LOGINปลายยามจื่อ (เท่ากับเวลา 23.00 น. จนถึง 24.59 น.) จันทร์จิราที่ตอนนี้มีนามว่าเยว่เอ๋อร์กำลังหลับขดตัวใต้ผ้าแพรผืนเก่าผ่านการปะชุนมานับไม่ถ้วน สะดุ้งตื่นเนื่องจากได้ยินเสียงคนกำลังคุยกันที่ด้านในศาลเจ้า เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่ลุงผู้ดูแลศาลเจ้าจะมาเปิดศาลเจ้า แล้วเสียงที่นางกำลังได้ยินเวลานี้เป็นใครกัน ดวงตาหวานคมเบิกกว้าง
ขโมยอย่างนั้นหรือ!
ใบหน้ากลมแนบเข้ากับผนังแอบฟังเสียงที่เล็ดลอดเข้ามา
“เช่นนั้นเราจะทำอย่างไรดี”
เสียงทุ้มบ่งบอกว่าคนพูดน่าจะมีอายุไม่น้อยเอ่ยขึ้นอย่างเคร่งเครียด
“องค์ชายเหลือเวลาอีกเพียงสามวันเท่านั้น หากช้ากว่านี้ข้าเกรงว่าพิษจะแล่นเข้าสู่หัวใจ...”
เสียงถอนหายใจยาวดังขึ้นพร้อมๆ กันบ่งบอกความห่วงใยของพวกเขาที่มีต่อบุคคลที่สามที่เรียกว่าองค์ชาย
“เช่นนั้นครั้งนี้ข้าจะบุกเข้าไปเอง”
“อาฟง เจ้าใจเย็นๆ ก่อน หากเจ้าบุ่มบ่ามเข้าไป นอกจากช่วยองค์ชายไม่ได้แล้ว แม้แต่ตัวเจ้าเองก็คงเดือดร้อนไปด้วย”
โครม! ชายห้าคนลุกขึ้นพร้อมกับพุ่งตรงไปที่ด้านหลังรูปปั้นพระพุทธรูป มองร่างเล็กกลมของเด็กน้อยผู้หนึ่งที่พุ่งทะลุกำแพงเข้ามา เยว่เอ๋อร์ค่อยๆ ลุกขึ้นจดจ้องชายวัยฉกรรจ์ตรงหน้าแล้วกะพริบตาปริบๆ ใช้ท่าทางเด็กน้อยเสแสร้งให้น่าสงสาร
“นางแอบฟังพวกเรา” กระบี่เล่มคมจ่อมาที่คอของเยว่เอ๋อร์
ไม่นะ นางเพิ่งได้มีชีวิตอีกครั้งจะตายง่ายๆ เพียงเพราะเจ้ากำแพงผุนี่พังอย่างนั้นหรือ ใบหน้ากลมพยายามบีบน้ำตาและใช้แววตาของเด็กวัยห้าขวบให้น่าสงสารที่สุด หากแต่ชายทั้งห้าคนดูไม่มีท่าทางใจอ่อนเลยสักนิด
“ข้าช่วยพวกท่านได้”
อ่า... ผีตนใดเจาะปากนางกัน เหตุใดนางจึงเอ่ยคำพูดร้ายกาจเช่นนั้นออกไป กระบี่ที่จ่อที่คอของนางถูกลดลง ชายทั้งห้ามองนางอย่างสงสัย
“เด็กน้อย เจ้ารู้หรือไม่ว่าเอ่ยสิ่งใดออกมา”
เมื่อกระบี่คมลดลงไปและน้ำเสียงของชายที่ดูมีอำนาจสูงที่สุดในกลุ่มเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยนก็ทำให้เยว่เอ๋อร์ถอนหายใจยาว ดวงตาคมนิ่งไปสักพัก เอาน่า... อย่างน้อยก็ไปตายเอาดาบหน้า
“เจ้าค่ะ”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าปัญหาของพวกข้าคือสิ่งใด”
“พวกท่านคงต้องการส่งยาไปให้กับองค์ชาย หากแต่มีใครสักคนขัดขวางเอาไว้”
ชายตรงหน้าคล้ายลังเล คล้ายประหลาดใจ ก่อนยกยิ้มบาง พอใจกับความฉลาดของเด็กน้อยตรงหน้ามิน้อย เขามิสามารถดูแคลนสมองน้อยๆ นี่ได้จริงๆ
“แล้วเจ้าจะช่วยข้าอย่างไรกัน”
เยว่เอ๋อร์นิ่งไปสักพัก หากประเมินสถานการณ์ในตอนนี้คนพวกนี้คงเป็นพวกที่จงรักภักดีต่อองค์ชายผู้นั้น และองค์ชายของพวกเขาคงต้องถูกพิษร้ายแรง ซึ่งแน่นอนว่าคนที่วางยาองค์ชายของพวกเขาก็คือคนที่ดูแลองค์ชายของพวกเขาอยู่ตอนนี้เป็นแน่
“ในนั้นมีใครที่พวกท่านไว้ใจได้บ้าง”
ทั้งหมดนิ่งเงียบไปสักพัก ในตำหนักนอกราชวังเป็นที่ขององค์ฮองเฮา องครักษ์อย่างพวกเขาไม่สามารถแฝงตัวเข้าไปได้ เยว่เอ๋อร์ถอนหายใจยาวท่าทางไม่เหมือนกับเด็กน้อยสักนิด
“อาเฉิน…”
เสียงของชายที่เอากระบี่จ่อคอของนางเมื่อครู่เอ่ยขึ้นอีกครั้ง ดวงตาหวานเบิกกว้างเมื่อได้ยินชื่อที่เขาเอ่ยมา จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า... อาเฉินที่คนตรงหน้าเอ่ยถึงจะเป็นอาเฉินคนเดียวกับที่นางเคยพบเจอ
“แต่จะให้นางเจออาเฉินได้อย่างไร”
“พวกท่านมีรหัสลับระหว่างกันหรือไม่”
“วิหคไร้ขนมิอาจโผบิน”
เยว่เอ๋อร์พยักหน้ารับ เพียงเท่านี้ก็พอที่จะทำให้นางมีความหวังว่าจะสามารถทำงานนี้สำเร็จ
“หากข้าทำสำเร็จ ข้ามีสิ่งหนึ่งอยากขอจากพวกท่าน”
พระตำหนัก นอกเขตวังหลวง
ตำหนักซึ่งอยู่ในการดูแลของชุ่ยฮองเฮา ร่างหญิงสาววัยสี่สิบต้นๆ นั่งอิงกึ่งนั่งกึ่งนอนมีนางกำนัลคอยบีบนวดอย่างเอาใจ ใบหน้าที่ยังคงเค้าความงามอยู่มิสร่าง รอยยิ้มอย่างพอใจยกขึ้นน้อยๆ เพิ่มความงดงามให้นางราวภาพวาดประติมากรรมชั้นเอกก็มิปาน
“เสียงเอะอะโวยวายอะไรกัน”
“ทูลฮองเฮามีเด็กน้อยผู้หนึ่งมานั่งร้องไห้ที่หน้าวังพ่ะย่ะค่ะ”
“ให้ทหารไล่ไป”
“เอ่อ... นางแจ้งว่าเป็นหลานสาวของราชองครักษ์เฉิน”
ดวงหน้างามมีแววสนใจในทันที ราชองครักษ์เป็นคนที่มากฝีมือ ยามนี้แม้จะจงรักภักดีต่อองค์ชายสิบเก้า หากแต่อีกเพียงไม่นานหากเจ้าเด็กนั่นตายจากไป การได้ความภักดีจากคนผู้นี้ย่อมดีมิน้อย
“เช่นนั้นจงให้คนไปเอาตัวนางมา”
“อี้เอ๋อร์ข้าอยากได้ยินเสียงเจ้า”น้ำเสียงเว้าวอนทั้งที่ยังดูดกลืนยอดอกของนาง หากแต่สิ่งที่ทำให้ม่อฉ่ายอี้มิอาจทานทนคือนิ้วหยาบยาวที่ซุกเข้าไปกลางกายสาวของนางจนสุด“อ๊ะ...”ร่างบางของนางเกร็งกระตุกตอดรัดนิ้วของเขาแน่น หลิวหนิงเฉินแทบอยากถอนนิ้วของตนออกแล้วผสานตัวตนของเขาและนางเสียเดี๋ยวนี้ หากแต่เพราะเขาและนางห่างหายจากกันไปนาน เขายังมิอยากเร่งรีบกับนางมากนัก นิ้วยาวจึงขยับเข้าออกกระตุ้นนาง เสียงหวานครวญดังลั่นอย่างลืมตัว เมื่อถูกเขาเร่งเร้าด้วยนิ้วยาว หลิวหนิงเฉินลุกขึ้นจับเรียวขาแยกออกจากกัน มองใบหน้าที่เย้ายวนด้วยอารมณ์ปรารถนาของนางแล้วแทบจะโหมกายใส่นางเสียเดี๋ยวนี้“ท่านพี่ข้าไม่ไหวแล้ว”หลิวหนิงเฉินเร่งจังหวะส่งนางนำไปก่อน นิ้วยาวถูกนางตอดรัดแน่นเสียจนแทบขยับมิได้ เสียงหวานครวญดังลั่นก่อนเกร็งกระตุก เขาก้มหน้าลงดูดกลืนน้ำหวานที่ไหลล้นออกมา ลิ้นยาวตวัดขึ้นลงก่อนสอดใส่ปลุกเร้าอารมณ์ที่ควรมอดดับของนางให้ตื่นตัวอีกครั้ง มือบางจับศีรษะของเขากดลงแนบแน่น แอ่นกายรับสัมผัสจากลิ้นร้อน ยิ่งเขาสอดใส่นางยิ่งครวญคราง มือบางขยำผมนุ่มของเขาจนสุดแรง เมื่อแรงปรารถนาพุ่งถึงขีดสุดอีกครั้ง“อ่า... ท่
“เจ้าอาจต้องเหนื่อยหน่อย”“ข้าไม่กลัว”หลิวหนิงเฉินยกยิ้มกว้างจดจ้องดวงตาใสเปล่งประกายแน่วแน่ของนาง ก่อนก้มลงจุมพิตที่หน้าผากเนียนนุ่มอีกครั้ง“ข้าขอร้องท่านสักอย่างได้หรือไม่”หลิวหนิงเฉินถอนจุมพิตสบดวงตาหวานที่มีแววแน่วแน่อีกครั้ง“ไม่ว่าท่านกำลังทำอะไรอยู่ อย่าทอดทิ้งข้าเช่นนี้อีก ข้ามิได้อ่อนแอเช่นที่ท่านกังวล”นางรู้ดีว่าที่เขาไม่ให้นางเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการจัดการปรับเปลี่ยนเมืองหลวนซานนั้นเพราะห่วงเรื่องความปลอดภัยของนาง ที่เมืองหลวนซานนั้นมิได้มีเพียงผู้มีอิทธิพลในเมืองเท่านั้น กลุ่มคนนอกเมืองที่เคยมาติดต่อกับเจ้าเมืองหงนั้นก็มีมากมาย เมื่อหลิวหนิงเฉินเข้ามาล้างระบบเดิม คนเหล่านั้นย่อมเสียผลประโยชน์เป็นจำนวนมาก การกำจัดเขาจึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุดหลิวหนิงเฉินพยักหน้าอย่างจนใจ ก่อนหน้านี้เขาสามารถข่มใจตนเองได้ หากแต่เมื่อได้พบนางอีกครั้งเขามั่นใจในความรู้สึกของตนว่ามิอาจจากนางได้อีก“ข้าสัญญา... แม้เจ้าอยากไปจากข้า ข้าก็จะไม่ปล่อยเจ้าไป”“ข้าไม่มีทางไปจากท่านแน่นอน”ม่อฉ่ายอี้โผเข้าโอบกอดเอวสอบแนบแน่น ใบหน้างามซบที่อกกว้าง“มีสิ่งหนึ่งที่ข้าจำเป็นต้องบอกเจ้า”ม่อฉ่ายอี้ตัวสั่นส
หนึ่งปีที่เขาทุ่มเทแรงกายทุกอย่างให้กับเมืองหลวนซาน ทุกวันแม้อยากมาเยี่ยมเยียนหานางก็มิสามารถกระทำได้ หลายครั้งที่เขาลุกขึ้นมาเพื่อเตรียมตัวมาหานางแต่กลับถูกฉุดรั้งด้วยปัญหาต่างๆ มากมาย จวบจนวันนี้วันที่ทุกอย่างเรียบร้อยลงตัวเขาจึงสามารถมาหานางได้ร่างบางที่เอนกายพิงต้นไม้ใหญ่กลางทุ่งหญ้าหน้ากระท่อม แม้เป็นยามค่ำคืนหากแต่แสงจันทร์ยังคงฉายให้เห็นใบหน้าหวานที่หลับสนิทชัดเจน มุมปากสวยยกยิ้มหวานคล้ายกำลังฝันดี มือหนาหยาบกร้านยกขึ้นเกลี่ยผิวหน้าอ่อนเยาว์ของนางแผ่วเบา แต่กลับทำให้ดวงตาหวานปรือขึ้น นางยกยิ้มกว้างให้เขา“ข้าฝันเห็นท่านอีกแล้ว แต่ทำไมวันนี้ท่านจึงดูทรุดโทรมนัก”น้ำเสียงงัวเงียของนางกับดวงตาหวานที่ปรือคล้ายคนละเมอทำให้เขาอดที่จะยกยิ้มกว้างไม่ได้ ก่อนที่จะโน้มตัวลงจุมพิตที่หน้าผากเนียนนุ่มของนางแผ่วเบา“ข้าคิดถึงเจ้า”สัมผัสอ่อนโยนนี้คล้ายจริงจนม่อฉ่ายอี้ใจสั่น ดวงตาหวานเบิกกว้างแม้ค่อนข้างมั่นใจว่าเขากลับมาหานางแล้ว หากแต่ส่วนลึกก็ยังคงหวาดกลัว หวาดกลัวว่าทุกอย่างจะเป็นเพียงภาพฝันที่เพียงนางตื่นก็จางหายไปเช่นทุกครั้ง“ข้ากำลังฝันใช่หรือไม่”หลิวหนิงเฉินเลื่อนริมฝีปากลงมาตามแก้ม
“ท่านรู้จักสถานที่นี้ได้อย่างไร”ม่อฉ่ายอี้ยกยิ้มกว้างกางแขนหมุนตัวกลางทุ่งหญ้าที่ออกดอกบานสะพรั่งสีม่วงอ่อน กลีบดอกเล็กเมื่อโดนชายผ้าของม่อฉ่ายอี้พลันพลิ้วไหวล่องลอยขึ้นบนอากาศ หลิวหนิงเฉินมองภาพเบื้องหน้าแล้วยกยิ้มกว้างงดงามปานเทพเซียนจำแลงเขาพึ่งเข้าใจคำเปรียบเปรยนี้ในวันนี้นี่เอง ม่อฉ่ายอี้เป็นเจ้าที่เดินเข้ามาหาข้า เช่นนั้นนับจากนี้ก็อย่าหวังว่าจะจากข้าไปที่ใดอีกม่อฉ่ายอี้ทิ้งตัวลงนอนใต้ต้นไม้ใหญ่หน้ากระท่อมหลังน้อย สายตาหวานจดจ้องกลีบดอกเล็กที่ลอยฟุ้งด้วยรอยยิ้มหวาน นางเคยฝัน... ฝันว่าสักวันนางจะสามารถปล่อยวางทุกสิ่ง ใช้ชีวิตโดยมิต้องหวาดระแวงทุกคนรอบตัว หายใจโดยมิต้องหวั่นเกรงผงพิษ กินอาหารโดยมิต้องผ่านการตรวจสอบโดยคนทดลองที่ตายแทนนางมาแล้วหลายคน ชีวิตที่เรียบง่ายเช่นคนสามัญทั่วไปแม้เพียงเวลาสั้นๆ ข้าก็พอใจ“ข้าเตรียมอาหารเช้าไว้แล้วเจ้าหิวหรือยัง”เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยเรียกนางออกจากภวังค์ ก่อนยันกายลุกขึ้นเดินตามพ่อครัวจำเป็นไปในตัวกระท่อม แม้เป็นเพียงกระท่อมหลังเล็กที่มีเพียงห้องเดียว แต่ทุกอย่างถูกจัดเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ เครื่องใช้ที่สะอาดสะอ้านมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของอากาศยามเ
หงป้ายส่วนลืมตาตื่นในตอนสาย ร่างกายของเขาอ่อนล้าเมื่อยไปทั้งตัว แต่กลับไร้เงาของสตรีที่เมื่อคืนพาเขาสู่จุดสูงสุดจนนับครั้งไม่ถ้วน เรียกได้ว่าในรอบหนึ่งเดือนนี้รวมกันยังไม่เท่าเมื่อคืนที่นางปรนเปรอเขาเพียงคืนเดียวเมื่อแต่งกายเสร็จหงป้ายส่วนก็เดินออกมายังห้องอาหาร ร่างเล็กที่เขาโอบกอดมาทั้งคืนคอยยืนกำกับสาวใช้จัดเตรียมอาหาร เขายกยิ้มกว้างเมื่อเห็นรอยรักมากมายบนลำคอขาวตลอดจนไหล่ขาวที่โผล่มาในยามที่นางโน้มตัวไปมา ฝีมือของเขาไม่แพ้ตอนยี่สิบปีที่แล้วเลยทีเดียว“อี้เอ๋อร์”“นายท่าน”ใบหน้าแดงก่ำท่าทางเอียงอายนี้ช่างแตกต่างจากเมื่อคืนนัก เพียงแต่พอนางก้าวเดินไม่เท่าไรก็ทำท่าจะเป็นลมไปเสียก่อน ดีที่สาวใช้คนสนิทของนางรับนางเอาไว้ได้ทัน“อี้เอ๋อร์ เจ้าไม่สบายอีกแล้วหรือ”“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เพียงแต่เมื่อคืน...”ม่อฉ่ายอี้ใบหน้าแดงก่ำร้อนผ่าวไปทั้งตัว หงป้ายส่วนเห็นดังนั้นก็หัวเราะเสียงดังอย่างพอใจ นี่เขาแข็งแรงจนทำให้สาวน้อยอย่างนางหมดเรี่ยวแรงแม้แต่จะทรงตัวเลยหรือนี่“นายท่าน!”น้ำเสียงตวาดไม่จริงจังของนางช่างน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก เขาจึงจำใจต้องหยุดหัวเราะหยิบพัดในมือสาวใช้ของนางมาพัดวีให้นา
สองร่างชายหญิงที่ปะทะกันในบ่อน้ำพุร้อน คนหนึ่งอาบไล้ด้วยแสงสีฟ้าส่วนอีกคนนั้นอาบไล้ด้วยแสงสีเขียว ม่อฉ่ายอี้ที่พยายามปัดป่ายขณะที่หลิวหนิงเฉินนั้นพยายามเข้าจับกุมนาง ทำให้สองร่างพลิ้วไหวไปมาแต่ม่อฉ่ายอี้ที่ด้อยกว่าทั้งด้านพลังปราณและวรยุทธ์ สุดท้ายจึงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ถูกหลิวหนิงเฉินโอบรัดด้วยแขนเพียงข้างเดียว เพียงแต่ม่อฉ่ายอี้ที่ดื้อรั้นนั้นกลับมิยอมสยบลงโดยง่าย นางหมุนตัวออกจากวงแขนแกร่งในช่วงที่หลิวหนิงเฉินเก็บพลังปราณของตน แม้พยายามไขว่คว้านางแต่ทว่าเขากลับจับได้เพียงเสื้อตัวนอกบางเบาสีแดงสดของนางเท่านั้น หลิวหนิงเฉินส่งสายตาตำหนิไปยังสตรีดื้อรั้นเบื้องหน้า หากแต่ภาพที่ปรากฏพลันทำให้เขาลืมถ้อยคำที่จะเอ่ยตำหนินางไปจนหมดสิ้นม่อฉ่ายอี้เป็นสตรีที่ขึ้นชื่อเรื่องรูปร่างที่เย้ายวน แม้ในยามที่นางแต่งกายมิดชิด บุรุษยังยากที่จะละสายตา แต่ในยามนี้นางเหลือเพียงชุดด้านในสีแดงบางเบาที่เปียกชุ่มเช่นนี้มิต้องเปลื้องผ้าก็คล้ายมิได้สวมใส่สิ่งใด ร่างกายของเขาพลันร้อนผ่าวขึ้นมาในทันที ม่อฉ่ายอี้มองสายตาคมที่จดจ้องมาที่หน้าอกของนางแล้วรีบยกมือปิดหมุนตัวหันหลังหนีในทันทีคนผู้นี้มิใช่เคยกล่าวว่าหน้าอกนา
เยว่เอ๋อร์หายใจหอบแรงดวงตาหวานจ้องมองดวงตาคมที่โน้มใบหน้ามาใกล้ชิด มือหนาปัดเส้นผมยาวของนางออกจากใบหน้างามอย่างนุ่มนวล พร้อมกับก้มลงจุมพิตที่หน้าผากเนียนแผ่วเบา แม้ท่าทางของเขาจะอ่อนโยนเพียงใด แต่เยว่เอ๋อร์รับรู้ได้ว่าหยวนหรงหย่งหมิงนั้นยังต้องการนางอยู่ เห็นทีเขาคงจะมิปล่อยนางไปง่ายๆ อย่างแน่นอนใ
หลังสงครามกลางเมืองหนิงอันสงบลง ข่าวการเสียชีวิตของว่าที่ พระชายาในชินอ๋องเล่าลือไปทั่วทั้งสามแคว้น ตระกูลมู่ถูกสังหารโดยไม่รอการสอบสวนความผิดทั้งตระกูล แม้แต่รัชทายาทหยวนหรงหยางซิ่นก็ถูกปลดออกจากตำแหน่ง เนรเทศไปยังหัวเมืองใต้ ไม่มีราชโองการห้ามเข้ามายังเมืองหลวงเด็ดขาดชินอ๋องกลายเป็นบุรุษที่เย็น
“องค์หญิงข้าว่าแค่นี้ก็คงพอแล้วกระมัง”“ในเมื่อท่านแม่ขอเช่นนี้ก็ย่อมได้เจ้าค่ะ หลินหลานพอได้แล้ว”ม่อฉ่ายอี้หันไปสั่งนางกำนัลคนสนิทของตน เมื่อได้ยินคำสั่งจากนายตน หลินหลานจึงหยุดมือของตนลงก้มศีรษะลงแนบพื้น“ขอบพระทัยองค์หญิง ขอบพระคุณฮูหยินใหญ่”หลินอ้ายเดินเข้าไปประคองสหายของตนลุกขึ้น แล้วอ้อมไปย
ร่างของหยวนหรงหย่งหมิงเซถลา ก่อนซบลงบนบ่าเยว่เอ๋อร์ ไม่เจอกันเพียงหนึ่งปีฝีมือนางร้ายกาจกว่าเดิมมิน้อยเลยทีเดียว คาดว่าตอนนี้นางคงมีพลังปราณขั้นเก้าแล้วเป็นแน่ เยว่เอ๋อร์ขมวดคิ้วเรียว มือบางโอบร่างหนาไว้แน่น นี่ขนาดนางยั้งมือไว้เก้าส่วน เขายังบาดเจ็บเพียงนี้หากนางใช้พลังทั้งสิบส่วนเขามิตายไปแล้วหรื







