LOGIN“เช่นนั้นจงให้คนไปเอาตัวนางมา”
เยว่เอ๋อร์ถูกนำตัวมาด้านใน ใบหน้ากลมมีน้ำตาอาบแก้มดวงตาหวานสั่นระริกด้วยความหวาดกลัวคล้ายกวางน้อย ท่าทางเช่นนี้เรียกความน่าสงสารจากผู้คนได้อย่างอัศจรรย์ เมื่อมาอยู่หน้าชุ่ยฮองเฮาร่างน้อยๆ ก็ทรุดตัวนั่งลงในทันทีอย่างรู้ความ ชุ่ยฮองเฮามองเด็กน้อยตรงหน้าแล้วขมวดคิ้วสงสัยในที เด็กน้อยตรงหน้าวัยไม่น่าจะเกินห้าขวบ แต่ท่าทางคล้ายรู้ความเกินวัย แม้แววตานั้นจะคล้ายกำลังหวาดกลัว แต่นางใช้ชีวิตในวังหลวงมาเกือบค่อนชีวิตทำให้ไม่สามารถเชื่อหรือไว้ใจใครได้อย่างสนิทใจ
“เจ้าชื่อแซ่อะไร”
“หม่อมฉันแซ่เฉิน ชื่อเยว่เอ๋อร์เพคะ”
ใบหน้างามของสตรีสูงศักดิ์สะกดดวงตาของเยว่เอ๋อร์ให้มิอาจละสายตาได้ ช่างงดงามหาใครเทียบได้ยากจริงๆ
“บังอาจจ้องฮองเฮาเยี่ยงนี้อยากตายหรือไร”
ใบหน้ากลมก้มลงในทันทีตัวสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว ชุ่ยฮองเฮายกมือปรามนางกำนัลคนสนิท มองท่าทางของเด็กน้อยตรงหน้าแล้วยกยิ้มพอใจ เด็กวัยเพียงเท่านี้บางทีนางคงคิดมากเกินไปกระมัง
“เจ้าเป็นอะไรกับองครักษ์เฉินอย่างนั้นหรือ”
“ข้า... เอ่อ... หม่อมฉันเป็นหลานของท่านอาเฉินเพคะ”
“อย่างนั้นหรือ”
มือเรียวยกชาขึ้นจิบอย่างเชื่องช้าแต่คงความสง่างามเอาไว้
“เสื้อผ้าเจ้ามอมแมมเยี่ยงนี้เข้าไปพบอาของเจ้าคงไม่เหมาะเท่าไร เหยาเหยา เอานางไปเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เสียหน่อย”
“เพคะ”
เยว่เอ๋อร์ถูกนางกำนัลสาวประคองตัวไปเปลี่ยนชุด หึ! สมแล้วที่เป็นฮองเฮาผู้อยู่เหนือสตรีใด ใบหน้างามแต่อาบด้วยพิษร้าย ร่างเล็กถูกนางกำนัลสาวจับเปลื้องผ้า นี่มิต่างจากการค้นตัวดีๆ นั่นเอง การที่ชุ่ยฮองเฮาใช้วิธีซับซ้อนเช่นนี้นั่นแสดงว่าราชองครักษ์เฉินคงมีความสำคัญกับนางมิน้อยเช่นกัน
หลังแต่งกายเสร็จร่างน้อยในชุดคุณหนูสูงศักดิ์ก็เดินออกมา ใบหน้ากลมหวานดูงดงามน่ารักขึ้นมาจากเดิมในทันที เยว่เอ๋อร์ถูกพามาที่อุทยานอีกครั้ง ชุ่ยฮองเฮายังคงนั่งอยู่ที่เดิม ด้านหน้ามีชายรูปร่างสูงโปร่งในชุดสีน้ำเงินเข้มยืนอย่างสง่างามโดดเด่นจนมิสามารถมีผู้ใดมาบดบังรัศมีได้
อาเฉิน เป็นเจ้าจริงๆ เจ้ายังมีชีวิตอยู่ ใบหน้ากลมมีน้ำตาไหลอาบสองแก้มเนียนความรู้สึกคล้ายเจอญาติสนิทที่พลัดพรากจากกันมานานอย่างไรอย่างนั้น ชุ่ยฮองเฮามองเด็กน้อยที่จดจ้องราชองครักษ์ตรงหน้า แววตาเช่นนี้มิใช่การเสแสร้งเป็นแน่ ยิ่งคำยืนยันจากนางกำนัลว่ามิพบสิ่งใดผิดปกติยิ่งทำให้นางมั่นใจว่าเด็กน้อยผู้นี้จะทำให้ราชองครักษ์เฉินอยู่ในกำมือนาง
“เด็กน้อยผู้นี้กล่าวว่านางเป็นหลานสาวของเจ้า”
เฉินมี่ถงมองหน้าเด็กน้อยตรงหน้าแล้วได้แต่ขมวดคิ้วเข้ม แววตาของนางเขาคล้ายเคยเห็นที่ใดมาก่อนหากแต่ชั่วชีวิตเขาไร้ญาติขาดมิตรจะมีหลานสาววัยน้อยเช่นนี้ได้อย่างไรกัน
“ท่านอา...”
เสียงเล็กๆ สั่นเครือก่อนวิ่งมาโอบกอดเขา หากแต่เฉินมี่ถงกลับเบี่ยงตัวหลบทำให้ร่างเล็กเสียหลักล้มลงบนพื้นหญ้า ดวงหน้ากลมมีน้ำตาไหลอาบแก้มนวล
“ข้ามิเคยมีหลานสาว…”
“ท่านอา…”
ร่างน้อยสั่นราวลูกนกร้องไห้จนตัวโยน ชุ่ยฮองเฮามองคนสองคนเบื้องหน้าขมวดคิ้วเรียวอย่างสงสัย
“ท่านอาข้ารู้ข้ามิควรแสดงตัว แต่ท่านแม่ของข้า... นาง... นางสิ้นใจแล้ว ข้ามิเหลือใครแล้วนอกจากท่าน”
ร่างเล็กพยายามกล่าวทั้งที่น้ำตายังไหลอาบแก้มนวล เสียงเล็กสั่นเครือสะอื้นอย่างน่าสงสาร หากแต่มิใช่สำหรับเฉินมี่ถง ดวงตาคมจดจ้องดวงตาอาบน้ำของนางแล้วหันไปทางชุ่ยฮองเฮา
“กระหม่อมไม่รู้จักนาง ขอทูลลา”
ไม่นะ! หากเขาจากไปเช่นนี้แผนการทั้งหมดของนางจะต้องล้มเหลวเป็นแน่ ที่สำคัญแม้แต่ชีวิตของนางก็คงไม่สามารถรักษาไว้ได้
“ท่านอา... ท่านจำข้าไม่ได้จริงๆ หรือ ปีที่แล้วท่านไปเยี่ยมข้ากับท่านแม่ ท่านยังเล่านิทานเรื่องวิหคไร้ขนมิอาจโผบินให้ข้าฟังอยู่เลย... ท่านอา ข้าขอโทษที่ไม่เชื่อฟังคำสั่งท่าน ข้าขอโทษที่มาหาท่าน ทั้งที่ท่านห้ามเอาไว้ แต่... แต่ข้าไม่มีที่ไปจริงๆ ... ท่านอา”
คำคร่ำครวญของเด็กน้อยมิอาจทำให้เฉินมี่ถงใจอ่อนได้แม้แต่น้อย แต่ประโยคที่นางเอ่ยออกมาวิหคไร้ขนมิอาจโผบิน นี่มิใช่รหัสลับในหน่วยราชองครักษ์ขององค์ชายสิบเก้าอย่างนั้นหรือ แล้วเด็กน้อยผู้นี้รู้รหัสลับนี้ได้อย่างไรกัน
“ท่านอา...”
เมื่อเฉินมี่ถงชะงักฝีเท้าเยว่เอ๋อร์ก็รีบโผเข้าไปกอดเขาในทันที ร่างเล็กโอบเอวหนาใบหน้าซุกที่หน้าท้องแบนราบแข็งแกร่งของเขา อ่า... เจ้าหุ่นดีมิน้อยเลยอาเฉินของข้า
“เจ้ารู้ผลที่จะตามมาหรือไม่”
ใบหน้ากลมพยักหน้ารับ นางรู้เพียงหากมิสามารถทำให้เขายอมรับตอนนี้นางต้องตายแน่ๆ อนาคตผลที่จะตามมาเอาไว้ทีหลังก็แล้วกัน
“อี้เอ๋อร์ข้าอยากได้ยินเสียงเจ้า”น้ำเสียงเว้าวอนทั้งที่ยังดูดกลืนยอดอกของนาง หากแต่สิ่งที่ทำให้ม่อฉ่ายอี้มิอาจทานทนคือนิ้วหยาบยาวที่ซุกเข้าไปกลางกายสาวของนางจนสุด“อ๊ะ...”ร่างบางของนางเกร็งกระตุกตอดรัดนิ้วของเขาแน่น หลิวหนิงเฉินแทบอยากถอนนิ้วของตนออกแล้วผสานตัวตนของเขาและนางเสียเดี๋ยวนี้ หากแต่เพราะเขาและนางห่างหายจากกันไปนาน เขายังมิอยากเร่งรีบกับนางมากนัก นิ้วยาวจึงขยับเข้าออกกระตุ้นนาง เสียงหวานครวญดังลั่นอย่างลืมตัว เมื่อถูกเขาเร่งเร้าด้วยนิ้วยาว หลิวหนิงเฉินลุกขึ้นจับเรียวขาแยกออกจากกัน มองใบหน้าที่เย้ายวนด้วยอารมณ์ปรารถนาของนางแล้วแทบจะโหมกายใส่นางเสียเดี๋ยวนี้“ท่านพี่ข้าไม่ไหวแล้ว”หลิวหนิงเฉินเร่งจังหวะส่งนางนำไปก่อน นิ้วยาวถูกนางตอดรัดแน่นเสียจนแทบขยับมิได้ เสียงหวานครวญดังลั่นก่อนเกร็งกระตุก เขาก้มหน้าลงดูดกลืนน้ำหวานที่ไหลล้นออกมา ลิ้นยาวตวัดขึ้นลงก่อนสอดใส่ปลุกเร้าอารมณ์ที่ควรมอดดับของนางให้ตื่นตัวอีกครั้ง มือบางจับศีรษะของเขากดลงแนบแน่น แอ่นกายรับสัมผัสจากลิ้นร้อน ยิ่งเขาสอดใส่นางยิ่งครวญคราง มือบางขยำผมนุ่มของเขาจนสุดแรง เมื่อแรงปรารถนาพุ่งถึงขีดสุดอีกครั้ง“อ่า... ท่
“เจ้าอาจต้องเหนื่อยหน่อย”“ข้าไม่กลัว”หลิวหนิงเฉินยกยิ้มกว้างจดจ้องดวงตาใสเปล่งประกายแน่วแน่ของนาง ก่อนก้มลงจุมพิตที่หน้าผากเนียนนุ่มอีกครั้ง“ข้าขอร้องท่านสักอย่างได้หรือไม่”หลิวหนิงเฉินถอนจุมพิตสบดวงตาหวานที่มีแววแน่วแน่อีกครั้ง“ไม่ว่าท่านกำลังทำอะไรอยู่ อย่าทอดทิ้งข้าเช่นนี้อีก ข้ามิได้อ่อนแอเช่นที่ท่านกังวล”นางรู้ดีว่าที่เขาไม่ให้นางเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการจัดการปรับเปลี่ยนเมืองหลวนซานนั้นเพราะห่วงเรื่องความปลอดภัยของนาง ที่เมืองหลวนซานนั้นมิได้มีเพียงผู้มีอิทธิพลในเมืองเท่านั้น กลุ่มคนนอกเมืองที่เคยมาติดต่อกับเจ้าเมืองหงนั้นก็มีมากมาย เมื่อหลิวหนิงเฉินเข้ามาล้างระบบเดิม คนเหล่านั้นย่อมเสียผลประโยชน์เป็นจำนวนมาก การกำจัดเขาจึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุดหลิวหนิงเฉินพยักหน้าอย่างจนใจ ก่อนหน้านี้เขาสามารถข่มใจตนเองได้ หากแต่เมื่อได้พบนางอีกครั้งเขามั่นใจในความรู้สึกของตนว่ามิอาจจากนางได้อีก“ข้าสัญญา... แม้เจ้าอยากไปจากข้า ข้าก็จะไม่ปล่อยเจ้าไป”“ข้าไม่มีทางไปจากท่านแน่นอน”ม่อฉ่ายอี้โผเข้าโอบกอดเอวสอบแนบแน่น ใบหน้างามซบที่อกกว้าง“มีสิ่งหนึ่งที่ข้าจำเป็นต้องบอกเจ้า”ม่อฉ่ายอี้ตัวสั่นส
หนึ่งปีที่เขาทุ่มเทแรงกายทุกอย่างให้กับเมืองหลวนซาน ทุกวันแม้อยากมาเยี่ยมเยียนหานางก็มิสามารถกระทำได้ หลายครั้งที่เขาลุกขึ้นมาเพื่อเตรียมตัวมาหานางแต่กลับถูกฉุดรั้งด้วยปัญหาต่างๆ มากมาย จวบจนวันนี้วันที่ทุกอย่างเรียบร้อยลงตัวเขาจึงสามารถมาหานางได้ร่างบางที่เอนกายพิงต้นไม้ใหญ่กลางทุ่งหญ้าหน้ากระท่อม แม้เป็นยามค่ำคืนหากแต่แสงจันทร์ยังคงฉายให้เห็นใบหน้าหวานที่หลับสนิทชัดเจน มุมปากสวยยกยิ้มหวานคล้ายกำลังฝันดี มือหนาหยาบกร้านยกขึ้นเกลี่ยผิวหน้าอ่อนเยาว์ของนางแผ่วเบา แต่กลับทำให้ดวงตาหวานปรือขึ้น นางยกยิ้มกว้างให้เขา“ข้าฝันเห็นท่านอีกแล้ว แต่ทำไมวันนี้ท่านจึงดูทรุดโทรมนัก”น้ำเสียงงัวเงียของนางกับดวงตาหวานที่ปรือคล้ายคนละเมอทำให้เขาอดที่จะยกยิ้มกว้างไม่ได้ ก่อนที่จะโน้มตัวลงจุมพิตที่หน้าผากเนียนนุ่มของนางแผ่วเบา“ข้าคิดถึงเจ้า”สัมผัสอ่อนโยนนี้คล้ายจริงจนม่อฉ่ายอี้ใจสั่น ดวงตาหวานเบิกกว้างแม้ค่อนข้างมั่นใจว่าเขากลับมาหานางแล้ว หากแต่ส่วนลึกก็ยังคงหวาดกลัว หวาดกลัวว่าทุกอย่างจะเป็นเพียงภาพฝันที่เพียงนางตื่นก็จางหายไปเช่นทุกครั้ง“ข้ากำลังฝันใช่หรือไม่”หลิวหนิงเฉินเลื่อนริมฝีปากลงมาตามแก้ม
“ท่านรู้จักสถานที่นี้ได้อย่างไร”ม่อฉ่ายอี้ยกยิ้มกว้างกางแขนหมุนตัวกลางทุ่งหญ้าที่ออกดอกบานสะพรั่งสีม่วงอ่อน กลีบดอกเล็กเมื่อโดนชายผ้าของม่อฉ่ายอี้พลันพลิ้วไหวล่องลอยขึ้นบนอากาศ หลิวหนิงเฉินมองภาพเบื้องหน้าแล้วยกยิ้มกว้างงดงามปานเทพเซียนจำแลงเขาพึ่งเข้าใจคำเปรียบเปรยนี้ในวันนี้นี่เอง ม่อฉ่ายอี้เป็นเจ้าที่เดินเข้ามาหาข้า เช่นนั้นนับจากนี้ก็อย่าหวังว่าจะจากข้าไปที่ใดอีกม่อฉ่ายอี้ทิ้งตัวลงนอนใต้ต้นไม้ใหญ่หน้ากระท่อมหลังน้อย สายตาหวานจดจ้องกลีบดอกเล็กที่ลอยฟุ้งด้วยรอยยิ้มหวาน นางเคยฝัน... ฝันว่าสักวันนางจะสามารถปล่อยวางทุกสิ่ง ใช้ชีวิตโดยมิต้องหวาดระแวงทุกคนรอบตัว หายใจโดยมิต้องหวั่นเกรงผงพิษ กินอาหารโดยมิต้องผ่านการตรวจสอบโดยคนทดลองที่ตายแทนนางมาแล้วหลายคน ชีวิตที่เรียบง่ายเช่นคนสามัญทั่วไปแม้เพียงเวลาสั้นๆ ข้าก็พอใจ“ข้าเตรียมอาหารเช้าไว้แล้วเจ้าหิวหรือยัง”เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยเรียกนางออกจากภวังค์ ก่อนยันกายลุกขึ้นเดินตามพ่อครัวจำเป็นไปในตัวกระท่อม แม้เป็นเพียงกระท่อมหลังเล็กที่มีเพียงห้องเดียว แต่ทุกอย่างถูกจัดเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ เครื่องใช้ที่สะอาดสะอ้านมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของอากาศยามเ
หงป้ายส่วนลืมตาตื่นในตอนสาย ร่างกายของเขาอ่อนล้าเมื่อยไปทั้งตัว แต่กลับไร้เงาของสตรีที่เมื่อคืนพาเขาสู่จุดสูงสุดจนนับครั้งไม่ถ้วน เรียกได้ว่าในรอบหนึ่งเดือนนี้รวมกันยังไม่เท่าเมื่อคืนที่นางปรนเปรอเขาเพียงคืนเดียวเมื่อแต่งกายเสร็จหงป้ายส่วนก็เดินออกมายังห้องอาหาร ร่างเล็กที่เขาโอบกอดมาทั้งคืนคอยยืนกำกับสาวใช้จัดเตรียมอาหาร เขายกยิ้มกว้างเมื่อเห็นรอยรักมากมายบนลำคอขาวตลอดจนไหล่ขาวที่โผล่มาในยามที่นางโน้มตัวไปมา ฝีมือของเขาไม่แพ้ตอนยี่สิบปีที่แล้วเลยทีเดียว“อี้เอ๋อร์”“นายท่าน”ใบหน้าแดงก่ำท่าทางเอียงอายนี้ช่างแตกต่างจากเมื่อคืนนัก เพียงแต่พอนางก้าวเดินไม่เท่าไรก็ทำท่าจะเป็นลมไปเสียก่อน ดีที่สาวใช้คนสนิทของนางรับนางเอาไว้ได้ทัน“อี้เอ๋อร์ เจ้าไม่สบายอีกแล้วหรือ”“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เพียงแต่เมื่อคืน...”ม่อฉ่ายอี้ใบหน้าแดงก่ำร้อนผ่าวไปทั้งตัว หงป้ายส่วนเห็นดังนั้นก็หัวเราะเสียงดังอย่างพอใจ นี่เขาแข็งแรงจนทำให้สาวน้อยอย่างนางหมดเรี่ยวแรงแม้แต่จะทรงตัวเลยหรือนี่“นายท่าน!”น้ำเสียงตวาดไม่จริงจังของนางช่างน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก เขาจึงจำใจต้องหยุดหัวเราะหยิบพัดในมือสาวใช้ของนางมาพัดวีให้นา
สองร่างชายหญิงที่ปะทะกันในบ่อน้ำพุร้อน คนหนึ่งอาบไล้ด้วยแสงสีฟ้าส่วนอีกคนนั้นอาบไล้ด้วยแสงสีเขียว ม่อฉ่ายอี้ที่พยายามปัดป่ายขณะที่หลิวหนิงเฉินนั้นพยายามเข้าจับกุมนาง ทำให้สองร่างพลิ้วไหวไปมาแต่ม่อฉ่ายอี้ที่ด้อยกว่าทั้งด้านพลังปราณและวรยุทธ์ สุดท้ายจึงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ถูกหลิวหนิงเฉินโอบรัดด้วยแขนเพียงข้างเดียว เพียงแต่ม่อฉ่ายอี้ที่ดื้อรั้นนั้นกลับมิยอมสยบลงโดยง่าย นางหมุนตัวออกจากวงแขนแกร่งในช่วงที่หลิวหนิงเฉินเก็บพลังปราณของตน แม้พยายามไขว่คว้านางแต่ทว่าเขากลับจับได้เพียงเสื้อตัวนอกบางเบาสีแดงสดของนางเท่านั้น หลิวหนิงเฉินส่งสายตาตำหนิไปยังสตรีดื้อรั้นเบื้องหน้า หากแต่ภาพที่ปรากฏพลันทำให้เขาลืมถ้อยคำที่จะเอ่ยตำหนินางไปจนหมดสิ้นม่อฉ่ายอี้เป็นสตรีที่ขึ้นชื่อเรื่องรูปร่างที่เย้ายวน แม้ในยามที่นางแต่งกายมิดชิด บุรุษยังยากที่จะละสายตา แต่ในยามนี้นางเหลือเพียงชุดด้านในสีแดงบางเบาที่เปียกชุ่มเช่นนี้มิต้องเปลื้องผ้าก็คล้ายมิได้สวมใส่สิ่งใด ร่างกายของเขาพลันร้อนผ่าวขึ้นมาในทันที ม่อฉ่ายอี้มองสายตาคมที่จดจ้องมาที่หน้าอกของนางแล้วรีบยกมือปิดหมุนตัวหันหลังหนีในทันทีคนผู้นี้มิใช่เคยกล่าวว่าหน้าอกนา
“เยว่เอ๋อร์เจ้าเป็นคนของข้ามิต้องไปที่ใด”เยว่เอ๋อร์ยิ้มหวานส่ายหน้า ดวงตาหวานเปล่งประกาย“หม่อมฉันจะไปเพคะ”“เยว่เอ๋อร์!”“มีเจ้าบ่าวที่ไหนเอาเกี้ยวมารับเจ้าสาวในบ้านตนเองกันเพคะ”หยวนหรงหย่งหมิงถอนหายใจยาว นางกล่าวก็ถูกต้อง เขาอาจเห็นแก่ตัวมากเกินไปจึงมิได้คำนึงถึงเรื่องนี้ หากแต่จะให้ต้องแยกจากน
“ฮองเฮา เมื่อสามปีก่อนเราหมั้นหมายบุตรีขององครักษ์เฉินกับหย่งหมิงไว้ แล้วจะให้เราประทานสมรสเขากับองค์หญิงได้อย่างไร”“มิเห็นเป็นไรนี่เพคะ เฉินเยว่เอ๋อร์นั้นไร้พรสวรรค์ด้านพลังปราณ อย่างไรเสียก็มิอาจดำรงตำแหน่งพระชายาเอกของชินอ๋องได้ เรื่องนี้บิดาของหม่อมฉันเองก็รู้สึกผิดมิน้อยที่เคยสนับสนุนนาง”สีพ
ยามเช้าวันถัดมาเยว่เอ๋อร์ให้คนไปเชิญหยวนหรงหย่งหมิงมาที่ศาลากลางสวน คล้ายที่นี่จะเป็นที่ประจำของนางไปเสียแล้ว ไม่นานหยวนหรงหย่งหมิงก็มาถึง ภาพเมื่อคืนซ้อนทับร่างบางตรงหน้าจนเขาหายใจติดขัด แม้พยายามควบคุมตนเองแต่ก็ยากยิ่งนัก วันนี้นางมิได้ผูกผ้าปกปิดใบหน้า ยามนางส่งยิ้มหวานมาให้เขาแทบอยากจะฆ่าตัวตาย
“แม่นางเยว่เอ๋อร์ คุณชายต้าและคุณหนูหม่า มาขอพบเจ้าค่ะ”เยว่เอ๋อร์ยกยิ้มกว้างพยักหน้าอนุญาตให้สาวใช้เชิญสหายทั้งสองมาพบที่ศาลาเช่นเดิม“เยว่เอ๋อร์”เสียงหวานมาก่อนตัวพร้อมร่างบางที่พุ่งเข้ามากอดเยว่เอ๋อร์จนนางเซเพราะมิทันตั้งตัว“เจ้าหายหน้าหายตาไปหลายวัน รู้หรือไม่ข้าเป็นห่วงเจ้ามาก”ใบหน้างามงอง้







