LOGIN“เบิกตัวผู้เชิญดวงวิญญาณ”
จันทร์จิราหันไปมองด้านหลังเห็นชายชรารูปร่างสูงพอประมาณมีหนวดเคราสีขาว ผมสีขาว ใบหน้าบ่งบอกว่าน่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่าหกสิบปี ชายผู้นั้นเดินเข้ามาคุกเข่าด้านข้างจันทร์จิรา จันทร์จิรารีบลุกขึ้นจัดท่าทางตนเองเปลี่ยนเป็นท่านั่งเรียบร้อยไม่ให้เสียชื่อกุลสตรีไทย หลังจากที่กึ่งนั่งกึ่งนอนในทีแรก ใบหน้าจันทร์จิราก้มลงมองพื้น เหตุการณ์ตอนนี้คล้ายจะเป็นการตัดสินสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นแน่
“ผู้นำดวงวิญญาณ เจ้ารู้หรือไม่ว่าความผิดของเจ้าคือสิ่งใด”
“กระหม่อมทราบดีพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าประมาทเลินเล่อปล่อยให้ดวงวิญญาณของหญิงผู้นี้ตกเข้าไปในห้วงเวลา และทำให้ก่อเกิดปัญหาใหญ่ เจ้ายินดีรับความผิดนี้ของเจ้าหรือไม่”
“กระหม่อมยินดีพ่ะย่ะค่ะ”
“โทษของเจ้าคือ งดการเลื่อนขั้นหรือย้ายฝ่าย ให้เจ้าดำรงตำแหน่งผู้นำดวงวิญญาณต่อไปอีกห้าร้อยปีอย่างไม่มีข้อเรียกร้องหรือข้อต่อรองใด”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
ชราผู้นั้นหมอบลงกับพื้นรับคำสั่งจากเบื้องบน ใบหน้าที่แก่ชราอยู่แล้ว ดูวิตกกังวลทำให้ยิ่งแก่ชรากว่าเดิมไปเสียอีก
“ส่วนเจ้า!”
น้ำเสียงเข้มดุดันถึงแม้ผู้พูดจะหล่อเหลาปานใด แต่ก็ทำให้จันทร์จิราสะดุ้งสุดตัวด้วยคาดการณ์ได้ในทันทีว่าตอนนี้ผู้ที่อยู่เบื้องบนสูงสุดนั้นกำลังจะสนทนากับเธอเป็นแน่
“พะ... เพคะ”
จันทร์จิราขานรับอย่างสั่นๆ ไม่แน่ใจว่าใช้คำถูกหรือผิด ใบหน้ายังคงก้มต่ำสายตาทอดมองเพียงพื้นเบื้องหน้าเท่านั้น
“เจ้าผู้หลุดเข้าไปในห้วงเวลาที่มิสมควร หากแต่ยังได้กระทำการที่มิสมควรยิ่งกว่า เจ้าทำให้กำเนิดสิ่งที่ไม่ควรกำเนิด และขัดขวางสิ่งที่ไม่ควรมีชีวิตให้ได้ดำรงชีวิต”
“หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจเพคะ”
น้ำเสียงสั่นเครือฟังดูน่าเห็นใจ ใบหน้างามที่ก้มลงต่ำอยู่แล้วต่ำลงไปอีก นี่ถ้ามุดดินลงไปได้เธอจะมุดลงดินจริงๆ
“หม่อมฉันเพียงทำในสิ่งที่คิดว่าควรกระทำ มิทราบว่านั่นจะเป็นการขัดต่อชะตาสวรรค์”
เสียงหวานเอ่ยอย่างอ่อนแรงคล้ายต้องการขออภัยโทษ แม้ไม่รู้จะได้ผลไหมแต่ย่อมดีกว่ามิได้ลอง
“ความไม่ตั้งใจของเจ้าก่อให้เกิดเรื่องวุ่นวายมากมาย ชะตาชีวิตมนุษย์หลายคนเปลี่ยนแปลง ชะตาแผ่นดินคลาดเคลื่อน ดังนั้นเจ้าจะมิรับโทษมิได้”
งานเข้าแล้วไง ไหงเป็นแบบนี้ไปได้กัน อยู่ดีๆ ก็กลายเป็นนักโทษคดีร้ายแรงไปเสียอย่างนั้น
“ข้าจะให้เจ้าไปจุติเพื่อชดใช้กรรมในสิ่งที่เจ้าได้กระทำ ข้าจะให้เจ้าเป็นหญิงที่งดงามมากความสามรถเป็นที่ปรารถนาของคนทั่วหล้า แต่บุคคลที่ได้ครอบครองเจ้า จะไร้ซึ่งหัวใจที่ปรารถนาต่อเจ้า”
ไม่นะ! ช่างโหดร้ายที่สุด นี่ไม่ต่างจากให้นางทุกข์ทรมานด้วยพิษรักจนตายหรือ หากแต่จันทร์จิราก็ไม่สามารถคัดค้านสิ่งใดได้ จึงทำใจยอมรับตามคำตัดสินที่โหดร้ายนั้นด้วยน้ำตาตกใน พลันเสียงอ่อนโยนจากทางขวามือก็ดังขึ้น
“ข้าแต่องค์เง็กเซียนฮ่องเต้ หม่อมฉันขอบังอาจทูลขออนุญาต เพคะ”
จันทร์จิราเงยหน้าขึ้นไปตามเสียงอ่อนหวานนั้น เบื้องหน้าเป็นสตรีใบหน้างดงามสวมใส่ชุดสีขาวนวลตาลักษณะการแต่งกายคลับคล้ายกับเจ้าแม่กวนอิมที่เธอเคยนับถือกราบไหว้
“เจ้าแม่กวนอิม ท่านมีสิ่งใดที่จะบอกกล่าวแก่เราหรือ”
“ข้าแต่องค์เง็กเซียนฮ่องเต้ เท่าที่หม่อมฉันได้ฟังเรื่องราวมา หม่อมฉันคิดว่า แท้จริงแล้วหญิงนางนี้มิได้ปรารถนาให้เกิดสิ่งที่มิควรเกิดหรือกระทำในสิ่งที่ไม่ควรกระทำแม้แต่น้อย หากแต่ด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์และความปรารถนาดีต่อมนุษย์ร่วมโลกของนาง ทำให้นางได้กระทำการที่มิสมควรจะกระทำลงไป ขอองค์เง็กเซียนฮ่องเต้อย่าถือโทษโกรธนางเลยเพคะ ขอทรงพระราชทานอภัยแก่นางด้วยเถิด”
ใช่แล้ว เธอไม่ได้ตั้งใจสักนิดจริงๆ นะท่านเง็กเซียน จันทร์จิราส่งสายตาสำนึกผิดมองไปยังคนที่อยู่เบื้องหน้า ที่ตอนนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็นองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ ชะตาชีวิตของเธอขึ้นอยู่ท่านผู้นี้แล้ว
“ถ้าคิดทบทวนกันจริงๆ ก็เห็นจะเป็นอย่างที่ท่านพูดเจ้าแม่กวนอิม หากแต่เวลานี้เราได้ตัดสินออกไปแล้ว ว่ากันว่ากษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ เราผู้เป็นใหญ่แห่งสรวงสวรรค์เมื่อได้เอ่ยตัดสินออกไปแล้วจะคืนคำได้อย่างไรกัน”
“เช่นนั้นหม่อมฉันขอพระราชอนุญาต ประทานพรให้แก่นางได้หรือไม่เพคะ”
“เช่นนั้นก็แล้วแต่ท่านก็แล้วกัน”
แม้จะหมดหวังในทีแรก แต่เวลานี้จันทร์จิราก็หวังว่าพรจากองค์เจ้าแม่กวนอิมจะพอช่วยเธอได้บ้างไม่มากก็น้อย
“เห็นแก่เจ้าที่มีเมตตาต่อผู้อื่นในทุกชาติ ยินยอมช่วยเหลือผู้อื่นโดยมิหวังผลตอบแทนแม้จนสิ้นใจ ข้าขอให้พรแก่เจ้า แม้ชายที่ครอบครองเจ้าจะเคยเป็นคนไร้ซึ่งหัวใจ ไร้ความรู้สึก หากแต่วันใดที่เจ้าได้เจอบุรุษผู้นั้น แม้นหัวใจของเขาจะเคยถูกปิดตายไร้ซึ่งความรู้สึกมานานเพียงใด หากเพียงได้สบตาเจ้า ด้วยดวงใจอันบริสุทธิ์ของเจ้าจะเป็นการเปิดหัวใจแห่งความรู้สึกของบุรุษผู้นั้น จากนั้นเจ้าจงใช้หัวใจที่บริสุทธิ์ของเจ้าสร้างความรัก จากส่วนลึกของจิตใจจากบุรุษผู้นั้น”
“ขอบพระทัยเพคะ”
“อี้เอ๋อร์ข้าอยากได้ยินเสียงเจ้า”น้ำเสียงเว้าวอนทั้งที่ยังดูดกลืนยอดอกของนาง หากแต่สิ่งที่ทำให้ม่อฉ่ายอี้มิอาจทานทนคือนิ้วหยาบยาวที่ซุกเข้าไปกลางกายสาวของนางจนสุด“อ๊ะ...”ร่างบางของนางเกร็งกระตุกตอดรัดนิ้วของเขาแน่น หลิวหนิงเฉินแทบอยากถอนนิ้วของตนออกแล้วผสานตัวตนของเขาและนางเสียเดี๋ยวนี้ หากแต่เพราะเขาและนางห่างหายจากกันไปนาน เขายังมิอยากเร่งรีบกับนางมากนัก นิ้วยาวจึงขยับเข้าออกกระตุ้นนาง เสียงหวานครวญดังลั่นอย่างลืมตัว เมื่อถูกเขาเร่งเร้าด้วยนิ้วยาว หลิวหนิงเฉินลุกขึ้นจับเรียวขาแยกออกจากกัน มองใบหน้าที่เย้ายวนด้วยอารมณ์ปรารถนาของนางแล้วแทบจะโหมกายใส่นางเสียเดี๋ยวนี้“ท่านพี่ข้าไม่ไหวแล้ว”หลิวหนิงเฉินเร่งจังหวะส่งนางนำไปก่อน นิ้วยาวถูกนางตอดรัดแน่นเสียจนแทบขยับมิได้ เสียงหวานครวญดังลั่นก่อนเกร็งกระตุก เขาก้มหน้าลงดูดกลืนน้ำหวานที่ไหลล้นออกมา ลิ้นยาวตวัดขึ้นลงก่อนสอดใส่ปลุกเร้าอารมณ์ที่ควรมอดดับของนางให้ตื่นตัวอีกครั้ง มือบางจับศีรษะของเขากดลงแนบแน่น แอ่นกายรับสัมผัสจากลิ้นร้อน ยิ่งเขาสอดใส่นางยิ่งครวญคราง มือบางขยำผมนุ่มของเขาจนสุดแรง เมื่อแรงปรารถนาพุ่งถึงขีดสุดอีกครั้ง“อ่า... ท่
“เจ้าอาจต้องเหนื่อยหน่อย”“ข้าไม่กลัว”หลิวหนิงเฉินยกยิ้มกว้างจดจ้องดวงตาใสเปล่งประกายแน่วแน่ของนาง ก่อนก้มลงจุมพิตที่หน้าผากเนียนนุ่มอีกครั้ง“ข้าขอร้องท่านสักอย่างได้หรือไม่”หลิวหนิงเฉินถอนจุมพิตสบดวงตาหวานที่มีแววแน่วแน่อีกครั้ง“ไม่ว่าท่านกำลังทำอะไรอยู่ อย่าทอดทิ้งข้าเช่นนี้อีก ข้ามิได้อ่อนแอเช่นที่ท่านกังวล”นางรู้ดีว่าที่เขาไม่ให้นางเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการจัดการปรับเปลี่ยนเมืองหลวนซานนั้นเพราะห่วงเรื่องความปลอดภัยของนาง ที่เมืองหลวนซานนั้นมิได้มีเพียงผู้มีอิทธิพลในเมืองเท่านั้น กลุ่มคนนอกเมืองที่เคยมาติดต่อกับเจ้าเมืองหงนั้นก็มีมากมาย เมื่อหลิวหนิงเฉินเข้ามาล้างระบบเดิม คนเหล่านั้นย่อมเสียผลประโยชน์เป็นจำนวนมาก การกำจัดเขาจึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุดหลิวหนิงเฉินพยักหน้าอย่างจนใจ ก่อนหน้านี้เขาสามารถข่มใจตนเองได้ หากแต่เมื่อได้พบนางอีกครั้งเขามั่นใจในความรู้สึกของตนว่ามิอาจจากนางได้อีก“ข้าสัญญา... แม้เจ้าอยากไปจากข้า ข้าก็จะไม่ปล่อยเจ้าไป”“ข้าไม่มีทางไปจากท่านแน่นอน”ม่อฉ่ายอี้โผเข้าโอบกอดเอวสอบแนบแน่น ใบหน้างามซบที่อกกว้าง“มีสิ่งหนึ่งที่ข้าจำเป็นต้องบอกเจ้า”ม่อฉ่ายอี้ตัวสั่นส
หนึ่งปีที่เขาทุ่มเทแรงกายทุกอย่างให้กับเมืองหลวนซาน ทุกวันแม้อยากมาเยี่ยมเยียนหานางก็มิสามารถกระทำได้ หลายครั้งที่เขาลุกขึ้นมาเพื่อเตรียมตัวมาหานางแต่กลับถูกฉุดรั้งด้วยปัญหาต่างๆ มากมาย จวบจนวันนี้วันที่ทุกอย่างเรียบร้อยลงตัวเขาจึงสามารถมาหานางได้ร่างบางที่เอนกายพิงต้นไม้ใหญ่กลางทุ่งหญ้าหน้ากระท่อม แม้เป็นยามค่ำคืนหากแต่แสงจันทร์ยังคงฉายให้เห็นใบหน้าหวานที่หลับสนิทชัดเจน มุมปากสวยยกยิ้มหวานคล้ายกำลังฝันดี มือหนาหยาบกร้านยกขึ้นเกลี่ยผิวหน้าอ่อนเยาว์ของนางแผ่วเบา แต่กลับทำให้ดวงตาหวานปรือขึ้น นางยกยิ้มกว้างให้เขา“ข้าฝันเห็นท่านอีกแล้ว แต่ทำไมวันนี้ท่านจึงดูทรุดโทรมนัก”น้ำเสียงงัวเงียของนางกับดวงตาหวานที่ปรือคล้ายคนละเมอทำให้เขาอดที่จะยกยิ้มกว้างไม่ได้ ก่อนที่จะโน้มตัวลงจุมพิตที่หน้าผากเนียนนุ่มของนางแผ่วเบา“ข้าคิดถึงเจ้า”สัมผัสอ่อนโยนนี้คล้ายจริงจนม่อฉ่ายอี้ใจสั่น ดวงตาหวานเบิกกว้างแม้ค่อนข้างมั่นใจว่าเขากลับมาหานางแล้ว หากแต่ส่วนลึกก็ยังคงหวาดกลัว หวาดกลัวว่าทุกอย่างจะเป็นเพียงภาพฝันที่เพียงนางตื่นก็จางหายไปเช่นทุกครั้ง“ข้ากำลังฝันใช่หรือไม่”หลิวหนิงเฉินเลื่อนริมฝีปากลงมาตามแก้ม
“ท่านรู้จักสถานที่นี้ได้อย่างไร”ม่อฉ่ายอี้ยกยิ้มกว้างกางแขนหมุนตัวกลางทุ่งหญ้าที่ออกดอกบานสะพรั่งสีม่วงอ่อน กลีบดอกเล็กเมื่อโดนชายผ้าของม่อฉ่ายอี้พลันพลิ้วไหวล่องลอยขึ้นบนอากาศ หลิวหนิงเฉินมองภาพเบื้องหน้าแล้วยกยิ้มกว้างงดงามปานเทพเซียนจำแลงเขาพึ่งเข้าใจคำเปรียบเปรยนี้ในวันนี้นี่เอง ม่อฉ่ายอี้เป็นเจ้าที่เดินเข้ามาหาข้า เช่นนั้นนับจากนี้ก็อย่าหวังว่าจะจากข้าไปที่ใดอีกม่อฉ่ายอี้ทิ้งตัวลงนอนใต้ต้นไม้ใหญ่หน้ากระท่อมหลังน้อย สายตาหวานจดจ้องกลีบดอกเล็กที่ลอยฟุ้งด้วยรอยยิ้มหวาน นางเคยฝัน... ฝันว่าสักวันนางจะสามารถปล่อยวางทุกสิ่ง ใช้ชีวิตโดยมิต้องหวาดระแวงทุกคนรอบตัว หายใจโดยมิต้องหวั่นเกรงผงพิษ กินอาหารโดยมิต้องผ่านการตรวจสอบโดยคนทดลองที่ตายแทนนางมาแล้วหลายคน ชีวิตที่เรียบง่ายเช่นคนสามัญทั่วไปแม้เพียงเวลาสั้นๆ ข้าก็พอใจ“ข้าเตรียมอาหารเช้าไว้แล้วเจ้าหิวหรือยัง”เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยเรียกนางออกจากภวังค์ ก่อนยันกายลุกขึ้นเดินตามพ่อครัวจำเป็นไปในตัวกระท่อม แม้เป็นเพียงกระท่อมหลังเล็กที่มีเพียงห้องเดียว แต่ทุกอย่างถูกจัดเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ เครื่องใช้ที่สะอาดสะอ้านมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของอากาศยามเ
หงป้ายส่วนลืมตาตื่นในตอนสาย ร่างกายของเขาอ่อนล้าเมื่อยไปทั้งตัว แต่กลับไร้เงาของสตรีที่เมื่อคืนพาเขาสู่จุดสูงสุดจนนับครั้งไม่ถ้วน เรียกได้ว่าในรอบหนึ่งเดือนนี้รวมกันยังไม่เท่าเมื่อคืนที่นางปรนเปรอเขาเพียงคืนเดียวเมื่อแต่งกายเสร็จหงป้ายส่วนก็เดินออกมายังห้องอาหาร ร่างเล็กที่เขาโอบกอดมาทั้งคืนคอยยืนกำกับสาวใช้จัดเตรียมอาหาร เขายกยิ้มกว้างเมื่อเห็นรอยรักมากมายบนลำคอขาวตลอดจนไหล่ขาวที่โผล่มาในยามที่นางโน้มตัวไปมา ฝีมือของเขาไม่แพ้ตอนยี่สิบปีที่แล้วเลยทีเดียว“อี้เอ๋อร์”“นายท่าน”ใบหน้าแดงก่ำท่าทางเอียงอายนี้ช่างแตกต่างจากเมื่อคืนนัก เพียงแต่พอนางก้าวเดินไม่เท่าไรก็ทำท่าจะเป็นลมไปเสียก่อน ดีที่สาวใช้คนสนิทของนางรับนางเอาไว้ได้ทัน“อี้เอ๋อร์ เจ้าไม่สบายอีกแล้วหรือ”“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เพียงแต่เมื่อคืน...”ม่อฉ่ายอี้ใบหน้าแดงก่ำร้อนผ่าวไปทั้งตัว หงป้ายส่วนเห็นดังนั้นก็หัวเราะเสียงดังอย่างพอใจ นี่เขาแข็งแรงจนทำให้สาวน้อยอย่างนางหมดเรี่ยวแรงแม้แต่จะทรงตัวเลยหรือนี่“นายท่าน!”น้ำเสียงตวาดไม่จริงจังของนางช่างน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก เขาจึงจำใจต้องหยุดหัวเราะหยิบพัดในมือสาวใช้ของนางมาพัดวีให้นา
สองร่างชายหญิงที่ปะทะกันในบ่อน้ำพุร้อน คนหนึ่งอาบไล้ด้วยแสงสีฟ้าส่วนอีกคนนั้นอาบไล้ด้วยแสงสีเขียว ม่อฉ่ายอี้ที่พยายามปัดป่ายขณะที่หลิวหนิงเฉินนั้นพยายามเข้าจับกุมนาง ทำให้สองร่างพลิ้วไหวไปมาแต่ม่อฉ่ายอี้ที่ด้อยกว่าทั้งด้านพลังปราณและวรยุทธ์ สุดท้ายจึงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ถูกหลิวหนิงเฉินโอบรัดด้วยแขนเพียงข้างเดียว เพียงแต่ม่อฉ่ายอี้ที่ดื้อรั้นนั้นกลับมิยอมสยบลงโดยง่าย นางหมุนตัวออกจากวงแขนแกร่งในช่วงที่หลิวหนิงเฉินเก็บพลังปราณของตน แม้พยายามไขว่คว้านางแต่ทว่าเขากลับจับได้เพียงเสื้อตัวนอกบางเบาสีแดงสดของนางเท่านั้น หลิวหนิงเฉินส่งสายตาตำหนิไปยังสตรีดื้อรั้นเบื้องหน้า หากแต่ภาพที่ปรากฏพลันทำให้เขาลืมถ้อยคำที่จะเอ่ยตำหนินางไปจนหมดสิ้นม่อฉ่ายอี้เป็นสตรีที่ขึ้นชื่อเรื่องรูปร่างที่เย้ายวน แม้ในยามที่นางแต่งกายมิดชิด บุรุษยังยากที่จะละสายตา แต่ในยามนี้นางเหลือเพียงชุดด้านในสีแดงบางเบาที่เปียกชุ่มเช่นนี้มิต้องเปลื้องผ้าก็คล้ายมิได้สวมใส่สิ่งใด ร่างกายของเขาพลันร้อนผ่าวขึ้นมาในทันที ม่อฉ่ายอี้มองสายตาคมที่จดจ้องมาที่หน้าอกของนางแล้วรีบยกมือปิดหมุนตัวหันหลังหนีในทันทีคนผู้นี้มิใช่เคยกล่าวว่าหน้าอกนา
หากเพียงพริบตาคล้ายโลกทั้งใบรอบตัวนางหมุนคว้าง ร่างของ เยว่เอ๋อร์หมุนพลิกแผ่นหลังสัมผัสพื้นเตียงนุ่ม ดวงตาหวานเบิกกว้างกับภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏ น้ำตาที่ไหลราวจะขาดใจเมื่อครู่เหือดหายไปในพริบตา“ท่านอ๋อง!”เยว่เอ๋อร์ทั้งงุนงงและตกใจระคนดีใจสับสนไปหมดจนแยกมิออก หากแต่เมื่อตั้งสติได้ใบหน้างามก็งอง้
เยว่เอ๋อร์เกร็งมือบาง นางพยายามดิ้นไปมาใต้ร่างหนาแต่คล้ายยิ่งนางต่อต้านคนตัวโตก็ยิ่งเพิ่มแรงมากขึ้นเพื่อสยบนาง เยว่เอ๋อร์มั่นใจว่านางได้ซ่อนพลังปราณไว้ในหยกซ่อนปราณถึงหกส่วน แน่นอนว่าด้วยเหตุนี้มนต์ลุ่มหลงก็ไม่น่าจะมีผลต่อหยวนหรงหย่งหมิง แต่เหตุใดเวลานี้เขากลับคล้ายตกอยู่ในความลุ่มหลงของเวทมนตร์ คว
“เขาเป็นอย่างไรบ้าง”“วันนี้ท่านอ๋องยังคงใช้ชีวิตเช่นเดิมเจ้าค่ะ เสวยได้และทรงบรรทมได้เช่นปกติ เพียงแต่วันนี้ท่านตงฟางหรูอี้และองค์ฮ่องเต้เหมยเสวี่ยนเทียนเสด็จมาเยี่ยมที่วังมรกตเจ้าค่ะ”ตั้งแต่เยว่เอ๋อร์ฟื้นขึ้นมา หน้าที่ของจ้าวกันหนี่ว์คือการแอบเข้าไปที่วังมรกตเพื่อสังเกตดูว่าในแต่ละวันหยวนหรงหย่ง
ด้วยจำนวนคนที่น้อยกว่าทำให้การเดินทางจากเมืองลี้มายังเมือง หนิงอันขากลับนั้นเร็วกว่าขาไปมากนัก เมื่อถึงหนิงอันทั้งหมดถูกเรียกตัวเข้าวังหลวงในทันที องค์ฮ่องเต้ทรงมีพระประสงค์จัดงานเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ให้แก่ทั้งห้าคนที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่หนิงอัน อีกทั้งหยวนหรงหย่งหมิงยังสามารถทำสัญญาสงบศึกกับฮ่อ







