Masukไม่นานนัก หญิงวัยกลางคนใบหน้าใจดีก็เดินออกมาเปิดประตูให้ นั่นคือป้าวิภา แม่ของเคออส
"อ้าว ป่านเหรอลูก ดึกป่านนี้มาทำอะไรจ๊ะ เข้ามาก่อนสิ" ป้าวิภาโอบไหล่ป่านแก้วอย่างเอ็นดู และชวนให้เข้ามาในบ้านเหมือนเคย "ป่านไม่เป็นไรค่ะป้า ป่านแค่เอาเสื้อช็อปของพี่เคออสมาส่ง พอดีว่าวันนี้พี่เขาบอกว่าจะมาเอาแต่คงติดธุระอยู่ค่ะ ป่านฝากป้าไว้ให้เขาแล้วกันนะคะ" ป่านแก้วยิ้มให้ พลางยื่นถุงกระดาษส่งให้ พยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด "เด็กคนนี้นี่จริงๆ เลย ป้าบอกแล้วว่าอย่าไปใช้น้อง เรานี่ก็เหมือนกัน ตามใจพี่เขาจนเคยตัวหมดแล้ว" ป้าวิภาส่ายหน้าเบาๆ สีหน้าออกอาการไม่พอใจลูกชายเล็กน้อย “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แต่ต่อไปป่านก็ว่าจะไม่ทำให้แล้ว” "ต้องแบบนั้นแหละ แล้วนี่...ทำไมถึงปล่อยให้ป่านมานั่งรอดึกดื่นแบบนี้ล่ะ เดี๋ยวป้าจะโทรต่อว่ามันเอง" "ไม่เป็นไรค่ะป้า ป่านเข้าใจ พี่เคออสคงมีธุระสำคัญ" ป่านแก้วรีบยิ้มปฏิเสธ แม้ในใจลึกๆ คำว่า "เข้าใจ" ที่เอ่ยออกไปจะดังก้องกลับมาแทงใจตัวเองเสียเอง "ป่านกลับดึกๆ แบบนี้ระวังตัวด้วยนะลูก จะให้คนขับรถไปส่งไหม" ป้าวิภาถามด้วยความเป็นห่วง "ไม่เป็นไรค่ะป้า บ้านป่านอยู่ใกล้แค่นี้เอง ป่านขอตัวก่อนนะคะ" ป่านแก้วไหว้ลาอย่างสุภาพ ก่อนจะเดินย้อนกลับออกมาทางประตูรั้วเดิม เสียงประตูรั้วเหล็กปิดลงข้างหลังดังเบาๆ ป่านแก้วเดินไปตามถนนซอยที่มีเพียงแสงไฟถนนสีส้มขุ่นๆ ส่องทาง มือทั้งสองข้างไม่มีอะไรให้กอดอีกต่อไปแล้ว เสียงหมาเห่าดังมาจากบ้านหลังหนึ่งไกลๆ แล้วก็เงียบหายไป เธอเดินผ่านบ้านของเคออสอีกครั้ง เงยหน้ามองไปที่ห้องนอนชั้นสองซึ่งมืดสนิท ไม่มีใครอยู่ ไม่มีใครรอ ระหว่างทางกลับบ้าน ป่านแก้วนึกถึงครั้งก่อนๆ ที่เธอเคยนั่งรอเขาแบบนี้ ทุกครั้งเธอมักบอกตัวเองว่าคงมีเหตุผล พี่เขาคงยุ่งจริงๆ พี่เขาคงลืมจริงๆ แล้วก็ยกโทษให้อย่างง่ายดายทุกที เธอตั้งคำถามกับตัวเองซ้ำไปมาตลอดทาง ตั้งแต่ตอนที่ยกโทษให้เขาง่ายๆ เพียงเพราะคำขอโทษสั้นๆ คำเดียวเมื่อเช้านี้ จนถึงตอนนี้ที่เธอต้องมานั่งเก้อรอคนที่อ้างว่ารักและห่วงใยเธอ "เราตัดสินใจถูกแล้วเหรอ ที่ยอมให้อภัยพี่เขาไปง่ายๆ แบบนั้น" เธอถามตัวเองเบาๆ ไม่มีคำตอบใดผุดขึ้นมาให้อุ่นใจ โทรศัพท์ในมือสั่นขึ้นอีกครั้ง ป่านแก้วก้มลงมอง P'Chaos: เค้กอยู่ไหน วันนี้พี่ลืมสนิทเลยว่ะ เสียใจนะ ไว้พรุ่งนี้พี่ชดเชยให้ ข้อความสั้นๆ ที่ไม่มีแม้แต่คำว่า "เสื้อช็อป" หรือคำถามว่าเธอรอนานแค่ไหน ป่านแก้วจ้องมองตัวอักษรเหล่านั้นอยู่ครู่หนึ่ง นิ้วเลื่อนไปแตะปุ่มพิมพ์ตอบ แล้วก็ถอนออกมาโดยไม่พิมพ์อะไรลงไปสักตัว เธอเดินเข้าบ้าน ปิดประตูห้องเงียบๆ วางโทรศัพท์คว่ำหน้าลงบนโต๊ะ ถอดแว่นตาวางไว้ข้างกัน ล้มตัวลงนอนมองเพดานในความมืด ไม่มีน้ำตาไหลออกมาเหมือนคืนก่อน มีเพียงความรู้สึกชาๆ ที่ค่อยๆ แผ่ปกคลุมอกทั้งซีก และคำถามเดิมที่ยังคงวนอยู่ในหัวโดยไม่มีใครตอบไม่นานนัก หญิงวัยกลางคนใบหน้าใจดีก็เดินออกมาเปิดประตูให้ นั่นคือป้าวิภา แม่ของเคออส"อ้าว ป่านเหรอลูก ดึกป่านนี้มาทำอะไรจ๊ะ เข้ามาก่อนสิ" ป้าวิภาโอบไหล่ป่านแก้วอย่างเอ็นดู และชวนให้เข้ามาในบ้านเหมือนเคย"ป่านไม่เป็นไรค่ะป้า ป่านแค่เอาเสื้อช็อปของพี่เคออสมาส่ง พอดีว่าวันนี้พี่เขาบอกว่าจะมาเอาแต่คงติดธุระอยู่ค่ะ ป่านฝากป้าไว้ให้เขาแล้วกันนะคะ" ป่านแก้วยิ้มให้ พลางยื่นถุงกระดาษส่งให้ พยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด"เด็กคนนี้นี่จริงๆ เลย ป้าบอกแล้วว่าอย่าไปใช้น้อง เรานี่ก็เหมือนกัน ตามใจพี่เขาจนเคยตัวหมดแล้ว" ป้าวิภาส่ายหน้าเบาๆ สีหน้าออกอาการไม่พอใจลูกชายเล็กน้อย “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แต่ต่อไปป่านก็ว่าจะไม่ทำให้แล้ว”"ต้องแบบนั้นแหละ แล้วนี่...ทำไมถึงปล่อยให้ป่านมานั่งรอดึกดื่นแบบนี้ล่ะ เดี๋ยวป้าจะโทรต่อว่ามันเอง""ไม่เป็นไรค่ะป้า ป่านเข้าใจ พี่เคออสคงมีธุระสำคัญ" ป่านแก้วรีบยิ้มปฏิเสธ แม้ในใจลึกๆ คำว่า "เข้าใจ" ที่เอ่ยออกไปจะดังก้องกลับมาแทงใจตัวเองเสียเอง"ป่านกลับดึกๆ แบบนี้ระวังตัวด้วยนะลูก จะให้คนขับรถไปส่งไหม" ป้าวิภาถามด้วยความเป็นห่วง"ไม่เป็นไรค่ะป้า บ้านป่านอยู่ใกล้แค่นี้เอ
หลังปิดร้านช่วยแม่เก็บของเสร็จเรียบร้อย ป่านแก้วรีบขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนชุด ก่อนจะหยิบถุงกระดาษสีน้ำตาลที่ใส่เสื้อช็อปรีดเรียบกริบวางไว้บนโต๊ะเครื่องแป้งตั้งแต่เมื่อคืน มือเรียวลูบผ้าเรียบๆ อีกรอบ ตรวจดูรอยยับที่อาจหลุดรอดสายตาไป"จะไปไหนอีกล่ะป่าน ค่ำแล้วนะลูก" ปราณีถามจากหลังเคาน์เตอร์คิดเงิน "พี่เคออสนัดว่าจะแวบมาเอาเสื้อช็อปตอนเย็นค่ะแม่ ป่านรอเขาอยู่หน้าบ้านแป๊บนึงนะคะ" ปราณีเพียงพยักหน้ารับ ไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่สายตาที่มองตามลูกสาวเดินออกไปนั้นมีรอยกังวลปนอยู่ลึกๆป่านแก้วเดินออกมานั่งรอที่ม้าหินหน้ารั้วบ้าน ตำแหน่งเดิมที่เคออสมักขับรถมาจอดรับของทุกครั้ง ลมเย็นยามพลบค่ำพัดผ่านเส้นผมยาวสีดำ เธอกอดถุงเสื้อไว้แนบอก สายตาจับจ้องไปที่ปากซอยหนึ่งทุ่มผ่านไป...สองทุ่มผ่านไป...เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ที่คุ้นเคยยังคงไม่ดังมาสักที ป่านแก้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ข้อความ นิ้วเรียวกดหน้าจอด้วยความหวังเล็กๆParnkaew: พี่เคออสคะ ป่านเตรียมเสื้อช็อปไว้ให้แล้วนะคะ พี่จะมารับกี่โมงคะข้อความขึ้นสถานะ "ส่งแล้ว" เฉยๆ ไม่มีเครื่องหมายถูกคู่สีฟ้าให้เห็นแม้แต่น้อยขณะที่ปลายทางอีกฝั่งหนึ่ง เคออสกำล
เขาไม่คิดว่าป่านแก้วจะพูดออกมาตรงๆ แบบนี้ ปกติแล้วเธอจะไม่พูดอะไรที่เสี่ยงทำให้เขาโกรธเลย แต่ครั้งนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอคงจะโกรธจริง เพราะถูกเพื่อนๆ ของเขาเล่นแรงมากไป“ก็... ก็คืนนั้นพี่เมามาก หัวมันตื้อไปหมด ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยจริง ๆ” เคออสรีบแก้ตัว“ตอนนี้พี่รู้ตัวแล้วไงว่าผิด พี่ถึงได้ยอมขับรถตามมาขอโทษป่านถึงที่บ้านนี่ไง หายโกรธพี่เถอะนะ ต่อไปพี่จะไม่ปล่อยให้ใครมาแกล้งป่านอีกแล้ว”คำว่าขอโทษที่หลุดออกมาจากปากผู้ชายอย่างเคออส ทำให้หัวใจของป่านแก้วกระตุกวูบ จากที่ตั้งใจว่าจะไม่ยุ่งกับเขาอีก เธอก็เริ่มลังเลขึ้นมา“ป่านไม่ได้โกรธพี่เคออสแล้วค่ะ” เสียงแข็งๆ ไร้เยื่อใยของหญิงสาวเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ เคออสกระตุกยิ้มอย่างพอใจ ‘ง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอวะ’ เขาแอบคิดในใจในความคิดของชายหนุ่ม ป่านแก้วก็ยังคงเป็นป่านแก้วคนเดิม ยัยแว่นข้างบ้านที่ยอมเขามาตลอดชีวิต แค่ยอมลดตัวขับรถมาหาถึงร้านก๋วยเตี๋ยวซอกตึก แกล้งทำเสียงอ่อนพูดคำว่าขอโทษคำเดียว เธอก็พร้อมจะทิ้งขว้างความโกรธเคืองแล้วกลับมาเป็นของตายให้เขาใช้งานเหมือนเดิม และมันก็เป็นอย่างที่เขาคิดจริงๆ พอได้ยินคำว่าขอโทษ ความเจ็บปวดลึกๆ จากเหตุ
“ป่าน ลูกค้าโต๊ะสี่จ่ายเงินแล้ว เช็ดโต๊ะด้วยนะลูก” เสียงปราณีตะโกนบอกมาจากหน้าเตา“ค่ะแม่” ป่านแก้วขานรับเสียงเรียบ ก่อนจะเดินถือผ้าขี้ริ้วตรงไปยังโต๊ะนั้นที่กระเป๋ากางเกงด้านหลัง โทรศัพท์มือถือของเธอเงียบสนิทมาตั้งแต่เมื่อคืน หลังจากที่ส่งรูปแคปหน้าจอแชตสวนกลับไป เธอก็กดปิดเครื่องยาวและไม่คิดจะเปิดมันขึ้นมาอีก ป่านแก้วไม่อยากรับรู้ ไม่อยากอ่านข้อความแก้ตัวอะไรทั้งนั้น และที่สำคัญที่สุดคือเธอไม่มีความกล้าพอที่จะสู้หน้าหรือรับฟังคำตอกย้ำความใจร้ายจากผู้ชายที่ชื่อเคออสอีกแล้วเสียงเครื่องยนต์ของรถมอเตอร์ไซค์ที่ป่านแก้วคุ้นหูเป็นอย่างดีดังก้องขึ้นมาที่หน้าร้าน ก่อนจะตามมาด้วยเสียงล้อรถบดเบรกกับพื้นถนนอย่างแรง หัวใจของป่านแก้วกระตุกวูบ มือเรียวที่กำลังเช็ดโต๊ะชะงักค้างไปในทันที เธอหันไปมองตามสัญชาตญาณผู้ชายรูปร่างสูงโปร่ง เจ้าของใบหน้าหล่อเดินเข้ามาในร้าน เขาเดินตรงดิ่งมาหาเธอ ใบหน้าของเขาดูบึ้งตึง และหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคมคู่นั้นองตรงมาที่เธอราวกับต้องการจะเค้นเอาคำตอบ“ป่าน ทำไมปิดเครื่อง แชตไปก็ไม่ตอบ” น้ำเสียงทุ้มห้วนเอ่ยทักประโยคแรกอย่างเอาแต่ใจ เคออสขมวดคิ้วแน่นจนแทบจะผู
เธอพยายามยันกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก เนื้อตัวและเสื้อผ้าเลอะคราบครีมเค้กมอมแมม สายตาหวาดกลัว ค่อยๆ เงยขึ้นมองผู้ชายคนเดียวที่เป็นที่พึ่งในใจเคออสนั่งนิ่งอยู่บนโซฟา ดวงตาที่ปรือด้วยความเมามองตรงมาที่เธอ แววตาของเขาว่างเปล่าและราบเรียบ เขามองสภาพพังยับเยินของเค้ก มองคราบครีมที่เลอะเสื้อผ้าของเธอ และมองกลุ่มเพื่อนที่กำลังถ่ายคลิปหัวเราะกันอย่างบ้าคลั่ง“เฮ้ยไอ้เคออส ยัยแว่นนี่ใครวะ เด็กคณะมึงอ๋อ?” เพื่อนคณะอื่นคนหนึ่งตะโกนถามขึ้นมาด้วยความสงสัยคำถามนั้นทำให้เสียงหัวเราะรอบข้างเงียบลงเล็กน้อย ทุกคนต่างหันไปรอฟังคำตอบจากปากของหนุ่มฮอตป่านแก้วเองก็เช่นกัน เธอสบตาเขาผ่านกรอบแว่นสายตา ลึกๆ ในใจแอบหวังในความสัมพันธ์ที่ยาวนานอย่างเพื่อนบ้าน หวังว่าอย่างน้อย... เคออสจะช่วยพูดอะไรบางอย่าง หรือช่วยดึงเธอออกไปจากสถานการณ์แย่ๆ นี้แต่เคออสกลับทำเพียงแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ใบหน้าหล่อแสดงออกมาว่าหงุดหงิดและรำคาญใจ เขาไม่ตอบคำถามเพื่อน ไม่แม้แต่จะอ้าปากอธิบายว่าเธอเป็นใคร หรือมีความสำคัญอะไรกับเขาชายหนุ่มเลือกที่จะขยับลุกขึ้นยืน วางแก้วเหล้าลงบนโต๊ะ จากนั้นก็หันหลังเดินหนีออกไปทางหลังบ้านดื้อๆ โดยไม่คิ
หญิงสาวก้มลงมองกล่องเค้กในอ้อมแขน สลับกับหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่เปิดแผนที่นำทางค้างไว้ บ้านของเพื่อนเคออสอยู่ลึกเข้าไปในซอยแถวหลังมหาวิทยาลัย ยิ่งเดินลึกเข้ามา เสียงดนตรีก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆหัวใจของหญิงสาวเต้นรัว ไม่ใช่แค่เพราะความตื่นเต้นที่จะได้เจอหน้าเจ้าของวันเกิด แต่เป็นเพราะสภาพแวดล้อมรอบตัวที่เธอไม่คุ้นเคย ป่านแก้วสูดหายใจเข้าลึก เรียกความมั่นใจที่มักจะหดหายไปทุกทีเวลาต้องเจอคนเยอะๆ มือเรียวขยับแว่นสายตากรอบบางให้เข้าที่ ก่อนจะตัดสินใจก้าวขาเดินเข้าไปในรั้วบ้านสองชั้นหลังใหญ่ที่เปิดประตูทิ้งไว้ภาพตรงหน้าคือปาร์ตี้วันเกิดของเหล่านักศึกษา กลิ่นแอลกอฮอล์คละคลุ้งปะปนไปกับควันบุหรี่จางๆ ไฟหลากสีหมุนวนสาดส่องไปทั่วบริเวณ ทำให้ป่านแก้วรู้สึกตาพร่า ผู้คนจำนวนมากในชุดเสื้อผ้าแฟชั่นทันสมัยกำลังยืนเบียดเสียด ดื่ม เต้น และหัวเราะกันอย่างสนุกสนานการปรากฏตัวของป่านแก้วในชุดนักศึกษาถูกระเบียบ สวมแว่นตาหนาและไว้ผมม้า ทำให้เธอแปลกตาไปจากคนอื่นเธอพยายามมองหาเจ้าของวันเกิด พลางสลับกับกดโทรหาเขา แต่ก็ไม่มีใครรับสาย จนในที่สุดเธอก็พบเขาเคออสนั่งอยู่บนโซฟาตัวยาวกลางงาน ท่ามกลางกลุ่มเพื่อนผู







