Mag-log inวันหนึ่งชุนเฉิงนั่งอ่านหนังสืออยู่คนเดียว แต่เขาก็หยุดอ่านและเหม่อมองออกไปไกลๆ จิงเซียวซึ่งเดินเข
จิงซิงอี้ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา เขามองไปรอบๆ ตัว และพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงในห้องนอนของเขา ที่หมู่บ้านจูเจียว ตอนนี้ในห้องยังมืดอยู่ แต่ก็เริ่มมีแสงสว่างรำไรลอดเข้ามาทางกระจกหน้าต่าง ตอนนี้น่าจะเป็นเวลาเช้ามืดแล้วเขานอนนิ่งๆ เพื่อทบทวนความฝันที่เกิดขึ้น เขาได้ย้อนกลับไปยุคซ่งเหนืออีกครั้ง ได้เห็นเหตุการณ์หลังจากที่เขาตกหน้าผา ได้เห็นชีวิตของคนสำคัญในชีวิตของเขา และที่สำคัญ ได้เห็นแล้วว่า เขาเกี่ยวข้องอย่างไรกับแพทย์หลวงจิงเซียวในยุคนั้นพระเจ้าได้ให้โอกาสเขากลับไปอำลาคนที่อยู่ข้างหลัง ผ่านทางความฝัน ถึงแม้ว่าเขาจะไม่สามารถพูดคุยและแสดงตัวตนได้ แต่เขาก็ดีใจมาก ที่ได้เห็นว่าคนที่เขารักและห่วงใยทุกคน ยังอยู่ดี และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข พวกเขายังคงรักษาความฝันของเขาเอาไว้ ด้วยการสืบทอดโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลฉางซานสิ่งที่ทำให้เขาตกใจและประหลาดใจมากที่สุด ก็คือ เขาไม่ใช่หลงซิงเหยียนข้ามเวลามา แต่เขาคือลูกชายของหลงซิงเหยียนนั่นเอง!ตอนนี้เขารู้แล้วว่า ตัวเขาเองในวัยผู้ใหญ่ เป็นคนย้อนยุคกลับไปและก็เป็นคนพาตัวเองในวัยเด็ก ข้ามเวลาจากซ่งเหนือมาอยู่ในยุคอนาคต
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงต่อมานั้น เป็นภาพชีวิตของแต่ละคนที่เขาผูกพันด้วย เขาเห็นโม่หยวนหลิงที่ยุติอาการโศกเศร้าเพราะคำพูดของใต้เท้าเปา และกลับไปดำเนินชีวิตตามปกติ รวมไปถึงใต้เท้าจิงเซียว เหมือนกับทั้งสองคน เข้าใจในความหมายของใต้เท้าเปาเจิง ที่ว่าจิงซิงอี้กลับไปยังโลกเดิมของเขาแล้ว ภาพที่เขาเห็นต่อมา คือ การที่โม่หยวนหลิงขอให้จิงเซียวและใต้เท้าเปาเจิง เข้ามาช่วยดูแลโรงเรียนและโรงพยาบาล เพื่อสืบทอดสำนักแพทย์ฉางซานต่อไป ในขณะที่ลูกศิษย์รุ่นแรกกลายมาเป็นกำลังหลักในการทำงาน และเป็นอาจารย์คอยสอนนักเรียนรุ่นหลังสำนักแพทย์ฉางซานยังคงเดินหน้าต่อไป ตามเส้นทางที่จิงซิงอี้วางเอาไว้ และในช่วงปีหลังๆ จิงเซียวลาออกจากการเป็นผู้อำนวยการสำนักแพทย์หลวง และมาดูแลโรงเรียนกับโรงพยาบาลอย่างเต็มตัว ในขณะที่โม่หยวนหลิง ซัวซีเว่ย ลั่วปิง เจี่ยหยวน ยังคงสานต่อธุรกิจสมุนไพรของจิงซิงอี้ และช่วยงานจิงเซียว เพื่อดำเนินรอยตามเจตนารมณ์ของจิงซิงอี้
วิธีคิดของตู้หว่านจิง เป็นเช่นเดียวกับอีกหลายคนที่ย้ายมาอยู่ที่นี่ พวกเขาคิดว่าควรจะลงทุนซื้อที่ตั้งแต่ยังราคาถูกจะดีกว่า อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าชาวบ้านจะขายที่ให้ง่ายๆวันหนึ่ง จิงซิงอี้คุยกับผู้ใหญ่บ้านหวังคุนและเตือนเขาว่า “ผมอยากให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยเตือนชาวบ้านว่า อย่าปล่อยขายที่ดินจนหมดนะครับ โดยเฉพาะคนนอกที่มาเก็งกำไร เพราะเป็นการตัดโอกาสการพัฒนาในอนาคตของพวกเรา”ชาวบ้านที่อยากจะทำธุรกิจและทำการเกษตรในอนาคต ก็จะไม่มีที่เหลือแล้ว เพราะตนเองขายที่ให้คนนอกไปจนหมด เมื่อคิดอยากทำธุรกิจก็ต้องไปเช่าหรือซื้อจากคนอื่นอีก และคนนอกที่มาซื้อที่ มักซื้อไว้เพื่อทำกำไร แต่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้ชาวบ้านจิงซิงอี้บอกว่า “ผมอยากให้คนที่อยู่ในหมู่บ้านเป็นพวกเรามากกว่า ไม่ใช่คนแปลกหน้า ที่แค่ต้องการจะมาเที่ยวเป็นบางฤดูกาลเหมือนกับที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ตอนนี้ แล้วตอนนี้ พวกเราก็มีช่องทางหากินแล้ว ทั้งการทำธุรกิจเอง หรืออย่างน้อยก็ยังปลูกพืชเลี้ยงสัตว์เองได้ เป็นการรับประกันว่า พวกเขาจะยังมีกินมีใช้ ต่อให้ลูกหลายตกงานกลับมา ก็ยังมีที่ดินไว้ทำกิน”ผ
วันนี้เป็นวันที่ทุกคนในบ้านหมอจิง มาประชุมกันเพื่อพูดคุยเรื่องการสร้างโรงพยาบาล ที่จะเป็นโครงการใหญ่ของพวกเขา และเป็นรากฐานของสำนักแพทย์ฉางซาน พวกเขาทั้งสี่คน จะร่วมลงทุนและทำงานไปด้วยกันที่นี่พวกเขาเชิญซูเคอเข้าร่วมการประชุมด้วย เพราะตอนนี้เขาขยับหน้าที่มาเป็นผู้จัดการทั่วไปแล้ว จิงซิงอี้อธิบายแผนการสร้างโรงพยาบาล โดยใช้โปรเจคเตอร์ขนาดเล็กฉายไปบนผนังเรียบสีขาวในห้องทำงานของจิงเซียว และอธิบายว่า“หลังจากที่พวกเราคุยกันมาหลายครั้งแล้ว ก็มาถึงข้อสรุปในวันนี้นะครับ ตอนนี้ เราจะสร้างโรงพยาบาลขนาด 3 ชั้นบนพื้นที่ว่างใกล้ลานกิจกรรมที่ผมซื้อเอาไว้ ชั้นแรกจะเป็นแผนกผู้ป่วยนอกและห้องฉุกเฉิน ชั้นสองเป็นหอผู้ป่วยในที่มี 10 เตียง และมีห้องพิเศษอีกประมาณ 4 ห้อง ส่วนชั้นสามจะเป็นห้องประชุมและสำนักงานกับห้องพักของหมอ นางพยาบาล กับเจ้าหน้าที่"ชุนเฉิงถามว่า “แล้วศูนย์พักฟื้นผู้สูงอายุล่ะ”จิงซิงอี้ยิ้ม “ผมว่าน่าจะเป็นแผนระยะที่สอง เมื่อเราได้เงินทุนมาพอแล้ว เราจะสร้างอาคารแยกเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ ที่จริงผมต้องการจะสร้างอาคารอีกหนึ่งหลัง
อย่างไรก็ตาม เขากับเจี่ยเหรินเริ่มรู้สึกว่าตนเองคงไม่สามารถรับมือกับคนไข้ขนาดนี้ได้แล้ว เขาจึงต้องออกกฎใหม่ ให้มีการรับรักษาคนไข้ตามนัดเท่านั้น โดยนัดคิวล่วงหน้า และถ้าไม่มาตามวันเวลานัด ก็จะข้ามคิวไป คนไข้ต้องมานัดคิวใหม่อีกครั้ง และจะรับรักษาแค่วันละไม่เกิน 30 คน ส่วนคนไข้ฉุกเฉิน จะต้องเป็นรายที่ฉุกเฉินจริงๆ ไม่เช่นนั้น เขาจะไม่ลัดคิวให้เด็ดขาด แต่จิงซิงอี้ก็ได้หมายเหตุเอาไว้ว่า ควรจะไปพบแพทย์แผนปัจจุบันที่โรงพยาบาลอื่นจะดีกว่า เพราะแพทย์จีนใช้เวลารักษานาน ไม่เหมาะสมกับกรณีฉุกเฉินนัก จิงซิงอี้จึงคุยกับเจี่ยเหรินตอนกินข้าวกลางวันด้วยกันว่า “ผมว่าพวกเราต้องรับสมัครหมอใหม่มาช่วยแล้วล่ะ ผมไม่ไหวแล้ว ใกล้ตายเต็มที” เจี่ยเหรินหัวเราะแห้งๆ “ผมก็อยากให้มีคนมาช่วยด้วยครับ ผมแทบจะไม่มีเวลาอ่านหนังสือเตรียมสอบแล้ว” “นั่นสิ ถึงผมจะเป็นหมอ ผมก็มีอย่างอื่นที
จิงซิงอี้รักษาเติ้งซินเผิงอยู่ประมาณเกือบหนึ่งเดือน เมื่อพบว่าอาการคงที่แล้ว เขาจึงเดินทางกลับพร้อมกับเจี่ยเหริน แต่จะเดินทางมาติดตามอาการทุกเดือน ซึ่งการมารักษาในครั้งนี้ ทำให้ชื่อเสียงของเขาแพร่หลายไปในกลุ่มนายทหารชั้นสูงและวงการอื่นๆ เพราะรักษาอาการป่วยหนักจนไม่มีหวังของเติ้งซินเผิงให้กลับมาดีขึ้นได้ และยังค้นพบสาเหตุของโรคที่ซับซ้อน จนตามหาคนที่วางแผนได้ได้อีก เขาจึงมีบุญคุณกับแม่ทัพเติ้งซินเผิงยิ่งขึ้นไปอีกนอกจากนี้ จิงซิงอี้ยังช่วยแนะนำการดูแลสุขภาพและผิวพรรณให้กับเม่ยหลิงฟงด้วย ก่อนที่เขาจะกลับ เขาบอกเธอว่า “คุณนายครับ ผมจะส่งครีมบำรุงผิวสำหรับลดริ้วรอยและช่วยให้ผิวนุ่มนวลเปล่งปลั่งมาให้นะครับ ขอให้คุณนายใช้ตามที่แนะนำ มันจะช่วยปรับปรุงสภาพผิวให้ดีขึ้น"คุณนายตั้งใจฟัง เพราะเธอเชื่อถือจิงซิงอี้อย่างเต็มที่แล้ว “ใช้แล้วจะดีขึ้นจริงๆเลยหรือจ๊ะหมอจิง” เธอถามอย่างมีความหวังจิงซิงอี้พยักหน้า “ครีมชุดนี้ผมใส่ตัวยาสมุนไพรเป็นพิเศษ เป็นสูตรเฉพาะที่ผมคิดค้นให้คุณนายครับ ไม่ได้วางขายทั่วไป”เมื่อได้ยิน เธอจึงดีใจมาก หลังจากที่
จิงซิงอี้รู้สึกเป็นห่วงจิงเซียวและจิงซีเซียวมาก ช่วงบ่ายเขาจึงส่งเจี่ยหยวนที่ตอนนี้อายุ 18 ปีแล้ว ไปขอนัดพบกงซุนเช่อ เมื่อเลิกงานในตอนเย็น จิงซิงอี้จึงเดินทางไปพบกงซุนเช่อที่บ้านพัก ซึ่งไม่ไกลจากจวนไคเฟิงมากนัก เมื่อไปถึง เขาพบทั้งกงซุนเช่อและจั่น
จิงซิงอี้ฝังเข็มคุณชายน้อยเพื่อลดไข้ และอาการเจ็บปวดจากเส้นประสาท โดยเฉพาะบริเวณศีรษะ คอ และสันหลัง หลังจาก 20 นาทีผ่านไป อาการร้องไห้งอแงของคุณชายก็ลดน้อยลง เขาสั่งให้ผู้ช่วยต้มยาสมุนไพรที่มีขิง ชะเอมเทศผัดกับน้ำผึ้ง มาป้อนให้คุณชายน้อย และให้นอนพักรอดูอาการในห้องจากนั้นเขาก็หันมาบอกฮูหย
เมื่อเดินทางกลับมาถึงไคเฟิงแล้ว หลายคนและแม้แต่นักเรียนของต่างเร่งรัดและสนับสนุนให้จิงซิงอี้สร้างโรงพยาบาล โดยเฉพาะท่านเปาเจิงและราชสำนักที่เห็นความสำเร็จของเขา และนักเรียนแพทย์ฉางซาน ที่กลายมาเป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขปัญหาโรคระบาดได้ พวกเขาอยากจะสร้างแพทย์แบบนี้ออกมาจำนวนมาก เพื่อให้กระจายออกไปยั
นักเรียนคนที่สอง คือ จางอิ้ง อายุ 45 ปี เขามาจากครอบครัวชาวนาที่มีฐานะยากจน อาศัยอยู่ในหุบเขา และเรียนรู้การใช้พืชพรรณธรรมชาติในการรักษาโรคมานาน ได้เห็นการเจ็บป่วยและการตายของญาติพี่น้องและคนในหมู่บ้าน ที่ไม่สามารถเข้าถึงแพทย์ได้ เพราะระยะทางที่ห่างไกล และเงินที่มีจำกัด บางครั้งยังถูกปฏิเสธการรัก







