Se connecterชั้นสาม
ฟางเซียนค่อยๆ เลือกหาหนังสือประวัติศาสตร์ของสมัยราชวงศ์ถังและต้องการอ่านหนังสือในรัชสมัยของถังเสวียนจงฮ่องเต้เป็นกรณีพิเศษ ด้วยเพราะความฝันเมื่อคืนทำให้เธออยากล่วงรู้อะไรบางอย่าง ความรู้สึกภายในบอกกับเธอว่า ทุกคนที่เห็นในความฝันล้วนแล้วแต่รู้จักทั้งสิ้น “ประวัติศาสตร์ในรัชสมัยถังเสวียนจง มีบันทึกไว้ตั้งมากมายทำยังไงเราถึงจะรู้ว่าเลือกอ่านอะไรจึงจะถูกประเด็นตามที่เราอยากรู้กันนะ” หญิงสาวบ่นพึมพำอยู่เพียงคนเดียว ร่างงามแบกหนังสือเล่มเขื่องเอาไว้หลายเล่มก่อนจะนำมาวางไว้บนโต๊ะหนังสือ พลางพิจารณาแต่ละเล่มที่มีความหนาหลายพันหน้าเลยทีเดียว “โอ้โห หนาขนาดนี้หล่นมาทับหัวคงสลบเหมือดแน่ๆ ทั้งหนาทั้งหนักโคตรๆ ว่าแต่จะเริ่มต้นอ่านอะไรก่อนดีน้า” หญิงสาวพูดพร้อมยกหนังสือทีละเล่มมาอ่านชื่อเรื่อง โดยไม่ได้สังเกตหรือใส่ใจร่างสูงใหญ่ของใครบางคนกำลังทรุดกายลงนั่งตรงข้ามเธออยู่ในขณะนี้ มีเพียงกองหนังสือตรงหน้าเท่านั้นที่เป็นจุดสนใจเหนือกว่าสิ่งใด ฟางเซียนใช้เวลาช่วงเช้าอ่านหนังสือตรงหน้าไปได้เกินครึ่ง หากแต่ไม่ใช่เรื่องราวที่เธอใคร่อยากรู้ มือเรียวสวยคว้าหนังสือเล่มอื่นๆ ที่วางซ้อนกันขึ้นสูงเพื่อพิจารณาอีกรอบว่าควรจะเลือกเล่มไหนไปอ่านดี “จะยืมทั้งหมดนี้ไปอ่านก็ใช่ว่าจะมีข้อมูลที่เราอยากรู้ แต่ถ้าไม่ยืมจะรู้ได้ไงว่ามีสิ่งที่เราต้องการรู้หรือเปล่าเอาไงดีน้าฟางเซียน... คิดสิ... คิด” หญิงสาวรำพึงเบาๆ ก่อนจะได้ยินเสียงของชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามเธอเอ่ยขึ้น “ถ้าต้องการอ่านระบบราชการและการจัดกองทัพในรัชสมัย ถังเสวียนจง แนะนำให้อ่านหนังสือที่มีชื่อเรื่องว่าการสอบเข้ารับราชการในราชวงศ์ถัง ภายในนั้นมีรายละเอียดทั้งหมดที่อยากรู้ และถ้าต้องการอ่านเกี่ยวกับนางสนมนางใน แนะนำให้อ่านหนังสือเรื่องพระราชวังฉางอาน” ชายคนดังกล่าวเอ่ยบอกพร้อมส่งยิ้มละไมให้เธอ เมื่อได้ยินเช่นนั้นฟางเซียนค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองบุรุษที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกหนังสือของเธอ ครั้นดวงตาคู่สวยเห็นใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มตรงหน้า หญิงสาวถึงกับชะงักงันไปชั่วขณะด้วยเพราะบุรุษตรงหน้าในขณะนี้ช่างเหมือนคนที่เธอรู้จักเสียนี่กระไร แต่เหตุใดเล่าจึงนึกไม่ออกว่าเหมือนใคร “เอ่อ... ขอบคุณค่ะที่บอกรายละเอียดเกี่ยวกับหนังสือที่ฉันต้องการจะอ่าน... แต่ทำไมถึงทราบล่ะคะว่าฉันกำลังต้องการอ่านเรื่องอะไร” หญิงสาวพูดพร้อมมองใบหน้าของบุรุษที่นั่งอยู่ตรงข้ามเธออย่างพินิจพิเคราะห์ “ทำไมผู้ชายคนนี้เหมือนเราเคยรู้จักและเห็นเขาที่ไหนมาก่อนหว่า คุ้นหน้าคุ้นตาจังเลยแต่ทำไมถึงนึกไม่ออก” ฟางเซียนรำพึงอยู่ภายในใจ ชายหนุ่มตรงหน้าเธอคลี่ยิ้มออกมาบางๆ ราวกับล่วงรู้ความในใจของหญิงสาวตรงหน้า ทว่าแลดูราวกับว่าชายตรงหน้าหาได้แปลกใจแต่อย่างใด ตรงกันข้ามเขากลับก้มศีรษะลงเล็กน้อยประหนึ่งยอมรับว่าเขาคือคนเธอเคยรู้จัก “ใบหน้าของผมมีอะไรที่ทำให้คุณผู้หญิงต้องแปลกใจอย่างนั้นเหรอครับ” เขาเปิดฉากถามกลับไปเมื่อดวงตาคู่สวยของหญิงสาวยังคงมองเขาอยู่เช่นนั้น และนั่นทำให้ฟางเซียนรู้สึกตัวขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเขาถาม ก่อนจะคลี่ยิ้มแห้งๆ แก้อาการขัดเขินที่จ้องมองผู้ชายตรงหน้าชนิดที่ไม่วางตาเลยทีเดียว แต่ที่จ้องไม่ใช่เพราะความหล่อเหลาของเขาแต่เป็นเพราะผู้ชายตรงหน้าเหตุใดจึงมีความรู้สึกคุ้นเคยและรู้จักเขามาก่อนเสียนี่กระไร “เอ่อ... ขอโทษค่ะที่เผลอจ้องหน้าคุณอย่างเสียมารยาท บังเอิญว่าคุณเหมือนกับคนที่ฉันเคยรู้จักแต่ก็ไม่รู้ว่าคนๆ นั้นเป็นใครเหมือนกัน แต่ฉันมีความรู้สึกว่ารู้จักคุณมานานมากกกก” หญิงสาวลากเสียงยาวตอบกลับไปตามความเป็นจริง บุรุษหนุ่มตรงหน้านั่งมองหญิงสาวอยู่เช่นนั้นนิ่งนาน ใบหน้าหล่อเหลาส่งยิ้มให้ออกมาบางๆ เมื่อได้ยินเธอบอกกับเขาเช่นนั้น “ผมเหมือนเขามากอย่างนั้นเลยเหรอ” เขากล่าวย้ำเสียงหนัก ฟางเซียนพยักหน้าขึ้นลงติดๆ กันเป็นการยอมรับ “ทำไมจู่ๆ เราก็จำความฝันเมื่อคืนไม่ได้ขึ้นมาเสียเฉยๆ นะ ก่อนจะมาห้องสมุดยังจำได้อยู่เลยแปลกจริงๆ แล้วทำไมถึงมีความรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้คุ้นหน้าคุ้นตาจัง แต่จะว่าไปความรู้สึกไม่ใช่ความจริงสักหน่อย จะไปจริงจังอะไรกันหนักกันหนาฟางเซียน” เธอรำพึงอยู่ภายในใจก่อนจะต้องตกใจเมื่อจู่ๆ ผู้ชายตรงหน้าเธอกลับกล่าวคำที่ทำให้เธอถึงกับนิ่งงันไปเลยทีเดียว “ความรู้สึกแม้ว่าไม่ใช่ความจริง แต่ถ้าความรู้สึกคุ้นเคยจนสามารถที่จะระบุตัวตนจนเห็นแจ่มชัด จากความรู้สึกที่สัมผัสได้จะกลายเป็นความฝัน และฝันนั้นก็คือเรื่องจริงในอดีตที่ผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานเป็นการย้ำเตือนอีกฝ่ายให้ได้จดจำ การรอคอยของบุรุษที่ตั้งจิตอธิษฐานไว้ว่าจะติดตามคนที่เขาเฝ้ารอคอยทุกเวลา ทุกวินาที ทุกชั่วโมงจะผ่านไปนานกี่ร้อยปีหรือกี่พันปี ดวงจิตและดวงวิญญาณยังคงจดจำคำสัญญานั้นไม่เปลี่ยนแปลง” “พรึ่บ!” ถ้อยคำของผู้ชายตรงหน้าทำให้ฟางเซียนถึงกับขนลุกตั้งชัน และจากคำพูดของเขาทำให้เธอเริ่มกลัวในสิ่งที่เขาพูดขึ้นมาทันที “เอ่อ... ฉัน...” หญิงสาวได้แต่อึกอักยังมิทันกล่าวสิ่งใดออกมาอีก จู่ๆ ผู้ชายตรงหน้าเธอก็ลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง ซึ่งเขาตัวใหญ่โตไม่ใช่เล่นเลยทีเดียว คะเนว่าไม่ต่ำกว่าร้อยเก้าสิบเซนติเมตร มิหนำซ้ำไม่ได้มีรูปร่างบางผอมเพรียวแต่อย่างใดหากแต่สูงทะมึนบึกบึนน่าเกรงขามและน่ากลัวเสียเหลือเกิน ใบหน้าเรียบเฉยเย็นชา มันน่ากลัวมากกว่าจะน่ามองยังไงก็ไม่รู้ “ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ แล้วจะมาคุยด้วยใหม่ อีกอย่างถ้าคุณอยากรู้รายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งเร้นลับในรัชสมัยถังเสวียนจงฮ่องเต้ ไปที่ตู้หนังสือใบสุดท้าย ชั้นที่สี่แถวกลาง หลังตู้ไม้นั้นมีช่องลับให้เลื่อนบานไม้ออกจะเห็นหีบไม้ภายในนั้นบรรจุของบางอย่างที่จะนำคุณไปสู่ฉางอาน เมื่อเห็นหีบนั้นแล้วทุกสิ่งทุกอย่างจะบอกด้วยตัวของมันเอง แล้วเราจะได้พบกันอีกครั้งลี่เซียน!” ประโยคสุดท้ายจู่ๆ ผู้ชายตรงหน้าเอ่ยชื่อของผู้หญิงในความฝันออกมาได้ยินอย่างชัดเจน ฟางเซียนถึงกับนิ่งงันไปทันทีมองแผ่นหลังของชายคนดังกล่าวกำลังเดินออกไปจากโต๊ะที่กำลังนั่ง ใบหน้าสวยหันกลับไปมองตู้ใบสุดท้ายตามที่เขาบอกก่อนจะหันกลับมามองเขาอีกครั้ง “เฮ้ย!... หายไปแล้ว... คนอะไรทำไมถึงได้เดินเร็วขนาดนี้... เมื่อกี้ยังเห็นเดินอยู่ตรงหน้าอยู่เลย... ทำราวกับว่าหายตัวได้หรือว่าเราตาฝาด... ไม่ใช่สิ ตาไม่ฝาดสักหน่อย... เมื่อกี้เขาเป็นคนชัดๆ ผีที่ไหนจะโผล่มาตอนกลางวันแสกๆ แบบนี้เป็นไปไม่ได้หรอก นี่มันคือโลกแห่งศตวรรษที่ 21 นะไม่ใช่ยุคอดีตสมัยโบราณหลายพันปีก่อนเสียที่ไหนกันเล่า” หญิงสาวสะบัดศีรษะตัวเองไปมาอย่างแรงเพื่อขับไล่ความมึนงงห้าปีผ่านไปเมืองกว่างโจว เป็นเมืองเอกของมณฑลกวางตุ้ง กว่างโจวเป็นเมืองใหญ่สุดทางภาคใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งเป็นมณฑลซึ่งเป็นที่ตั้งของเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งสามแห่งของจีน คือ เซินเจิ้น จูไห่ และ ซัวเถา นอกจาก นั้นเมืองกว่างโจวยังมีสำเนียงเฉพาะถิ่นที่ถือว่าเป็นมาตรฐานของ ฮ่องกง และมาเก๊า เรียกว่า สำเนียงกว่างโจวอีกด้วย เมืองกว่างโจวตั้งอยู่ปากแม่น้ำจูเจียง และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดทางตอนใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน มีประวัติศาสตร์จารึกยาวนานกว่าสองพันแปดร้อยปี เป็นจุดเริ่มของเส้นทางสายไหมทางทะเลในครั้งอดีต และยังเคยเป็นเมืองท่าเสรีแห่งแรกและแห่งเดียวที่เปิดต้อนรับชาวตะวันตกที่เข้ามาติดต่อค้าขาย กว่างโจวแม้จะเป็นศูนย์กลางในการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน แต่กว่างโจวยังมีภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนานในรูปสถานที่สำคัญต่าง ๆ ปัจจุบันกว่างโจวมีบทบาทเป็นเมืองในเขตเศรษฐกิจการค้าที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในภาคใต้ของจีน และยังได้รับสถานะเป็นหนึ่งในสามเมืองท่าที่สำคัญที่สุดของจีนอีกด้วย อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีผลผลิ
บ้านสกุลเฉินบริเวณทุ่งดอกเสาเย่า ดอกเสาเย่า ดอกไม้งามที่แลดูคล้ายดอกโบตั๋น สัญลักษณ์แห่งการลาจากและเป็นดอกไม้แห่งความรัก กลิ่นหอมโรยรื่นตลบอบอวลไปทั่วท้องทุ่ง พร้อมกับร่างเลือนรางของชายหญิงค่อยๆ ปรากฏท่ามกลางหมู่มวลดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานอยู่ในขณะนี้ ร่างอรชรอยู่ในอ้อมกอดของเทียนอี้ตลอดเวลา ใบหน้าสวยขาวซีดไร้สิ้นสีเลือดเจือจางกำลังก้าวสู่วาระสุดท้ายของชีวิตโดยมีดวงตาสีนิลเฝ้ามองฮูหยินแสนสวยด้วยความโศกเศร้าที่ล่วงรู้ว่ามิสามารถยื้อชีวิตให้นางคงอยู่ได้อีกต่อไป และมิอาจใช้อำนาจจากคัมภีร์อมตะเพื่อทำให้นางมีชีวิตกลับคืนมาได้อีก ด้วยเพราะการจะชุบชีวิตให้คนตายฟื้นกลับมาได้นั้นจะต้องยังไม่ถึงวันหมดอายุขัยที่แท้จริง ด้วยเหตุเพราะลี่เซียนได้หมดอายุขัยจริงในวันนี้แล้วนั่นเอง ซึ่งวันนี้คือวันที่นางถูกฝังทั้งเป็นพร้อมกับเทียนอี้ก่อนจะกลับมาแก้ไขอดีต ชาติ นางตายเพราะหมดอายุขัยแต่จ้าวเทียนอี้กว่าจะหมดอายุขัยจริงคือเก้าสิบหกปี ดังนั้นการจบชีวิตในครั้งก่อนจึงทำให้เทียนอี้สิ้นชีพลงทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงอายุขัยของตนเอ
ภายในห้องนอน ร่างระหงของฟางเซียนหลับใหลเป็นเจ้าหญิงนิทรามานานกว่าหนึ่งปีแล้ว สองสามีภรรยาหวังจื่อหยางและหวังเจิ้นลี่ ต่างโยกย้ายหน้าที่การงานกลับคืนสู่แผ่นดินจีนและตั้งถิ่นฐานตามลักษณะงานของทั้งสอง ซึ่งสองสามีภรรยาต่างมีอาชีพเป็นแพทย์ด้วยกันทั้งคู่ จื่อหยางเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมอง ส่วนเจิ้นลี่เป็นสูตินารีแพทย์ ทั้งสองเลือกซื้อบ้านในเซินเจิ้น เพราะย้ายกลับมาทำงานในเมืองนั้น เซินเจิ้นตั้งอยู่ตรงข้ามกับเกาะฮ่องกง และเป็นเขตเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุด อุตสาหกรรมที่สำคัญในเขตนี้คือสิ่งทออิเล็กทรอนิกส์, ของเล่นและเครื่องใช้ ไฟฟ้า แต่ความรุ่งเรืองของอุตสาหกรรมเหล่านี้อิงอยู่กับการลงทุนจากฮ่องกงเป็นสำคัญ ในขณะที่สองสามีภรรยากำลังปรึกษาหารือในเรื่องของการทำงานอยู่ห้องฝั่งตรงกันข้ามกับห้องที่หญิงสาวกำลังนอนหลับใหลอยู่ในขณะนั้น เปลือกตาที่ปิดสนิทมาอย่างยาวนานบัดนี้กลอกกลิ้งไปมา ขนตายาวงามงอนเริ่มกระพริบขึ้นลงและเริ่มเปิดขึ้นอย่างช้าๆ ดวงตาคู่สวยจ้องเพดานเบื้องบนอยู่เป็นนาน ก่อนจะค่อยๆ เหลือบสายตา
ร่างใหญ่เดินดุ่มๆ เข้าไปภายในพระตำหนักจินหลงอย่างไม่กลัวเกรงมุ่งตรงไปที่เป้าหมายที่ตนตั้งใจจะเอาชีวิตให้ได้ในวันนี้ ภายในมือโยนถุงผ้าเข้าไปในเปลวเพลิงจนเกิดเป็นกลุ่มควันขาวปกคลุมไปทั่วจนคนภายนอกไม่สามารถมองเห็นภายในพระตำหนักได้ พร้อมดึงผ้าปิดจมูกของตนทันที “ไฟไหม้! ไฟไหม้มาถึงนี่แล้ว! ช่วยกันดับไฟเร็วเข้า... รีบนำกุ้ยเฟยกับพระโอรสออกไปจากที่นี่! ช่วยด้วย!” เสียงของหมอหลวงต่างเปล่งเสียงร้องออกมาจากด้านในเพื่อขอความช่วยเหลือจากคนที่อยู่ด้านนอก ถุงผ้าถูกโยนเข้ามาภายในห้องตกลงบนเปลวไฟจนเกิดเป็นกลุ่มควันหนาพวยพุ่งขึ้นมาทันที จนทำให้ทุกชีวิตที่อยู่ภายในต่างพากันสำลักควันดัง กล่าว “ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!” เสียงของเหล่าหมอหลวงต่างร้องขอความช่วยเหลือ แต่ในขณะนั้นคนที่อยู่ด้านนอกก็มิอาจมองเห็นคนข้างในได้แต่อย่างใด เสียงขอความช่วยเหลือค่อยๆ เงียบลงด้วยเพราะทุกคนหมดสติไปหมดแล้ว ในขณะที่กุ้ยเฟยคนงามกลับเพิ่งรู้สึกตัวขึ้นมาท่ามกลางกลุ่มควันหนาที่ปกคลุมไปทั่วห้อง “แค่ก! แค่ก! แค่ก!” เสียงไอติดต่อกันเพราะสำลักควันมากมาย ลี่เซียนพย
ในขณะเดียวกัน เสวียนจงฮ่องเต้รีบเสด็จวิ่งกลับมาที่พระตำหนักจินหลง ทันทีที่ทหารรักษาการณ์ไปกราบทูลว่าพระตำหนักเกิดไฟไหม้ขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ ฮ่องเต้หนุ่มทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างทันที รีบเสด็จกลับมาด้วยความเป็นห่วงกุ้ยเฟยคนงามของพระองค์อย่างยิ่งยวด และต้องหยุดชะงักโดยพลันเมื่อเสด็จมาถึงหน้าประตูพระตำหนักด้านนอก สายพระเนตรก็กระทบเข้ากับร่างของชายที่พระองค์ไม่คิดว่าจะได้เห็นว่ามีชีวิตกลับคืนขึ้นมาอีก มิหนำซ้ำกุ้ยเฟยของพระองค์ก็อยู่ในอ้อมกอดของอดีตขุนพลหนุ่มอยู่ในขณะนี้ “จ้าวเทียนอี้! นี่เจ้า! เจ้าใช้คัมภีร์อมตะชุบชีวิตให้ตัวเองกลับมามีชีวิตอีกหรือนี่” รับสั่งตื่นตระหนกแทบไม่อยากเชื่อสายพระเนตรแม้แต่น้อย เพราะพระองค์มั่นพระทัยว่าได้ทอดพระเนตรอดีตขุนพลตายไปต่อหน้าพระพักตร์ เพียงครู่อาการตื่นตระหนกในการกลับมามีชีวิตอีกครั้งของจ้าวเทียนอี้ ทำให้องค์ฮ่องเต้ทรงแค้นเคืองขึ้นมาทันทีเมื่อทอดพระเนตรคนที่ต้องการให้ตายแต่กลับไม่ยอมตาย ซ้ำร้ายยังกลับมาพร้อมมีโฉมงามอยู่ในอ้อมกอด “ปล่อยกุ้ยเฟยของข้าเดี๋ยวนี้นะ! เจ้าไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะคิ
พระราชวังต้าหมิงกงห้องเตรียมพระประสูติกาล “พระโอรส!” หมอหลวงชูทารกเพศชายตัวใหญ่ไม่แพ้คนแรกให้องค์กุ้ยเฟยได้ทอดพระเนตร ท่ามกลางสายตาและรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความปลื้มปิติที่ได้ให้กำเนิดสายเลือดตระกูลจ้าวได้ถึงสองคน “ลูกแม่! ลูกรักของแม่!” ลี่เซียนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรงเป็นยิ่งนัก ด้วยเพราะเสียโลหิตจากการคลอดฝาแฝดถึงสองคนจนทำให้อ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัดเจน ใบหน้าสวยซีดเซียวและอ่อนเพลียอย่างยิ่งยวด ก่อนจะสิ้นสติไปทันใด ท่ามกลางการเฝ้าระวังของเหล่าหมอหลวงที่เตรียมความพร้อมอยู่ตลอดเวลา “พระนางสลบไปแล้ว เร็วเข้าตรวจชีพจร” หัวหน้าหมอหลวงเอ่ยสั่งการหมอหญิงทันใด ก่อนจะได้ยินหมอหญิงตอบกลับมา “ชีพจรของพระนางเต้นอ่อนมากเลยเจ้าค่ะ” หัวหน้าหมอหลวงนิ่งงันไปทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น “ทรงประสูติพระโอรสติดๆ กันถึงสองพระองค์ เสียพระโลหิตมากมายยิ่งนัก อีกทั้งพระโอรสฝาแฝดก็ทรงแข็งแรงสมบูรณ์อย่างยิ่งยวด ทำให้พระนางมีพระอาการตกเลือดเป็นแน่ เร็วเข้ารีบนำสมุนไพรสำหรับขั
ในขณะเดียวกัน “กรี๊ดดด!!!” สุรเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดใจแทบขาดดังออก มาเป็นระยะๆ เว่ยฮองเฮาทรงทุรนทุรายกับการเจ็บปวดพระครรภ์อย่างยิ่งยวด ในบางขณะที่กำลังเบ่งคลอด พระเนตรที่กำลังพร่าเลือนทอดพระเนตรดวงวิญญาณเด็กเล็กมายมาย ทั้งชายและหญ
ทันใดนั้นเอง เซียนหนุ่มรูปงามปรากฏกายยืนอยู่ข้างๆ แท่นพระบรรทม “เจ้ายังไม่ตายหรอกนะลี่เซียน... เพราะมันยังไม่ถึงเวลาของเจ้า” เซียนหนุ่มเอ่ยบอกโฉมงาม ใบหน้าสวยที่กำลังนั่งกอดเข่าเอาแต่ร่ำไห้อยู่ในขณะนั้น เงยหน้าขึ้นมองทันทีเม
พระราชวังต้าหมิงกง ภายในวังหลวงขณะนี้กำลังเกิดเหตุการณ์วุ่นวายไปทั่วทั้งพระราช วัง ทันทีที่ขบวนเสด็จของถังเสวียนจงฮ่องเต้เสด็จกลับจากการตรวจเยี่ยมราษฎร และสิ่งที่ไม่คาดฝันซึ่งเป็นต้นเหตุเสียงเล่าลือไปทั่วนั้นก็คือการปรากฏตัวของจางกุ้ยเฟย พระมเหสีคนงามซึ่งสิ้นพ
พระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า แสงสีทองเจิดจ้าสาดไปทั่วทั้งแผ่นดิน เหนือทิวเขาไม่ไกลจากบ้านสกุลเฉินมากนัก ปรากฏอาชาตัวใหญ่สีดำทะมึนวิ่งมาเต็มฝีเท้าพร้อมร่างสูงใหญ่ของบุรุษกำลังบังคับม้าตัวดังกล่าวจนวิ่งมาถึงหน้าบ้านสกุลเฉินก่อนจะอ้อมไปทางด้านข้าง และวิ่งเตลิดไปจนเลยทุ่งดอกเสาเย่าก่อนจะหยุดลงเมื่อถึงต้นไ







