LOGINวันต่อมา ตระกูลอวี้ระส่ำระสายอีกครั้ง เมื่อให้พ่อบ้านหวง ไปสืบกับพ่อบ้านในจวนราชครูลู่ได้ความว่า ลู่ตงเหิงต้องการส่งคุณหนูใหญ่เข้าวัง แต่ตอนนี้มีเรื่องบาดหมางกันระหว่างลู่ตงเหิงและฮูหยิน เรื่องจะส่งหรือไม่ส่งคุณหนูเข้าวังดี
“ท่านพี่ ข้าไม่ยอมเสียลูกสะใภ้ให้ฝ่าบาทอีกคนหรอกนะ” เพ่ยอิงฮัวรู้สึกเจ็บแค้นใจ เหตุใดฝ่าบาทต้องมีดวงแย่งคนรักของตระกูลอวี้ เห็นได้ชัดว่าลู่เซวียนเฉ่าเกิดมาเพื่อคลอดบุตรและนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่วงศ์ตระกูลในรุ่นที่ 29 ไยต้องมีอุปสรรคเช่นนี้
“เรียนฮูหยิน เรื่องนี้ไม่ใช่ไม่มีทางเสียทีเดียว ข้าน้อยว่าคุณหนูใหญ่ลู่นางฉลาดนัก” พ่อบ้านหวงอยู่กับนายท่านและฮูหยินมานาน ย่อมสั่งสมความฉลาดและการคิดการณ์อย่างรอบคอบเช่นเดียวกัน รวมทั้งเล่ห์เหลี่ยมการใช้คำพูดลวงคนให้ติดกับที่ตัวเองวางไว้
“นางฉลาดอย่างไร” เพ่ยอิงฮัวชักสนใจลูกสะใภ้คนนี้เสียแล้ว ถูกกลั่นแกล้งขนาดนี้ นางมีทางออกเรื่องนี้อย่างไรกัน
“เพียงแค่คุณหนูคุกเข่าแสดงความกตัญญูต่อบิดา ก็พลิกวิกฤติเป็นโอกาสแล้วขอรับ” พ่อบ้านหวงกระซิบกระซาบเรื่องที่เกิดขึ้นจากที่ให้คนไปสืบทั้งคิดเห็นต่างจากคนในจวน ทั้งเรื่องบาดหมางในจวนสกุลลู่กับความริษยาของแม่เลี้ยงลูกเลี้ยง สร้างเสียงหัวเราะให้กับเพ่ยอิงฮัวเป็นอย่างยิ่ง
เพียะ!!!
เพ่ยอิงฮัว ตบหน้าขาของตนเองฉาดใหญ่ ให้กับความเจ้าเล่ห์ของลูกสะใภ้ สตรีเช่นนี้อย่างไรเล่าถึงจะเหมาะสมกับบุตรชายเสเพลของตนเอง
“นางฉลาดยิ่ง ใครก็รู้ว่าเข้าวังหลังอยู่กับฮ่องเต้ชราภาพอย่างสวีเจี้ยนหง ก็เพียงรอคอยความตายในวังหลัง เพื่อฝังในสุสานรวมกับฮ่องเต้เท่านั้น” เพ่ยอิงฮัวกล่าว
“ภรรยาข้าช่างคิดรอบคอบยิ่ง” อวี้ชุนหัวดีใจยิ่งนักที่ภรรยายังอ่านการกระทำของลูกสะใภ้ออก เขายังคิดตามไม่ทันด้วยซ้ำ
“ไม่เช่นนั้นข้ายังจะเป็นภรรยาท่านรึ!” เพ่ยอิงฮัวเชิดหน้าขึ้น ยามสามียังหนุ่ม สตรีมากหน้าหลายตาต่างชม้ายชายตามอง หากนางไม่ฉลาดแล้วล่ะก็ ป่านนี้อนุของเต็มจวนไปแล้ว
“ใช่ภรรยาข้าฉลาดยิ่งนัก”
“แต่งเข้ามา ข้าจะยกกรรมสิทธิ์ทุกอย่างให้ลูกสะใภ้ตัดสิน เจ้าลูกชายหากไม่มีน้ำยาทำให้ข้าวสารให้เป็นข้าวสุก ให้กำเนิดทายาทสืบตระกูลก็ให้เป็นขอทานก็แล้วกัน” เพ่ยอิงฮัวตัดสินใจแล้ว นี่คือวิธีกำราบบุตรชายให้ได้ผลดีที่สุด
“พ่อบ้านหวง ไปที่ตลาดจัดการปล่อยข่าวว่าข้าเตรียมจะสู่ขอคุณหนูใหญ่ลู่มาเป็นสะใภ้” เพ่ยอิงฮัวคิดใช้ประโยชน์จากข่าวลือ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้แม่เลี้ยงของว่าที่ลูกสะใภ้อยากยกให้ตระกูลอวี้แทนที่จะสนับสนุนสามีนางให้ส่งเข้าวัง
ลู่เซวียนเฉ่าออกไปนอนจวนเพื่อคิดหาวิธีออกจากจวนลู่ ก่อนที่ท่านพ่อจะส่งนางเข้าวัง แต่สิ่งเดียวที่นางจะไม่ทำคือทำให้ตัวเองแปดเปื้อนโดยดึงบุรุษใดเข้ามาแน่นอน แต่ทว่านางไม่คิดแต่แม่เลี้ยงกับหลานสาวใช่จะไม่คิดสกปรก ทุกวันนางต้องระแวดระวัง บ่าวชายห้ามเข้าใกล้เรือนเด็ดขาด นั่นนางถึงจะปลอดภัย
นางเดินไปเลือกซื้อผ้า แล้วได้พบกับท่านพ่อค้าขายเนื้อหมู คราวนี้เขานำเนื้อหมูมาให้นางอีกครั้งแล้ว
“คุณหนูใหญ่ลู่โปรดรับเนื้อไว้เถิดขอรับ ท่านทำให้พวกเราลืมตาอ้าปากได้แล้ว” นอกจากพ่อค้าหมูในตลาดที่นางเลือกซื้อเป็นประจำแล้ว ยังมีเหล่าแม่ค้าผัก คนขายน้ำตาลปั้นแล้วคนอื่น ๆ อีกมากมายยืนเข้าแถวรอนำของส่งให้นาง จนนางสับสนและเวียนหัวไปหมด
“เอ่อ...นะ...นี่มัน...เรื่องอันใดกันเจ้าคะ” ลู่เซวียนเฉ่ารู้สึกว่านี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดาแล้ว การที่คนเอาของมาให้นางโดยไร้ที่มาที่ไปไม่ใช่เรื่องปกติ นางไปทำอันใดให้พวกเขากัน
“ท่านรู้หรือไม่ท่านคือดาวนำโชคของพวกเรา” พ่อค้าหมูกล่าว
“ใช่ ๆ ข้าขายผักหมดเกลี้ยงตอนที่มอบผักเพียงเล็กน้อยให้ท่าน” ท่านยายขายผักกล่าวสมทบ
“รับของข้าไปเถอะ”
“รับไปเถอะ”
ลู่เซวียนเฉ่าไม่คิดว่าการออกมาหาทางออกเรื่องที่ตนจะเข้าวัง จะกลายเป็นตนที่เป็นดวงดาวนำโชคไปแล้ว
แต่นางยังไม่รับข้าวของของผู้ใด จนกว่าจะได้รับรู้เรื่องราวตั้งแต่ต้นก่อน โดยนางลากเถ้าแก่ขายเนื้อหมูกับท่านยายขายผักไปนั่งคุยในร้านน้ำชาก่อน ถึงเรื่องความเป็นมาทั้งหมด
“ท่านลุงกับท่านยายเล่ามาให้ข้าฟังให้หมดเลยนะเจ้าคะ หากไม่ข้าไม่ยอมรับของพวกท่านแน่นอน”
นางกล่าวเสียงเข้มเล็กน้อย นั่นทำให้เถ้าแก่ร้านขายเนื้อหมูเล่าตั้งแต่ต้น และเข้าใจในที่สุด ตอนแรกนางอยากจะหัวเราะว่านางกลายเป็นสตรีนำโชคไปได้อย่างไร ตอนนี้รับรู้แล้วนางต้องขอบใจเผยจูเอ่อ ที่ทำให้นางได้มายืนจุดนี้
ข่าวเรื่องการเป็นสตรีนำโชคต้องแพร่กระจายให้มากกว่านี้อีกนิดหน่อย เพื่อเป็นประโยชน์ของนาง
“เป็นเช่นนี้หรอกหรือเจ้าคะ ข้าว่าแค่บังเอิญมากกว่ากระมังเจ้าคะ ไม่แน่ว่าอาจจะไม่ใช่” นางพูดออกมาไม่อยากให้ชาวบ้านงมงายนัก มันก็แค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น
“ไม่...ย่อมไม่มีความบังเอิญเด็ดขาด สวรรค์ล้วนกำหนดมาแล้ว” พ่อค้าหมูยืนกรานหนักแน่น มั่นใจว่าการค้าขายในวันนั้นของเขาคือผลจากที่ได้ให้เนื้อหมูนางไป
สุดท้ายแล้วนางก็สุดปัญญาจะทัดทานความเชื่อของชาวบ้าน เพราะเมื่อเชื่อสิ่งใดแล้วก็คิดว่าสิ่งนั้นคือที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
“เอาเถอะ เอาเถอะ ท่านจะคิดอย่างไรก็แล้วแต่ ข้าจะไม่ขัดความประสงค์ของท่าน แต่ชีวิตข้าท่านก็รู้ลำบากเพียงใด ออกทางประตูใหญ่ยังไม่ได้ ต้องอาศัยทางสุนัขลอด แล้วจะขนของพวกนี้เข้าจวนไปได้อย่างไร” นางกล่าวด้วยความจริง แต่เรียกความสงสารให้กับคนในตลาดได้อย่างดี ยิ่งมองใบหน้าแต่ละคน บางคนล้วงเอาผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตาก็มี ทำให้นางรู้สึกขบขัน
‘ชีวิตข้ามันเศร้าพวกท่านโปรดเข้าใจ’
“ใต้เท้าลู่ตาต่ำยิ่งนัก” ชายผู้หนึ่งเป็นชาวบ้านกล่าวขึ้น เขาเป็นคนหยาบช้าไร้การศึกษา จึงกล่าวถ้อยคำออกมาจากใจ แต่กลับได้ใจนางยิ่งนัก
‘หากท่านพ่อของนางตาสูงจริง คงไม่เลือกอนุเผยขึ้นเป็นฮูหยินใหญ่’ แต่นางจะปล่อยให้ชาวบ้านเดือดร้อนเพราะคำพูดว่ากล่าวขุนนางของฝ่าบาทไม่ได้ จึงเอ่ยเตือนพวกเขาหนึ่งคำ
“ท่านอย่ากล่าวคำพวกนี้ให้ใครได้ยินไปเชียวเจ้าค่ะ บิดาข้าขึ้นชื่อเรื่องความเอาแต่ใจ หูเบา ไร้ความยุติธรรม หากเขารู้ว่าข้าคือต้นเหตุให้เขาเสื่อมเสีย คาดว่าชีวิตข้าก็รักษาไว้ไม่ได้แล้ว” ลู่เซวียนเฉ่ากล่าวเตือนเหล่าชาวบ้านด้วยความหวังดี เพราะในเมืองหลวงแห่งนี้มีโรงเตี้ยมผิงเชียง เป็นโรงเตี้ยมอันดับหนึ่ง แน่นอนว่าหูตาของแม่เลี้ยงเยอะยิ่งกว่าตาสับปะรด หากชาวบ้านปากพล่อย กล่าวโทษบิดานางเข้าจะถูกทางการจับฐานให้ร้ายขุนนาง
“เพ้ย ๆ ข้าไม่พูดแล้ว” ชายผู้นั้นกลัวว่าจะทำให้คุณหนูลู่ดวงดาวนำโชคต้องเดือดร้อนรีบ และตนเองอาจจะมีที่ซุกหัวนอนเป็นคุกหลวงแทน จึงหุบปากทันที
“ข้าเพียงเป็นห่วงพวกท่านเจ้าค่ะ แม่เลี้ยงข้าก็ใช่คนที่พวกท่านต่อกรได้ บิดาข้าเป็นถึงขุนนางที่คนยำเกรง พวกท่านเป็นชาวบ้านธรรมดาจะสู้อันใดด้วยได้ ขนาดข้ายังโดนโบยไร้เหตุผลบ่อยครั้ง มันเจ็บมานะเจ้าคะ” ลู่เซวียนเฉ่าแสดงงิ้วได้สมจริง นางกลั่นน้ำตามาหนึ่งหยด ก็เรียกความสงสารของคนทั้งหมดได้แล้ว
ใครบอกไฟในอย่านำออก ข้าลู่เซวียนเฉ่านี่แหละจะไม่เพียงแค่ไฟในนำออก ยังนำไฟนอกไปแผดเผาตระกูลเน่าเฟะของบิดาตนเองด้วย
‘ใครใช้ให้เขาทำร้ายข้า และหูเบาเชื่อสตรีร้ายกาจผู้นั้นกันเล่า’
คำสอนให้กตัญญูต่อบิดาเชิญผู้นั้นกตัญญูไปคนเดียว ลองมาดูชีวิตแสนรันทดของนางดูบ้าง ข้าอยากรู้ว่าผู้ใดมีใจกตัญญูอยู่ได้อีก
“เช่นนั้นเรื่องวันนี้ให้ท่านเก็บเป็นความลับ แล้วข้าวของพวกท่านข้าจะรับเพียงวันละสามร้านเท่านั้น เรือนข้าโกโรโกโส ทั้งยังผุพังอยู่ด้านหลังจวน ติดกับชายป่าเสียด้วยซ้ำ ข้าขนไปไม่ไหว แต่ข้าอวยพรให้ทุกท่านขายดิบขายดี มีเงินจ่ายภาษีแล้วเหลือเก็บนะเจ้าคะ” นางตัดสินใจแก้ปัญหาเรื่องนี้แบบประนีประนอม เอาตามนี้ไปก่อน เพราะยังมีปัญหาที่นางจะถูกส่งตัวเข้าวังซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่นางยังต้องแก้ไข
“เอาเช่นนั้นก็ย่อมได้ หากเจ้าอยากให้พวกเราซ่อมแซมเรือนบอกได้เลย พวกข้ายินดี”
“อย่าดีกว่าเจ้าค่ะ อีกหน่อยพวกเขาจะส่งข้าเข้าวัง ซ่อมแซมไปข้าก็ไม่ได้อยู่นานนัก” นางเกริ่นเรื่องลำบากใจขึ้น แล้วหวังให้เหล่าชาวบ้านกระจายข่าวไปถ้วนทั่ว อย่างน้อยก็มีคนที่หวังดีกับนางบ้าง อาจจะหาทางช่วยนางอยู่ก็ได้
‘ทางออกอยู่ไม่ไกลแล้ว’
“ไม่ได้...ข้าไม่ยอมให้เข้าวัง เพราะเข้าวังแล้วพวกเราก็ไม่ได้พบเจอท่าน แล้วจะรับข้าวของพวกเราได้อย่างไร”
“ข้าก็ไม่อยากเช่นกันเจ้าค่ะ เรื่องนี้แม่เลี้ยงและท่านพ่อของข้ายังหารือกันอยู่ไม่แน่ว่ายังไม่ใช่เร็ว ๆ นี้”
“ข้าได้ยินว่าสกุลอวี้อยากให้ท่านเป็นลูกสะใภ้ เมื่อเช้ามีคนจากสกุลอวี้มาซื้อของพูดเรื่องนี้ขึ้น ข้าคิดว่าอาจจะเป็นทางออกที่ดี” พ่อค้าในตลาดคนหนึ่งกล่าว ฮูหยินอวี้เป็นคนจิตใจดีมีเมตตา หากดวงดาวนำโชคของพวกเราแต่งออกไปสกุลอวี้ไม่เท่ากับว่าดีกว่าถูกสกุลลู่ส่งเข้าวังหรอกหรือ
“จริงหรือเท็จกันเจ้าคะ” ลู่เซวียนเฉ่าไม่อยากจะเชื่อนัก จะมีสกุลใดอยากได้นางที่มารดามีข่าวเสียหายอีกอย่างนั้นหรือ
“ไม่ผิดแน่ พ่อบ้านหวงกล่าวเอง”
ลู่เซวียนเฉ่าประหลาดใจ เหตุใดยามท่านพ่อของนางอยากส่งนางเข้าวัง ถึงได้มีคนอยากได้นางเป็นสะใภ้ ไม่ใช่ว่าตระกูลอวี้คือตระกูลคหบดีอันดับหนึ่งหรอกหรือ เขาจะอยากได้นางที่ไม่มีอำนาจไปทำอันใดกัน เขาพวกเขาเลอะเลือนไปแล้ว หรือข่าวที่ปล่อยออกมาต้องการอันใดจากนางกันแน่ เรื่องนี้นางต้องขบคิดให้ดี
“ถ้าเช่นนั้นเอาไว้แน่ชัดอีกครั้งถึงจะดี ข้ายังต้องคิดให้รอบคอบ” เมื่อชีวิตถึงทางที่ต้องเลือก นางจะทำอย่างไรดี หรือนี่จะเป็นหนทางเดียวที่นางจะออกจากตระกูลลู่ได้โดยไม่ต้องเข้าวัง แต่คนที่แต่งงานด้วยเป็นผู้ใดกัน นางต้องสืบให้รู้แน่ชัดเสียก่อน...
“อ๊าย...ท่านพี่!!!”เสียงกรีดร้องยามรุ่งสางจากเรือนของฮูหยินน้อยและนายน้อยอวี้ดังขึ้น พร้อมกับเสียงขว้างปาข้าวของดังโครมคราม เหล่าบ่าวไพร่ไม่กล้าเข้าไปยุ่งกับสองสามีภรรยา ไม่รู้ว่าวันนี้มีเรื่องผิดใจอันใดกัน เมื่อวานยังรักใคร่หวานฉ่ำ“เฉ่าเอ้อร์ เจ้าอย่าเพิ่งโกรธสิ”“ท่านพี่ทำข้าเช่นนี้แล้วข้าจะออกไปพบผู้ใดได้อีกเจ้าเจ้า” นางอยากจะตีสามีนัก นางมาไร้อาภรณ์ปิดกั้นมีเพียงผ้าห่มคลุมกายกับอ้อมกอดของสามีก็ยังพอทน แต่เมื่อเดินลงจากเตียงผ่านคันฉ่องทำให้เห็นรอยแดงเถือกที่ท่านพี่ของนางสร้างไว้แทบจะทุกสัดส่วนบนตัว ทั้งลำคอใบหน้าที่ลับหรือไม่ลับก็มีแต่รอยแดง“ยุงกัดเจ้าอย่างไร พี่เปล่านะ” เขาพูดโกหกเอานิ้วไขว้ที่ด้านหลัง แม้จะยอมจำนนด้วยหลักฐานก็ตาม“ยุงน่าจะตัวใหญ่สินะเจ้าคะ ถึงได้กัดไปทั้งตัวแบบนี้ เช่นนั้นข้าจะขอตียุงให้ตายหน่อยได้หรือไม่” ลู่เซวียนเฉ่าวิ่งไล่จับสามีมาตีไปมา แล้วกลับถูกสามีอุ้มขึ้นแล้วไปอาบน้ำแทน ฉกริมฝีปากของภรรยาสุดที่รักแทรกเรียวลิ้นเข้าลึกลากวนจนเป็นเกลียวแล้วดูดดึงความหวานในโพรงปากของหญิงสาวไว้จนเนิ่นนานจากเสียงทะเลากันโหวกเหวกโวยวายเมื่อครู่กลับกลายเป็นเสียงครางหวานกระเ
ตกกลางคืนลู่เซวียนเฉ่ากำลังนั่งปักผ้าแก้เหงาอยู่ลำพังได้ยินเสียงอึกกระทึกด้านหน้าเรือนจึงให้จางถิงถิงบ่าวอีกคนออกไปดูว่าเกิดสิ่งใดขึ้น แต่เมื่อเห็นว่าเป็นนายน้อยนางจึงหุบปากแล้วเชิญนายหญิงออกมาชมเองจะดีกว่า “นายหญิงเจ้าคะ...หน้าเรือนเจ้าคะ” จางถิงถิงวิ่งตื่นตูมไปเรียกเจ้านายของตนเองด้านใน ทำให้ลู่เซวียนเฉ่าต้องลุกขึ้นมาดูด้วยตัวเองว่าเกิดอันใดขึ้นกันแน่ ยามนี้ฟ้ามืดค่ำแล้ว มีอันใดให้วุ่นวายอีกงั้นหรือ แต่เมื่อก้าวเท้ามาถึงด้านหน้าเรือนที่ นางกลับตกตะลึงเมื่อมีดอกเซวียนเฉ่าประดับอยู่ที่ด้านหน้าเรือนเต็มไปหมด แล้วโอบรอบด้วยดอกจวี๋ฮวาสีเหลืองนวลอีกชั้นด้านนอก ทำให้นางตื่นตานัก เท่านั้นไม่พอยังมีเทียนดวงเล็ก จุดแซมทำให้ความสว่างจากแสงเทียนช่วยทำให้ความสวยงามตรงหน้ามากขึ้นไปอีก อวี้เหวินจิ้งเดินมาจูงนางไปนั่งอยู่ตรงเก้าอี้กลมตรงกลางท่ามกลางสวนดอกไม้ที่เพิ่งจัด แล้วเขาก็ยกมือให้สัญญาณ หิ่งห้อยนับหมื่นตัวก็บินออกมาระยิบระยับโอบรอบตัวเขาและนางเอาไว้ “ชอบหรือไม่” เสียงนุ่มเอ่ยถามเมื่อเห็นใบหน้าหวานมองมันด้วยรอยยิ้ม “ชอบ...ชอบมากเจ้าค่ะท่านพ
ตะวันลับเหลี่ยมเมฆาท้องฟ้ากลายเป็นสีน้ำเงินสะท้อนกับแสงตะวันสีทองที่กำลังลับฟ้าลงไป ร่างที่ไร้เรี่ยวแรงจะยืนหยัดทนสู้เพื่อมีชีวิตต่อนอนร้องไห้ทั้งน้ำตา ลู่เซวียนเฉ่าอยู่กับความหวังที่จะพบมารดาสักครั้ง แต่เมื่อพบเพียงกระดูกที่ไร้วิญญาณของมารดา มันก็ยากจะทำใจยอมรับ ‘ท่านแม่’ นางคิดถึงใบหน้าที่แสนงดงาม ดวงตาที่สว่างสุกใสราวกับดวงดาราบนฟากฟ้า รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความใจดีของท่านแม่อยู่ในความทรงจำของนางตั้งแต่ท่านแม่จากไป คนตัวเล็กสะอึกสะอื้นเสียจนสาวใช้ไม่กล้าจะปลุกให้ลืมตา จึงไปเรียนนายน้อยที่นั่งใบหน้าเครียดขรึมอยู่ด้านนอกเข้ามาดูนายหญิงน้อยในห้องสักหน่อย “นายน้อยเจ้าคะ ฮูหยินน้อยฟื้นขึ้นก็เอาแต่หลับตาร้องไห้อย่างเดียวเจ้าค่ะ บ่าวเกรงว่าจะเป็นลมไปอีก” เย่ซีซีกล่าวอย่างหนักใจ ชีวิตนายหญิงน้อยช่างแสนน่าสงสารนัก อวี้เหวินจิ้งได้ฟังดังนั้นก็เข้าไปในห้องทันที เขานั่งลงข้างเตียงนอนของนาง ดึงมือเล็กเอามากุมไว้ โน้มใบหน้าคมคายลงมาจูบที่มือของภรรยาตัวน้อยต้องการปลอบโยนนาง “อย่าร้องอีกเลยนะภรรยาคนดีของข้า ต่อไปเจ้าจะไม่โดดเดี่ยวเดียวดายอยู่ลำพังอีกต่อไป
“ไท่จื่อ!!” อวี้เหวินจิ้งไม่คิดว่ากระทั่งสหายก็มาด้วย เกินที่เขาคาดไปมาก ทุกคนในจวนคุกเข่าประสานมือไม่กล้าขัดคำสั่งฟ้า “ใต้เท้าลู่ กระทำการละเลยไม่ดูแลบุตรสาวปล่อยให้ยากลำบาก ไม่พอยังหูเบาเชื่อฟังคำอนุชั่วช้า ลงโทษให้ปลดจากตำแหน่งราชครู คืนสู่คนธรรมดาสามัญไม่อาจรับราชการได้อีกเผยหลิงหลิง ประพฤติชั่วช้า ฆ่าผู้บริสุทธิ์มีโทษตายสถานเดียวให้นำตัวไปรอตัดหัวพร้อมกับผู้สมรู้ร่วมคิดเผยไฉหง เปิดโรงเตี้ยงผิงเซียงบังหน้า เบื้องหลังค้าประเวณีผิดกฎหมาย จับเหล่าคุณหนูและเด็กยังไม่ถึงวัยปักปิ่นมาบำเรอกาม ให้สั่งยึดทรัพย์เอาตัวไปขังคุกรอการตัดสิน จบราชโองการ”ลู่ตงเหิงได้ยินดังนั้นถึงกับเป็นลมสลบลงไปทันที เขาไม่คิดว่าชีวิตจะต้องมาตกต่ำเพราะสตรีที่เคยเป็นอนุชั่วช้า มักใหญ่ใฝ่สูงทำให้ชีวิตของต้องตกต่ำ“เพราะเจ้าคนเดียว เจ้าทำให้ข้าต้องตกต่ำ” ลู่ตงเหิงชี้หน้าไปทางทางเผยหลิงหลิง แต่กลับได้ยินเสียงยิ้มเยาะกลับมา“ถุย! ท่านพูดมาได้ว่าเพราะข้า หากไม่ใช่เพราะท่านมักมากในกาม หูเบาเชื่อคำยุยงของข้าแล้ว ท่านจะตกต่ำเช่นนี้รึ...โทษฟ้าโทษดิน แต่ไม่เคยโทษตัวเอง”เผยหลิงหลิงทิ้งท้ายให้ก่อนจะจากกั
ลู่เซวียนเฉ่าถูกรั้งตัวไว้จนเริ่มสาย กว่าเขาที่งอนนางเมื่อคืนจะปล่อยให้นางมาร่วมชมการสอบสวนของแม่เลี้ยงได้ เมื่อมาถึงเสียงร่ำไห้ของเผยหลิงหลิงทำให้นางปวดแก้วหูไปหมด “คารวะท่านพ่อ ข้าได้ยินเสียงเอะอะแต่เช้าไม่ทราบว่ามีเรื่องอันใดกันเจ้าคะ” ลู่เซวียนเฉ่าเอ่ยถามทันที ทั้งมองสตรีที่เคยหยิงผยอง ทำร้ายนางสารพัดยามนี้ไม่เหลือคราบฮูหยินแสนเย่อยิ่งคนนั้นอีกแล้ว เหลือเพียงสตรีไร้ค่านั่งจมกองน้ำตา โดยที่ท่านพ่อก็ไม่เหลียวแล “นางคบชู้” ลู่ตงเหิงพูดแล้วก็สะบัดหน้าหนี ไม่อยากมองสตรีที่เคยเมตตารักใคร่ ยกให้ฐานะจากอนุขึ้นมาเป็นฮูหยินใหญ่ เขานั้นคิดผิดนัก “คบชู้!!!” ลู่เซวียนเฉ่ายกมือทาบอกราวกับตกใจกับเรื่องที่เพิ่งได้ยินได้ฟัง แต่มุมปากของนางกดลึกลอบยิ้มเล็กน้อย แต่ไม่มีใครทันได้สังเกต ส่วนสามีนางก็นั่งฟังเท่านั้นไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา “เจ้า...เพราะเจ้า...เจ้าใส่ร้ายข้า” เมื่อโทษลู่ตงเหิงไม่ได้ เผยหลิงหลิงก็ชี้หน้าด่ากราดลูกเลี้ยงของนาง หากไม่ใช่สามีก็ต้องเป็นนาง เพราะศัตรูของนางมีเพียงคนเดียว “ท่านแม่เลี้ยง พูดจาสิ่งใดไว้หน้าสามีข้าด้วยนะเจ้าคะ ท่านทำตัวขอ
กรี๊ด....!!! เสียงกรีดร้องของเผยหลิงหลิงดังขึ้น ทำเอาบ่าวไพร่ในเรือนวิ่งกันจ้าละหวั่น อวี้เหวินจิ้งที่เมื่อคืนเขาเอาแต่นอนหันหลังเมื่อนางเข้ามานอน จากที่คิดว่าจะไม่กอดนางเลยทั้งคืน จนตอนนี้ตัวเองดึงภรรยาของตนมากอดตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เขาติดการตื่นสายจากนางเพราะตัวเองชอบนอนกอดลู่เซวียนเฉ่า รู้สึกว่านอนด้วยแล้วจะหลับฝันดีเป็นพิเศษ แม้ว่าจะไม่มองหน้ากัน แต่ร่างกายกลับไม่ยอมเชื่อฟังดึงนางมากอดโดยไม่สนว่าอะไรเป็นอะไร ความวุ่นวายในเรือนของเผยหลิงหลิง ทำให้บ่าวไพร่วิ่งวุ่นจนปลุกเขาให้ตื่นก่อน เพราะรู้สึกตัวเร็วกว่า จนเมื่อนางขยับเขากลับกดศีรษะเล็กให้นอนอยู่ก่อน ไม่อยากให้ลุกไปวุ่นวายให้เหนื่อยมาก รอให้เหตุการณ์สงบเสียก่อนค่อยไปรอชมงิ้วฉากสำคัญ “ข้าจะตื่นแล้ว” หญิงสาวกล่าวขึ้น เมื่อคืนจำได้ว่านอนด้านนอก เพราะเขาชิงนอนก่อน ‘แต่พอตื่นขึ้นกลับเป็นตัวเองที่นอนด้านในได้อย่างไรไม่รู้ ไม่ใช่ว่านางละเมอข้ามร่างของเขามาหรอกนะ’ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไร้ความเป็นกุลสตรีแล้ว “รออีกสักครู่เถอะ” ชายหนุ่มบอกกับภรรยาที่ดิ้นหนีเขาท่าเดียว ไม่รู้ทำไมเวลาเขากอดนางชอบผลัก







