Masukหลังจากที่หลิวเมิ่งหรันหายดี หญิงสาวตั้งใจว่าจะไปขอบคุณแม่นางเหลียนที่อยู่เรือนข้างๆ เมื่อไปถึงก็พบว่าเรือนของอี้หลานนั้นเป็นเรือนไม้หลังเล็ก ๆค่อนข้างเก่า เสี่ยวจูเป็นผู้ตะโกนเรียกหญิงสาวอยู่ด้านหน้าเรือน
"แม่นางเหลียนอยู่เรือนหรือไม่เจ้าคะ" เหลียนอี้หลานเดินออกมาจากเรือนก็พบกับเสี่ยวจูและสตรีที่ดูสง่างามผู้หนึ่ง หญิงสาวคาดการณ์ว่าสตรีผู้นั้นคงจะเป็นหยางฮูหยินหรือฮูหยินน้อยที่คนในหมู่บ้านตระกูลหยางเรียกขานกัน แต่ไม่มีผู้ใดเคยพบหน้าค่าตาของหญิงสาวเลยตั้งแต่นางย้ายมาอยู่ที่นี่ แต่เหตุใดวันนี้หญิงสาวจึงได้ออกมาจากเรือนได้เล่า
เมื่อคิดได้เช่นนั้นเหลียนอี้หลานจึงรีบเดินตรงออกมาเปิดประตูรั้วให้กับหญิงสาวทันที พร้อมกับเอ่ยวาจาอย่างนอบน้อม
"เสี่ยวจู เจ้ามีอันใดงั้นหรือ แล้วแม่นางผู้นี้คือ..."
"สตรีผู้นี้คือฮูหยินน้อยของข้า ฮูหยินต้องการมาเยี่ยมเยือนท่าน วันนี้ข้าจึงได้พานางมาที่เรือนของท่าน ท่านยุ่งอยู่หรือไม่"
"ไม่ ข้ามิได้ยุ่ง เอ่อ เชิญ ฮูหยินน้อยด้านในก่อนเถิด" หลิวเมิ่งหรันพยักหน้าก่อนจะส่งยิ้มให้หญิงสาว ทำให้เหลียนอี้หลานรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น
"ขอบคุณแม่นางเหลียน"
"ฮูหยินอย่าได้เกรงใจ ท่านเรียกข้าว่าอี้หลานเช่นเดียวกันกับคนในหมู่บ้านเถิด" หลิวเมิ่งหรันเห็นว่ามิถูกต้องนัก ร่างนี้อายุเพียงสิบเจ็ดเท่านั้น ดูท่าคงอายุน้อยกว่าอีกฝ่ายเป็นแน่
"แม่นางเหลียนอายุเท่าใดแล้วหรือ"
"เอ่อ... ยี่สิบเจ้าค่ะ"
"เช่นนั้น ข้าขอเรียกท่านว่าพี่สาวเหลียนก็แล้วกัน"
"มิกล้าๆ ฮูหยินน้อยอย่าทำเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ" เหลียนอี้หลานยกมือขึ้นโบกปฏิเสธไปมาอย่างเกรงกลัว นางเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา จะบังอาจเทียบเคียงสตรีตรงหน้าได้อย่างไรกัน
"เอาตามนี้ก็แล้วกัน ท่านเป็นผู้มีพระคุณของข้ากับลูกยิ่งนัก หากมิมีท่านเกรงว่าเป่าหนิงคงจะหิวตายเป็นแน่" หลิวเมิ่งหรันกล่าวออกมาด้วยความจริงใจ นางเป็นคนที่สำนึกบุญคุณของผู้อื่นเสมอ ผู้ใดทำดีต่อนาง นางย่อมตอบแทนคืนไปนับเท่าตัว
"เช่นนั้นก็เอาตามที่ท่านสะดวกเถิด" เหลียนอี้หลานจนใจที่จะกล่าวจึงได้แต่ยอมจำนนต่อหญิงสาวแต่โดยดี
"เสี่ยวจู"
"เจ้าค่ะฮูหยินน้อย" เสี่ยวจูถือถุงเงินถุงหนึ่งก่อนจะคว้ามือของเหลียนอี้หลานมาแล้วให้หญิงสาวกุมไว้ ถุงเงินนี้แม้มิได้ใหญ่โต แต่น้ำหนักมากยิ่งนัก ทำให้เหลียนอี้หลานที่สัมผัสได้ถึงน้ำหนักของสิ่งของในถุงถึงกับตาโต ก่อนจะชักมือกลับทันทีแต่ถูกเสี่ยวจูรั้งไว้แน่นจนไม่สามารถขัดขืนได้
"ฮูหยิน นี่มันเรื่องอันใดกันเจ้าคะ เงินนี้คืออันใด ข้ามิสามารถรับมันได้จริง ๆ"
"พี่สาวเหลียน อย่าได้เข้าใจเจตนาของข้าผิดเลย ข้าเพียงต้องการตอบแทนท่านเท่านั้น เสี่ยวจูบอกข้าว่าบุตรของท่านทั้งสองนั้นยังเล็ก ทั้งยังเจ็บป่วยบ่อยครั้ง ท่านจำเป็นต้องใช้เงินในการรักษาเด็ก ๆ เงินนี้ถือว่าเป็นค่าตอบแทนที่ท่านช่วยดูแลเป่าหนิงของข้ามาตลอดเดือนกว่า ท่านอย่าได้ปฏิเสธเลย"
"ฮูหยิน..." เหลียนอี้หลานที่ได้ฟังเจตนาของหญิงสาวก็เข้าใจ สามีของนางเข้าร่วมกองทัพจนป่านนี้ผ่านมาเกือบสองปีแล้ว อีกฝ่ายก็มิได้ส่งข่าวคราวกลับมาเลยแม้เพียงครั้ง มิรู้ว่าเป็นหรือตาย ทำให้นางต้องแบกรับภาระในการดูแลบุตรทั้งสองเพียงลำพัง เด็กทั้งสองเจ็บป่วยบ่อย ๆแต่เพราะนางมิมีกำลังมากพอที่จะพาเด็ก ๆไปหาหมอในเมือง ได้แต่พึ่งพาหมอชาวบ้านเท่านั้น เด็ก ๆจึงเป็นๆหายๆ และมิได้รักษาอย่างต่อเนื่อง แววตาที่เหลียนอี้หลานจ้องมองไปที่หลิวเมิ่งหรันเต็มไปด้วยความตื้นตันและพระคุณอันล้นเหลือ
"ท่านอย่าได้เกรงใจ แม้ว่าข้าเองจะช่วยเหลืออันใดท่านได้ไม่มากนัก แต่หากท่านมีปัญหาสิ่งใดก็ขอให้เอ่ยกับข้าได้เลย อย่าได้เกรงใจ"
"ขอบคุณฮูหยินมากเจ้าค่ะ ขอบคุณท่านมาก"
"เช่นนั้นข้าคงมิรบกวนท่านแล้ว ข้าขอลา"
"ขอบคุณท่านมากเจ้าค่ะ ขอบคุณจริง ๆ" หลิวเมิ่งหรันพยักหน้าก่อนส่งยิ้มร่ำลา ท่ามกลางสายตาของเสี่ยวจูที่มองมายังหญิงสาว ฮูหยินน้อยของนางเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ หลิวเมิ่งหรันมองเห็นสายตาของเสี่ยวจูจึงได้แต่ยกยิ้มขำ
"เสี่ยวจู เหตุใดเจ้าจึงมองข้าเช่นนั้น"
"เอ่อ ฮูหยินน้อยเปลี่ยนไปมากเลยเจ้าค่ะ"
"เปลี่ยน อย่างไรหรือ"
"ท่านมิเศร้าอีกต่อไปแล้ว ตอนที่มาถึงที่นี่ท่านเอาแต่เก็บตัวอยู่ในเรือนจนกระทั่งคลอดคุณชายน้อย บ่าวคิดว่าท่านคงจะทนต่อความเจ็บปวดไม่ไหวเสียแล้วเจ้าค่ะ" เมื่อกล่าวถึงช่วงเวลาความเป็นความตายที่พึ่งผ่านมาไม่นาน เสี่ยวจูก็ได้แต่ก้มหน้ากักเก็บความเสียใจ ในช่วงเวลานั้นนางที่เป็นสตรีวัยสิบหกปีเท่านั้น ย่อมรู้สึกหวาดกลัวเหลือเกิน นางหวาดกลัวว่าฮูหยินของนางจะไม่สามารถอดทนต่อความเจ็บปวดทั้งทางกายและทางใจแล้วจากไป ปล่อยให้คุณชายน้อยต้องเป็นกำพร้า ทุกวันนางได้แต่พร่ำขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยคุ้มครองฮูหยินให้ปลอดภัย ในวันที่ฮูหยินของนางฟื้นขึ้นมา นางที่เติบโตมาพร้อมกับคุณหนูย่อมเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของหญิงสาวเป็นอย่างดี
ฮูหยินน้อยของนางได้เปลี่ยนไปแล้ว แววตาที่เศร้าหมองเจ็บปวดนั้นก็หายไปด้วยเช่นกัน...
ในขณะที่คนทั้งคู่กำลังเดินมาตามเส้นทางเพื่อกลับจวนนั้น ก็มีรถม้ากลางเก่ากลางใหม่คันหนึ่งเคลื่อนผ่านมา ก่อนจะหยุดชะลอตรงที่ร่างของหญิงสาวหยุดอยู่ ชายชราอายุราวหกสิบเดินลงมาจากรถม้าพร้อมกับค่อมตัวคารวะหญิงสาวอย่างนอบน้อม
"ข้าน้อยคารวะฮูหยินน้อย"
"ท่านผู้เฒ่าอย่าได้มากพิธีเลย ท่านคือ..."
"ข้าน้อยเหยาเสียนชุน เป็นผู้นำหมู่บ้านตระกูลหยางขอรับ"
"ที่แท้ก็ท่านผู้นำหมู่บ้านนั่นเอง"
"เอ่อ... มิทราบว่าฮูหยินน้อยจะไปที่ใดหรือ"
"ข้าเพียงมาจากเรือนใกล้ๆนี้ กำลังจะกลับเข้าจวนน่ะ"
"เช่นนั้นเอง... หากว่าท่านมีปัญหาอันใดสามารถเรียกข้าน้อยได้ตลอดเวลาอย่าได้เกรงใจ"
"ขอบคุณท่านผู้นำหมู่บ้าน เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน"
"เชิญฮูหยินน้อย"
ชายชรามองตามร่างที่เดินจากไป ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ สตรีผู้นี้เดิมทีเป็นถึงฮูหยินเอกของท่านเสนาบดีกลาโหมหยางลู่ชิง แต่มิรู้ว่าด้วยเหตุใดจึงได้ถูกส่งมาอยู่ในหมู่บ้านที่ห่างไกลถึงเพียงนี้ ช่างอาภัพยิ่งนัก เมื่อชายชราเห็นว่าหญิงสาวเดินผ่านเข้าประตูจวนไปแล้วจึงได้ก้าวขึ้นรถม้า ก่อนจะมุ่งตรงกลับเรือนของตนเอง
สิบห้าปีผ่านไปจากเด็กน้อยขี้งอแงในวันนั้นกลายเป็นหญิงสาวงามสะพรั่งในวันนี้ หยางอันหนิงบุตรสาวคนเล็กของหลิวเมิ่งหรันและหยางลู่ชิง จากเด็กน้อยสู่หญิงสาววัยสิบห้าปีที่พึ่งผ่านวัยปักปิ่นไปหมาดๆเมื่อสามเดือนก่อนหลังจากงานปักปิ่นได้ไม่นานเหล่าแม่สื่อทั่วทั้งหยางโจวต่างต่อแถวเข้ามาเพื่อสานสัมพันธ์กับตระกูลหยาง หยางลู่ชิงผู้เป็นบิดาทำได้เพียงปฏิเสธเทียบเชิญครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยหลิวเมิ่งหรันในวัยสามสิบห้าปีที่ยังคงงดงามราวกับหญิงสาววัยแรกแย้มไม่เปลี่ยน เป็นเพราะนางดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ผิวขาวๆที่แม้จะอยู่กับลมทะเลก็ยังคงขาวเนียนราวกับหิมะอยู่เช่นเดิม"ทั้งหยางโจวไม่มีบุตรสาวบ้านอื่นแล้วหรืออย่างไร เหตุใดพวกแม่สื่อเหล่านั้นจึงได้สนใจหนิงเอ๋อร์ของข้านัก" เสียงหยางอยู่ชิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ภรรยาคนงามที่กำลังอาบน้ำอยู่หลังฉากกั้นถึงกับหัวเราะออกมา"ก็ใครใช้ให้บุตรสาวของท่านงดงามนักเล่า""หึ หากเป็นไปได้ ข้าก็อยากจะปิดเกาะแห่งนี้ ห้ามคนเข้าออกเสียให้สิ้นเรื่อง" หลิวเมิ่งหรันทำได้เพียงส่ายหน้าอย่างระอากับความ
"ท่านพี่ทำเช่นนี้จะดีหรือเจ้าคะ""หืม ทำไมจะไม่ดีเล่า""หากว่า บุตรชายกับบุตรสาวของท่านรู้เข้า จะต้องโกรธท่านมากเป็นแน่""หึหึ ไม่หรอก เจ้าอย่าได้คิดมาก เป่าเกอกับหนิงเอ๋อร์โตแล้ว เจ้ากับพี่ควรหาความสุขใส่ตัวบ้าง" หลิวเมิ่งหรันมองดูสามีอย่างไม่ไว้ใจ คำพูดสวยหรูของเขาก็เพียงเพื่อให้นางตายใจ ก่อนจะลักกินเต้าหู้นาง"ข้ารู้นะว่าท่าน กำลังคิดสิ่งใดอยู่""โธ่ น้องหญิง ตั้งแต่เจ้าคลอดอันหนิงเจ้าก็ไม่มีเวลาให้พี่เลยเพราะต้องดูแลเด็ก ๆทั้งสอง ตอนนี้อันหนิงได้เจ็ดขวบ ส่วนเป่าเกอก็อายุได้สิบสองแล้ว ถึงเวลาที่เราสองผัวเมียจะได้ท่องเที่ยวบ้าง""ข้ออ้างชัดๆ" หลิวเมิ่งหลันทำสีหน้าระอาใจอย่างที่สุด"น้องหญิงล้วนรู้ใจพี่ที่สุด" หยางลู่ชิงประสานมือทั้งสองข้าง ก่อนจะทำท่าทางคารวะผู้เป็นภรรยา"ท่านมันบุรุษไร้ยางอาย" หญิงสาวกล่าวบ่นสามีอย่างไม่จริงจังนัก และที่ ๆ เขาพาหญิงสาวมานั่นก็คือน้ำตกแห่งหนึ่งที่อยู่บนเกาะหลันเหลียน อาจเป็นเพราะที่นี่ต้องเดินทางขึ้นมาอีกค่อนข้างไกลจึงได้ตกสำรวจไปอย่างไม่น่าเชื่อ รอบ ๆน้ำตกล้อมรอบไปด้วยดอกไม้ป่านานาชนิด
ตลอดเวลาที่อี้หลานมองดูบุรุษผู้นั้น ชายหนุ่มยืนอยู่ด้านหลังของนางตลอดเวลาจึงได้ทันมองเห็นสายตาของนางอย่างชัดเจน ก่อนจะสามารถคาดเดาได้ว่าบุรุษผู้นั้นคงจะเป็นสามีที่ขาดการติดต่อของนางเป็นแน่ แต่เพราะหญิงสาวไม่ต้องการเอ่ยถึงเขาก็จะไม่กล่าวถึงมันเช่นกันหญิงสาวเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมหลิวเหลียน เมื่อหลงจู๊เห็นนางก็รบเดินออกมาต้อนรับทันที"เหลียนมามา ท่านมาถึงที่นี่มีอันใดให้ข้าน้อยรับใช้หรือไม่ขอรับ""ท่านหลงจู๊ข้าเพียงแวะมาทำธุระให้ฮูหยินผู้เฒ่าเท่านั้นเจ้าค่ะ มิกล้ารบกวนท่าน" อี้หลานส่งกระดาษเมนูอาหารที่ต้องเน้นสมุนไพรให้กับหลงจู๊เพื่อที่จะนำกลับไปให้ฮูหยินผู้เฒ่า"ประเดี๋ยวข้าจะให้พ่อครัวจัดการให้ ท่านนั่งรอสักครู่เถิด ข้าจะให้เส่ยวเอ้อร์นำน้ำชามาให้""ขอบคุณท่านมากเจ้าค่ะ เช่นนั้นก็ขอรบกวนท่านแล้ว""มิได้ๆ" อี้หลานหันมาหาชายหนุ่มที่เดินตามนางเข้ามา"วันนี้ท่านหานซัว ว่างหรือเจ้าคะ""อืม ข้าเพียงแวะขึ้นฝั่งมาทำธุระให้นายท่านนะ""อ๋อ เป็นเช่นนั้นเอง""เสียดายที่มิได้พาเด็ก ๆ มาด้วย พวกเขาบ่นคิดถึงท่านกันใหญ่" เหลียนอี้หลานมองเห็นรอยยิ้มในยามที่ชายหนุ่มเอ่ยถึงบุตรชายบุตรสาวของนาง ภายในใจก็ร
หลังจากวันนั้นที่อะคิโตะพบกับเสี่ยวจูนั่งร้องไห้ที่โขดหิน ก็ดูเหมือนชายหนุ่มจะเจตนาแวะเวียนมาให้นางเห็นหน้าบ่อยขึ้น ทั้งยังพยายามที่จะเข้าหาและสนทนากับนางอยู่หลายครั้ง แต่เสี่ยวจูนั้นเจียมตนเองอยู่เสมอจึงได้หลีกเลี่ยงที่จะอยู่กันตามลำพังกับชายหนุ่มทุกครั้งที่เขาขึ้นฝั่งก็มักจะมีของฝากมาถึงหญิงสาวทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นปิ่นปักผมต่างหู กำไลหยก และที่ไม่เคยขาดสักครั้งก็คงจะเป็นขนมและของกินต่าง ๆ เพราะอีกฝ่ายนั้นรู้ดีว่าหญิงสาวนั้นชื่นชอบการกินเป็นชีวิตจิตใจเพียงใด จึงได้วางแผนว่าจะล่อลวงหญิงสาวด้วยอาหารนี่ละ เป็นหนทางที่ดีที่สุดและในวันนี้ก็เช่นกัน ชายหนุ่มแวะมาทานอาหารที่เหลาก่อนจะมองหาร่างบางของเสี่ยวจูแต่ก็ไร้เงา ก่อนจะพบกับหลิวเมิ่งหรันที่กำลังเดินเข้ามาทักทายเขา"อะคิโตะ วันนี้ท่านมาทานอาหารอีกแล้วหรือ" หลิวเมิ่งหรันแกล้งเอ่ยล้อชายหนุ่มในขณะที่สายตาขออีกฝ่ายกำลังมองหาใครบางคน"ท่านกำลังมองหาเสี่ยวจูหรือ วันนี้นางไม่อยู่หรอก""นางไปไหนงั้นหรือ" หลิวเมิ่งหรันนั่งลงในฝั่งตรงกันข้าม ก่อนจะยกยิ้มล้อเลียนอีกฝ่าย ทำให้ชายหนุ่มได้แต่เกาท้ายทอยอย่างทำสิ่งใดไม่ถูก"นางขึ้นฝั่งไปกับเป่าเกอน่ะ
"ท่านพี่ เหตุใดใยท่านต้องเป็นจริงเป็นจังกับคำพูดของเป่าเกอถึงเพียงนี้ด้วยเจ้าคะ""ได้อย่างไรกัน หรือเจ้าเห็นว่าคำพูดของลูกมิสำคัญต่อเจ้า" หลิวเมิ่งหรันได้แต่ถอนหายใจออกมาก่อนจะกลอกตาไปมาด้วยความเหนื่อยหน่ายที่จิ้งจอกตัวนี้ จ้องแต่จะจับนางกินอยู่ร่ำไป ตั้งแต่ได้ยินคำอธิษฐานของบุตรชายในคืนเทศกาลปล่อยโคมไฟ หยางลู่ชิงก็มิเคยปล่อยให้ภรรยาเช่นนางได้พักผ่อนเลยแม้แต่คืนเดียว ทั้งยังร่ำร้องที่จะเสกเด็กเข้าท้องนางอยู่ทุกค่ำคืน"ท่านนี่ ช่างเป็นบุรุษไร้ยางอายยิ่งนัก""พรุ่งนี้เราไปพักที่เรือนริมผากันเถิด พี่อยากจะมีเวลาอยู่กับเจ้าตามลำพัง""ท่านยังไม่พออีกหรือเจ้า"หยางลู่ชิงที่กำลังกอดก่ายภรรยาอยู่บนเตียงกำลังเล้าโลมนางด้วยริมฝีปาก ก่อนจะไล่จุมพิตไปตามท้ายทอยและแผ่นหลังเนียนขาว ทำเอานางรู้สึกขนลุกขนชนหลังจากที่พึ่งเดินทางสู่ปลายฝันไปแล้วหลายคราในคืนนี้"อื้อ ท่านพี่ พอแล้วเจ้าคะ""อีกรอบได้หรือไม่""อ๊ะ ไม่เจ้าค่ะ พอได้แล้ว""น่า นะ อีกรอบก็แล้วกัน" หยางลู่ชิงพลิกร่างของภรรยาให้หันกลับมาก่อนจะขึ้นคร่อมร่างของนางแล้วจับขาเรียวท
หลิวเมิ่งหรันมองดูการค้าของตนเองค่อยเจริญเติบโตไปเรื่อยอย่างมีความสุข ผู้คนมากมายต่างมีงานทำ มีรายได้เป็นของตนเอง ทำให้ที่แห่งนี้กลายเป็นอาณาจักรของนางอย่างแท้จริงบิดามารดากลับไปหลังจากงานเทศกาลปล่อยโคมไฟไม่กี่วัน และสิ่งที่ทำให้นางรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยนั่นก็คือแม่ทัพหลิวบิดาของนางตั้งใจจะกลับไปเขียนจดหมายขอลาออกจากราชการ และจะพามารดาของนางมาอยู่ที่เกาะหลันเหลียนด้วยกัน หลิวเมิ่งหรันรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก นางตื่นเต้นมากจนคิดที่จะเริ่มสร้างเรือนใหม่ที่งดงามไว้รอคนทั้งสองแล้ว แบบเรือนต่าง ๆถูกออกแบบมามากมายจนนางไม่สามารถตัดสินใจได้ จึงจำเป็นต้องเชิญสามีให้มาช่วยตัดสินใจก๊อก ก๊อก ก๊อก"เข้ามาได้" ภายในห้องทำงานชั้นสามบนเหลาอาหารหลันเหลียนบนเกาะหลันเหลียน หยางลู่ชิงมองดูภรรยาที่กำลังตั้งอกตั้งใจเลือกแบบเรือนที่จะสร้างให้แก่บิดามารดาอย่างตั้งใจ ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วโน้มตัวลงมองลวดลายในกระดาษ แต่เพราะใกล้กันจนเกินไปทำให้หลิวเมิ่งหรันได้ยินเสียหัวใจของชายหนุ่มเต้น ดัง ตึกตัก ตึกตัก เป็นจังหวะไม่ช้าไม่เร็ว ต่างจากนางที่ยามอยู่ใกล้สามีคราใดหัวใจจะเต้







