Share

9

Penulis: Clear Clouds
last update Terakhir Diperbarui: 2025-09-04 20:30:07

ตั้งแต่ยังหนุ่ม จิงเซียวมักออกเดินทางและหายไปหลายอาทิตย์ บางครั้งเขาเดินทางไปรักษาชาวบ้านตามที่ห่างไกล บางครั้งก็ไปเก็บสมุนไพรตามป่าเขาลำเนาไพร และได้รับเชิญจากผู้นำระดับประเทศ รวมไปถึงผู้มีชื่อเสียงและอำนาจขอให้ไปช่วยรักษาโรค

เมื่ออายุมากขึ้น เขาจะเลือกรักษาเฉพาะคนที่เขารู้สึกถูกใจเท่านั้น ถึงแม้บางคนจะใช้ทั้งเงินและอำนาจมาข่มขู่ ชายชราก็ไม่เคยหวั่นไหว เพราะเขามีลูกศิษย์และคนไข้ที่มีชื่อเสียงคอยปกป้องอยู่เสมอ

นี่จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่จิงเซียวไม่เคยเปิดคลินิกรักษาที่หมู่บ้านเจียวจู เพราะเขาไม่ค่อยจะอยู่บ้านนั่นเอง

ในระหว่างที่สองตาหลานง่วนอยู่กับการทำงานของตัวเอง จิงเซียวก็บอกกับจิงซิงอี้ว่า

“เสี่ยวอี้ อีกสองวันตาจะไปปักกิ่งนะ มีนัดรักษาคนไข้”

ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้ ชายชราก็พูดต่อว่า “เสี่ยวเยี่ยน  ศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าจะมารับตาไป”

เสี่ยวเยี่ยน  หรือลั่วเยี่ยน อายุ 48 ปี เป็นศิษย์คนแรกของจิงเซียว เขาเป็นเจ้าของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนที่รักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันและแผนจีนในปักกิ่ง ตัวเขาจบแพทย์แผนปัจจุบันมา เมื่อมาเป็นลูกศิษย์ของจิงเซียว เขาได้เรียนรู้แพทย์แผนจีน และบูรณาการสองศาสตร์ในการรักษาเข้าด้วยกัน 

ในขณะที่ภรรยาของเขาเป็นแพทย์แผนปัจจุบัน ทั้งคู่มีลูกสาวและลูกชายอย่างละคน ลูกสาวคนโตกำลังเรียนในมหาวิทยาลัยแพทย์ที่อเมริกา ในขณะที่ลูกชายคนเล็กยังเรียนอยู่ชั้นประถมปลาย

ลั่วเยี่ยนมีพ่อตาเป็นอดีตรัฐมนตรีสาธารณสุข ที่ตอนนี้เกษียณแล้ว แต่ยังคงมีอิทธิพลทางการเมืองอยู่ และสมาชิกในตระกูลของภรรยายังเป็นนักการเมืองหลายคน

การที่ลั่วเยี่ยนเป็นฝ่ายเดินทางมารับอาจารย์ด้วยตัวเอง แสดงว่าจิงเซียวคงจะมีนัดไปรักษานักการเมืองสักคน เวลาที่จิงเซียวไปรักษาใคร เขามักจะไม่เปิดเผยชื่อคนไข้ และเป็นธรรมเนียมที่สองตาหลานปฏิบัติกันมานาน เพราะผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ ไม่ต้องการให้ความลับของตนรั่วไหล เพราะจะส่งผลต่อการอยู่ในอำนาจและตำแหน่ง และยังอาจถูกลอบทำร้ายได้ด้วย

ในช่วงที่จิงซิงอี้ยังเด็ก เขาจะคอยฟังจิงเซียวเล่าถึงวิธีการรักษาโรคต่างๆ แต่เมื่อเขาโตขึ้น มีความสามารถมากขึ้น บางครั้งจิงเซียวก็จะปรึกษาเขา และบางครั้งจะให้จิงซิงอี้และลูกศิษย์คนอื่นรักษาคนไข้ในบางเคสด้วย

ในระหว่างที่เขากำลังค้นหาข้อมูลอยู่นั้น จิงซิงอี้นึกถึงครั้งแรกที่เขาพบกับลั่วเยี่ยน ตอนนั้นเขายังเป็นเด็กน้อยอายุ 5 ขวบ และลั่วเยี่ยนมีอายุประมาณ 26-27 ปี เขาเริ่มต้นการทำงานเป็นแพทย์อยู่ในโรงพยาบาลเอกชนขนาดเล็กแห่งหนึ่ง และต่อสู้กับชีวิตและหน้าที่การงานแบบที่หมอจบใหม่ส่วนใหญ่มักเจอ

วันหนึ่ง เฉินเหลา ผู้ว่าราชการระดับมณฑล ซึ่งเดินทางมาเพื่อตรวจเยี่ยมการทำงานของข้าราชการท้องถิ่น เกิดอาการแน่นหน้าอกและหมดสติระหว่างพักอยู่ที่โรงแรม รถพยาบาลส่งเขามารักษาตัวที่โรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด

ในเวลานั้น ลั่วเยี่ยนกำลังเตรียมตัวจะกลับบ้าน  เขาเดินออกมาที่ประตูหน้าโรงพยาบาล เพื่อจะเดินไปที่ลานจอดรถ

รถพยาบาลที่วิ่งเปิดไซเรนมาก็จอดที่หน้าห้องฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่รีบพาคนไข้ลงมา จากนั้นก็รีบเข็นเข้าห้องฉุกเฉิน  ลั่วเยี่ยนยืนมองสักพัก และคิดว่าคงจะมีแพทย์เวรดูแลแล้ว เขาจึงเดินไปที่รถ แต่แล้วก็ต้องหยุด เมื่อได้ยินเสียงนางพยาบาลวิ่งกระหืดกระหอบตามเขามา

“คุณหมอลั่วเยี่ยน! อย่าเพิ่งไปค่ะ ช่วยกลับไปดูคนไข้ฉุกเฉินก่อนค่ะ!”

“เกิดอะไรขึ้นครับ” ลั่วเยี่ยนถามด้วยความสงสัย

 ในขณะที่พวกเขากึ่งวิ่งกึ่งเดินไปที่ห้องฉุกเฉิน นางพยาบาลก็อธิบายว่าหมอที่อยู่เวรวันนี้เป็นหมอฝึกหัดปีแรก เขาตื่นเต้นมากและต้องการคนช่วย

ปรากฏว่าคนไข้คนนั้น คือ เฉินเหลา ในขณะที่นางพยาบาลก็โทรตามผู้อำนวยการโรงพยาบาล และหมอที่เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจมาที่ห้องฉุกเฉินโดยด่วน 

พวกเขาช่วยกันรักษา และอาการของเฉินเหลาก็คงที่ แต่ยังคงอยู่ในอันตราย พวกเขาย้ายคนไข้ไปที่ห้องICU และประชุมกันอย่างเคร่งเครียดในคืนนั้นเพื่อตกลงว่าจะทำอย่างไรต่อ 

ลูกน้องและข้าราชการท้องถิ่นที่รู้ข่าว ต่างพากันมาเยี่ยมที่โรงพยาบาล ซึ่งสร้างแรงกดดันให้กับผู้อำนวยการโรงพยาบาลและทีมรักษาอย่างมาก

พวกเขาต้องตัดสินใจว่าจะผ่าตัดหัวใจในตอนนี้ หรือจะส่งคนไข้ไปโรงพยาบาลใหญ่ในเมืองที่มีความทันสมัยมากกว่า แต่ก็อาจจะมีผลกระทบจากการเดินทาง และเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วนั้น การใช้เฮลิคอปเตอร์ขนย้ายยังไม่ได้รับความนิยม พวกเขาจึงต้องรอให้ครอบครัวของเฉินเหลาเดินทางมาและตัดสินใจ

เช้าตรู่ของวันนั้น ลั่วเยี่ยนปลีกตัวออกมาข้างนอกโรงพยาบาลอย่างเหนื่อยล้า เขาต้องการกินอาหารเช้ารองท้อง และหยุดพักจากความวุ่นวายตั้งแต่เที่ยงคืนที่ผ่านมา

เขาเดินมาที่ร้านขายอาหารเช้าเล็กๆ หน้าโรงพยาบาล ซื้อซาลาเปากับน้ำเต้าหู้ จากนั้นก็นั่งกินที่ม้านั่งยาวข้างรั้วโรงพยาบาล

ในระหว่างที่เขากินซาลาเปาอย่างหิวโหย เด็กชายหน้าตาน่ารักอายุ 5-6 ขวบคนหนึ่ง ก็หยุดยืนมองลั่วเยี่ยนที่กำลังกินอยู่เงียบๆ ด้วยดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มสดใส เด็กน้อยแต่งกายด้วยกางเกงยีนส์ขายาวสีน้ำเงิน เสื้อสเวตเตอร์แขนยาวสีขาว และรองเท้าผ้าใบสีขาว ซึ่งทำให้ผิวของเขายิ่งขาวใสมากยิ่งขึ้น

นี่คือครั้งแรกที่ลั่วเยี่ยนพบกับจิงซิงอี้ เขาบอกกับจิงเซียวในภายหลังว่า เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่เขาเห็นเด็กอายุ 5-6 ขวบ ที่มีแววตาเฉลียวฉลาดและมีบุคลิกนิ่งสงบกว่าผู้ใหญ่หลายคน  จิงเซียวฟังแล้วก็หัวเราะหึหึในลำคอ

ลั่วเยี่ยนคิดว่า การอยู่กับจิงเซียวที่มีอายุห่างจากเขาหลายสิบปี ทำให้เด็กน้อยเป็นผู้ใหญ่แตกต่างจากเด็กทั่วไป และจิงเซียวยังเป็นคนพูดน้อย จึงทำให้จิงซิงอี้พูดน้อยตามไปด้วยเช่นกัน

ลั่วเยี่ยนหยุดกิน มองซ้ายมองขวา เพื่อดูว่าพ่อแม่ของเด็กอยู่ไหน แต่ก็ไม่พบใคร เขาจึงถามเด็กน้อยด้วยความลังเลว่า

“เอ่อ..มีอะไรเหรอหนู พ่อแม่ไปไหนล่ะ”

จิงซิงอี้เอียงคอมองเขา และส่ายหน้าเล็กน้อย ลั่วเยี่ยนเริ่มตกใจ

“แย่แล้ว! นายหลงทางมาเหรอนี่!”

เขาพยายามสอบถามข้อมูล แต่เด็กชายจิงซิงอี้กลับไม่ตอบคำถามใดๆ

ในที่สุด ลั่วเยี่ยนจึงยื่นซาลาเปาอีกลูกในถุงให้ เด็กชายยื่นมือเล็กๆ มารับ และกินซาลาเปาอย่างมีมารยาท ลั่วเยี่ยนหัวเราะ เขาพึมพำว่า

“กินมีมารยาทกว่าเราอีก พ่อแม่สอนมาดีจริงๆ”

เด็กชายจิงซิงอี้ใช้ปากน้อยๆกัดกินซาลาเปาจนหมด เขามองไปที่น้ำเต้าหู้ในมือของลั่วเยี่ยน ชายหนุ่มรู้ว่าเด็กน้อยคงหิวน้ำ เขาจึงอุ้มเด็กน้อยมานั่งบนที่ม้านั่ง และรีบเดินไปซื้อน้ำเต้าหู้ใส่แก้วมาให้

เมื่อได้มาแล้ว เขายกแก้วขึ้นมาเป่าคลายร้อน และบอกให้เด็กชายค่อยๆ ดื่มทีละนิดอย่างระมัดระวัง 

ลั่วเยี่ยนใช้ทิชชู่ที่ติดมาในกระเป๋ากางเกงเช็ดปากให้เด็กน้อย และถามเขาว่าจะดื่มน้ำชาไหม เด็กชายขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ

ลั่วเยี่ยนรู้สึกเอ็นดูเด็กน้อยคนนี้อย่างประหลาด ไม่เพียงแต่เขาจะมีหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู แต่ยังมีบุคลิกบางอย่างที่แตกต่างไปจากเด็กทั่วไป

ลั่วเยี่ยนไม่ใช่คนรักเด็กแต่ก็ไม่ได้เกลียดเด็ก เขาจึงไม่ชอบเด็กแสบที่ชอบส่งเสียงดัง เล่นซนไม่รู้จักกาลเทศะ เมื่อพบจิงซิงอี้ที่ชอบทำสีหน้าเคร่งเครียดแบบคนแก่ในร่างเด็ก จึงทำให้เขารู้สึกเอ็นดู และเด็กน้อยยังแต่งตัวสะอาดสะอ้าน มีมารยาทดี น่าจะมาจากครอบครัวที่ดีด้วย 

ลั่วเยี่ยนพยายามจะถามเพิ่มเติม แต่เด็กชายจิงซิงอี้ก็ยังไม่ยอมตอบ เขาทำหน้าไม่เข้าใจคำถามและบางครั้งก็ทำเหมือนไม่ได้ยิน ลั่วเยี่ยนรู้ว่าเด็กน้อยเข้าใจ เพราะเขาเห็นสายตาซุกซนของจิงซิงอี้ที่รู้สึกสนุกจากการได้แกล้งหมอหนุ่มคนนี้

เมื่อเด็กชายไม่ยอมร่วมมือ และลั่วเยี่ยนต้องกลับไปตรวจคนไข้ เขาจึงพาเด็กน้อยเดินกลับไปที่โรงพยาบาล  เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยหาว่า เด็กชายเป็นญาติของคนไข้ในโรงพยาบาล หรือหลงทางมาจากที่ไหนกันแน่ 

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • จิงซิงอี้ แพทย์จีน 2 ยุค   145

    หลงจิงหวงรีบวิ่งกลับมา และพยายามอุ้มจิงซีซวนขึ้นมาอย่างยากลำบาก เขาเป็นขุนนางที่ถนัดใช้สติปัญญา การต้องออกแรงอุ้มผู้หญิงที่ตั้งครรภ์จึงเป็นเรื่องที่หนักหนาสำหรับเขา จิงซิงอี้รีบพูดด้วยความกังวลว่า “ใต้เท้า! ถ้าไม่ไหวก็อย่าเสี่ยงเลย ข้ากลัวพวกท่านจะล้มลงทั้งคู่!” แต่หลงจิงหวงไม่ฟัง เขากัดฟันอุ้มจิงซีซวนที่มีสีหน้าเจ็บปวดและเดินไปจนถึงรถม้าของเขาจนได้ จากนั้นทุกคนก็รีบขึ้นรถและไปที่โรงพยาบาลทันที ตลอดทาง หลงจิงหวงคอยประคองหญิงสาวเอาไว้ ในขณะที่จิงซิงอี้ซึ่งไม่ได้เอาเข็มมาด้วย ใช้การกดจุดด้วยมือเพื่อช่วยลดความเจ็บปวดให้ เมื่อมาถึงหน้าโรงพยาบาล จิงซิงอี้รีบลงจากรถม้าและสั่งให้เจ้าหน้าที่หน้าโรงพยาบาลเอาเตียงผ้ามา พวกเขายกเธอลงนอนบนเตียงผ้าที่เย็บติดกับไม้ขนาดใหญ่สองข้าง โดยมีเจ้าหน้าที่ยกหัวและท้ายและรีบพาไปที่ห้องผ่าตัด เขาสั่งให้ทุกคนรอข้างนอก ส่วนตัวเขากับผู้ช่วยซึ่งตอนนี้เป็นน้องสาวของจางอิ้ง คือ จางเยว่ และหมออีกหนึ่งคนวิ่

  • จิงซิงอี้ แพทย์จีน 2 ยุค   144

    จิงซิงอี้ฝังเข็มคุณชายน้อยเพื่อลดไข้ และอาการเจ็บปวดจากเส้นประสาท โดยเฉพาะบริเวณศีรษะ คอ และสันหลัง หลังจาก 20 นาทีผ่านไป อาการร้องไห้งอแงของคุณชายก็ลดน้อยลง เขาสั่งให้ผู้ช่วยต้มยาสมุนไพรที่มีขิง ชะเอมเทศผัดกับน้ำผึ้ง มาป้อนให้คุณชายน้อย และให้นอนพักรอดูอาการในห้องจากนั้นเขาก็หันมาบอกฮูหยินรองว่า “อีกครึ่งชั่วโมงข้าจะกลับมาดูอาการอีกครั้ง”แล้วก็หยิบนาฬิกาทรายขนาดเล็กมาตั้งเพื่อจับเวลา และเดินออกไปนอกห้องทันที ลั่วปิงต้องรีบอธิบายว่าครึ่งชั่วโมง คืออะไร และชี้ให้ดูที่นาฬิกาทรายสาวใช้หันไปถามลั่วปิงว่า “ที่นี่ไม่มีน้ำชาหรืออาหารมาให้เลยหรือ”ลั่วปิงหัวเราะแห้งๆ เขาตอบว่า “ที่นี่ไม่อนุญาตให้ดื่มและกินอาหารในห้องตรวจรักษา ถ้าอยากจะกินอะไร ก็เชิญไปที่ห้องโถง ที่นั่นมีน้ำชาให้ดื่มฟรี และถ้าอยากจะกินอาหารพิเศษ ก็มีโรงอาหารอยู่ข้างโรงพยาบาล ทุกท่านสามารถซื้อและนั่งกินที่นั่นได้”ฮูหยินรองอึ้งไปเมื่อได้ยินแบบนี้ ลั่วปิงรีบพูดว่า “ทุกคนที่มาที่นี่ ไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไร ก็ต้องทำแบบเดียวกันขอรับ พวกเรามีคนไ

  • จิงซิงอี้ แพทย์จีน 2 ยุค   143

    จิงซิงอี้รู้สึกเป็นห่วงจิงเซียวและจิงซีเซียวมาก ช่วงบ่ายเขาจึงส่งเจี่ยหยวนที่ตอนนี้อายุ 18 ปีแล้ว ไปขอนัดพบกงซุนเช่อ เมื่อเลิกงานในตอนเย็น จิงซิงอี้จึงเดินทางไปพบกงซุนเช่อที่บ้านพัก ซึ่งไม่ไกลจากจวนไคเฟิงมากนัก เมื่อไปถึง เขาพบทั้งกงซุนเช่อและจั่นเจานั่งกินเหล้าและกับแกล้มอยู่ด้วยกัน จิงซิงอี้ทำความเคารพทั้งสอง พร้อมกับนำอาหารที่เขาแวะซื้อระหว่างทาง ส่งให้พ่อบ้านนำไปใส่จานและยกมาให้ เมื่อพูดคุยทักทายสารทุกข์สุขดิบแล้ว จิงซิงอี้จึงถามกงซุนเช่อโดยตรงว่า “ใต้เท้าขอรับ ข้าได้ยินข่าวว่าใต้เท้าจิงเซียวกำลังมีปัญหากับขุนนางชั้นสูงบางคนอยู่หรือ” ผู้ช่วยทั้งสองคนของเปาเจิงหัวเราะออกมา เขารู้ว่าจิงซิงอี้นับถือจิงเซียวมาก และพวกเขาช่วยเหลือสนับสนุนกันมานาน กงซุนเช่อจึงตอบว่า “ใช่ แต่มันก็มีเบื้องหลังมากกว่านั้น” จั่นเจาซึ่งป้อนปลาย่างให้กับแมวที่คลอเคลียอยู่โต๊ะก็พูดว่า &ld

  • จิงซิงอี้ แพทย์จีน 2 ยุค   142

    เช้าวันรุ่งขึ้น สองพี่น้องเดินออกจากบ้านไปด้วยกัน โดยมีน้องชายคนเล็กวัย 15 ปี วิ่งตามมาด้วย เมื่อไปถึงโรงพยาบาล เขาพบจิงซิงอี้อยู่ในห้องของเขาที่ชั้นสอง ที่มีหน้าต่างสามารถมองเห็นด้านหน้าของโรงพยาบาลได้ เขากำลังอ่านข้อมูลคนไข้อยู่ จางอิ้งเคาะประตูห้องที่เปิดเอาไว้ เมื่อจิงซิงอี้เห็นเขากับน้องอีกสองคน ก็ยิ้มและพูดว่า “หมอจาง เชิญเข้ามาได้” “อาจารย์ว่างมั้ยขอรับ ข้าพาน้องสาวกับน้องชายมาพบขอรับ” “ได้สิ มาเลยๆ” เขาเชิญให้ทุกคนนั่งลงจากนั้นจางอิ้งก็แนะนำน้องของตัวเอง และพูดว่า พวกเขาต้องการอะไร จิงซิงอี้พิจารณาทั้งสองคน เช่นเดียวกับที่พวกเขาก็มองจิงซิงอี้ด้วยความชื่นชมเช่นกัน หมอหนุ่มคนนี้อายุไล่เลี่ยกับจางจิ้ง น้องชายคนเล็กของพวกเขา แต่กลับมีความสามารถสูงมาก เมื่อพูดคุยกับทั้งสองคนว่าทำอะไรได้บ้าง จิงซิงอี้จึงพูดว่า “สำหรับน้องชายของท่าน คือ จางจิ้ง ข้าจะให้เขาไปทำงานกับ

  • จิงซิงอี้ แพทย์จีน 2 ยุค   141

    ในที่สุด จิงซิงอี้ก็ได้รับเงินสนับสนุนจากฮ่องเต้ และยังมีเหล่าแฟนคลับของเขา เช่น เจิ้นจ้วนหวัง และพระธิดา ซึ่งเป็นพระชายาขององค์ชายคนโตของฮ่องเต้ ข้าราชการที่เขาเคยไปรักษาโรคให้ เพื่อนๆ ของเขา และชาวบ้านร้านตลาดที่ช่วยกันบริจาคเงินตอนนี้เขามีเงินมากพอ จนสามารถซื้อที่สร้างโรงพยาบาลใหม่ได้ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนแพทย์พอดี ที่นี่เคยเป็นที่นาและสวนของขุนนางคนหนึ่ง จิงซิงอี้ต้องใช้เงินจำนวนมากในการซื้อ เพราะพวกเขารู้ว่า ต่อไปบริเวณนี้จะเจริญขึ้น และยังเห็นคนไข้และนักเรียนที่มาหาจิงซิงอี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาจึงต้องเจรจาต่อรองกันอยู่นาน แต่จิงซิงอี้รู้ว่า โรงพยาบาลจะสร้างรายได้ให้ในภายหลัง เขาจึงกัดฟันซื้อ เพื่อลงมือสร้างโรงพยาบาลตามแบบที่เขาคิด ถึงเขาจะได้เงินบริจาคมา แต่ค่าใช้จ่ายที่รออยู่นั้นก็มหาศาล เพราะเขาออกแบบและสร้างอุปกรณ์ที่ทันสมัย เท่าที่เขาจะทำได้ เพื่อเป็นรากฐานให้กับหมอรุ่นหลัง เขาหวังเอาไว้ว่า สักวันหนึ่ง จะมีหมอและนักประดิษฐ์ที่สามารถสร้างเครื่องมือที่ดีกว่าในยุคนี้ได้&nbs

  • จิงซิงอี้ แพทย์จีน 2 ยุค   140

    เมื่อเดินทางกลับมาถึงไคเฟิงแล้ว หลายคนและแม้แต่นักเรียนของต่างเร่งรัดและสนับสนุนให้จิงซิงอี้สร้างโรงพยาบาล โดยเฉพาะท่านเปาเจิงและราชสำนักที่เห็นความสำเร็จของเขา และนักเรียนแพทย์ฉางซาน ที่กลายมาเป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขปัญหาโรคระบาดได้ พวกเขาอยากจะสร้างแพทย์แบบนี้ออกมาจำนวนมาก เพื่อให้กระจายออกไปยังสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศตอนนี้ จิงซิงอี้จึงได้รับเงินบริจาคจากผู้ที่มีใจกุศลหลายคน และแม้แต่ชาวบ้านทั่วไปที่ได้ยินข่าว พวกเขาก็อยากเข้าถึงโรงพยาบาลแบบนี้บ้าง ลั่วเป่ยซึ่งเปิดร้านขายสมุนไพรเป็นหนึ่งในตัวตั้งตัวตีอีกครั้ง ที่ช่วยกระจายข่าวและระดมเงินบริจาค เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไปที่ได้ยินข่าว ต่างก็พากันจับกลุ่มพูดคุย เช่น ที่ร้านขายโจ๊กและบะหมี่ในเมืองข้างทางร้านหนึ่ง“พวกเจ้าได้ยินเรื่องหมอจิงจะสร้างโรงหมอใหม่รึยัง” ชายวัยกลางคนคนหนึ่งซึ่งนั่งกินโจ๊กยามเช้า เอ่ยปากสนทนากับเพื่อนร่วมอาชีพ ที่มานั่งกินด้วยกัน“ได้ยินอยู่ ข้างบ้านข้าเอามาเล่าให้ฟัง เขาบอกว่าอยากจะสนับสนุนหมอจิง ก็เลยจะไปบริจาคเงินช่วย”ชายคนแรกทำหน้าไม่เห็นด้วย “จะไปบ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status