Masukได้ฟังเสี่ยวจูเล่าว่านางสลบไปนานกว่าหนึ่งเดือน ก็ทำให้หญิงสาวรู้สึกแปลกใจยิ่งนักเพราะในยามที่ตื่นขึ้นมานอกจากใบหน้าและร่างกายที่ดูอมโรคแล้ว นางก็มิได้รู้สึกเจ็บป่วยที่ตรงไหนอีกเลย แม้แต่เรี่ยวแรงก็ยังคงรู้สึกแข็งแรงดีราวกับไม่เคยผ่านการเจ็บป่วยมาก่อน หลิวเมิ่งหรันนึกได้เช่นนั้นก็ให้รู้สึกว่าตนเองช่างโชคดียิ่งที่ร่างกายนี้ฟื้นตัวได้เร็วปานนี้ ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า พร้อมกับเดินสำรวจไปรอบ ๆ จวน
จวนตระกูลหยางแห่งนี้ ตั้งอยู่ในอำเภอเหลียนถง เมืองหยางโจว พื้นที่หมู่บ้านขนาดกลางมีจำนวนผู้อาศัยราว ๆ ร้อยหลังคาเรือน ได้รับการสนับสนุนในการทำมาหากินจากเสนาบดีกลาโหม หยางลู่ชิง ทำให้ทุกคนอยู่ดีกินดีมากกว่าหมู่บ้านอื่น ๆที่อยู่ในอำเภอเหลียนถง นอกจากนั้นคนที่นี่ยังเป็นที่เคารพยำเกรงของหมู่บ้านอื่นอีกด้วย อาจเนื่องมาจากผู้นำหมู่บ้านนั้นเป็นคนซื่อสัตย์และเที่ยงตรงยิ่ง
จวนตระกูลหยางแห่งนี้เทียบด้วยสายตาน่าจะราว ๆห้าหมู่ (1 หมู่เท่ากับ 666 ตารางเมตร ) นอกจากเรือนหลัก ก็มีเรือนรับรองอีกราวสองเรือน เรือนคนใช้หนึ่งเรือน เรือนครัวหนึ่งเรือน รวมเป็นห้าเรือน
ชีวิตความเป็นอยู่ของนางแม้จะมิได้หรูหราแต่ก็มิอาจปฏิเสธได้เลยว่า นางและสาวใช้ได้รับความลำบากอยู่มิน้อย เบี้ยหวัดที่ได้รับมานั้นส่วนหนึ่งได้จากรายได้ที่ถูกเก็บจากในหมู่บ้าน แต่รายได้นั้นถูกหักเก็บเพื่อมาส่งทุก ๆครึ่งปี ทำให้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นางจำต้องใช้เงินจากสินเดิมของนางเป็นส่วนใหญ่ ยังโชคดีเหลือเกินที่บิดามารดารักใคร่มอบสินเดิมให้นางมาในวันออกเรือนเป็นจำนวนไม่น้อย หลังจากที่ถูกสามีส่งมาอยู่ที่นี่หญิงสาวก็มิได้ส่งจดหมายไปบอกกล่าวกับบิดา อันเนื่องจากมาครอบครัวของนางได้ย้ายไปอยู่ที่ดินแดนทางใต้กันหมด ภายหลังจากงานแต่งของนางไม่กี่วัน ด้วยราชโองการของฝ่าบาท
ทำให้ในตอนนี้หญิงสาวจึงราวกับถูกตัดขาดจากบ้านเดิมโดยสมบูรณ์ รวมถึงถูกตัดขาดจากทางบ้านสามีด้วยเช่นกัน จดหมายสองถึงสามฉบับถูกส่งไปในยามที่หญิงสาวฟื้นขึ้นมาแล้ว บุตรชายจำเป็นต้องมีชื่อแซ่และจัดเลี้ยงงานครบเดือน แต่รอแล้วรอเล่าก็มิมีข่าวคราวส่งมาจากสามีของนางเลยแม้แต่ฉบับเดียว
หลิวเมิ่งหรันรู้สึกได้ว่าสามีผู้นี้ของนางช่างมีจิตใจอำมหิตยิ่งนัก แม้แต่บุตรที่เกิดกับนางเขาเองก็มิให้ความสนใจ หลิวเมิ่งหรันจึงได้ตัดสินใจไม่มีพิธีเลี้ยงเดือน และตั้งชื่อบุตรชายของนางด้วยตนเองนามว่า หยางเป่าหนิง ที่หมายถึงสมบัติอันล้ำค่าและความสงบสุข
จวนตระกูลหยาง
"ท่านพ่อบ้านลั่ว ฮูหยินส่งจดหมายมาขอรับ" ทหารเฝ้าประตูที่รับจดหมายจากคนของหลิวเมิ่งหรันรีบนำจดหมายดังกล่าวมาส่งมอบให้กับพ่อบ้านชรา ชายแก่ที่ได้ยินเช่นนั้นได้แต่ถอนหายใจแรงๆ ฮูหยินน้อยส่งจดหมายมาหลายต่อหลายฉบับแต่ก็ไม่มีฉบับไหนเลยที่ถูกคุณชายเปิดอ่าน ทุกฉบับล้วนถูกชายหนุ่มจับยัดใส่ไว้ในกล่องไม้เนื้อดีรวมกันอยู่ในนั้น
"เฮ้อ มิรู้ว่าป่านนี้นางจะเป็นเช่นไรบ้าง คุณชายก็ช่างใจแข็งยิ่งนัก" พ่อบ้านลั่วทำสีหน้ามิสู้ดี เรื่องจดหมายชายชราก็มิกล้ารายงานแก่ฮูหยินผู้เฒ่าผู้เป็นมารดาของหยางลู่ชิง เพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะคิดมากจนกระทั่งล้มป่วย ทั้งคุณชายเองก็ย้ำว่าห้ามกล่าวหรือเอ่ยถึงฮูหยินน้อยในจวนแห่งนี้เด็ดขาด
ร่างของชายชราเดินเข้าไปยังห้องตำราของผู้เป็นใหญ่ในเรือนนี้ ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา
"คุณชาย ฮูหยินน้อยส่งจดหมายมาขอรับ" ชายหนุ่มมิได้ให้ความสนใจ ใบหน้าคมคายยังคงก้มหน้าอ่านรายงานในมือของตนอย่างตั้งใจ ก่อนจะชะงักแล้วเอ่ยสิ่งที่ทำให้ชายชราถึงกับเหนื่อยล้า
"นำไปเก็บไว้ที่เดิม!"
"คุณชาย บ่าวคิดว่าท่านควรเปิดอ่านเสียหน่อย นางอาจจะไม่สบายก็ได้นะขอรับ!"
"หึ สตรีเช่นนาง ป่วยตายไปเสียได้ก็ดีมิใช่หรือ"
"โถ่ว คุณชาย" ชายชราได้แต่จนปัญญาที่จะคิดว่าเหตุผลให้อีกฝ่ายเปิดอ่านจดหมายของหญิงสาว ก่อนจะจำใจเดินเลยไปที่กล่องไม้และนำจดหมายใส่เก็บไว้ในนั้น ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไปในที่สุด
หยางลู่ชิง ปีนี้อายุย่างยี่สิบห้าปี ชายหนุ่มคือทายาทสายรองของตระกูลหยาง รั้งตำแหน่งเสนาบดีกลาโหม เขาคือบุรุษที่ได้ชื่อว่าอำมหิตและเย็นชาที่สุด เมื่อหนึ่งปีก่อนจำใจต้องแต่งหลิวเมิ่งหรันเข้ามาเป็นฮูหยินเอกด้วยความจำเป็น เพียงเพราะเขาถูกหญิงสาววางยาก่อนจะถูกพบว่าทั้งสองอยู่ด้วยกันในห้องเพียงลำพัง เพื่อรักษาชื่อเสียงของนางเขาจำเป็นต้องรับผิดชอบนางอย่างที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่เมื่อแต่งเข้ามาไม่นานนางกลับอาละวาดทำร้ายซูเว่ยจนกระทั่งบาดเจ็บ
ชายหนุ่มรู้สึกโมโหอย่างหนักจึงส่งตัวนางไปยังหมู่บ้านของตระกูลหยางในเหลียนถง ซึ่งที่นั่นห่างไกลจากที่นี่นับร้อยลี้ เมื่อไปถึงทุก ๆเดือนหญิงสาวมักจะเขียนจดหมายส่งกลับมาถึงเขาเสมอ แต่ชายหนุ่มมิใคร่สนใจทั้งยังไม่คิดที่จะเปิดอ่าน ก่อนจะเก็บมันไว้ในกล่องไม้ราวกับสิ่งของไร้ค่า จนกระทั่งวันหนึ่งหญิงสาวก็หยุดเขียนจดหมายมา จนกระทั่งวันนี้จึงได้มีจดหมายส่งมาอีกครั้งนับดูแล้วเดือนนี้เป็นฉบับที่สามแล้ว
ชายหนุ่มคาดเดาเอาเองว่าหญิงสาวจะต้องอดทนต่อความยากลำบากมิได้เสียแล้ว จึงได้ส่งจดหมายมารบเร้าเขาเช่นนี้ เพื่อหวังให้เขาใจอ่อนและรับนางกลับเข้าจวนเป็นแน่
หลังจากที่พ่อบ้านลั่วเดินออกจากห้องไปแล้วนั้น หยางลู่ชิงจึงหันไปมองดูกล่องไม้ที่บรรจุจดหมายที่หญิงสาวส่งมา แววตาที่จ้องมองมันได้มิสามารถบอกได้ว่าชายหนุ่มรู้สึกเช่นไร ก่อนเขาจะละสายตาแล้วไม่สนใจมันอีกเลย ปล่อยให้จดหมายทุกฉบับนอนแน่นิ่งอยู่ในกล่องไม้เช่นนั้นราวกับจดหมายเหล่านั้นช่างไร้ค่ายิ่งนัก
สิบห้าปีผ่านไปจากเด็กน้อยขี้งอแงในวันนั้นกลายเป็นหญิงสาวงามสะพรั่งในวันนี้ หยางอันหนิงบุตรสาวคนเล็กของหลิวเมิ่งหรันและหยางลู่ชิง จากเด็กน้อยสู่หญิงสาววัยสิบห้าปีที่พึ่งผ่านวัยปักปิ่นไปหมาดๆเมื่อสามเดือนก่อนหลังจากงานปักปิ่นได้ไม่นานเหล่าแม่สื่อทั่วทั้งหยางโจวต่างต่อแถวเข้ามาเพื่อสานสัมพันธ์กับตระกูลหยาง หยางลู่ชิงผู้เป็นบิดาทำได้เพียงปฏิเสธเทียบเชิญครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยหลิวเมิ่งหรันในวัยสามสิบห้าปีที่ยังคงงดงามราวกับหญิงสาววัยแรกแย้มไม่เปลี่ยน เป็นเพราะนางดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ผิวขาวๆที่แม้จะอยู่กับลมทะเลก็ยังคงขาวเนียนราวกับหิมะอยู่เช่นเดิม"ทั้งหยางโจวไม่มีบุตรสาวบ้านอื่นแล้วหรืออย่างไร เหตุใดพวกแม่สื่อเหล่านั้นจึงได้สนใจหนิงเอ๋อร์ของข้านัก" เสียงหยางอยู่ชิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ภรรยาคนงามที่กำลังอาบน้ำอยู่หลังฉากกั้นถึงกับหัวเราะออกมา"ก็ใครใช้ให้บุตรสาวของท่านงดงามนักเล่า""หึ หากเป็นไปได้ ข้าก็อยากจะปิดเกาะแห่งนี้ ห้ามคนเข้าออกเสียให้สิ้นเรื่อง" หลิวเมิ่งหรันทำได้เพียงส่ายหน้าอย่างระอากับความ
"ท่านพี่ทำเช่นนี้จะดีหรือเจ้าคะ""หืม ทำไมจะไม่ดีเล่า""หากว่า บุตรชายกับบุตรสาวของท่านรู้เข้า จะต้องโกรธท่านมากเป็นแน่""หึหึ ไม่หรอก เจ้าอย่าได้คิดมาก เป่าเกอกับหนิงเอ๋อร์โตแล้ว เจ้ากับพี่ควรหาความสุขใส่ตัวบ้าง" หลิวเมิ่งหรันมองดูสามีอย่างไม่ไว้ใจ คำพูดสวยหรูของเขาก็เพียงเพื่อให้นางตายใจ ก่อนจะลักกินเต้าหู้นาง"ข้ารู้นะว่าท่าน กำลังคิดสิ่งใดอยู่""โธ่ น้องหญิง ตั้งแต่เจ้าคลอดอันหนิงเจ้าก็ไม่มีเวลาให้พี่เลยเพราะต้องดูแลเด็ก ๆทั้งสอง ตอนนี้อันหนิงได้เจ็ดขวบ ส่วนเป่าเกอก็อายุได้สิบสองแล้ว ถึงเวลาที่เราสองผัวเมียจะได้ท่องเที่ยวบ้าง""ข้ออ้างชัดๆ" หลิวเมิ่งหลันทำสีหน้าระอาใจอย่างที่สุด"น้องหญิงล้วนรู้ใจพี่ที่สุด" หยางลู่ชิงประสานมือทั้งสองข้าง ก่อนจะทำท่าทางคารวะผู้เป็นภรรยา"ท่านมันบุรุษไร้ยางอาย" หญิงสาวกล่าวบ่นสามีอย่างไม่จริงจังนัก และที่ ๆ เขาพาหญิงสาวมานั่นก็คือน้ำตกแห่งหนึ่งที่อยู่บนเกาะหลันเหลียน อาจเป็นเพราะที่นี่ต้องเดินทางขึ้นมาอีกค่อนข้างไกลจึงได้ตกสำรวจไปอย่างไม่น่าเชื่อ รอบ ๆน้ำตกล้อมรอบไปด้วยดอกไม้ป่านานาชนิด
ตลอดเวลาที่อี้หลานมองดูบุรุษผู้นั้น ชายหนุ่มยืนอยู่ด้านหลังของนางตลอดเวลาจึงได้ทันมองเห็นสายตาของนางอย่างชัดเจน ก่อนจะสามารถคาดเดาได้ว่าบุรุษผู้นั้นคงจะเป็นสามีที่ขาดการติดต่อของนางเป็นแน่ แต่เพราะหญิงสาวไม่ต้องการเอ่ยถึงเขาก็จะไม่กล่าวถึงมันเช่นกันหญิงสาวเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมหลิวเหลียน เมื่อหลงจู๊เห็นนางก็รบเดินออกมาต้อนรับทันที"เหลียนมามา ท่านมาถึงที่นี่มีอันใดให้ข้าน้อยรับใช้หรือไม่ขอรับ""ท่านหลงจู๊ข้าเพียงแวะมาทำธุระให้ฮูหยินผู้เฒ่าเท่านั้นเจ้าค่ะ มิกล้ารบกวนท่าน" อี้หลานส่งกระดาษเมนูอาหารที่ต้องเน้นสมุนไพรให้กับหลงจู๊เพื่อที่จะนำกลับไปให้ฮูหยินผู้เฒ่า"ประเดี๋ยวข้าจะให้พ่อครัวจัดการให้ ท่านนั่งรอสักครู่เถิด ข้าจะให้เส่ยวเอ้อร์นำน้ำชามาให้""ขอบคุณท่านมากเจ้าค่ะ เช่นนั้นก็ขอรบกวนท่านแล้ว""มิได้ๆ" อี้หลานหันมาหาชายหนุ่มที่เดินตามนางเข้ามา"วันนี้ท่านหานซัว ว่างหรือเจ้าคะ""อืม ข้าเพียงแวะขึ้นฝั่งมาทำธุระให้นายท่านนะ""อ๋อ เป็นเช่นนั้นเอง""เสียดายที่มิได้พาเด็ก ๆ มาด้วย พวกเขาบ่นคิดถึงท่านกันใหญ่" เหลียนอี้หลานมองเห็นรอยยิ้มในยามที่ชายหนุ่มเอ่ยถึงบุตรชายบุตรสาวของนาง ภายในใจก็ร
หลังจากวันนั้นที่อะคิโตะพบกับเสี่ยวจูนั่งร้องไห้ที่โขดหิน ก็ดูเหมือนชายหนุ่มจะเจตนาแวะเวียนมาให้นางเห็นหน้าบ่อยขึ้น ทั้งยังพยายามที่จะเข้าหาและสนทนากับนางอยู่หลายครั้ง แต่เสี่ยวจูนั้นเจียมตนเองอยู่เสมอจึงได้หลีกเลี่ยงที่จะอยู่กันตามลำพังกับชายหนุ่มทุกครั้งที่เขาขึ้นฝั่งก็มักจะมีของฝากมาถึงหญิงสาวทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นปิ่นปักผมต่างหู กำไลหยก และที่ไม่เคยขาดสักครั้งก็คงจะเป็นขนมและของกินต่าง ๆ เพราะอีกฝ่ายนั้นรู้ดีว่าหญิงสาวนั้นชื่นชอบการกินเป็นชีวิตจิตใจเพียงใด จึงได้วางแผนว่าจะล่อลวงหญิงสาวด้วยอาหารนี่ละ เป็นหนทางที่ดีที่สุดและในวันนี้ก็เช่นกัน ชายหนุ่มแวะมาทานอาหารที่เหลาก่อนจะมองหาร่างบางของเสี่ยวจูแต่ก็ไร้เงา ก่อนจะพบกับหลิวเมิ่งหรันที่กำลังเดินเข้ามาทักทายเขา"อะคิโตะ วันนี้ท่านมาทานอาหารอีกแล้วหรือ" หลิวเมิ่งหรันแกล้งเอ่ยล้อชายหนุ่มในขณะที่สายตาขออีกฝ่ายกำลังมองหาใครบางคน"ท่านกำลังมองหาเสี่ยวจูหรือ วันนี้นางไม่อยู่หรอก""นางไปไหนงั้นหรือ" หลิวเมิ่งหรันนั่งลงในฝั่งตรงกันข้าม ก่อนจะยกยิ้มล้อเลียนอีกฝ่าย ทำให้ชายหนุ่มได้แต่เกาท้ายทอยอย่างทำสิ่งใดไม่ถูก"นางขึ้นฝั่งไปกับเป่าเกอน่ะ
"ท่านพี่ เหตุใดใยท่านต้องเป็นจริงเป็นจังกับคำพูดของเป่าเกอถึงเพียงนี้ด้วยเจ้าคะ""ได้อย่างไรกัน หรือเจ้าเห็นว่าคำพูดของลูกมิสำคัญต่อเจ้า" หลิวเมิ่งหรันได้แต่ถอนหายใจออกมาก่อนจะกลอกตาไปมาด้วยความเหนื่อยหน่ายที่จิ้งจอกตัวนี้ จ้องแต่จะจับนางกินอยู่ร่ำไป ตั้งแต่ได้ยินคำอธิษฐานของบุตรชายในคืนเทศกาลปล่อยโคมไฟ หยางลู่ชิงก็มิเคยปล่อยให้ภรรยาเช่นนางได้พักผ่อนเลยแม้แต่คืนเดียว ทั้งยังร่ำร้องที่จะเสกเด็กเข้าท้องนางอยู่ทุกค่ำคืน"ท่านนี่ ช่างเป็นบุรุษไร้ยางอายยิ่งนัก""พรุ่งนี้เราไปพักที่เรือนริมผากันเถิด พี่อยากจะมีเวลาอยู่กับเจ้าตามลำพัง""ท่านยังไม่พออีกหรือเจ้า"หยางลู่ชิงที่กำลังกอดก่ายภรรยาอยู่บนเตียงกำลังเล้าโลมนางด้วยริมฝีปาก ก่อนจะไล่จุมพิตไปตามท้ายทอยและแผ่นหลังเนียนขาว ทำเอานางรู้สึกขนลุกขนชนหลังจากที่พึ่งเดินทางสู่ปลายฝันไปแล้วหลายคราในคืนนี้"อื้อ ท่านพี่ พอแล้วเจ้าคะ""อีกรอบได้หรือไม่""อ๊ะ ไม่เจ้าค่ะ พอได้แล้ว""น่า นะ อีกรอบก็แล้วกัน" หยางลู่ชิงพลิกร่างของภรรยาให้หันกลับมาก่อนจะขึ้นคร่อมร่างของนางแล้วจับขาเรียวท
หลิวเมิ่งหรันมองดูการค้าของตนเองค่อยเจริญเติบโตไปเรื่อยอย่างมีความสุข ผู้คนมากมายต่างมีงานทำ มีรายได้เป็นของตนเอง ทำให้ที่แห่งนี้กลายเป็นอาณาจักรของนางอย่างแท้จริงบิดามารดากลับไปหลังจากงานเทศกาลปล่อยโคมไฟไม่กี่วัน และสิ่งที่ทำให้นางรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยนั่นก็คือแม่ทัพหลิวบิดาของนางตั้งใจจะกลับไปเขียนจดหมายขอลาออกจากราชการ และจะพามารดาของนางมาอยู่ที่เกาะหลันเหลียนด้วยกัน หลิวเมิ่งหรันรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก นางตื่นเต้นมากจนคิดที่จะเริ่มสร้างเรือนใหม่ที่งดงามไว้รอคนทั้งสองแล้ว แบบเรือนต่าง ๆถูกออกแบบมามากมายจนนางไม่สามารถตัดสินใจได้ จึงจำเป็นต้องเชิญสามีให้มาช่วยตัดสินใจก๊อก ก๊อก ก๊อก"เข้ามาได้" ภายในห้องทำงานชั้นสามบนเหลาอาหารหลันเหลียนบนเกาะหลันเหลียน หยางลู่ชิงมองดูภรรยาที่กำลังตั้งอกตั้งใจเลือกแบบเรือนที่จะสร้างให้แก่บิดามารดาอย่างตั้งใจ ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วโน้มตัวลงมองลวดลายในกระดาษ แต่เพราะใกล้กันจนเกินไปทำให้หลิวเมิ่งหรันได้ยินเสียหัวใจของชายหนุ่มเต้น ดัง ตึกตัก ตึกตัก เป็นจังหวะไม่ช้าไม่เร็ว ต่างจากนางที่ยามอยู่ใกล้สามีคราใดหัวใจจะเต้







