Mag-log inชั้นสาม
ฟางเซียนค่อยๆ เลือกหาหนังสือประวัติศาสตร์ของสมัยราชวงศ์ถังและต้องการอ่านหนังสือในรัชสมัยของถังเสวียนจงฮ่องเต้เป็นกรณีพิเศษ ด้วยเพราะความฝันเมื่อคืนทำให้เธออยากล่วงรู้อะไรบางอย่าง ความรู้สึกภายในบอกกับเธอว่า ทุกคนที่เห็นในความฝันล้วนแล้วแต่รู้จักทั้งสิ้น “ประวัติศาสตร์ในรัชสมัยถังเสวียนจง มีบันทึกไว้ตั้งมากมายทำยังไงเราถึงจะรู้ว่าเลือกอ่านอะไรจึงจะถูกประเด็นตามที่เราอยากรู้กันนะ” หญิงสาวบ่นพึมพำอยู่เพียงคนเดียว ร่างงามแบกหนังสือเล่มเขื่องเอาไว้หลายเล่มก่อนจะนำมาวางไว้บนโต๊ะหนังสือ พลางพิจารณาแต่ละเล่มที่มีความหนาหลายพันหน้าเลยทีเดียว “โอ้โห หนาขนาดนี้หล่นมาทับหัวคงสลบเหมือดแน่ๆ ทั้งหนาทั้งหนักโคตรๆ ว่าแต่จะเริ่มต้นอ่านอะไรก่อนดีน้า” หญิงสาวพูดพร้อมยกหนังสือทีละเล่มมาอ่านชื่อเรื่อง โดยไม่ได้สังเกตหรือใส่ใจร่างสูงใหญ่ของใครบางคนกำลังทรุดกายลงนั่งตรงข้ามเธออยู่ในขณะนี้ มีเพียงกองหนังสือตรงหน้าเท่านั้นที่เป็นจุดสนใจเหนือกว่าสิ่งใด ฟางเซียนใช้เวลาช่วงเช้าอ่านหนังสือตรงหน้าไปได้เกินครึ่ง หากแต่ไม่ใช่เรื่องราวที่เธอใคร่อยากรู้ มือเรียวสวยคว้าหนังสือเล่มอื่นๆ ที่วางซ้อนกันขึ้นสูงเพื่อพิจารณาอีกรอบว่าควรจะเลือกเล่มไหนไปอ่านดี “จะยืมทั้งหมดนี้ไปอ่านก็ใช่ว่าจะมีข้อมูลที่เราอยากรู้ แต่ถ้าไม่ยืมจะรู้ได้ไงว่ามีสิ่งที่เราต้องการรู้หรือเปล่าเอาไงดีน้าฟางเซียน... คิดสิ... คิด” หญิงสาวรำพึงเบาๆ ก่อนจะได้ยินเสียงของชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามเธอเอ่ยขึ้น “ถ้าต้องการอ่านระบบราชการและการจัดกองทัพในรัชสมัย ถังเสวียนจง แนะนำให้อ่านหนังสือที่มีชื่อเรื่องว่าการสอบเข้ารับราชการในราชวงศ์ถัง ภายในนั้นมีรายละเอียดทั้งหมดที่อยากรู้ และถ้าต้องการอ่านเกี่ยวกับนางสนมนางใน แนะนำให้อ่านหนังสือเรื่องพระราชวังฉางอาน” ชายคนดังกล่าวเอ่ยบอกพร้อมส่งยิ้มละไมให้เธอ เมื่อได้ยินเช่นนั้นฟางเซียนค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองบุรุษที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกหนังสือของเธอ ครั้นดวงตาคู่สวยเห็นใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มตรงหน้า หญิงสาวถึงกับชะงักงันไปชั่วขณะด้วยเพราะบุรุษตรงหน้าในขณะนี้ช่างเหมือนคนที่เธอรู้จักเสียนี่กระไร แต่เหตุใดเล่าจึงนึกไม่ออกว่าเหมือนใคร “เอ่อ... ขอบคุณค่ะที่บอกรายละเอียดเกี่ยวกับหนังสือที่ฉันต้องการจะอ่าน... แต่ทำไมถึงทราบล่ะคะว่าฉันกำลังต้องการอ่านเรื่องอะไร” หญิงสาวพูดพร้อมมองใบหน้าของบุรุษที่นั่งอยู่ตรงข้ามเธออย่างพินิจพิเคราะห์ “ทำไมผู้ชายคนนี้เหมือนเราเคยรู้จักและเห็นเขาที่ไหนมาก่อนหว่า คุ้นหน้าคุ้นตาจังเลยแต่ทำไมถึงนึกไม่ออก” ฟางเซียนรำพึงอยู่ภายในใจ ชายหนุ่มตรงหน้าเธอคลี่ยิ้มออกมาบางๆ ราวกับล่วงรู้ความในใจของหญิงสาวตรงหน้า ทว่าแลดูราวกับว่าชายตรงหน้าหาได้แปลกใจแต่อย่างใด ตรงกันข้ามเขากลับก้มศีรษะลงเล็กน้อยประหนึ่งยอมรับว่าเขาคือคนเธอเคยรู้จัก “ใบหน้าของผมมีอะไรที่ทำให้คุณผู้หญิงต้องแปลกใจอย่างนั้นเหรอครับ” เขาเปิดฉากถามกลับไปเมื่อดวงตาคู่สวยของหญิงสาวยังคงมองเขาอยู่เช่นนั้น และนั่นทำให้ฟางเซียนรู้สึกตัวขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเขาถาม ก่อนจะคลี่ยิ้มแห้งๆ แก้อาการขัดเขินที่จ้องมองผู้ชายตรงหน้าชนิดที่ไม่วางตาเลยทีเดียว แต่ที่จ้องไม่ใช่เพราะความหล่อเหลาของเขาแต่เป็นเพราะผู้ชายตรงหน้าเหตุใดจึงมีความรู้สึกคุ้นเคยและรู้จักเขามาก่อนเสียนี่กระไร “เอ่อ... ขอโทษค่ะที่เผลอจ้องหน้าคุณอย่างเสียมารยาท บังเอิญว่าคุณเหมือนกับคนที่ฉันเคยรู้จักแต่ก็ไม่รู้ว่าคนๆ นั้นเป็นใครเหมือนกัน แต่ฉันมีความรู้สึกว่ารู้จักคุณมานานมากกกก” หญิงสาวลากเสียงยาวตอบกลับไปตามความเป็นจริง บุรุษหนุ่มตรงหน้านั่งมองหญิงสาวอยู่เช่นนั้นนิ่งนาน ใบหน้าหล่อเหลาส่งยิ้มให้ออกมาบางๆ เมื่อได้ยินเธอบอกกับเขาเช่นนั้น “ผมเหมือนเขามากอย่างนั้นเลยเหรอ” เขากล่าวย้ำเสียงหนัก ฟางเซียนพยักหน้าขึ้นลงติดๆ กันเป็นการยอมรับ “ทำไมจู่ๆ เราก็จำความฝันเมื่อคืนไม่ได้ขึ้นมาเสียเฉยๆ นะ ก่อนจะมาห้องสมุดยังจำได้อยู่เลยแปลกจริงๆ แล้วทำไมถึงมีความรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้คุ้นหน้าคุ้นตาจัง แต่จะว่าไปความรู้สึกไม่ใช่ความจริงสักหน่อย จะไปจริงจังอะไรกันหนักกันหนาฟางเซียน” เธอรำพึงอยู่ภายในใจก่อนจะต้องตกใจเมื่อจู่ๆ ผู้ชายตรงหน้าเธอกลับกล่าวคำที่ทำให้เธอถึงกับนิ่งงันไปเลยทีเดียว “ความรู้สึกแม้ว่าไม่ใช่ความจริง แต่ถ้าความรู้สึกคุ้นเคยจนสามารถที่จะระบุตัวตนจนเห็นแจ่มชัด จากความรู้สึกที่สัมผัสได้จะกลายเป็นความฝัน และฝันนั้นก็คือเรื่องจริงในอดีตที่ผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานเป็นการย้ำเตือนอีกฝ่ายให้ได้จดจำ การรอคอยของบุรุษที่ตั้งจิตอธิษฐานไว้ว่าจะติดตามคนที่เขาเฝ้ารอคอยทุกเวลา ทุกวินาที ทุกชั่วโมงจะผ่านไปนานกี่ร้อยปีหรือกี่พันปี ดวงจิตและดวงวิญญาณยังคงจดจำคำสัญญานั้นไม่เปลี่ยนแปลง” “พรึ่บ!” ถ้อยคำของผู้ชายตรงหน้าทำให้ฟางเซียนถึงกับขนลุกตั้งชัน และจากคำพูดของเขาทำให้เธอเริ่มกลัวในสิ่งที่เขาพูดขึ้นมาทันที “เอ่อ... ฉัน...” หญิงสาวได้แต่อึกอักยังมิทันกล่าวสิ่งใดออกมาอีก จู่ๆ ผู้ชายตรงหน้าเธอก็ลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง ซึ่งเขาตัวใหญ่โตไม่ใช่เล่นเลยทีเดียว คะเนว่าไม่ต่ำกว่าร้อยเก้าสิบเซนติเมตร มิหนำซ้ำไม่ได้มีรูปร่างบางผอมเพรียวแต่อย่างใดหากแต่สูงทะมึนบึกบึนน่าเกรงขามและน่ากลัวเสียเหลือเกิน ใบหน้าเรียบเฉยเย็นชา มันน่ากลัวมากกว่าจะน่ามองยังไงก็ไม่รู้ “ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ แล้วจะมาคุยด้วยใหม่ อีกอย่างถ้าคุณอยากรู้รายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งเร้นลับในรัชสมัยถังเสวียนจงฮ่องเต้ ไปที่ตู้หนังสือใบสุดท้าย ชั้นที่สี่แถวกลาง หลังตู้ไม้นั้นมีช่องลับให้เลื่อนบานไม้ออกจะเห็นหีบไม้ภายในนั้นบรรจุของบางอย่างที่จะนำคุณไปสู่ฉางอาน เมื่อเห็นหีบนั้นแล้วทุกสิ่งทุกอย่างจะบอกด้วยตัวของมันเอง แล้วเราจะได้พบกันอีกครั้งลี่เซียน!” ประโยคสุดท้ายจู่ๆ ผู้ชายตรงหน้าเอ่ยชื่อของผู้หญิงในความฝันออกมาได้ยินอย่างชัดเจน ฟางเซียนถึงกับนิ่งงันไปทันทีมองแผ่นหลังของชายคนดังกล่าวกำลังเดินออกไปจากโต๊ะที่กำลังนั่ง ใบหน้าสวยหันกลับไปมองตู้ใบสุดท้ายตามที่เขาบอกก่อนจะหันกลับมามองเขาอีกครั้ง “เฮ้ย!... หายไปแล้ว... คนอะไรทำไมถึงได้เดินเร็วขนาดนี้... เมื่อกี้ยังเห็นเดินอยู่ตรงหน้าอยู่เลย... ทำราวกับว่าหายตัวได้หรือว่าเราตาฝาด... ไม่ใช่สิ ตาไม่ฝาดสักหน่อย... เมื่อกี้เขาเป็นคนชัดๆ ผีที่ไหนจะโผล่มาตอนกลางวันแสกๆ แบบนี้เป็นไปไม่ได้หรอก นี่มันคือโลกแห่งศตวรรษที่ 21 นะไม่ใช่ยุคอดีตสมัยโบราณหลายพันปีก่อนเสียที่ไหนกันเล่า” หญิงสาวสะบัดศีรษะตัวเองไปมาอย่างแรงเพื่อขับไล่ความมึนงงพระตำหนักจินหลง พระวรกายสูงใหญ่ของเสวียนจงฮ่องเต้ประทับนั่งอยู่บนพระเก้าอี้ส่วนพระองค์ ภายในพระหัตถ์ทรงถือคัมภีร์อมตะและพยายามตั้งพระทัยอ่านอักษรจีนโบราณเก่าแก่ที่จารึกลงบนแผ่นไม้ไผ่ แต่เป็นการยากยิ่งนักที่จะทรงอ่านข้อความในคัมภีร์ดังกล่าวนั้นได้ พระหัตถ์หนายกขึ้นคลึงขมับไปมาด้วยทรงปวดพระเศียรกับเหตุการณ์ในท้องพระโรงในช่วงเช้าและพระองค์ก็ทรงออกหน้าปกป้องผู้หญิงในหัวใจอย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน ก่อนจะได้ยินเสียงของเหวินอี้หัวหน้ากงกงร้องห้ามเสียงหลง ราวกับว่ากำลังมีใครบางคนพยายามจะเข้ามาหาพระองค์ “หลีกไป! ข้าจะเข้าเฝ้าฝ่าบาท! บอกให้หลีกไป!” สุรเสียงของเว่ยฮองเฮาดังอยู่หน้าพระตำหนัก “กระหม่อมขอร้องพ่ะย่ะค่ะฮองเฮา ในเวลานี้ฝ่าบาทมีรับสั่งมิให้ผู้ใดเข้าเฝ้าเด็ดขาด ทรงต้องการความเป็นส่วนพระองค์อยู่พ่ะย่ะค่ะ” เหวินอี้ พยายามห้ามปราม “แต่ข้าจะเข้าไป! หากวันนี้ไม่ได้เข้าเฝ้าถ้าเกิดเรื่องร้ายกับฝ่าบาทจะช่วยเหลือทันการณ์ได้ยังไง ข้าต้องเข้าเฝ้าให้ได้ ต้องยั้บยั้งมิให้พระองค์หลง เชื่อนางปีศาจไปมากกว่านี้” พระนางรับสั่งถึงกุ้
ทันใดนั้นเอง “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า” องค์ฮ่องเต้แผดเสียงพระสรวลกึกก้องด้วยทรงขบขันในรับสั่งของฮองเฮาเป็นยิ่งนัก “เหวินอี้!” รับสั่งหากงกงคนสนิท เพียงครู่ร่างสันทัดก็ก้าวเข้ามาในพระตำหนักอย่างรวดเร็วตามพระบัญชา “เจ้าเข้าไปเอาถุงเงินของตำหนักจินเฟิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะทรงงานของข้าออกมา ถึงเวลาที่จะต้องนำมาให้ฮองเฮาย้ำเตือนความทรงจำได้แล้ว” “พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” เหวินอี้รับพระบัญชาพร้อมก้าวเดินเข้าไปยังโต๊ะทรงงานโดยมีสายพระเนตรของเว่ยฮองเฮาทอดพระเนตรตามหลังด้วยความงุนงง “นี่มันอะไรเพคะฝ่าบาท” รับสั่งถามด้วยความสงสัยพลางทอดพระ-เนตรพระพักตร์คมดุของพระสวามีทรงทอดพระเนตรพระนางเขม็งอยู่ในขณะ นี้เช่นกัน เพียงครู่เหวินอี้กลับออกมาพร้อมถุงเงินที่วางอยู่ในถาดเล็กๆ จำนวนสองถุงด้วยกัน ถุงเงินสีฟ้าและสีแดง มีลวดลายปักลงบนผ้าเป็นหงส์สีทองตามความหมายของชื่อพระตำหนัก ถาดที่บรรจุถุงเงินดังกล่าวนำมาให้เว่ยฮองเฮาทอดพระเนตรใกล้ๆ ท่ามกลางความแปลกพระทัยของเว่ยฮองเฮา “นี่มันถุงเงินของหม่อมฉ
พระราชวังต้าหมิงกง ภายในวังหลวงขณะนี้กำลังเกิดเหตุการณ์วุ่นวายไปทั่วทั้งพระราช วัง ทันทีที่ขบวนเสด็จของถังเสวียนจงฮ่องเต้เสด็จกลับจากการตรวจเยี่ยมราษฎร และสิ่งที่ไม่คาดฝันซึ่งเป็นต้นเหตุเสียงเล่าลือไปทั่วนั้นก็คือการปรากฏตัวของจางกุ้ยเฟย พระมเหสีคนงามซึ่งสิ้นพระชนม์ไปแล้วเมื่อสามเดือนก่อน ทว่าพระนางกลับมามีชีวิตอีกครั้งและตามเสด็จองค์จักรพรรดิกลับเข้ามาในวังหลวงครั้งนี้ด้วย เสียงเล่าลือต่างโจษขานถึงจางกุ้ยเฟยคนงามแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างจนล่วงรู้ไปทุกตำหนัก เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยปรากฏขึ้นในวังหลวงแห่งนี้ ทั้งขุนนางและข้าราชบริพารน้อยใหญ่ต่างกล่าวขานเรื่องตายแล้วฟื้นของพระมเหสีคนงามนี้อย่างยิ่งยวด ด้วยเกรงว่าจะเป็นปีศาจจิ้งจอกเก้าหางที่แปลงร่างเป็นหญิงสาวที่แสนงดงาม ซึ่งจางกุ้ยเฟยก็ช่างเป็นสตรีที่งดงามอย่างยิ่งยวด แทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่านางคือมนุษย์ แต่ถ้างดงามดั่งเช่นปีศาจจำแลงแปลงกายดูจะน่าเชื่อถือมากกว่า และข่าวการตายแล้วฟื้นของกุ้ยเฟยคนงาม จนเล่าลือว่าพระนางคือนางปีศาจจำแลงแปลงกายมา ทำให้เหล่าขุนนางต่างพากันรวมตัวเพื
ณ จวนผู้ว่าเมืองอี้โจว ร่างระหงกำลังยืนเหม่อมองไปทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านสกุลเฉิน ทิวเขาตรงหน้ากำลังมีสายหมอกหนาลงปกคลุม ภายในใจเฝ้าครุ่นคิดและเป็นห่วงสามีของนางอยู่ตลอดเวลาโดยมีลี่อิงคอยดูแลอยู่ภายในห้อง ส่วนบ่าวรับใช้จากบ้านสกุลเฉินยืนเฝ้าอยู่หน้าห้อง และในวันพรุ่งนี้ขบวนเสด็จขององค์ฮ่องเต้ก็จะเคลื่อนตัวออกจากเมืองอี้โจวโดยรถม้าพร้อมเกี้ยวพระที่นั่งเพื่อเดินทางกลับวังหลวง “ป่านนี้ท่านพี่จะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้ จะลงจากเขาฟงไหลและเดินทางกลับมาถึงบ้านสกุลเฉินหรือยังนะ จดหมายของข้าที่เขียนทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้วางอยู่บนโต๊ะ ท่านพี่กลับมาถึงคงจะได้อ่านแล้วเป็นแน่” ลี่เซียนรำพึงกับตัวเองโดยไม่ทันได้ยินเสียงฝีเท้าของคนที่กำลังก้าวเข้ามาในห้องพักของนางอยู่ในขณะนี้ พระเนตรดำใหญ่หันกลับไปทอดพระเนตรลี่อิงเขม็งพร้อมยกพระหัตถ์โบกไปมาเพื่อไล่นางให้ออกไปจากห้องพักดังกล่าว ด้วยพระองค์อยากอยู่เพียงลำพังสองต่อสองกับลี่เซียนเท่านั้น ทั้งลี่อิงและบ่าวไพร่จากสกุลเฉินต่างหวาดกลัวองค์ฮ่องเต้เป็นยิ่งนัก รีบจ้ำอ้าวออกจากห้องตามพระบั
พระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า แสงสีทองเจิดจ้าสาดไปทั่วทั้งแผ่นดิน เหนือทิวเขาไม่ไกลจากบ้านสกุลเฉินมากนัก ปรากฏอาชาตัวใหญ่สีดำทะมึนวิ่งมาเต็มฝีเท้าพร้อมร่างสูงใหญ่ของบุรุษกำลังบังคับม้าตัวดังกล่าวจนวิ่งมาถึงหน้าบ้านสกุลเฉินก่อนจะอ้อมไปทางด้านข้าง และวิ่งเตลิดไปจนเลยทุ่งดอกเสาเย่าก่อนจะหยุดลงเมื่อถึงต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีลำต้นขนาดสิบคนโอบ ม้าตัวเขื่องหมุนวนไปมาโดยรอบตามจังหวะของคนที่บังคับอยู่บนหลังม้า และบุรุษคนดังกล่าวก็มิใช่ใครอื่นแต่เป็นถังเสวียนจงฮ่องเต้นั่นเอง ที่เสด็จควบม้ากลับมาที่บ้านสกุลเฉินเพียงลำพังไร้สิ้นองครักษ์ติดตามแม้แต่คนเดียว ทั้งนี้เพื่อมิให้ผู้ใดล่วงรู้ว่าคัมภีร์อมตะแท้จริงแล้วมีลักษณะเป็นเช่นไร และทรงตัดสินพระทัยกลับมาเพื่อจัดการจ้าวเทียนอี้นั่นเอง แม้ว่าจะทรงรับปากลี่เซียนละเว้นชีวิตตามคำร้องขอของนางไปแล้วก็ตาม แต่หากแม้นปล่อยให้อดีตแม่ทัพคู่พระทัยมีชีวิตอยู่ต่อไป ตัวพระองค์เองนั่นแหละที่จะไม่เป็นสุข ฮ่องเต้หนุ่มทอดพระเนตรต้นไม้ดังกล่าวตั้งแต่โคนต้นจนไปถึงสุดปลายยอด ต้องยอมรับว่าต้นสนพันปีนี้ช่างใหญ่โตยิ่งนัก ยามเมื่อได้ทอด พระเนตรในระยะใกล้ชิดเต็
“จนถึงขนาดนี้แล้วยังจะปกปิดข้าอยู่อีกเหรอจ้าวเทียนอี้ จะบอกให้รู้นะว่าสวรรค์เบื้องบนได้ทำให้ข้าได้รู้ได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างของเจ้าจนหมด รู้อะไรไหม... ทำไมข้าจึงล่วงรู้ว่าลี่เซียนยังไม่ตายและมาที่นี่ถูก! นั่นก็เพราะว่าเบื้องบนต้องการให้ข้าล่วงรู้การกระทำชั่วๆ ของเจ้ายังไงล่ะ จึงทำให้ข้าฝันเห็นทุกอย่างเกี่ยวกับที่นี่... รวมไปถึงเห็นเจ้าเก็บคัมภีร์อมตะเอาไว้ในต้นสนพันปีนั่นอีกด้วย!” รับสั่งพร้อมชี้พระดรรชนีไปยังต้นสนยักษ์ที่มองเห็นจากจุดที่กำลังประทับ “ทรงมาที่นี่ได้เพราะความฝันอย่างนั้นเหรอ! เบื้องบนกำหนดผู้ครอบครองคัมภีร์อมตะคนใหม่แล้วหรือนี่ จึงทำให้ฝ่าบาททรงฝันเห็นข้าเก็บคัมภีร์เอาไว้ที่ใด... นี่คือฝันที่มองเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าและต้องการบอกให้รู้ว่าใครคือผู้ครอบครองคัมภีร์อมตะคนต่อไปแทนที่คนเก่าที่ตายลง” เทียนอี้รำพึงอยู่ภายในใจ ดวงตาสีนิลหันกลับไปมองต้นสนพันปีที่ยืนต้นสูงเด่นท่ามกลางหุบเขามองเห็นได้แต่ไกลจากบ้านสกุลเฉิน “สิ่งที่ข้าพูดออกมาทั้งหมดจริงหรือไม่จ้าวเทียนอี้ จงตอบข้ามา!” รับสั่งถามกลับไปทันทีเมื่อทอดพระเนตรขุนพลหนุ่มนั่งนิ่งงัน “เป็น







