LOGIN“แบ่งคนของเราให้คุ้มครองนักสำรวจที่นี่ เดินทางไปอีกครู่ใหญ่จะถึงชายป่า ที่นั่นจะมีลานกว้างขวางเพียงพอที่จะใช้เป็นที่พัก ให้ทุกคนหยุดพักที่นั่นและกางกระโจมรออย่าได้เข้าไปในป่าหากเรายังไม่กลับมา ส่วนนายกับคนของนายไปกับฉัน ฉันจะล่วงหน้าไปดูก่อนว่าประตูนั้นอยู่จุดไหน หากล่าช้าเราจะหามันไม่พบ ไป!”
เขาตวาดทีหนึ่งพร้อมกับกระทุ้งสีข้างม้าของตน เจ้าม้าพ่วงพีสีดำของเขากระโจนออกไปทันทีที่ถูกกระตุ้น ด้านหลังยังมีคนของโอโตกะอีกหลายคน ควบม้าตามไปติดๆ
“นั่นพวกเขาจะไปไหน” แมรี่หนึ่งในนักสำรวจ มองเห็นโอโตกะและคนของเขาควบม้าออกไป จึงอดที่จะเอ่ยถามขึ้นไม่ได้
รสสุคนธ์เองก็สงสัยเช่นกัน เธอมองเห็นตั้งแต่โอโตกะกับคนของเขากำลังปรึกษากันบนหลังม้าด้วยความเคร่งเครียด จนกระทั่งควบม้าออกไป โดยทิ้งคนของเขาให้เข้ามาโอบล้อมนักสำรวจเอาไว้ ทั้งนี้ก็เพื่อเร่งการเดินทางให้เร็วขึ้นอีกนิด
“เราจะเดินทางต่อไปอีกครู่หนึ่ง มิสเตอร์โอโตกะให้คนของเขาแจ้งว่าเขาจะล่วงหน้าไปดูต้นทาง ด้านหน้าจะเป็นชายป่าดงดิบที่รกทึบ ตรงนั้นจะมีลานกว้างเราจะพักแรมที่นั่นก่อนเข้าป่าพรุ่งนี้เช้า”
คริสโตเฟอร์คนจากคณะสำรวจเดินเข้ามาแจ้งกับทีมนักสำรวจด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
“คริสคะเกิดอะไรขึ้นกันแน่” รสสุคนธ์กระซิบถามเพื่อนร่วมทีมเมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย
“ดูเหมือนหิมะจะตกหนักมาก เราเดินทางได้ช้า ทางเข้าหมู่บ้านที่จะพาเราไปยังวัดโบราณถูกหิมะทับถม ได้ยินมาว่าสัญลักษณ์ตามเส้นทางที่คุณโอโตกะเคยทำขึ้นหายไป” คริสโตเฟอร์กระซิบตอบกลับมา
รสสุคนธ์เลิกคิ้วหัวใจเต้นแรงขึ้น “เขา...ฉันหมายถึงมิสเตอร์โอโตกะเคยเข้าไปที่นั่นหรือคะ”
“ก็คงเป็นอย่างนั้น ได้ยินมาว่าเขากับพ่อและน้องชายเคยเข้ามา แต่มีเขารอดกลับมาเพียงคนเดียว ไรเดนพวกนั้นฆ่าทีมงานของเขาจนไม่มีเหลือ ไม่รู้ว่าเขาทำยังไงถึงรอดกลับมาได้” คริสโตเฟอร์ทำหน้าหวาดๆ
“คุณได้ยินมาจากไหนคะ” รสสุคนธ์เอ่ยถามด้วยท่าทีตื่นเต้นจนคนเล่าอดไม่ได้
“ผมจ่ายไปมากโขเหมือนกัน แต่ก็รับปากว่าจะไม่บอกใคร นี่ผมเห็นว่าคุณสนใจเรื่องของคนโหดร้ายป่าเถื่อนพวกนั้นนะถึงเล่าให้ฟัง ข่าวลือพวกนั้นไม่ได้พูดเกินเลยไปจริงๆ คนที่เคยเข้าไปในนั้นถูกฆ่าตายจนเกลี้ยง ทั้งยังโดนทรมานสารพัด บางคนถูกตัดหัวแล้วเสียบเอาไว้ที่ประตูทางเข้า พ่อกับน้องชายของก็เป็นหนึ่งในนั้น คนของเขาบอกว่ามีรูปถ่ายด้วยนะ แต่คนที่เข้าไปถ่ายรูปมาน่ะกลายเป็นคนพิการไปแล้วละ ไม่ตายก็เหมือนตาย”
“พิการ”
“ใช่ โดนตัดขาทั้งสองข้างเลย แต่ก็ยังดีกว่าถูกฆ่าตายล่ะนะ”
“ใครกันพวกไรเดนหรือ”
“จะใครซะอีกละ พวกคนเถื่อนพวกนั้นยังบอกด้วยนะว่าอย่าได้กลับเข้าไปอีก นี่...พูดก็พูดเถอะนะไม่รู้ว่ามิสเตอร์โอโตกะกลับเข้ามาครั้งนี้ เขาตั้งใจมาสำรวจหรือว่าตั้งใจกลับมาแก้แค้นกันแน่ เห็นกล่องพวกนั้นไหม นั่นน่ะอาวุธสงครามทั้งนั้นเลยนะ”
คริสโตเฟอร์มีท่าทีแตกตื่นอย่างเห็นได้ชัด รสสุคนธ์เองก็ขมวดคิ้วด้วยความกังวล
เสียงกรีดร้องและเสียงตะโกนอึกทึกด้านนอก ทำให้รสสุคนธ์สะดุ้งเฮือก เธอกับแมรี่หันมาสบตากัน ก่อนจะวิ่งออกมาจากกระโจม และทันทีที่ได้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งสองคนก็ต้องตระหนกจนหัวใจแทบหยุดเต้น
กระโจมหลายหลังที่อยู่ห่างออกไปนั้นล้มระเนระนาด หลายหลังถูกไฟไหม้จนแทบไม่เหลือ กลุ่มนักสำรวจหลายคนแตกตื่นวิ่งสวนกันไปด้วยใบหน้าคลุ้มคลั่ง ตามเนื้อตัวของพวกเขาบางคนมีแผลฉกรรจ์ และร่างกายเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด
รสสุคนธ์เบิกตากว้าง หัวใจเต้นระรัวด้วยความตระหนก เมื่อมองไปยังอีกฟากของคณะสำรวจ เธอเห็นเงาสีดำที่กำลังเคลื่อนไหวเข้าจู่โจมกลุ่มผู้คุ้มกันคณะสำรวจ เงาของกลุ่มคนชุดดำเหล่านั้นเผยให้เห็นเพียงดวงตา
เสียงตะโกนที่ดังก้อง สอดคล้องกับเสียงกลองที่แว่วมาตามสายลม กลิ่นเลือดที่ถูกละเลงไปทั่วทั้งลานส่งกลิ่นคาวคลุ้งไปทั่ว จนเธอเกิดอาการคลื่นเหียน
“ไรเดน...”
หญิงสาวกระซิบกับตัวเองเสียงแผ่ว จำได้ว่าเพิ่งจะก้าวเข้าไปในกระโจมไม่กี่นาทีเท่านั้น ไหนเลยจะคิดว่าภายในเวลาสั้นๆ ลานกว้างของนักสำรวจที่กำลังครึกครื้น จะกลับกลายเป็นลานแห่งความตาย
ไม่ว่าจะมองไปทางไหน สิ่งที่มองเห็นก็เต็มไปด้วยศพคนตาย ซึ่งตอนนี้นอนกองเรียงรายกันอยู่บนพื้น
รสสุคนธ์เลิกคิ้วมองชายหนุ่มหล่อเหลาทว่าเย็นชาตรงหน้านิ่ง เธอเดาไม่ถูกว่าเขามีอารมณ์เช่นไรในตอนนี้ และเขาต้องการอะไรจากเธอ จึงจับเธอมาแล้วปฏิบัติกับเธอประหนึ่งแขกผู้มาเยือนฮายาบุสะเองก็จ้องมองหญิงสาวด้วยใบหน้าเรียบเฉย เขายังไม่แน่ใจในสถานะของหญิงสาว แต่ก็สงสัยเหลือเกินว่าเธออาจเป็นสตรีที่คำทำนายบอกไว้ว่าสักวันหนึ่งจะมาสตรีที่พยัคฆ์ขาวเลือกเอาไว้ให้เขาสตรีที่จะมาเป็นนายหญิงของฮายาบุสะคำทำนายนี้เขาได้ยินมาจากพ่อและแม่ของเขา ซึ่งอยู่ในพิธีทำนายชะตาในขณะที่เขาอายุได้เพียงสิบขวบ“เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับคุณคามิยะ เขามาที่นี่หรือ แล้วคนอื่นล่ะ เพื่อนๆ นักสำรวจของฉัน คุณโอโกตะกับคนของเขา”รสสุคนธ์เอ่ยถามอย่างร้อนใจ เพราะดูจากสภาพกระโจมที่ถูกโจมตีเมื่อคืนที่คนของโอโกตะซึ่งมีอาวุธครบมือ ยังไม่อาจเอาชนะไรเดนเหล่านี้ได้ อีกทั้งตัวเธอที่ถูกจับมาเช่นนี้ ก็เป็นการย้ำชัดถึงผลการปะทะว่าใครคือผู้กำชัยชนะ“เป็นห่วงพวกเขาหรือ”น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความเยาะหยันของฮายาบุสะ ทำให้หญิงสาวรู้สึกหงุดหงิด แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่โง่ที่จะแสดงออกมา เพราะสถานการณ์เป็นเชลยของตัวเองในยามนี้ท่าทีของเธอทำให้ฮายาบุสะ
ภายในห้องสี่เหลี่ยมที่ไม่ถือว่าใหญ่มาก ห้องนี้นอกจากฟูกนอนแล้วด้านหลังของเธอยังมีตู้สองใบตั้งอยู่ คิดว่าน่าจะเป็นตู้เสื้อผ้าหรือเอาไว้ใช้เก็บของ แต่นอกเหนือจากนั้นห้องนี้ก็ว่างเปล่าโดยสิ้นเชิงเสียงประตูถูกเลื่อนเปิดทำให้รสสุคนธ์สะดุ้ง หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งในชุดกิโมโนเรียบๆ สีน้ำเงินซีดๆ เดินเข้ามาก่อนจะนั่งลงตรงฟูกอีกด้านใบหน้าเรียบเฉยก้มนิ่งราวกับไม่กล้าเงยขึ้นมามองหญิงสาว ซึ่งนั่นทำให้รสสุคนธ์ประหลาดใจเล็กน้อย“หลังจากท่านอาบน้ำแต่งตัวแล้ว นายท่านให้มาเชิญเจ้าค่ะ”“นายท่านหรือคะ”“ท่านฮายาบุสะเจ้าค่ะ”“อ้อ” รสสุคนธ์นั่งนิ่งราวกับกำลังใช้ความคิดเธอแปลกใจเล็กน้อยกับความสุขุมของตัวเอง เพราะคิดว่าตัวเธอเองหากทีท่าทีหวาดกลัวคงจะโวยวายเสียงดัง หรือไม่ก็คงพยายามหาทางหนี แต่ตอนนี้ความอยากรู้อยากเห็นของเธอกลับเข้ามาแทนที่ความรู้สึกเหล่านั้นจนแทบไม่เหลือเธออยากรู้เหลือเกินว่าสิ่งที่เธอเผชิญอยู่คืออะไรกันแน่ ทั้งความฝันประหลาดๆ นั้น ทั้งพยัคฆ์ขาวตัวใหญ่ และฮายาบุสะผู้มีดวงตาสีเดียวกันกับพยัคฆ์ขาวหลังจากอาบน้ำเปลี่ยนชุดเป็นชุดกิโมโนสีแดงเข้มแบบเรียบง่าย โดยมีซึชิวาระให้ความช่วยเหลือรสสุคน
“ฮายาบุสะ”รสสุคนธ์กระซิบกับตัวเองเสียงเบา แต่กระนั้นคนที่กำลังพันธนาการเธอเอาไว้ก็ยังได้ยิน ดวงตาคมดุสีเขียวหรี่ลงและเพิ่มความกระด้างแรงรัดรอบเอวที่เพิ่มขึ้นทำให้หญิงสาวนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ แต่กระนั้นคนตัวใหญ่กว่าก็ไม่แยแส เขาสบตากับหญิงสาวนิ่ง ในขณะที่สั่งการด้วยน้ำเสียงราวกับกำลังโกรธจัด“เอาตัวไปให้มาริที่หมู่บ้าน เฝ้าเอาไว้อย่าให้หนีไปได้!”“คนที่หลงไปเล่าขอรับนายท่าน”“ต้อนออกไปจากป่าให้หมด”“นายท่าน แล้วโอโตกะ”“ฉันจะจัดการเอง ไปได้แล้ว” เสียงเฉียบขาดเอ่ยขึ้น ก่อนจะออกเดินไป โดยไม่หันหลังกลับไปมองหญิงสาวที่ถูกชายชุดดำอีกคนพาเดินแยกออกไปอีกทางตอนนั้นเองรสสุคนธ์รู้สึกว่าตัวเองทานทนต่อไปไม่ไหวแล้ว เรื่องราวที่เธอเพิ่งจะเผชิญช่างหนักหนาเหลือเกิน สติรับรู้และเรี่ยวแรงของเธอมลายหายไป หลงเหลือเพียงความดำมืดที่คืบคลานเข้าหา“นายท่าน!!” ฮาโระอุทานเพราะหญิงสาวที่เขากำลังจะใช้เชือกมัดมือหมดสติลงฮายาบุสะที่ตั้งท่าจะผละไปหันหลังกลับมาทันที เขาอุ้มร่างอรชรขึ้น ก่อนหันไปสั่งการให้คนของตนนำม้าของเขามาอย่างเร่งด่วนอ้อมแขนแข็งแรงส่งตัวหญิงสาวให้ฮาโระอีกครั้ง ในตอนที่อีกฝ่ายขึ้นม้าเรียบร้อยแล
คลองสายตาของหญิงสาวเหลือบไปเห็นอุ้งเท้าสีขาว ซึ่งกำลังจมหายลงไปในพื้นหิมะ แม้จะไม่อยากมองแต่เมื่อลืมตาขึ้นและค่อยๆ ไล่สายตาไปตามขาหน้าของเจ้าสัตว์ตัวใหญ่ในที่สุดรสสุคนธ์ก็สบเข้ากับสายตาสีเขียวคมกล้าของพยัคฆ์ขาว ซึ่งในยามนี้มันกำลังยืนค้ำอยู่เหนือร่างของเธอที่นอนแผ่หลาอยู่บนพื้น แม้จะไม่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกแตะออกมาจากวงการต่อสู้ แต่กระนั้นเธอก็เจ็บระบมจากแรงกระแทกเสียงสูดดมฟุดฟิดของพยัคฆ์ขาวดังสลับกันไป ในตอนที่เจ้าตัวใหญ่เดินวนไปรอบร่างเล็กหญิงสาวตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับตัวสุ่มสี่สุ่มห้า เนื่องจากยังไม่แน่ใจว่าตัวเองปลอดภัยแล้ว แม้ว่าจะมองไม่เห็นแววมุ่งร้ายในดวงตาสีเขียวคู่นั้นแล้วก็ตามเจ้าสัตว์ร้ายตัวใหญ่สีขาวลายสลับเทา ดูเหมือนกำลังประหลาดใจ มากกว่าการสำรวจเหยื่ออันโอชะ ถึงอย่างนั้นหญิงสาวก็ไม่อาจวางใจได้เสียงฝีเท้าคนหลายคนกำลังเดินใกล้เข้ามา รสสุคนธ์ละสายตาไปจากพยัคฆ์ขาว ทว่าเธอกลับสานสบสายตาเข้ากับดวงตาสีเขียวอีกคู่ของชายหนุ่มชุดดำแทนเขายืนอยู่ห่างออกไปหลายก้าว จากจุดที่เธอนอนแผ่อยู่บนพื้นใกล้กับอุ้งเท้าอันใหญ่โตของเจ้าตัวใหญ่ ชายหนุ่มผู้นั้นชะงักเมื่อมองเห็นเช่นนั้นเขาไม่ไ
ร่างเล็กค่อยๆ กระเสือกกระสนไปข้างหน้า พร้อมกับหอบหายใจเข้าอย่างหนักหน่วง เพราะความเหน็ดเหนื่อย แต่เท้าทั้งสองข้างก็ยังพยายามออกเดินไปช้าๆ กระทั่งหูทั้งสองข้างได้ยินเสียงลมหายใจหนักๆ ยาวๆ ทว่าหนักแน่นดังฝ่าความเงียบอยู่ด้านหลังไม่รู้ว่าทำไมรสสุคนธ์จึงไม่กล้าหันหลังกลับไป อาจเพราะเธอรับรู้ถึงสัญญาณอันตรายบางอย่าง หรือเพราะเธอได้กลิ่นสาบสางโชยออกมาจากเจ้าสิ่งที่อยู่ด้านหลังก็สุดรู้หญิงสาวพยายามปรับลมหายใจให้ช้าลง กระทั่งร่างอรชรค่อยๆ หมุนตัวช้าๆ แต่ดูเหมือนเจ้าสิ่งที่อยู่ด้านหลังไม่ได้หยุดอยู่กับที่ดังที่เธอคิด เพราะทันทีที่หญิงสาวหมุนตัวไปได้เพียงนิด เงาของเสือโคร่งตัวใหญ่ก็ปรากฏขึ้นในคลองสายตา มันเดินอ้อมเข้ามาเผชิญหน้ากับเธอ ราวกับกำลังหยั่งเชิงเหยื่ออันโอชะภาพตรงหน้าที่ดูคุ้นเคยอย่างประหลาด เนื่องจากเธอเคยฝันแบบนี้ซ้ำๆ เพียงแต่ในความฝันนั้นจะต่างกันเล็กน้อยเสือตัวที่อยู่ตรงหน้าคือเสือโคร่งลายพาดกลอนที่ดูหิวโซ ไม่ใช่เสือขาวตัวใหญ่ที่ดูสง่างาม และดวงตาของเจ้าเสือโคร่งก็เป็นสีอำพันแวววาว ไม่ใช่สีเขียวล้ำลึกราวกับห้วงแห่งมหรรณพ‘ฉันกำลังจะตาย’รสสุคนธ์บอกตัวเองแบบนั้น แต่เท้าทั้งสองข
เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความหวาดกลัวของผู้ที่พลังชีวิตกำลังจะถูกพรากไป ทำให้รสสุคนธ์ยืนตัวแข็งอย่างตื่นตระหนก“ไรเดน พวกไรเดน!!” เสียงแตกตื่นเสียงหนึ่งตะโกนขึ้น พร้อมกับเสียงปืนและเสียงระเบิดของผู้คุ้มกัน ตอกย้ำว่าสิ่งที่เธอคิดนั้นถูกต้องแล้ว‘ไรเดน’ นามเรียกขานของกลุ่มคนที่ทำให้เสียงกรีดร้องดังขึ้นกว่าที่เป็นกลุ่มคนที่กำลังยืนละล้าละลังเหมือนรสสุคนธ์มีสีหน้าหวาดกลัวขึ้นมาทันตา หลายคนรีบวิ่งหนีเอาตัวรอด โดยไม่ห่วงข้าวของมีค่าของตน เนื่องจากนามของไรเดนนั้น ไม่มีใครที่ไม่เคยได้ยินถึงความโหดเหี้ยมพวกเขาเป็นนักล่าค่าหัว เป็นนักฆ่า และกลุ่มคนที่โหดเหี้ยมไร้ปรานี ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาทำอะไร และซ่อนตัวอยู่ที่ไหน พวกเขาเหมือนเงามืดยามค่ำคืน เหมือนมัจจุราชที่มากับความมืด และกลิ่นอายแห่งความตายการปรากฏตัวของไรเดน คือการปรากฏตัวของพญามัจจุราชแห่งความตาย ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่อาจหนีเงื้อมมือของไรเดนไปได้ รสสุคนธ์มองไปรอบๆ จนกระทั่งต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อมีเสียงปืนดังขึ้นข้างๆ หู หลังจากนั้นไม่นานเธอก็ได้ยินเสียงคล้ายของมีคมตวัดกับบางสิ่ง พร้อมๆ กับเสียงของหนักตกลงบนพื้น สิ่งนั้นกำลังกลิ้งมายังปลายเ







