LOGIN
ในมหานคร นีโอ-กรุงเทพฯ (Neo-Bangkok) ปี 2089 ท้องฟ้าไม่เคยเป็นสีดำสนิท มันถูกย้อมด้วยสีชมพูฟูเชียและฟ้าไซอันจากป้ายโฮโลแกรมยักษ์ที่ฉายโฆษณา "ระบบอัปเกรดดวงตาไซเบอร์เนติกส์" และ "เครื่องดื่มชูกำลังผสมนาโนบอท" รถลอยฟ้าหลากสีสันพุ่งทะยานผ่านทางยกระดับชั้นที่ 45 ส่งเสียงหวีดหวิวตัดกับเสียงดนตรีซินธ์ป๊อปที่ดังมาจากคลับสักแห่งในย่านทองหล่อชั้นบน
บนชั้นสูงสุดของตึก สยามคอร์ปทาวเวอร์ อาคารที่สูงเสียดเมฆจนมองไม่เห็นพื้นดินเบื้องล่าง เมริน ยืนมองกระจกหน้าต่างนิรภัยพลางปรับแต่งสายรัดข้อมืออัจฉริยะราคาแพงระยับของเธอ วันนี้เธอสวมชุดเดรสที่ตัดเย็บจากเส้นใยเรืองแสง สั่งทำพิเศษจากดีไซเนอร์ชื่อดังในปารีสโดม ทุกย่างก้าวของเธอดูราวกับนางพญาที่หลุดออกมาจากนิตยสารโฮโลแกรม “น่าเบื่อชะมัด” เมรินพึมพำ น้ำเสียงใสแต่เจือความรำคาญ “ทำไมงานปาร์ตี้คืนนี้ต้องเชิญพวกเศรษฐีใหม่ที่อัปเกรดแขนเหล็กเกรดต่ำพวกนั้นมาด้วยนะ กลิ่นน้ำมันเครื่องโชยมาถึงนี่เลย” เธอไม่เคยรู้เลยว่า คำว่า ‘น้ำมันเครื่อง’ ที่เธอรังเกียจ กำลังจะกลายเป็นกลิ่นที่เปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล ในขณะเดียวกัน ที่ระดับพื้นดิน-หรือ "เขตอันเดอร์ซิตี้"-โลกนั้นกลับเต็มไปด้วยความมืดสลัวและแอ่งน้ำขังที่เป็นคราบน้ำมัน สายไฟระโยงระยางเหมือนเถาวัลย์เหล็กพันรอบตึกแถวเก่าๆ ที่พังแหล่ไม่พังแหล่ ก้อง ชายหนุ่มในชุดหมีสีน้ำเงินเข้มที่ซีดจนเกือบเป็นสีเทา กำลังเช็ดมือที่เปื้อนจาระบีด้วยเศษผ้าเน่าๆ เขาเพิ่งเสร็จจากการซ่อมตัวจ่ายไฟย่อยที่ระเบิดเพราะระบบทำงานหนักเกินไป ร่างกายของเขากำยำจากการทำงานหนัก หน้าตาของเขาจัดว่า "ธรรมดา" ในแบบที่เดินผ่านไปสิบคนก็จำไม่ได้ แต่สิ่งที่โดดเด่นคือดวงตาที่เรียบเฉย ทว่าแฝงไปด้วยความมุ่งมั่น “เฮ้ย! ไอ้น้องก้อง เสร็จยังวะ?” เสียงตะโกนแหบๆ ดังมาจาก จ็อด เพื่อนสนิทที่กำลังนั่งยองๆ ซ่อมโดรนส่งก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่แผงลอยข้างๆ จ็อดมีแขนซ้ายเป็นเหล็กสนิมเขรอะที่มักจะกระตุกเวลาเขาตื่นเต้น “เสร็จแล้วคุณพี่จ็อด ถ้าคืนนี้ไม่มีใครแฮกระบบไฟแถวนี้อีก ก็น่าจะใช้ได้ไปถึงเช้า” ก้องตอบพลางเก็บเครื่องมือลงกล่องเหล็ก “เออ ดีแล้ว แวะมากินหมี่ร้านป้าชื่นก่อนสิโว้ย วันนี้ป้าแกใจดี แถมลูกชิ้นสังเคราะห์ให้ลูกนึงว่ะ ถือเป็นมื้อฉลองที่เอ็งสอบผ่านใบเซอร์วิศวกรระดับกลางไง” จ็อดหัวเราะจนแขนเหล็กกระตุก แก๊งค์ๆ ก้องยิ้มบางๆ พลางส่ายหัว “เอ็งกินเถอะ ฉันต้องรีบไปควงกะที่บริษัทรักษาความปลอดภัยต่ออีก 4 ชั่วโมง ตั๋วไปไปอาณานิคมดวงจันทร์มันไม่ได้ซื้อด้วยใบเซอร์ฯ อย่างเดียวนะเว้ย มันต้องใช้เงิน... เงินเยอะมาก” “เอ็งจะมุ่งมั่นไปถึงไหนวะ ก้อง” จ็อดบ่นพลางยัดเส้นหมี่เข้าปาก “ใช้ชีวิตบนดินเน่าๆ นี่กับพวกข้าก็สนุกดีออก มีเหล้าเถื่อน มีก๋วยเตี๋ยว มีพวกเรา... จะไปลำบากบนอวกาศทำไมวะ?” ก้องไม่ได้ตอบ เขาเพียงแต่มองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยรถลอยฟ้าและแสงไฟจากตึกชั้นบน สำหรับเขา การไปจากที่นี่ไม่ใช่แค่การหนีจากความอัตคัต แต่มันคือการพิสูจน์ว่าคนธรรมดาที่ไม่มีต้นทุนอย่างเขา ก็สามารถมี "ชีวิต" ในแบบที่ตัวเองต้องการได้ คืนเดียวกันนั้นเอง อุบัติเหตุที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น เมรินตัดสินใจขับรถสปอร์ตลอยฟ้ารุ่นล่าสุดของเธอออกจากงานเลี้ยงด้วยความหงุดหงิด เธอใช้ความเร็วเกินกำหนดผ่านเขตที่มีสัญญาณรบกวนหนาแน่น ทันใดนั้น ระบบนำทางอัตโนมัติก็เกิดรวนเพราะคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากย่านสลัมด้านล่าง “กรี๊ดดด! ระบบหยุดเดี๋ยวนี้นะ! ฉันบอกให้หยุด!” รถสีชมพูเมทัลลิกราคาหลายสิบล้านเครดิตเสียการทรงตัว มันร่วงหล่นลงจากระดับความสูงหลายพันฟุต ทะลุผ่านม่านหมอกควันพิษ และพุ่งตรงลงมายังลานจอดรถร้างในเขตอันเดอร์ซิตี้... ตรงจุดที่ก้องกำลังปั่นจักรยานไฟฟ้ากลับห้องพักพอดี โครม!!! เสียงระเบิดดังสนั่นจนกระจกแถวนั้นสะเทือน ก้องเบรกจักรยานจนตัวโก่ง เขามองเห็นกลุ่มควันพวยพุ่งมาจากซากรถหรูที่พังยับเยิน จิตสำนึกแห่งการเป็นช่างซ่อมบอกเขาว่า "ถ่านพลังงานไฮโดรเจนกำลังจะระเบิด" เขาไม่รอช้า ก้องวิ่งเข้าไปที่ซากรถทันที ภายในนั้น เขาเห็นหญิงสาวในชุดเดรสเรืองแสงที่บัดนี้ขาดวิ่นและเต็มไปด้วยฝุ่น คราบเลือดซึมออกมาจากหน้าผากที่สวยราวกับสลักจากหยก เมรินลืมตาขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ เธอเห็นใบหน้าของผู้ชายคนหนึ่งที่มีคราบเขม่าดินปืนและหยาดเหงื่อ “ช่วย... ช่วยฉันด้วย...” เธอพึมพำด้วยเสียงที่สั่นเครือ ก้องไม่ได้พูดอะไร เขาใช้ประแจขนาดยักษ์ในมือทุบกระจกนิรภัยที่ร้าวอยู่แล้วจนแตกละเอียด ก่อนจะเอื้อมมือเข้าไปดึงร่างบางออกมาอย่างรวดเร็ว ในจังหวะที่เขากระโดดหลบพ้นรัศมีรถเพียงไม่กี่วินาที... บึ้ม!!! แรงระเบิดส่งร่างของทั้งคู่กระเด็นไปบนกองขยะสีนวล ก้องใช้ตัวบังเศษเหล็กให้เธอจนหลังของเขาถูกไฟลวกเล็กน้อย เมื่อฝุ่นเริ่มจางลง เมรินค่อยๆ ยันตัวขึ้น เธอหอบหายใจรัวพลางมองไปที่ก้องที่กำลังไอค่อกแค่ก เธอมองสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า... เสื้อผ้าสกปรก หน้าตาบ้านๆ กลิ่นเหงื่อผสมน้ำมันเครื่องที่เธอเกลียดนักเกลียดนักหนา “นี่นาย! ระวังหน่อยสิ! ชุดฉันพังหมดแล้วเนี่ย!” แทนที่จะขอบคุณ เมรินกลับแผดเสียงใส่เขาด้วยความตกใจและนิสัยเสียที่แก้ไม่หาย “รู้ไหมว่าชุดนี้ราคาเท่าไหร่? ต่อให้นายทำงานทั้งชีวิตก็ซื้อไม่ได้!” ก้องนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาปัดฝุ่นออกจากกางเกงแล้วมองหน้าไฮโซสาวด้วยสายตาเรียบเฉย “ผมไม่รู้หรอกครับว่าชุดคุณราคาเท่าไหร่ แต่ที่รู้แน่ๆ คือถ้าเมื่อกี้ผมไม่ลากคุณออกมา ‘ชีวิต’ คุณจะมีราคาเป็นศูนย์ทันที” เขาลุกขึ้นยืนโดยไม่สนใจจะต่อความยาวสาวความยืด เดินไปหยิบจักรยานไฟฟ้าที่ล้มอยู่ขึ้นมา “เดี๋ยว! นายจะไปไหน? มาช่วยฉันก่อนสิ! นี่มันที่ไหนก็ไม่รู้ สัญญาณโฮโลแกรมฉันก็ดับ! นายต้องไปส่งฉันที่ตึกสยามคอร์ปเดี๋ยวนี้!” เมรินสั่งเสียงเขียว ก้องหันมามองข้ามไหล่ “ผมมีเข้าเวรตอนเที่ยงคืนครับ และที่นี่ไม่มีรถรับส่งตอนนี้ ถ้าอยากกลับบ้าน... เดินตรงไปอีกสองซอยจะมีคิวรถเมล์เหล็กที่วิ่งผ่านเขตชั้นใน แต่อย่าลืมระวังกระเป๋าตังค์ด้วยล่ะ ที่นี่ไม่ใช่ห้องนั่งเล่นบน upper city” พูดจบ ก้องก็ปั่นจักรยานจากไป ทิ้งให้เมรินยืนกระทืบเท้าอยู่กลางสลัมด้วยความโกรธจัด “ไอ้คนเฮงซวย! ไอ้คนไม่มีมารยาท! อย่าให้ฉันเจอหน้านายอีกนะ!” แต่ในโลกที่เต็มไปด้วยอัลกอริทึมและโชคชะตาที่บิดเบี้ยว... คำว่า ‘อย่าให้เจออีก’ อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของคำว่า ‘ตลอดไป’ ก็ได้อากาศภายในสำนักงานสาขาย่อยของ บริษัท ไททัน เอสเตท (Titan Estate) เย็นเฉียบด้วยระบบปรับอากาศแบบ Central Air ที่ตั้งอุณหภูมิไว้ที่ 18 องศาเซลเซียส แต่มันกลับไม่สามารถดับความร้อนรุ่มในใจของ นายวิโรจน์ หัวหน้าฝ่ายกฎหมายได้เลยเขานั่งจ้องมองหน้าจอโฮโลแกรมที่แสดงสถานะการโอนเงิน ตัวเลขสีเขียวสว่างวาบระบุยอดเงินจำนวน 2,548,000 เครดิต (เงินต้นบวกดอกเบี้ยทบต้นมหาโหดตลอด 10 ปี) ที่เพิ่งถูกโอนเข้ามาเมื่อสามนาทีก่อนเบื้องหน้าเขา คือหญิงสาวร่างเล็กในชุดสูทสีดำทึบ (ที่ยืมพะแพงมา) สวมแว่นกันแดดสีชาปกปิดแววตาที่เหนื่อยล้า แต่ริมฝีปากกลับเคลือบด้วยลิปสติกสีแดงสดที่เหยียดยิ้มอย่างผู้ชนะ“ตรวจสอบครบถ้วนแล้วใช่ไหมคะ?” เมริน เอ่ยถามเสียงเรียบ “ถ้าครบแล้ว ก็รบกวนประทับตรา ‘ชำระหนี้เสร็จสิ้น’ ลงในเอกสารไถ่ถอนจำนองด้วยค่ะ ฉันมีธุระต้องไปทำต่อ ไม่อยากเสียเวลากับอากาศแย่ๆ ในห้องนี้นานนัก”วิโรจน์กัดฟันกรอด มือที่ถือตราประทับดิจิทัลสั่นระริก เขาไม่เคยคิดเลยว่า "ลูกไก่" ที่เขาคิดว่าจะบีบให้ตายคามือเมื่อวาน จะกลายร่างเป็น "นางพญาอินทรี" ที่บินโฉบเอาเหยื่อคืนไปได้ในชั่วข้ามคืนปึ้ก!เสียงตราประทับกระแทกลงบนกระดาษอ
ความเงียบที่ปกคลุมร้านก๋วยเตี๋ยวป้าชื่นในเช้าวันนี้ ช่างแตกต่างจากความเงียบสงบในยามเช้าทั่วไป มันคือความเงียบของ "จุดจบ"ป้ายสติกเกอร์สีแดงคำว่า "ห้ามใช้อาคาร (อันตราย)" ที่แปะคาดประตูเหล็กม้วนหน้าร้าน ดูเหมือนยันต์กันผีที่สะกดวิญญาณของทุกคนไว้ ป้าชื่น นั่งเหม่อลอยอยู่บนม้าหินอ่อนใต้ต้นไม้เก่าแก่ ดวงตาที่เคยส่องประกายใจดีบัดนี้หม่นหมองไร้แวว“สองล้านห้าแสนเครดิต...” ป้าชื่นพึมพำตัวเลขหนี้สินรวมดอกเบี้ยทบต้น 10 ปี “ป้าจะไปหาที่ไหนมาทันใน 7 วัน... ขายไตป้ายังไม่พอเลย”เมริน นั่งกัดเล็บอยู่ข้างๆ สมองของเธอประมวลผลเร็วจี๋ราวกับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ พยายามหาช่องทางกฎหมาย หรือทรัพย์สินอะไรก็ตามที่พอจะแปลงเป็นเงินได้ แต่ยิ่งคิด ทางออกก็ยิ่งตีบตัน‘ขายหุ้นส่วนตัว? ไม่ได้ พ่อบล็อกบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ไว้... ยืมพะแพง? ไม่ได้ ยัยนั่นเพิ่งหมดตัวกับคอลเลกชันใหม่...’ทันใดนั้น ก้อง เดินเข้ามาวางสมุดบัญชีธนาคารเก่าๆ เล่มหนึ่งลงบนโต๊ะหินอ่อน“ป้าครับ... เอาเงินนี่ไป”เมรินและป้าชื่นเงยหน้ามอง ก้องเปิดสมุดบัญชีให้ดู ยอดเงินคงเหลือคือ 540,000 เครดิต“นี่คือเงินเก็บของผมทั้งหมด” ก้องพูดเสียงเรียบ “มันอาจจ
ค่ำคืนนี้ ย่านพระนคร 2.0 สว่างไสวยิ่งกว่าคืนวันลอยกระทงหลังจากใช้เวลาซ่อมแซมและรีโนเวทมาเกือบหนึ่งสัปดาห์ด้วยแรงกายแรงใจของทุกคน ในที่สุด "ร้านก๋วยเตี๋ยวป้าชื่น (โฉมใหม่)" ก็ได้ฤกษ์เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ!ภาพลักษณ์ใหม่ของร้านทำเอาชาวบ้านและวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างต้องขยี้ตาดู สังกะสีเก่าๆ ถูกขัดเงาและเพ้นท์ด้วยสีนีออนสะท้อนแสงเป็นลวดลายกราฟฟิตี้ไทยประยุกต์ (ฝีมือจ็อด) เสาเหล็กถูกดัดแปลงให้ดูเหมือนโครงสร้างยานอวกาศ (ฝีมือก้อง) และป้ายหน้าร้านเป็นโฮโลแกรมหมุนติ้วเขียนว่า "PA CHUEN: NEO-NOODLES" (ไอเดียเมริน)“โต๊ะ 4 เส้นเล็กแห้งสอง! โต๊ะ 7 เกาเหลาไม่งอก!”เสียงใสๆ ของ เมริน ดังแข่งกับเสียงเพลงหมอลำซิ่งรีมิกซ์ วันนี้เธอไม่ได้มาในมาดคุณหนูหรือผู้บริหาร แต่มาในชุดเด็กเสิร์ฟสไตล์ Cyber-Cheongsam (กี่เพ้าประยุกต์) สีแดงสดรัดรูปที่ พะแพง ส่งโดรนด่วนมาให้ใส่เพื่อเรียกแขกโดยเฉพาะ ผมสีบลอนด์ถูกมัดเป็นจุกคู่ดูทะมัดทะแมง“รับทราบครับเจ๊!” จ็อด ที่วันนี้รับบทเป็นผู้ช่วยเชฟตะโกนตอบ เขาคุมเครื่อง ‘Noodle Master 3000’ (แขนกลลวกก๋วยเตี๋ยวที่ซ่อมเสร็จแล้ว) อย่างคล่องแคล่ว แขนกลคาร์บอนไฟเบอร์สีชมพูสะ
เสียงเห่าขรมดังมาจากเพิงสังกะสีท้ายซอยที่เป็นที่พักของ ไข่ต้ม และ ไข่ตุ๋น สองแฝดจอมป่วนประจำย่านพระนคร 2.0 ปกติแล้วที่นี่คือเขตหวงห้ามที่ใครๆ ก็ไม่อยากเฉียดใกล้ เพราะกลัวโดนแฝดแกล้ง แต่เช้านี้ เมริน เดินดุ่มๆ เข้าไปพร้อมกับ ก้อง เพราะเธอสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง“เจ้าไข่แฝดแอบขโมยไส้กรอกร้านป้าชื่นไปอีกแล้วเหรอ?” เมรินถามก้องพลางขมวดคิ้ว “ฉันเห็นไข่ต้มวิ่งหน้าตื่นหอบถุงใหญ่เบ้อเริ่มเข้าไปในนั้น”“อาจจะ...” ก้องตอบไม่เต็มเสียง “แต่ช่วงนี้สองคนนั้นดูซูบๆ ไปนะ ทั้งที่แอบเอาของกินไปตั้งเยอะ”เมื่อทั้งคู่เดินไปถึงหลังเพิง ภาพที่เห็นทำเอาเมรินต้องหยุดชะงักไข่ต้มและไข่ตุ๋นไม่ได้กำลังนั่งกินไส้กรอกอย่างเอร็ดอร่อย... แต่พวกเขากำลังนั่งยองๆ ป้อนไส้กรอกเหล่านั้นให้กับ ฝูงสุนัขและแมวจรจัด นับสิบตัว!และพวกมันไม่ใช่สัตว์ธรรมดา แต่เป็น "สัตว์พิการไซบอร์ก" บางตัวขาขาดแล้วถูกแทนที่ด้วยท่อพีวีซี บางตัวตาบอดข้างหนึ่งและมีเลนส์กล้องเก่าๆ แปะอยู่ สภาพมอมแมมแต่ดูมีความสุขที่ได้กินอาหาร“กินเยอะๆ นะไอ้ด่าง...” ไข่ตุ๋นลูบหัวสุนัขที่มีขาหน้าเป็นล้อรถเข็นเด็ก “เดี๋ยวพี่จะหาเงินมาซื้อน้ำมันหล่อลื่นข้อต่อใ
หลังจากภารกิจก๋วยเตี๋ยวสีรุ้งผ่านพ้นไป ร้านป้าชื่นก็กลับมาเปิดให้บริการได้อีกครั้ง (แม้ผนังจะยังเรืองแสงวิบวับในตอนกลางคืนจนลูกค้าต้องใส่แว่นกันแดด) แต่ปัญหาใหม่ที่ตามมาคือ "แรงงาน"ด้วยวัยที่มากขึ้นและสุขภาพที่เริ่มถดถอย ประกอบกับการต้องยืนลวกก๋วยเตี๋ยวหน้าเตาร้อนๆ ทั้งวัน ทำให้ ป้าชื่น เริ่มมีอาการปวดหลังและเข่าเสื่อมจนเห็นได้ชัด เย็นวันหนึ่ง เมริน สังเกตเห็นป้าชื่นนวดขาตัวเองด้วยสีหน้าเจ็บปวดหลังปิดร้าน“ไม่ได้การแล้ว...” เมรินพึมพำกับตัวเองขณะนั่งทำบัญชีร้าน “เราต้องหาผู้ช่วย หรือไม่ก็เครื่องทุ่นแรง... แต่เครื่องจักรทำอาหารอัตโนมัติเครื่องละตั้ง 5 แสนเครดิต งบเราไม่พอแน่”เธอหันไปถาม ก้อง ที่กำลังซ่อมพัดลมอยู่ “ก้อง... แถวนี้พอจะมีใครขายเครื่องจักรครัวมือสองสภาพดีๆ บ้างไหม?”ก้องชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะชี้นิ้วไปที่ตึกแถวสภาพโทรมๆ ท้ายซอยที่มีเสียงเคาะเหล็กดัง โป๊กๆ ตลอดเวลา“ลองไปถาม ‘ศาสตราจารย์จ็อด’ ดูสิครับ รายนั้นเขาชอบเก็บของเก่ามาโมดิฟาย บางทีอาจจะมีของดีซ่อนอยู่”“จ็อดเนี่ยนะ?” เมรินทำหน้าไม่อยากเชื่อ “ฉันนึกว่าเขาซ่อมเป็นแต่รถเข็นขายลูกชิ้นกับแขนตัวเองซะอีก”“อย่าดูถูกจ็อดนะ
เช้าวันเสาร์ที่สดใส (แม้ฝุ่น PM จะยังคงหนาแน่น) ย่านพระนคร 2.0 กลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพราะเหตุไฟไหม้หรือการประท้วง แต่เป็นเพราะภารกิจ "Makeover ร้านป้าชื่น" ที่นำทีมโดยดีไซเนอร์จำเป็นอย่าง เมรินซากร้านที่เคยดำเป็นตอตะโก ถูกรื้อถอนออกจนเกลี้ยง เหลือเพียงโครงสร้างเสาเหล็กที่ยังแข็งแรง เมรินยืนอยู่บนลังไม้กลางลาน สวมหมวกนิรภัยสีเหลือง (ที่แปะสติ๊กเกอร์ Hello Kitty) ในมือถือแบบแปลนโฮโลแกรมที่เธอร่างขึ้นเองเมื่อคืน“ฟังนะทุกคน!” เมรินตะโกนสั่งการผ่านโทรโข่ง “คอนเซปต์ร้านใหม่ของเราคือ ‘Cyber-Vintage Nostalgia’ เราจะผสมผสานความคลาสสิกของสังกะสีเก่า เข้ากับไฟนีออนสมัยใหม่ เพื่อดึงดูดลูกค้าทั้งรุ่นปู่และวัยรุ่น!”จ็อด ที่กำลังแบกแผ่นสังกะสีทำหน้างง “ไซเบอร์... วินเทจ... หยังวะ? สรุปคือเอาของเก่ามาทาสีใหม่ใช่ไหมเจ๊?”“ประมาณนั้นแหละ! อย่าเพิ่งถามเยอะ! ไปผสมสีเร็วเข้า!” เมรินชี้นิ้วสั่งก้อง เดินเข้ามาพร้อมกับถังสีและแปรงทาสี เขามองดูเมรินที่ดูทะมัดทะแมงผิดหูผิดตาด้วยรอยยิ้ม“ท่านประธานครับ สีรองพื้นพร้อมแล้ว จะให้เริ่มทาตรงไหนก่อนดี?”“เริ่มที่เสาเอกก่อนเลย” เมรินกระโดดลงจากลังไ







