Compartir

บทที่ 2

Autor: เหอเย่
ดวงแข็ง… ไม่ตายง่ายๆ หรอก…

ที่แท้ในสายตาเขา ความเป็นตายของนางช่างไร้ค่าถึงเพียงนี้

ก่อนที่สติจะดับวูบจมดิ่งสู่ความมืดมิด นางเห็นเพียงแผ่นหลังของเขาที่อุ้มกู้ว่านเซิงเดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว ไม่แม้แต่จะหยุดพักสายตาที่นางเลยสักนิด

เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าตัวเองอยู่ในเรือนเล็กอันหนาวเหน็บและเงียบเหงาของตนเอง

สาวใช้ในจวนยืนตีหน้าตึงอยู่ข้างเตียง พอเห็นนางฟื้นก็แค่นเสียงเย็นชาขึ้นจมูก “คุณหนูญาติผู้น้อง ฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ! ซื่อจื่อจิตใจเมตตา อุตส่าห์เชิญท่านหมอมาตรวจ แถมยังส่งข้ามาคอยปรนนิบัติอีก เห็นแก่ที่ซื่อจื่อดีต่อท่านขนาดนี้ ท่านก็หัดเจียมตัวซะบ้าง อย่าได้ไปตามตอแยเขาอีกเลย! คุณหนูกู้ต่างหากคือคนในดวงใจของซื่อจื่อ ท่านทำตัวแบบนี้ นอกจากจะขายหน้าตัวเองแล้ว ยังทำให้สตรีอย่างพวกเราต้องพลอยอับอายไปด้วย!”

ซูหวู่ต้องอาศัยใบบุญผู้อื่น แม้แต่สาวใช้ยังกล้าข่มเหงรังแกนาง

นางไม่ได้เอ่ยสิ่งใด ทำเพียงยกถ้วยยาน้ำสีดำขลับข้างเตียงขึ้นมาดื่มจนหมดรวดเดียว รสขมฝาดเฝื่อนแผ่ซ่านจากปลายลิ้นลึกลงไปถึงขั้วหัวใจ

“ดื่มยาหมดแล้ว ไม่รบกวนให้เจ้ามาคอยปรนนิบัติหรอก เชิญกลับไปเถอะ” น้ำเสียงของนางแหบพร่า

สาวใช้คนนั้นกำลังอยากจะอู้กินแรงอยู่พอดี จึงแค่นเสียงหึ “ถือว่าท่านยังรู้ความ!”

พูดจบก็หยิบถ้วยเปล่าแล้วสะบัดก้นเดินจากไปทันที

ช่วงหลายวันหลังจากนั้น ซูหวู่ก็ดูแลตัวเองมาโดยตลอด

บาดแผลยังคงปวดหนึบเป็นระยะ โดยเฉพาะในวันที่มีฝนตก จะรู้สึกปวดเมื่อยร้าวลึกเข้าไปถึงกระดูก นางต้องทำแผลและล้างแผลเองทุกวัน ท่วงท่าเชื่องช้าและยากลำบาก อาหารที่สาวใช้นำมาส่งก็มักจะเย็นชืด แต่นางก็ไม่ปริปากบ่น ก้มหน้าก้มตากินจนหมดอย่างเงียบๆ

บางครั้งก็มักจะได้ยินเสียงพวกสาวใช้รุ่นเล็กจับกลุ่มซุบซิบนินทากันอยู่นอกเรือน ด้วยระดับเสียงที่ไม่ดังไม่เบา แต่ก็พอดิบพอดีที่จะลอยมากระทบหูนาง

“ได้ยินหรือยัง? เมื่อวันก่อนซื่อจื่อไปต่อแถวซื้อขนมฝูหรงที่ริมเมืองฝั่งใต้มาให้คุณหนูกู้ด้วยตัวเองเลยนะ ต่อแถวอยู่นานสองนานเชียวล่ะ!”

“นั่นสิ! เมื่อวานคุณหนูกู้แค่ไอคอกแคกสองสามที ซื่อจื่อก็รีบไปเชิญหมอหลวงมาตรวจเลยนะ ทำเอาตื่นตูมกันไปหมด”

“ซื่อจื่อของเราออกจะเย็นชาปานนั้น เคยไปใส่ใจใครขนาดนี้ซะที่ไหนล่ะ! นี่มันประคบประหงมราวกับทะนุถนอมไว้กลางฝ่ามือ กลัวว่าหล่นแล้วจะแตก อมไว้ในปากก็กลัวจะละลายชัดๆ”

ซูหวู่นั่งอยู่ริมหน้าต่าง มือบีบสะดึงปักผ้าไว้แน่น ทว่าปลายเข็มกลับทิ้งค้างไว้เนิ่นนานโดยไม่ได้ปักลงไป

คำพูดเหล่านั้นเปรียบเสมือนหนามเล็กๆ ที่ทิ่มแทงลงบนหัวใจ แม้จะไม่ถึงตาย แต่ก็เจ็บปวดร้าวลึก

ที่แท้เขาไม่ได้เป็นคนเย็นชามาตั้งแต่เกิด เพียงแต่ความอ่อนโยนและความห่วงใยของเขานั้น ไม่เคยมีเศษเสี้ยวใดหลุดรอดมาเผื่อแผ่ถึงนางเลยต่างหาก

ดินแดนอันรกร้างในหัวใจ ราวกับถูกลมหนาวพัดผ่านอีกคราจนแข็งทื่อไปหมด

บ่ายวันหนึ่ง เซี่ยอวิ๋นกุยถึงกับพากู้ว่านเซิงมาที่เรือนเล็กอันห่างไกลของนาง

เซี่ยอวิ๋นกุยเพียงแค่ยืนอยู่ตรงประตู แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “แผลเป็นอย่างไรบ้าง?”

กลับเป็นกู้ว่านเซิงที่เดินเข้ามาถึงข้างเตียงอย่างกระตือรือร้น แล้วเอ่ยถามอย่างห่วงใย “น้องซู แผลยังเจ็บอยู่ไหม? อาการดีขึ้นบ้างหรือยัง? ความจริงข้าควรจะมาเยี่ยมเจ้าให้เร็วกว่านี้ แต่บังเอิญว่าเมื่อหลายวันก่อนข้าตกใจกลัวไปหน่อย อวิ๋นกุยเขาไม่วางใจ ก็เลยคอยอยู่เป็นเพื่อนข้าตลอด… ต้องขอโทษเจ้าจริงๆ นะ”

ซูหวู่ฟังความนัยจากคำพูดของนางออก มีอะไรเสียอีก นอกจากจงใจตอกย้ำว่าเพื่อตัวนางแล้ว เซี่ยอวิ๋นกุยถึงกับยอมทิ้งญาติผู้น้องที่กำลังบาดเจ็บให้นอนรอไปก่อนได้

ภายในใจของนางขื่นขม ทว่าสีหน้ากลับเรียบเฉย ทำเพียงเอ่ยตอบเสียงเรียบ “ขอบคุณคุณหนูกู้ที่ห่วงใย ข้าไม่เป็นอะไรมากแล้ว”

กู้ว่านเซิงดูเหมือนจะไม่ใส่ใจกับท่าทีเย็นชาของนาง กลับเป็นฝ่ายเอ่ยชวนอย่างกระตือรือร้น “อีกไม่กี่วัน จวนจ่างกงจวู่จะจัดงานเลี้ยงชมดอกเหมย คุณหนูในตระกูลใหญ่ส่วนมากในเมืองหลวงต่างก็จะไปร่วมงานกัน น้องซูก็ไปด้วยกันสิ! อุดอู้อยู่แต่ในห้องทั้งวันไม่เป็นผลดีต่อการพักฟื้นหรอก ออกไปสูดอากาศข้างนอกบ้างก็ดีเหมือนกันนะ”

ซูหวู่ปฏิเสธกลับไปโดยแทบไม่ต้องคิด “ขอบคุณในความหวังดีของคุณหนูกู้ แต่แผลของข้ายังไม่หายดี ไม่สะดวกไปร่วมงานหรอก เกรงว่าจะทำให้ทุกคนต้องหมดสนุกเสียเปล่าๆ”

นางไม่อยากไปอยู่ในสถานที่แบบนั้นอีกแล้ว ไม่อยากไปทนดูพวกเขาสองคนพลอดรักกัน และไม่อยากทนรับสายตาสมเพชหรือเยาะเย้ยหยันจากผู้คนรอบข้างอีกต่อไป

ทว่าเซี่ยอวิ๋นกุยที่เอาแต่เงียบมาตลอดกลับเอ่ยปากขึ้นมาเสียอย่างนั้น สายตาคมกริบที่แฝงแววตรวจสอบจับจ้องมาที่นาง “เมื่อก่อนเจ้าชอบงานครึกครื้นแบบนี้ที่สุดไม่ใช่หรือ ตอนนี้ว่านเซิงอุตส่าห์ตั้งใจมาชวน เหตุใดจึงต้องหักหน้านางด้วย”

เขาชะงักไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงทุ้มต่ำลงเล็กน้อย “หรือว่า… ที่เจ้าบอกว่าตัดใจได้แล้วก่อนหน้านี้ ล้วนเป็นคำพูดหลอกลวง พอเห็นข้ากับว่านเซิงอยู่ด้วยกัน เจ้าก็เลยรู้สึกไม่พอใจ ถึงได้ไม่อยากไปงั้นสิ?”

คำพูดประโยคนี้ช่างร้ายกาจนัก บิดเบือนการปฏิเสธของซูหวู่ให้กลายเป็นความอิจฉาริษยาและตามหึงหวงได้อย่างหน้าตาเฉย

ซูหวู่เงยหน้าขึ้นขวับ จ้องมองใบหน้าหล่อเหลาอันเย็นชาของเขา หัวใจราวกับถูกบางสิ่งบีบรัดอย่างแรง เจ็บปวดจนลามไปถึงลมหายใจ

นางอ้าปากเตรียมจะพูด ทว่าความเหนื่อยล้ากลับถาโถมเข้ามาดั่งเกลียวคลื่น สุดท้ายจึงกลายเป็นเพียงคำแก้ตัวอันไร้เรี่ยวแรง “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น…”

“ในเมื่อไม่ใช่ ก็จงไปซะ” เซี่ยอวิ๋นกุยพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดไม่อนุญาตให้โต้แย้ง น้ำเสียงกลับมาเย็นชาตามปกติ ทว่าแฝงไปด้วยแรงกดดันที่ไม่ยอมให้ขัดขืน “อย่าทำให้ว่านเซิงต้องลำบากใจ”

ซูหวู่กำแขนเสื้อแน่น ปลายนิ้วเย็นเฉียบ

นางรู้ดีว่า หากขืนดึงดันโต้เถียงต่อไปก็มีแต่จะหาเรื่องใส่ตัว เพราะในสายตาของเขา ความต้องการของนางไม่เคยมีความสำคัญใดๆ เลย

ดังนั้นนางจึงได้แต่ก้มหน้าลง ตอบรับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงยุงบิน “…ตกลง”

Continúa leyendo este libro gratis
Escanea el código para descargar la App

Último capítulo

  • จันทร์กระจ่างดั่งแก้วผลึก   บทที่ 25

    วันเวลาผันผ่าน ความสงบสุขอบอวลอยู่ทุกค่ำคืนความรู้สึกระหว่างซูหวู่กับเว่ยเจิง หลังจากผ่านพ้นอุปสรรคนานัปการ ก็ยิ่งลึกซึ้งแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเว่ยเจิงไม่ใช่คนพูดเก่ง ทว่าความรักของเขากลับถ่ายทอดออกมาในทุกรายละเอียดเขาจะจำของโปรดที่นางชอบได้ จะคอยหยิบเสื้อคลุมมาคลุมให้ยามที่นางนั่งอ่านหนังสือดึกดื่น จะตั้งใจรับฟังความคิดเห็นของนางที่มีต่อเรื่องต่างๆ ในจวน และจะปกป้องนางอย่างไม่ปิดบังต่อหน้าผู้คน เขามอบความเคารพ ความไว้วางใจ และความรักอันไม่เคยมีมาก่อนให้กับนาง ภายในจวนแม่ทัพ นางไม่ใช่หญิงสาวผู้อาศัยใต้ชายคาใครอีกต่อไป ไม่ใช่คุณหนูญาติผู้น้องที่ต้องคอยประจบเอาอกเอาใจ แต่เป็นนายหญิงผู้สง่างามและได้รับความเคารพอย่างเต็มภาคภูมิหนึ่งปีต่อมา ซูหวู่ให้กำเนิดบุตรฝาแฝดชายหญิงคู่นึ่งอย่างราบรื่นเด็กชายหน้าตาคล้ายเว่ยเจิงราวกับพิมพ์เดียวกัน ระหว่างคิ้วแฝงความองอาจห้าวหาญ ส่วนเด็กหญิงสืบทอดความงดงามมาจากมารดา ดูน่ารักน่าเอ็นดูราวกับตุ๊กตาหยกบรรยากาศในจวนแม่ทัพเต็มไปด้วยความครึกครื้นชื่นบาน ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยอุ้มหลานชายหลานสาว ยิ้มจนหุบปากไม่ได้เว่ยเจิงมองดูภรรยาที่แม้จะเหน็ดเหนื่อยแต่เต็มไป

  • จันทร์กระจ่างดั่งแก้วผลึก   บทที่ 24

    พูดจบ ศีรษะของเขาก็เอียงพับลงไป และหมดสติไปอย่างสนิทซูหวู่มองใบหน้าที่ไร้สีเลือดของเขา รับรู้ถึงลมหายใจที่ค่อยๆ อ่อนแรงลง ความรู้สึกภายในใจสับสนปนเปถึงขีดสุดมีความตกใจ มีความหวาดกลัว มีความรู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก ทว่าส่วนใหญ่แล้วกลับเป็นความรู้สึกหนักอึ้ง เป็นภาระที่นางแบกรับเอาไว้ไม่ไหวนางหลับตาลง รีบสะกดกลั้นอารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดแล้วดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็วนางออกคำสั่งกับบ่าวรับไพร่ที่กำลังตื่นตกใจ “เร็วเข้า! หามท่านซื่อจื่อขึ้นรถม้า! กลับเข้าเมืองเดี๋ยวนี้! ไปเชิญหมอหลวงที่เก่งที่สุดมา! เร็วเข้า!”น้ำเสียงของนางทั้งมั่นคงและทรงพลัง แฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขามที่ไม่ยอมให้ผู้ใดปฏิเสธผู้คนราวกับพบหลักยึดเหนี่ยวจิตใจ จึงรีบทำตามคำสั่งนั้นทันทีเมื่อกลับมาถึงในเมือง จวนเจิ้นกั๋วกงก็เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่เมื่อทราบข่าว หมอหลวงวินิจฉัยว่าแผลธนูนั้นลึกมาก อีกทั้งหัวลูกศรยังอาบยาพิษร้ายแรง สถานการณ์จึงวิกฤตถึงขีดสุด เซี่ยอวิ๋นกุยมีไข้สูงไม่ยอมลด มีท่าทีจะเสียชีวิตอยู่หลายครั้งทุกๆ วัน ซูหวู่จะส่งคนคอยสอบถามอาการบาดเจ็บ พร้อมกับจัดส่งสมุนไพรแก้พิษชั้นดีไปให้ แต่ตัวนางเอง...

  • จันทร์กระจ่างดั่งแก้วผลึก   บทที่ 23

    ศึกสงครามทางเหนือตึงเครียด ไฟสงครามลุกโชนไปทั่วทุกสารทิศ ภายในจวนแม่ทัพ ชีวิตของซูหวู่ดำเนินไปอย่างสงบสุขและเปี่ยมด้วยความหมายนางจัดการดูแลกิจการงานภายในจวนได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ปฏิบัติหน้าที่แทนเว่ยเจิงในการปรนนิบัติผู้ใหญ่และปลอบขวัญบ่าวไพร่ ยามว่างก็จะไปอยู่เป็นเพื่อนซูหนิงน้องสาวที่อาการดีวันดีคืน หรือไม่ก็ศึกษาตำราแพทย์ หวังว่าจะพอมีประโยชน์ในการช่วยบำรุงรักษาอาการบาดเจ็บเรื้อรังของเว่ยเจิงได้บนใบหน้าของนางเริ่มมีเลือดฝาด ความสงบเยือกเย็นและมั่นคงระหว่างคิ้วขับเน้นให้เธอดูงดงามสะพรั่งในแบบของผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อันน่าหลงใหล แตกต่างจากความเยาว์วัยในอดีตอย่างสิ้นเชิงหลังจากที่เซี่ยอวิ๋นกุยผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความสำนึกผิดและการคลุ้มคลั่งอันเจ็บปวดรวดร้าวมาได้ ในที่สุดเขาก็ตกอยู่ในความสิ้นหวังราวน้ำนิ่งสนิทเขาไม่กล้าคาดหวังให้ซูหวู่อภัยให้อีกต่อไป และไม่กล้าแม้แต่จะปรากฏตัวต่อหน้านางอีก เพราะกลัวจะเห็นความเย็นชาอย่างไร้เยื่อใยในแววตานั้น ซึ่งมันบาดลึกยิ่งกว่าความเกลียดชังเสียอีก เขาเปลี่ยนความเจ็บปวดและความสำนึกผิดทั้งหมดให้กลายเป็นความเงียบงันและการปกป้องคุ้มครองใ

  • จันทร์กระจ่างดั่งแก้วผลึก   บทที่ 22

    หลังพักฟื้นร่างกายอยู่ที่เรือนตากอากาศนานนับเดือน ร่างกายของเว่ยเจิงก็ฟื้นตัวไปกว่าครึ่ง แม้จะยังไม่เทียบเท่าช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุด แต่ก็ไม่มีอาการน่าเป็นห่วงแล้วสถานการณ์ในราชสำนักแปรปรวนดั่งเมฆหมอก จู่ๆ ทางชายแดนเหนือก็ส่งสัญญาณเตือนภัยเร่งด่วน ชนเผ่าเร่ร่อนควบม้าเหล็กบุกรุกรานชายแดน ตีแตกติดต่อกันหลายเมือง สถานการณ์วิกฤตยิ่งนักฮ่องเต้มีรับสั่งเรียกตัวเว่ยเจิงเข้าเฝ้ากลางดึก ท้องพระโรงจินหลวน แม้สีหน้าของเว่ยเจิงจะยังเจือร่องรอยความเจ็บป่วยอยู่บ้าง ทว่าแผ่นหลังกลับตั้งตรง สายตาดุจประกายเพลิงแน่วแน่“ท่านแม่ทัพเว่ย ร่างกายของเจ้า…” ฮ่องเต้ฉายแววกังวลพระทัยเว่ยเจิงคุกเข่าลงข้างหนึ่ง น้ำเสียงหนักแน่นทรงพลัง “ฝ่าบาท กระหม่อมหายดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ ปกป้องแผ่นดินบ้านเกิด ถือเป็นหน้าที่ที่กระหม่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้! ขอฝ่าบาททรงโปรดอนุญาตให้กระหม่อมนำทัพออกศึก ขับไล่พวกนอกด่าน ทวงคืนผืนแผ่นดินกลับมาด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”ฮ่องเต้ทรงพระสำราญยิ่ง ทรงแต่งตั้งให้เว่ยเจิงเป็นมหาแม่ทัพปราบเหนือ ควบคุมกองกำลังทั้งสาม พร้อมออกเดินทางทันทีในวันนั้นเมื่อข่าวคราวแพร่สะพัดกลับมาถึงจวนแม่ทัพ ภายในจวนต

  • จันทร์กระจ่างดั่งแก้วผลึก   บทที่ 21

    ทว่าเรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านี้ เซี่ยอวิ๋นกุยได้นำผลการสืบสวนไปรายงานต่อบิดามารดาและราชสำนักความผิดของกู้ว่านเซิงที่วางแผนใส่ร้ายซูหวู่ผู้เป็นฮูหยินตราตั้ง อีกทั้งยังหลอกลวงเบื้องสูง มีหลักฐานมัดตัวแน่นหนา ก่อให้เกิดคลื่นลมลูกใหญ่ซัดกระหน่ำไปทั่วฮ่องเต้กริ้วจัด มีรับสั่งให้ตรวจสอบอย่างเข้มงวดตระกูลกู้จึงพลอยร่างแหไปด้วยและล่มสลายลงอย่างรวดเร็ว กู้ว่านเซิงถูกถอดถอนบรรดาศักดิ์ทั้งหมด ลดขั้นเป็นสามัญชน และถูกตัดสินเนรเทศให้ไปรับโทษไกลถึงพันลี้บุตรสาวอัครเสนาบดีผู้เคยสูงส่งเหนือใคร ในท้ายที่สุดก็ต้องมาล้มป่วยและตายตกอยู่ระหว่างทางเนรเทศอันแสนรันทด จุดจบช่างน่าเวทนายิ่งนักส่วนเซี่ยอวิ๋นกุย ก็กลายเป็นตัวตลกของเมืองหลวง โทษฐานที่มองคนไม่ออก ถือเป็นครั้งแรกที่เขาได้ลิ้มรสชาติของการถูกผู้คนลอบเยาะเย้ยถากถางความจริงกระจ่างแจ้ง สัญญาหมั้นหมายถูกยกเลิก ทว่าเซี่ยอวิ๋นกุยกลับไม่รู้สึกผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อยตรงกันข้าม เพราะเขาได้ตระหนักถึงความโง่เขลาของตนเองและการสูญเสียซูหวู่ไปอย่างแท้จริง เขาจึงยิ่งจมดิ่งลงสู่ความทุกข์ทรมานและความสิ้นหวังที่ลึกล้ำยิ่งกว่าเดิมเขาเอาแต่ยืมสุราดับทุก

  • จันทร์กระจ่างดั่งแก้วผลึก   บทที่ 20

    จนกระทั่งสูญเสียไปอย่างสมบูรณ์ เขาถึงเพิ่งตระหนักได้ว่า ความรักอันลึกซึ้งที่เขาเคยโยนทิ้งราวกับรองเท้าขาดๆ ฝังรากลึกลงไปในกระดูกของเขาตั้งนานแล้ว!ทว่าเขา กลับโง่เขลาถึงเพียงนี้!ความสำนึกเสียใจและการตื่นรู้ที่ยิ่งใหญ่ราวกับเปลวเพลิงพิษที่แผดเผาสติสัมปชัญญะของเซี่ยอวิ๋นกุย เขาเริ่มทบทวนเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาอย่างบ้าคลั่ง โดยเฉพาะเหตุการณ์ต่างๆ ที่ซูหวู่ต้องทนรับความอัปยศ ยิ่งคิด ข้อสงสัยก็ยิ่งมีมากขึ้นเบื้องหลังความอ่อนโยนและดีงามที่ดูเหมือนจะไร้ที่ติของกู้ว่านเซิง คล้ายกับมีร่องรอยของการซ่อนเร้นแผนการและความจงใจอยู่เสมอเขาใช้กองกำลังของจวนเจิ้นกั๋วกง เริ่มสืบสวนกู้ว่านเซิงอย่างลับๆเบาะแสแรกที่พบคือ สาวใช้ที่ชี้หน้าปรักปรำว่าซูหวู่เป็นคนผลักกู้ว่านเซิงตกน้ำในงานเลี้ยงชมดอกเหมย คนของเซี่ยอวิ๋นกุยใช้ความพยายามอย่างหนัก จนกระทั่งไปพบสาวใช้ผู้นี้ที่หลบซ่อนตัวอยู่ในเรือนตากอากาศอันห่างไกล ซึ่งว่ากันว่าได้รับความเมตตาให้ออกจากจวนไปแล้ว แต่กลับเกือบจะถูกฆ่าปิดปากภายใต้การทรมานเพื่อรีดเค้นความจริง สาวใช้ก็สติแตกและยอมรับสารภาพความจริงออกมา“เป็น... เป็นคุณ

Más capítulos
Explora y lee buenas novelas gratis
Acceso gratuito a una gran cantidad de buenas novelas en la app GoodNovel. Descarga los libros que te gusten y léelos donde y cuando quieras.
Lee libros gratis en la app
ESCANEA EL CÓDIGO PARA LEER EN LA APP
DMCA.com Protection Status