางกายสาวของนางจนสุด“อ๊ะ...”ร่างบางของนางเกร็งกระตุกตอดรัดนิ้วของเขาแน่น หลิวหนิงเฉินแทบอยากถอนนิ้วของตนออกแล้วผสานตัวตนของเขาและนางเสียเดี๋ยวนี้ หากแต่เพราะเขาและนางห่างหายจากกันไปนาน เขายังมิอยากเร่งรีบกับนางมากนัก นิ้วยาวจึงขยับเข้าออกกระตุ้นนาง เสียงหวานครวญดังลั่นอย่างลืมตัว เมื่อถูกเขาเร่งเร้าด้วยนิ้วยาว หลิวหนิงเฉินลุกขึ้นจับเรียวขาแยกออกจากกัน มองใบหน้าที่เย้ายวนด้วยอารมณ์ปรารถนาของนางแล้วแทบจะโหมกายใส่นางเสียเดี๋ยวนี้“ท่านพี่ข้าไม่ไหวแล้ว”หลิวหนิงเฉินเร่งจังหวะส่งนางนำไปก่อน นิ้วยาวถูกนางตอดรัดแน่นเสียจนแทบขยับมิได้ เสียงหวานครวญดังลั่นก่อนเกร็งกระตุก เขาก้มหน้าลงดูดกลืนน้ำหวานที่ไหลล้นออกมา ลิ้นยาวตวัดขึ้นลงก่อนสอดใส่ปลุกเร้าอารมณ์ที่ควรมอดดับของนางให้ตื่นตัวอีกครั้ง มือบางจับศีรษะของเขากดลงแนบแน่น แอ่นกายรับสัมผัสจากลิ้นร้อน ยิ่งเขาสอดใส่นางยิ่งครวญคราง มือบางขยำผมนุ่มของเขาจนสุดแรง เมื่อแรงปรารถนาพุ่งถึงขีดสุดอีกครั้ง“อ่า... ท่
“เจ้าอาจต้องเหนื่อยหน่อย”“ข้าไม่กลัว”หลิวหนิงเฉินยกยิ้มกว้างจดจ้องดวงตาใสเปล่งประกายแน่วแน่ของนาง ก่อนก้มลงจุมพิตที่หน้าผากเนียนนุ่มอีกครั้ง“ข้าขอร้องท่านสักอย่างได้หรือไม่”หลิวหนิงเฉินถอนจุมพิตสบดวงตาหวานที่มีแววแน่วแน่อีกครั้ง“ไม่ว่าท่านกำลังทำอะไรอยู่ อย่าทอดทิ้งข้าเช่นนี้อีก ข้ามิได้อ่อนแอเช่นที่ท่านกังวล”นางรู้ดีว่าที่เขาไม่ให้นางเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการจัดการปรับเปลี่ยนเมืองหลวนซานนั้นเพราะห่วงเรื่องความปลอดภัยของนาง ที่เมืองหลวนซานนั้นมิได้มีเพียงผู้มีอิทธิพลในเมืองเท่านั้น กลุ่มคนนอกเมืองที่เคยมาติดต่อกับเจ้าเมืองหงนั้นก็มีมากมาย เมื่อหลิวหนิงเฉินเข้ามาล้างระบบเดิม คนเหล่านั้นย่อมเสียผลประโยชน์เป็นจำนวนมาก การกำจัดเขาจึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุดหลิวหนิงเฉินพยักหน้าอย่างจนใจ ก่อนหน้านี้เขาสามารถข่มใจตนเองได้ หากแต่เมื่อได้พบนางอีกครั้งเขามั่นใจในความรู้สึกของตนว่ามิอาจจากนางได้อีก“ข้าสัญญา... แม้เจ้าอยากไปจากข้า ข้าก็จะไม่ปล่อยเจ้าไป”“ข้าไม่มีทางไปจากท่านแน่นอน”ม่อฉ่ายอี้โผเข้าโอบกอดเอวสอบแนบแน่น ใบหน้างามซบที่อกกว้าง“มีสิ่งหนึ่งที่ข้าจำเป็นต้องบอกเจ้า”ม่อฉ่ายอี้ตัวสั่นส
หนึ่งปีที่เขาทุ่มเทแรงกายทุกอย่างให้กับเมืองหลวนซาน ทุกวันแม้อยากมาเยี่ยมเยียนหานางก็มิสามารถกระทำได้ หลายครั้งที่เขาลุกขึ้นมาเพื่อเตรียมตัวมาหานางแต่กลับถูกฉุดรั้งด้วยปัญหาต่างๆ มากมาย จวบจนวันนี้วันที่ทุกอย่างเรียบร้อยลงตัวเขาจึงสามารถมาหานางได้ร่างบางที่เอนกายพิงต้นไม้ใหญ่กลางทุ่งหญ้าหน้ากระท่อม แม้เป็นยามค่ำคืนหากแต่แสงจันทร์ยังคงฉายให้เห็นใบหน้าหวานที่หลับสนิทชัดเจน มุมปากสวยยกยิ้มหวานคล้ายกำลังฝันดี มือหนาหยาบกร้านยกขึ้นเกลี่ยผิวหน้าอ่อนเยาว์ของนางแผ่วเบา แต่กลับทำให้ดวงตาหวานปรือขึ้น นางยกยิ้มกว้างให้เขา“ข้าฝันเห็นท่านอีกแล้ว แต่ทำไมวันนี้ท่านจึงดูทรุดโทรมนัก”น้ำเสียงงัวเงียของนางกับดวงตาหวานที่ปรือคล้ายคนละเมอทำให้เขาอดที่จะยกยิ้มกว้างไม่ได้ ก่อนที่จะโน้มตัวลงจุมพิตที่หน้าผากเนียนนุ่มของนางแผ่วเบา“ข้าคิดถึงเจ้า”สัมผัสอ่อนโยนนี้คล้ายจริงจนม่อฉ่ายอี้ใจสั่น ดวงตาหวานเบิกกว้างแม้ค่อนข้างมั่นใจว่าเขากลับมาหานางแล้ว หากแต่ส่วนลึกก็ยังคงหวาดกลัว หวาดกลัวว่าทุกอย่างจะเป็นเพียงภาพฝันที่เพียงนางตื่นก็จางหายไปเช่นทุกครั้ง“ข้ากำลังฝันใช่หรือไม่”หลิวหนิงเฉินเลื่อนริมฝีปากลงมาตามแก้ม
“ท่านรู้จักสถานที่นี้ได้อย่างไร”ม่อฉ่ายอี้ยกยิ้มกว้างกางแขนหมุนตัวกลางทุ่งหญ้าที่ออกดอกบานสะพรั่งสีม่วงอ่อน กลีบดอกเล็กเมื่อโดนชายผ้าของม่อฉ่ายอี้พลันพลิ้วไหวล่องลอยขึ้นบนอากาศ หลิวหนิงเฉินมองภาพเบื้องหน้าแล้วยกยิ้มกว้างงดงามปานเทพเซียนจำแลงเขาพึ่งเข้าใจคำเปรียบเปรยนี้ในวันนี้นี่เอง ม่อฉ่ายอี้เป็นเจ้าที่เดินเข้ามาหาข้า เช่นนั้นนับจากนี้ก็อย่าหวังว่าจะจากข้าไปที่ใดอีกม่อฉ่ายอี้ทิ้งตัวลงนอนใต้ต้นไม้ใหญ่หน้ากระท่อมหลังน้อย สายตาหวานจดจ้องกลีบดอกเล็กที่ลอยฟุ้งด้วยรอยยิ้มหวาน นางเคยฝัน... ฝันว่าสักวันนางจะสามารถปล่อยวางทุกสิ่ง ใช้ชีวิตโดยมิต้องหวาดระแวงทุกคนรอบตัว หายใจโดยมิต้องหวั่นเกรงผงพิษ กินอาหารโดยมิต้องผ่านการตรวจสอบโดยคนทดลองที่ตายแทนนางมาแล้วหลายคน ชีวิตที่เรียบง่ายเช่นคนสามัญทั่วไปแม้เพียงเวลาสั้นๆ ข้าก็พอใจ“ข้าเตรียมอาหารเช้าไว้แล้วเจ้าหิวหรือยัง”เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยเรียกนางออกจากภวังค์ ก่อนยันกายลุกขึ้นเดินตามพ่อครัวจำเป็นไปในตัวกระท่อม แม้เป็นเพียงกระท่อมหลังเล็กที่มีเพียงห้องเดียว แต่ทุกอย่างถูกจัดเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ เครื่องใช้ที่สะอาดสะอ้านมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของอากาศยามเ
หงป้ายส่วนลืมตาตื่นในตอนสาย ร่างกายของเขาอ่อนล้าเมื่อยไปทั้งตัว แต่กลับไร้เงาของสตรีที่เมื่อคืนพาเขาสู่จุดสูงสุดจนนับครั้งไม่ถ้วน เรียกได้ว่าในรอบหนึ่งเดือนนี้รวมกันยังไม่เท่าเมื่อคืนที่นางปรนเปรอเขาเพียงคืนเดียวเมื่อแต่งกายเสร็จหงป้ายส่วนก็เดินออกมายังห้องอาหาร ร่างเล็กที่เขาโอบกอดมาทั้งคืนคอยยืนกำกับสาวใช้จัดเตรียมอาหาร เขายกยิ้มกว้างเมื่อเห็นรอยรักมากมายบนลำคอขาวตลอดจนไหล่ขาวที่โผล่มาในยามที่นางโน้มตัวไปมา ฝีมือของเขาไม่แพ้ตอนยี่สิบปีที่แล้วเลยทีเดียว“อี้เอ๋อร์”“นายท่าน”ใบหน้าแดงก่ำท่าทางเอียงอายนี้ช่างแตกต่างจากเมื่อคืนนัก เพียงแต่พอนางก้าวเดินไม่เท่าไรก็ทำท่าจะเป็นลมไปเสียก่อน ดีที่สาวใช้คนสนิทของนางรับนางเอาไว้ได้ทัน“อี้เอ๋อร์ เจ้าไม่สบายอีกแล้วหรือ”“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เพียงแต่เมื่อคืน...”ม่อฉ่ายอี้ใบหน้าแดงก่ำร้อนผ่าวไปทั้งตัว หงป้ายส่วนเห็นดังนั้นก็หัวเราะเสียงดังอย่างพอใจ นี่เขาแข็งแรงจนทำให้สาวน้อยอย่างนางหมดเรี่ยวแรงแม้แต่จะทรงตัวเลยหรือนี่“นายท่าน!”น้ำเสียงตวาดไม่จริงจังของนางช่างน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก เขาจึงจำใจต้องหยุดหัวเราะหยิบพัดในมือสาวใช้ของนางมาพัดวีให้นา
สองร่างชายหญิงที่ปะทะกันในบ่อน้ำพุร้อน คนหนึ่งอาบไล้ด้วยแสงสีฟ้าส่วนอีกคนนั้นอาบไล้ด้วยแสงสีเขียว ม่อฉ่ายอี้ที่พยายามปัดป่ายขณะที่หลิวหนิงเฉินนั้นพยายามเข้าจับกุมนาง ทำให้สองร่างพลิ้วไหวไปมาแต่ม่อฉ่ายอี้ที่ด้อยกว่าทั้งด้านพลังปราณและวรยุทธ์ สุดท้ายจึงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ถูกหลิวหนิงเฉินโอบรัดด้วยแขนเพียงข้างเดียว เพียงแต่ม่อฉ่ายอี้ที่ดื้อรั้นนั้นกลับมิยอมสยบลงโดยง่าย นางหมุนตัวออกจากวงแขนแกร่งในช่วงที่หลิวหนิงเฉินเก็บพลังปราณของตน แม้พยายามไขว่คว้านางแต่ทว่าเขากลับจับได้เพียงเสื้อตัวนอกบางเบาสีแดงสดของนางเท่านั้น หลิวหนิงเฉินส่งสายตาตำหนิไปยังสตรีดื้อรั้นเบื้องหน้า หากแต่ภาพที่ปรากฏพลันทำให้เขาลืมถ้อยคำที่จะเอ่ยตำหนินางไปจนหมดสิ้นม่อฉ่ายอี้เป็นสตรีที่ขึ้นชื่อเรื่องรูปร่างที่เย้ายวน แม้ในยามที่นางแต่งกายมิดชิด บุรุษยังยากที่จะละสายตา แต่ในยามนี้นางเหลือเพียงชุดด้านในสีแดงบางเบาที่เปียกชุ่มเช่นนี้มิต้องเปลื้องผ้าก็คล้ายมิได้สวมใส่สิ่งใด ร่างกายของเขาพลันร้อนผ่าวขึ้นมาในทันที ม่อฉ่ายอี้มองสายตาคมที่จดจ้องมาที่หน้าอกของนางแล้วรีบยกมือปิดหมุนตัวหันหลังหนีในทันทีคนผู้นี้มิใช่เคยกล่าวว่าหน้าอกนา
จวนสกุลหลิวต้วนอวี้หลินถ่ายพลังปราณฟื้นฟูให้เยว่เอ๋อร์อย่างต่อเนื่อง ร่างกายของนางถูกพิษที่มีฤทธิ์สลายพลังปราณในร่างกายทำให้ร่างกายค่อยๆ อ่อนแรงลงเรื่อยๆ หากไม่ได้ยาถอนพิษ สุดท้ายร่างกายของนางจะอ่อนแรงจนไม่สามารถแม้แต่จะหายใจได้ ตอนนี้ต้วนอวี้หลินจึงทำได้เพียงถ่ายพลังปราณฟื้นฟูเพื่อช่วยเพิ่มพลังปร
คนชุดดำใช้พลังปราณเข้าโจมตีเยว่เอ๋อร์ในทุกทาง แม้พวกเขาอยู่ในระดับพลังปราณที่ต่ำกว่าแต่ด้วยจำนวนที่มากกว่าบวกกับนางโดนยาพิษทำให้อ่อนแรงจึงทำให้พวกเขาได้เปรียบมากกว่านาง ทุกกระบวนท่าที่โจมตีนางล้วนรุนแรงหมายชีวิต นางถูกโจมตีอย่างหนักจนโดนแยกจากหลิวหนิงเจี้ยน มือบางร่ายคาถาเวทย์ป้องกันสลับกับคาถาเวทย
รถม้าสองคันค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากเมืองลี้ คันแรกคือหยวนหรงหย่งหมิงและเยว่เอ๋อร์ ส่วนสหายของพวกนางนั้นนั่งอยู่ที่รถม้าอีกคัน ด้านหน้ามีชิงหรงและเฉินมี่ถงขี่ม้านำทางและคอยอารักขา“เจ้าโกรธข้าหรือไม่ที่ทำให้เจ้าตกอยู่ในอันตราย” เยว่เอ๋อร์ส่ายหน้าช้าๆ ดวงตาหวานจดจ้องไปยังคนเบื้องหน้าด้วยความรักใคร่และ
“ข้ารอท่านมานานเหลือเกิน ในที่สุดก็ได้พบท่านเสียที”อ่า... เยว่เอ๋อร์แม้จะซาบซึ้งในความภักดีของทาสสาวผู้นี้หากแต่เวลานี้สิ่งที่สำคัญคือเรื่อง พิษสะกดปราณ เบื้องหน้านี้ นางจำเป็นต้องออกไปข้างนอกเพื่อหาอาหารสำหรับทุกคน เยว่เอ๋อร์ตั้งจิตแล้วลูบแหวนอีกครั้งพลันร่างบางก็ปรากฏอีกครั้งหนึ่ง“ผีหลอก!”หม่าซ







