LOGINถึงแม้ในมือของหงซือกวนจะไร้ซึ่งอาวุธใดๆ
หากแต่พลังอันกล้าแกร่งที่มองไม่เห็นราวผุดมาจากขุมนรก ก็ทำให้หมาป่าล้มตายระเนระนาดปานดอกไม้ถูกเด็ดทิ้ง เศษซากของสัตว์ร้ายเหล่านี้ไม่ต่างอะไรจากเศษหญ้าถูกเหยียบย่ำ
พวกมันยังมิทันได้แสยะเขี้ยวเพื่อขย้ำเสียด้วยซ้ำ หากแต่กลับต้องมาตายในพริบตา
ทว่ายามเมื่อเสียงเซียวขาดหาย เหล่าหมาป่าที่ยังไม่ตายจึงเสียการควบคุม จากเดิมที่พุ่งตัวมายังเป้าหมายหนึ่งเดียวคือบุรุษสูงใหญ่ พวกมันจึงเริ่มวิ่งกระจัดกระจายไปแบบไร้ทิศทาง
หลายตัวหนีตายราวหนูเจอราชสีห์ แต่หลายตัวกลับเลือกสัญชาตญาณสัตว์ร้ายพุ่งเข้ามา หงซือกวนเพียงสะบัดมือไปอีกครา เหล่าหมาป่าพลันพากันกระเด็นไปไกล
แต่สิ่งไม่คาดคิดพลันบังเกิด เมื่อมีหมาป่าบางตัวบังเอิญฉลาดปราดเปรื่องเลือกที่จะจู่โจมม้าที่เชื่องช้ากว่ามัน
พวกมันพุ่งตัวไปกัดฝังเขี้ยวเอากับเจ้าม้าตัวใหญ่ที่คันรถ ยังผลให้ม้าตัวนั้นบาดเจ็บและตื่นตกใจพลันเตลิดจนเชือกที่ผูกกับต้นไม้ขาด แล้ววิ่งตะบึงตะบันอย่างไม่คิดชีวิต
เหม่ยหลินที่เดิมทีนั่งหลบอยู่ในรถม้าตั้งแต่ตื่นจนเต็มตายามเมื่อได้ยินเสียงขู่กรรโชกรุนแรง ทำได้เพียงจับยึดผนังรถม้าเอาไว้แน่นยามที่มันเคลื่อนตัวด้วยความเร็วแบบไร้ทิศทาง
ความเลวร้ายมิได้มีเพียงเท่านั้น เมื่อด้านหน้าหลังพุ่มไม้รกทึบมิใช่พื้นดินให้เกือกม้าเหยียบย่ำ หากแต่เป็นเพียงอากาศอันว่างเปล่า ที่เบื้องล่างเป็นหน้าผาสูงชันบรรจบกันกับน้ำเย็นเฉียบเชี่ยวกราก
“พี่หง!”
เสียงกังวานแว่วหวานเรียกขานนามเดียวได้แค่นั้น ยามเมื่อรถม้าพุ่งตัวทิ้งดิ่งลงไปยังหุบเหวเบื้องล่างที่กินระยะทางถึงพันจั้ง
เหนือสิ่งอื่นใด เหตุการณ์ไม่คาดคิดยิ่งกว่านั้นพลันบังเกิด ที่แม้กระทั่งเจ้าตัวยังไม่คิดว่าเขาจะทำ หงซือกวนเลือกที่จะพุ่งตัวตามเสียงเรียกขานนั้นในทันใด
นกประหลาดกับเฟิงหลิวที่กำลังพัลวันพันตูกันอยู่ยังต้องชะงัก ทั้งสองพากันจ้องเขม็งไปยังบุรุษร่างใหญ่ที่พุ่งตัวไป แล้วกระโจนดิ่งทิ้งร่างสู่ก้นเหว
เจ้านกทมิฬจึงหันกลับมามองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา
“ข้ามิได้ตั้งใจนะ”
เฟิงหลิวรีบแก้ตัวเสียงอ่อนพร้อมรอยยิ้มประจบ ประหนึ่งดั่งนกตรงหน้าเป็นสาวงาม...
[1] เซียวมีรูปร่างคล้ายกับขลุ่ยไม้ไผ่ มักจะทำด้วยไม้ไผ่สีม่วง ไม้ไผ่สีเหลืองหรือไม้ไผ่สีขาว มีหลายชนิด เช่นเซียวไม้ไผ่สีม่วง เซียวหยก เสียงของเซียวมีความไพเราะ ระดับเสียงต่ำออกเสียงทุ้มลึก ระดับเสียงกลางออกเสียงใส มักจะใช้บรรเลงเพลงที่พรรณนาทิวทัศน์สวยงามและอารมณ์ความรู้สึกในใจ
หลังมื้ออาหาร จ้าวซือหงถูกเชิญร่วมสุราที่เรือนหน้า ส่วนไป๋เว่ยซินถูกพี่หญิงน้องหญิงพาไปนั่งคุยในสวนพฤกษา เพื่อพูดคุยเสวนาอย่างสนุกสนานเบิกบาน ในกลุ่มสตรี นอกจากหยอกเย้าเรื่องบุรุษในดวงใจกับสอบถามเรื่องสุขภาพพอเป็นพิธีก็ไม่พ้นพูดนินทาผู้อื่นญาติผู้พี่ที่แต่งงานออกเรือนไปนานแล้วผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างคนหูตากว้างขวาง “พวกเจ้าได้ข่าวจวนเฉินหรือไม่” นางหันมามองไป๋เว่ยซิน “เรื่องนี้พระชายาต้องสนใจแน่”คนพูดไหนเลยจะรอคำตอบของไป๋เว่ยซิน นางสนใจเพียงสายตาใคร่รู้ของพี่น้องคนอื่นๆ“เฉินเจียหมิงป่วยจนนอนติดเตียงลุกไม่ขึ้นครึ่งปี หลัวลี่ลี่จึงขอหย่าขาดกลับบ้านเดิมที่ต่างเมือง ตอนนี้แต่งงานใหม่แล้วด้วย ส่วนสาวใช้ห้องข้างของเขาที่ได้รับความโปรดปรานหนักหนายังไถ่ตัวเองไปมีสามีเรียบร้อย”คนหนึ่งจุ๊ปาก “สมควรแล้วล่ะ ก่อนหน้านี้ใครให้เขาบังอาจหยามน้ำใจพระชายาของพวกเรากันล่ะ”“ใช่ๆ”อีกคนพูดขึ้น “แต่ข้าได้ข่าวว่าเฉินเจียหมิงหายป่วยจนลุกขึ้นเดินได้คล่องแคล่วแล้วนะ”ญาติผู้พี่คนเดิมเพิ่มเติมว่า “ถูกต้อง และตอนนี้กำลังเฟ้นหาภรรยาคนใหม่แต่ไม่มีใครยินดีแต่งให้เขาสักคน คิกๆ” เล่าพลางหัวเราะชอบใจในหายนะของผู้อื
การเข้าหอใช้เวลาเนิ่นนาน สองสามีภรรยาร่วมรักครั้งแล้วครั้งเล่า หญิงสาวหลับใหลไม่รู้เรื่องราว เรือนร่างอรชรยังคงเปลือยเปล่า มีริ้วรอยฝากรักอยู่หลายจุดความร้อนแรงแผ่ปกคลุมในสายตาคมของจ้าวซือหง ร่างระหงนุ่มนิ่มที่มองมุมใดก็เย้ายวน ทำให้เขาคลายความสุขุมเยือกเย็นจนสิ้น ฝ่ามืออุ่นที่เริ่มร้อนผ่าวเอื้อมออกมาแตะแก้มนวลอย่างหลงใหล เขาลูบไล้เบาๆ ที่ผิวนุ่ม เรียวนิ้วแกร่งคลึงที่เรียวปากแดงฉ่ำของนางไป๋เว่ยซินสะลึมสะลือค่อยๆ ตื่นลืมตาขึ้นมา เมื่อรับรู้ได้ถึงความร้อนบางอย่างที่เริ่มโอบล้อมรอบกายนางอีกครา เมื่อสังเกตชัดเจนแล้วว่าเป็นผู้ใด ประกายวาววับพลันปรากฏในดวงเนตรงาม“พี่หง” เสียงเรียกแม้แผ่วเบาหวานล้ำ แต่เผยความตื่นตะลึงไม่น้อย “เป็นท่านจริงๆ”“ย่อมเป็นข้า...” ชายหนุ่มตอบเสียงทุ้ม ใบหน้าก้มลงต่ำ จุมพิตนางอย่างอ่อนโยน เขาถามเสียงพร่า “เจ้าจำสิ่งใดได้แล้วหรือยัง?”นอกจากอยากแสดงความรักเปี่ยมล้นนี่คืออีกเหตุผลที่จ้าวซือหงปรารถนาเข้าหอกับไป๋เว่ยซินให้เร็วที่สุดไป๋เว่ยซินหลับตายอมรับจุมพิตไร้ซึ่งท่าทีปฏิเสธ ความคิดที่จะผละจากไม่ปรากฏเลยแม้แต่น้อยเนิ่นนานทีเดียวกว่าจะได้ลมหายใจกลับคืนจากการถ
พี่หง! ข้าคิดถึงท่าน...เหม่ยหลินในห้วงนิทรา เหม่ยหลินฝันเห็นทางเดินทอดยาว สองข้างทางเป็นดอกไม้นานาชนิด สีสันล้วนสดสวยงดงาม แต่รอบด้านกลับมีแต่มีดปลายแหลมนับพัน พุ่งความคมแวววับมาทางนาง ทุกการเคลื่อนไหวของนาง ล้วนทำให้มีดเหล่านั้นคล้ายกับพร้อมจ้วงแทงให้เลือดสาด ฉับพลัน ร่างทั้งร่างพลันถูกฉุดคร่า คล้ายกับว่ามีมือของใครบางคนดึงนางขึ้นน่านฟ้า ให้รู้สึกเบาตัวนัก หญิงสาวมองทุกสิ่งอย่างตระหนก รอบกายดำสนิท ไร้ซึ่งสีสันสวยงาม ความงดงามตระการตาใดๆ ล้วนหายไปจนสิ้น หากแต่ความอบอุ่นนั้น กลับแผ่ซ่านไปทั่วน่าแปลกยิ่งนัก ทั้งๆ ที่รอบด้านมืดสลัว บรรยากาศทั้งวังเวงทั้งน่ากลัว แต่ทว่ากลับรู้สึกปลอดภัย ไร้ซึ่งปลายมีดแหลมคมใดๆ พุ่งเป้ามาทางนางเหม่ยหลินเห็นเงาดำของใครบางคนอยู่เบื้องหน้า เขาค่อยๆ เดินเข้ามาหา เรือนร่างของเขาสูงใหญ่ แผ่ซ่านกลิ่นอายน่าเกรงขาม นางเห็นใบหน้าของเขาไม่ชัด เห็นเพียงดวงตาดำสนิทคมเฉี่ยวกับอาภรณ์ดำขลับยิ่งกว่ารัตติกาลชั่วขณะตื่นกลัว ความไว้วางใจกลับเกิดขึ้นมาแทนที่ ยามฝ่ามือของคนผู้นั้นเอื้อมมาหานาง สัมผัสลึกล้ำบางอย่างเริ่มปรากฏ เขาค่อยๆ กอดนางอย่างทะนุถนอม อ้อมแขนของเขาที่
จางเล่อถงรีบคุกเข่าลง “ท่านอ๋องโปรดระงับโทสะ”จางอวิ๋นพลันได้สติกลับมา นางรีบคุกเข่าเช่นกัน กระนั้นยังคงมองบิดาที่กำลังตัวสั่นอย่างโง่งม ไม่เข้าใจอะไรร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์สีม่วงลายมังกรดำลุกขึ้นช้าๆ แต่กลับแผ่กลิ่นอายข่มขวัญทุกสรรพชีวิตออกมา ทั่วร่างหนาดุจพญายมราช ประหนึ่งเจ้าผู้ควบคุมโลกวิญญาณ คอยตัดสินบาปกรรมทั้งหมดในนรกภูมิก็มิปาน“เจ้าลุ่มหลงอนุจนไม่ใส่ใจภรรยาเอกเท่าที่ควร เช่นนั้นหากให้เจ้าตรองด้วยตัวเองว่าใครเป็นคนวางยา ก็คงไม่รู้อยู่ดี เปิ่นหวางจะให้เจ้าเลือกว่ายอมสละบรรดาศักดิ์และทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีเพื่ออนุต่ำช้าคนหนึ่งหรือจะให้เข้าจัดการหลังเรือนให้เจ้าด้วยตัวเอง โทษฐานที่บุตรีของเจ้าบังอาจยื่นมือมายุ่มย่ามหลังเรือนตำหนักรัตติกาล”และแล้วจางเล่อถงถึงได้เข้าใจ ความผิดของเขาที่เพิ่งได้รับรู้มากพอแล้วที่จะยึดบรรดาศักดิ์และริบทรัพย์สิน รวมถึงเนรเทศสกุลจางได้ทั้งหมด มิใช่เพียงเพราะชินอ๋องไม่พอพระทัยเรื่องจางอวิ๋นแล้วใช้อำนาจรังแกขุนนางตงฉิน!จางเล่อถงลอบมองทั่วโถงรับรอง ที่แห่งนี้ไม่มีใครอื่น มีเพียงพวกเขาสี่คน เรื่องฉาวโฉ่เช่นนี้หากเล็ดลอดออกไป เกรงว่าขุนนางผู้หนึ่ง ต่อให้ภั
ห้องโถงของเรือนรับรองจิ้งหย่วนโหวจางเล่อถงกระแอมไอหลายครั้งแล้ว ทว่าบุตรสาวของเขากลับยังไม่รู้ตัว จางอวิ๋นยามนี้เอาแต่เพ่งพิศพระพักตร์ไร้หนวดเคราของชินอ๋องอย่างเหม่อลอยและไร้มารยาทอันที่จริงก่อนหน้านี้นางเองก็ไม่เคยเห็นชินอ๋องหรอก เพียงได้ยินความกร้าวแกร่งก็ปักใจปลาบปลื้มมาช้านาน มิคาดว่าตัวจริงจะหล่อเหลางามสง่าราวเซียนหนุ่มปานนี้นางจะต้องเข้ามาแย่งชิงความโปรดปรานให้จงได้!ภายใต้ดวงตาลุ่มหลงคลั่งใคล้เพียงแรกเจอ จางอวิ๋นมีความคิดมุ่งมั่นหมายมาดอย่างชั่วร้ายจ้าวซือหงไม่สนใจจางอวิ๋น เขาสนใจเพียงจางเล่อถง “เจ้ารู้สึกมิได้รับความเป็นธรรมจากคำเตือนของเปิ่นหวาง?”จิ้งหย่วนโหวจึงปล่อยให้บุตรสาวคล้ายวิญญาณออกจากร่างต่อไปไม่สนใจอีก เขาหันมากล่าวนอบน้อม “พระอาญามิพ้นเหล้า กระหม่อมมิบังอาจพ่ะย่ะค่ะ”แม้ปากพูดเช่นนั้น ทว่าสีหน้ากลับไม่ใช่ คุณงามความดีที่จางเล่อถงสั่งสมมามากกว่าสิบปี นับแต่ชินอ๋องยังทรงเป็นองค์ชายน้อยด้วยซ้ำไป หากกล่าวตามจริง เขานับเป็นอาจารย์สอนกลหมากการศึกก็ยังได้ เรื่องที่บุตรสาวคนโปรดของเขามีใจให้ชินอ๋องคนก็รู้กันทั่ว เช่นนั้นจะผิดอันใดหากเขาจะใช้
ชายหนุ่มแสร้งโอดครวญเบาๆ เพื่อให้นางหายโกรธไป๋เว่ยซินจึงหยุดตีเขา แล้วโวยวายแทน“ท่านร้ายกาจอีกแล้วนะ”“ข้าลงโทษตัวเองโดยการโกนหนวดให้เจ้า คืนนี้รับรองไม่ทิ้งริ้วรอยใด อ่า...” หน้าอกหนาถูกทุบไปอีกหนึ่งทีไป๋เว่ยซินหน้าแดงไปหมด ทั้งโกรธทั้งอายเป็นที่สุดราชาปีศาจผู้เคร่งขรึมเย็นชาหายไปที่ใดกันนะ ตอนนี้นางเห็นแต่ปีศาจราคะในคราบเซียนหนุ่มรูปงามเห็นภรรยาหน้าดำหน้าแดง จ้าวซือหงจึงรั้งนางมากอดเต็มอ้อมแขน ก้มหอมแรงๆ พิสูจน์ว่าไม่ทำนางเจ็บอีก “ไม่มีรอยเพิ่มแล้วเห็นหรือไม่?”ใบหน้าเล็กถูกมือใหญ่จับให้หันไปมองคันฉ่องไป๋เว่ยซินจึงหน้าร้อนวาบ แก้มแดงมากกว่าเดิมพี่หง คนช่างแกล้ง...แววตาอำมหิตอ่อนแสงกว่าที่เคย ใบหน้างดงามแต่เย็นชาค่อยๆ ปรากฏรอยยิ้มอบอุ่นดุจลมวสันต์ในคืนเหมันต์ จ้าวซือหงก้มหน้ากระซิบเสียงสั่นกระเส่าแฝงความเร่าร้อน“คืนนี้เราเข้าหอกันเถิด”คนถูกชวนเข้าหอหน้าตาเฉยแทบหลอมละลาย ร่างโอนเอนเกือบล้มทั้งยืนแล้ว ไป๋เว่ยซินเขินจนเหนื่อย นางหลีกเลี่ยงเรื่องเข้าหอโดยการเงยหน้ามองสามีอย่างเคร่งขรึม ใช้สายตาพินิจขึงขัง“ท่านอ๋องมีใบหน้างดงามขนาดนี้ได้อย่างไรเจ้าคะ ไม่สมกับฉายาที่ได้รับเลยส

![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





