Masukตอนที่ 10 ลูกรัก
วันแต่งงานถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในโรงแรมหรูใจกลางเมือง พรมแดงปูยาวตั้งแต่ทางเข้าไปจนถึงห้องจัดเลี้ยง โคมไฟบนเพดานส่องแสงระยิบระยับ ยิ่งทำให้บรรยากาศดูหรูหรามากยิ่งขึ้น แขกเหรื่อเต็มไปด้วยคนในวงการธุรกิจและผู้มีหน้ามีตาในสังคม
ลูก ๆ และภรรยาทุกคนมาครบ ไม่ใช่เพราะยินดี แต่เพราะ ขัดไม่ได้ บางคนมาด้วยสีหน้าฝืนทน บางคนยิ้มบาง ๆ แบบรักษามารยาท ทั้งที่ในใจเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เพราะมีผลประโยชน์ผูกมัด ทรัพย์สิน อำนาจ เส้นสาย ไม่มีใครกล้าเสี่ยงทิ้งมันไป
เจิ้นหยวนสวมชุดสูทดูภูมิฐานและดูดีเกินวัย ทั้งที่อายุห้าสิบกว่าใกล้แตะหกสิบปีแล้ว แต่รูปร่างและหน้าตากลับยังเหมือนชายวัยสี่สิบ เขามีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าตลอดพิธี แตกต่างจากสีหน้าแข็งกระด้างและบรรยากาศตึงเครียดตอนอยู่ที่บ้านราวกับเป็นคนละคน
ส่วนหว่านหรูสวมชุดเจ้าสาวสวยหรู ขับเน้นให้ดูสง่างาม เธอยิ้มตลอดงานพิธีเช่นกัน เธอจะวางมือบนหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้น ทุกก้าวที่เดินเหมือนประกาศตัวว่าเธอคือ นายหญิงคนใหม่อย่างสมบูรณ์
ทว่า... ท่ามกลางความพร้อมเพรียงที่ถูกบังคับนั้น มีบางอย่างผิดแปลกไป
ไม่มีใครเห็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของเจ้าบ่าว ตั้งแต่พิธีเริ่ม จนถึงช่วงรับประทานอาหาร จนแขกเริ่มทยอยออกมาแสดงความยินดี ก็ไม่มีเงาของจืออี้เลย
คนในตระกูลเริ่มมองหน้ากัน บางคนแปลกใจ บางคนขมวดคิ้ว บางคนถึงกับหันมองทางเข้าโรงแรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทั้งที่ในวันนั้นประมุขของบ้านประกาศเรื่องแต่งงาน คนที่ควรโวยวายที่สุด กลับเป็นคนที่นั่งกินข้าวเงียบที่สุด เหมือนว่ายอมรับในสิ่งที่บิดาตัดสินใจแล้ว
แต่ในวันนี้ วันที่ควรปรากฏตัวในฐานะลูกสาว เธอกลับไม่มา ไม่มีแม้แต่การแสดงตัว ไม่มีแม้แต่คำอธิบาย คนที่ไม่ตอบโต้ในวันนั้น กลับเลือกหายไปจากงานในวันนี้ราวกับว่า จืออี้ไม่ได้ยอมรับการแต่งงานใหม่ของพ่อ
เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นทีละหย่อม จากแขกแถวหน้า ลามไปถึงโต๊ะด้านใน และเพียงไม่นานก็ลามไปทั่วงาน
“ลูกรักไม่ใช่หรือ... ทำไมไม่เห็นมาเลยล่ะ”
“หรือว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า”
ใครบางคนลดเสียงลง แต่กลับยิ่งชวนให้คนอื่นเงี่ยหูฟัง ไม่นานก็มีเสียงอื่นแทรกเข้ามาอีก
“ได้ยินว่าลูกชายคนรองก็ไม่มาเหมือนกันนี่”
“คนนั้นไม่ใช่ถูกไล่ออกจากบ้านไปแล้วหรือ”
คำพูดเริ่มแตกแขนง จากการคาดเดากลายเป็นการขุดคุ้ย
“หรือว่านายท่านซ่งจะไล่ลูกสาวด้วย”
“ไม่น่าจะใช่หรอก... แต่บ้านนี้ก็ขึ้นชื่อเรื่องความวุ่นวายอยู่แล้ว”
“มีเมียหลายคน ลูกหลายคนก็อย่างนี้แหละ”
บางคนหัวเราะเบา ๆ อย่างสนุกปาก เรื่องของคนอื่นมักเป็นหัวข้อที่พูดได้ไม่มีวันเบื่อ ยิ่งมีคนเริ่มเอาเรื่องเก่า ๆ มาปะติดปะต่อ ตั้งแต่ข่าวคุณหนูเอาแต่ใจ ไปจนถึงคำครหาว่าเจ้าสาวคนนี้เดิมที่เป็นเพียง ‘เด็กในบ้าน’
คำพูดพวกนั้นไม่ได้ดังนัก แต่ดังพอจะทำให้บรรยากาศงานที่ควรจะชื่นมื่น ค่อย ๆ เปลี่ยนรสชาติไปอย่างช้า ๆ
เจิ้นหยวนยืนอยู่กลางงาน สายตากวาดมองไปรอบงาน เขาไม่คิดเลยว่าลูกสาวจะดื้อดึงถึงขั้นไม่ปรากฏตัวในวันที่ควรมาแสดงตัวมากที่สุด เขาคิดว่าลูกสาวคงไม่พอใจที่เขาเรียกไปคุยก่อนหน้านี้ เธอไม่พอใจจึงเลือกแข็งข้อ และยังไม่มาร่วมงานนี้ด้วย
จากงานที่ควรมีแต่คำอวยพร กลับเริ่มเต็มไปด้วยสายตาใคร่รู้และเสียงซุบซิบ เจิ้นหยวนสัมผัสได้ถึงแรงเกร็งที่แขนเสื้อ เขาหันไปมองเจ้าสาวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ที่ตอนนี้มีสีหน้าและแววตาไม่สบายใจอย่างเห็นได้ชัด
หว่านหรูคิดว่างานในวันนี้ควรเป็นวันที่ทุกคนเห็นตรงกันว่า เธอได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ เป็นนายหญิงอย่างสมบูรณ์ แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นสายตาประหลาดใจ และคำกระซิบที่ทำให้เธอดูเหมือนตัวตลกกลางงานมงคล
หว่านหรูกัดริมฝีปาก ดวงตาแดงเรื่อราวกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสามีอย่างน้อยใจ
“อย่าคิดมาก เดี๋ยวผมจัดการเอง” เจิ้นหยวนรีบโน้มตัวลงปลอบ
“เดี๋ยวมันกระทบลูกของเรา” คำว่าลูก ทำให้สีหน้าของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
เขาห่วงใยชีวิตน้อย ๆ ทั้งสองในท้องยิ่งกว่าสิ่งใด เพราะซินแสที่เขานับถือ เคยบอกไว้ว่าเด็กแฝดชายหญิงคู่นี้มีดวงชะตาที่จะเสริมบารมีทำให้ตระกูลยิ่งใหญ่ เขาจะได้ครองน่านน้ำแทบทั้งหมด เงินทองจะไหลมาไม่ขาดสาย สำหรับเขา ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าตระกูลอีกแล้ว แม้ต้องแลกกับความไม่พอใจของคนทั้งบ้าน หรือเสียงครหาของผู้คนในงานวันนี้ เขาก็ไม่สนใจ
หว่านหรูพยักหน้าให้สามี ในเมื่อเขารับปากแล้วก็ย่อมต้องทำตามนั้น เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามกดความไม่สบายใจลงไป ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบห้องจัดเลี้ยงอีกครั้ง
สายตานั้นไม่ได้มองหาคุณหนูอีกแล้ว แต่กำลังมองหาใครอีกคน เย่หานควรจะยืนอยู่ในงานนี้ ชาติที่แล้วเขามา ไม่เพียงมาเป็นแขกในงานแต่งงาน แต่ยังยืนอยู่ข้างเธอ คอยป้องกันไม่ให้คุณหนูอาละวาดจนพิธีผ่านไปอย่างราบรื่น
หลังจากนั้นเขาก็เป็นคนที่คอยอยู่ช่วยเหลือเธอตลอด ช่วยจัดการเรื่องในบ้าน ช่วยรับมือกับสายตาดูถูก ช่วยพยุงเธอขึ้นมาจนกลายเป็นนายหญิงอย่างแท้จริง
สองปีแล้วที่เราไม่ได้เจอกัน และงานแต่งงานครั้งนี้ ควรเป็นวันที่พวกเราได้พบกันอีกครั้ง แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไร ในหมู่แขกที่ทยอยเข้ามาแสดงความยินดี กลับไม่มีเงาของเขาเลย
หัวใจหว่านหรูเริ่มกระตุกเบา ๆ ความไม่สบายใจค่อย ๆ แผ่ซ่านขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล ตามปกติเขาต้องมา อย่างน้อยเขาก็ไม่เคยพลาดเหตุการณ์สำคัญเช่นนี้
และที่สำคัญกว่านั้น หลังจากงานแต่งงานจบลง เขาควรจะเป็นคนแรกที่เข้ามาหาเธอเหมือนครั้งก่อน แต่จนถึงตอนนี้แม้แต่เงาของเขา เธอก็ยังมองไม่เห็น
หว่านหรูเม้มริมฝีปาก ปลายนิ้วเย็นเฉียบโดยไม่รู้ตัว บางอย่าง... เริ่มไม่เหมือนเดิม หรือเพราะเธอลงมือทำบางเรื่องไปแล้ว เลยทำให้ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม และการที่เขาไม่อยู่ที่นี่ในเวลานี้ มันทำให้หัวใจของเธอไม่อาจสงบลงได้เลย
อีกฟากหนึ่งของอาคาร บนระเบียงสูงที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด แต่สามารถมองเห็นงานแต่งงานทั้งโถงได้โดยไม่ต้องเข้าไปใกล้
เย่หานยืนพิงราวระเบียง ร่างสูงใหญ่ทอดตัวอยู่ในเงามืด สูทสีเข้มที่เขาสวมแนบไปกับสัดส่วนที่แข็งแรง ขับให้บุคลิกดูแข็งกร้าวกว่าสองปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด
เขาจุดบุหรี่ขึ้นอย่างชำนาญ เปลวไฟสว่างวาบขึ้นเพียงชั่วครู่ ก่อนจะถูกกลืนหายไปในควันสีเทา เขาดูดบุหรี่แล้วพ่นควันออกช้า ๆ ควันนั้นลอยปะปนกับอากาศยามค่ำคืน คล้ายซ่อนบางอย่างที่ไม่อาจเอ่ยเป็นคำพูดออกมาได้
จากมุมนี้ เขามองเห็นทั้งโถงจัดเลี้ยง เห็นผู้คนสวมชุดหรูหรา เห็นรอยยิ้มที่ถูกฝึกมาอย่างดี เห็นพิธีการที่งดงาม และเห็นใบหน้าที่จอมปลอมของผู้คน
สายตาคมกริบกวาดผ่านแขกทีละโต๊ะอย่างช้า ๆ เหมือนนักล่าที่กำลังประเมินสนาม ยังไม่ทันที่ควันบุหรี่จะจาง ก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“นายท่าน” ลูกน้องคนหนึ่งก้าวเข้ามา ก่อนจะหยุดยืนโดยไม่ลืมเว้นระยะห่างอย่างรู้หน้าที่
“คุณหนูจืออี้... ไม่มาร่วมงานครับ” เขารายงานตามที่เจ้านายให้หาข่าว
ปลายนิ้วที่คีบบุหรี่ชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ดวงตาของเย่หานหรี่ลงอย่างช้า ๆ ก่อนจะหันกลับไปมองโถงจัดเลี้ยงอีกครั้ง แสงไฟระยิบระยับสะท้อนในดวงตา แต่กลับไม่ให้ความรู้สึกอบอุ่นแม้แต่น้อย
“ไปดูว่าคุณหนูอยู่ที่ไหน” เสียงของเขาทุ้มต่ำ เรียบเฉย แต่เด็ดขาด
“ครับ” ลูกน้องรับคำทันที ก่อนจะถอยออกไปโดยไม่ถามอะไรเพิ่มเติม
เย่หานหันกลับมายืนที่เดิมแล้วสูบบุหรี่ต่อ ราวกับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่บรรยากาศรอบตัวกลับหนักอึ้งมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ร่างสูงใหญ่ยืนเด่นอยู่ในเงามืด สายตายังคงจับจ้องงานแต่งงานที่ควรจะสมบูรณ์แบบนั้น ขณะที่ควันบุหรี่ค่อย ๆ ลอยขึ้น กลบเกลื่อนความคิดที่ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้
ตอนพิเศษ 5วันตรุษจีนปีนี้ บ้านตระกูลซ่งคึกคักกว่าหลายปีที่ผ่านมา โคมสีแดงแขวนเรียงตามชายคา กลิ่นธูปไหว้บรรพบุรุษลอยปะปนกับกลิ่นอาหารมงคลที่คนครัวเตรียมกันไม่หยุด เสียงหัวเราะของญาติดังเป็นระยะเย่หานจูงมือภรรยาและพาลูก ๆ ทั้งห้าคนก้าวเข้าไปในบ้าน ความสัมพันธ์ของจืออี้กับพ่อยังคงอยู่ในระยะที่ ‘พูดคุยได้ แต่ไม่สนิทใจ’ ทักทายกันตามมารยาท ถามสารทุกข์สุกดิบพอเป็นพิธี ไม่มีคำตำหนิ ไม่มีการรื้อฟื้นอดีต และก็ไม่มีความใกล้ชิดเหมือนก่อนเจิ้นหยวนไม่ได้เข้ามาคลุกคลีกับหลาน ๆ มากนัก เพียงมองอยู่ห่าง ๆ อย่างเงียบ ๆ เขาเห็นแล้วว่าลูกสาวไปได้ดี มีครอบครัวอบอุ่น สามีดูแลดี เด็ก ๆ แข็งแรง ร่าเริงตั้งแต่เรื่องทุกอย่างพังทลายลง เขาก็ไม่เคยมีภรรยาเพิ่มอีก ลูกแฝดชายจากหว่านหรูก็ถูกเลี้ยงดูอยู่อีกบ้านหนึ่งในเขตตระกูลซ่ง ทุกอย่างแยกเป็นสัดส่วน ไม่ปะปนกันอีกสายตาของเขาหยุดอยู่ที่ลูกสาวและหลานทั้งห้าคนที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ใต้ต้นเหมย ริมฝีปากที่เคยตึงเครียดก็คลายลงเป็นรอยยิ้มบาง ๆ‘คุณเห็นไหม... ลูกของเราอยู่ดี มีความสุข หลาน ๆ ก็น่ารักขนาดนี้’ เขา
ตอนพิเศษ 4อีกฟากหนึ่งของเมือง ภายในค่ายฝึกขนาดใหญ่ที่เย่หานสร้างขึ้นมาเอง พื้นที่กว้างขวางถูกจัดเป็นลานฝึกสัดส่วนไม่ต่างจากค่ายทหารจริง ๆที่นี่ไม่ใช่แค่สำหรับลูกน้องของเขาเท่านั้น แต่รวมถึงกลุ่มหลินเฉิง อดีตคนใต้ดินที่ถูกดึงขึ้นมาฝึกระเบียบ วินัย และทักษะใหม่ ๆเย่หานยืนอยู่ชั้นบนของอาคารฝึก มือสองข้างพาดราวเหล็ก สายตามองลงไปเบื้องล่างอย่างไม่กะพริบ เสียงฝีเท้าเด็ก ๆ วิ่งไปมา เสียงหัวเราะปนกับเสียงครูฝึกตะโกนสั่งเป็นจังหวะคนที่เขามองจริง ๆ ไม่ใช่ลูกน้อง แต่เป็น ‘ลูกของตัวเอง’เย่หานมีลูกห้าคน คู่แรกเป็นฝาแฝดผู้หญิงวัยห้าขวบ คู่ที่สองเป็นฝาแฝดผู้ชายวัยสี่ขวบ และคนสุดท้อง เป็นลูกสาวตัวน้อยวัยสองขวบ ที่ยังพูดไม่ค่อยชัด แต่ก็ชอบร้องตามพวกพี่ ๆเด็กชายฝาแฝดวิ่งกระโดดข้ามสิ่งกีดขวางอย่างคล่องแคล่ว ราวกับสนามฝึกคือสนามเด็กเล่น สำหรับสองคนนั้น เย่หานไม่ค่อยห่วงเท่าไร เพราะใจรักการเคลื่อนไหวแบบนี้มาตั้งแต่หัดเดิน แต่สายตาของเขากลับล็อกอยู่ที่ร่างจิ๋วอีกคนหนึ่ง ลูกสาวคนเล็กที่กำลังวิ่งเตาะแตะตามพี่ชาย ทั้งที่ขาสั้น ๆ แทบไม่ทัน ล้มก
ตอนพิเศษ 3อีกฝั่งหนึ่งของเมือง ในตึกสูงที่เป็นสำนักงานใหญ่ของสตูดิโอโปรดักชันชื่อดัง ที่นี่คืออาณาจักรของเว่ยหลงกองถ่ายขนาดใหญ่ทำงานกันวุ่นวาย ทีมกล้อง ทีมไฟ นักแสดง เดินสวนกันไม่ขาดสาย จอขนาดยักษ์ฉายภาพซีนที่เพิ่งถ่ายเสร็จ เสียงผู้กำกับสั่งคิวดังเป็นระยะเว่ยหลงยืนคุยงานด้วยท่าทีสุขุม แต่ข้าง ๆ เขามีเจ้าตัวเล็กสวมชุดเดรสน่ารักสีพาสเทล ผมม้วนเป็นลอนนิด ๆ เหมือนตุ๊กตา ดวงตากลมโตเป็นประกายวิบวับ‘เสี่ยวเป้ย’ ลูกสาวของอาอี้กับเย่หาน เจ้าตัวเล็กเป็นแฝดน้องวัยห้าขวบเท่ากับเสี่ยวเป่า ทั้งสองเป็นฝาแฝด แต่บุคลิกต่างกันสุดขั้วถ้าเปรียบเทียบเสี่ยวเป่าคือผู้จัดการไซต์ท่าเรือ เสี่ยวเป้ยก็คือดาราสาวตัวจิ๋วประจำกองถ่าย“ลุงใหญ่ ๆ นักแสดงสวยไหมวันนี้~ ” เสียงหวานใสถามอย่างตื่นเต้น“สวยสิ แต่ไม่สวยเท่าเสี่ยวเป้ยของลุงหรอก” เว่ยหลงยิ้มมุมปากเมื่อได้ยินคำชม เจ้าตัวเล็กก็ยืดอกภูมิใจทันทีพอมาถึงกองถ่ายยังไม่ทันได้ดูซีนอะไรนาน เสี่ยวเป้ยก็เห็นน้าฉิงฉิง เพื่อนสนิทของแม่เดินออกมาจากห้องแต่งตัว ดาราสาวสวยสง่าสวมชุดทำงานสุด
ตอนพิเศษ 2ท่าเรือเซินเจิ้นมีขนาดใหญ่ทอดตัวยาวจนสุดสายตา เครนเหล็กขนาดมหึมาขยับขึ้นลงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ตู้คอนเทนเนอร์หลากสีเรียงซ้อนกันราวกับกำแพงสูง เสียงเครื่องยนต์เรือสินค้าแล่นเข้าออกไม่ขาดสาย ผสานกับเสียงสั่งงานของคนงานที่ก้องไปทั่วพื้นที่ที่นี่คือหนึ่งในท่าเรือหลักของฝั่งใต้ และเป็นอาณาเขตที่อยู่ภายใต้การบริหารของเว่ยหนาน จากวันที่ต้องเดินออกจากเงาของพ่อ วันนี้อิทธิพลของเขาแทบไม่ต่างจากรุ่นก่อนอีกแล้ว ท่าเรือขนาดใหญ่แห่งนี้คือหัวใจของเส้นทางขนส่งหลายประเทศ เงินทุนหมุนเวียนมหาศาล เครือข่ายคนของเขาครอบคลุมตั้งแต่แรงงานยันผู้มีอำนาจและที่สำคัญ... อาอี้ น้องสาวของเขา คือหุ้นส่วนใหญ่ของโครงการนี้ ครั้งหนึ่งอาอี้เคยพูดว่าจะขายท่าเรือทั้งหมดให้เขา แต่เขาไม่ยอม เขาไม่คิดเอาเปรียบน้องสาว เพราะเงินก้อนแรกที่ลงไปคือของอาอี้ทั้งหมดสุดท้ายจึงตัดสินใจให้รวมหุ้น โดยให้อาอี้รับเงินปันผลยาว ๆ ต่อให้ไม่ต้องมาทำงานก็ยังมีรายได้ตลอดชีวิต เว่ยหนานยืนกอดอกมองเรือสินค้าลำใหญ่ค่อย ๆ เทียบท่า ความภูมิใจเอ่อล้น ก่อนจะสะดุ้งอย่างสุดแรง“ลุงรอง! เรื
ตอนพิเศษ 1โลกปัจจุบันเมืองใหญ่เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า แผ่นกระจกนับพันสะท้อนแสงอาทิตย์จนวาววับ รถยนต์แล่นขวักไขว่ไม่ขาดสาย เสียงของผู้คนผสานกับเสียงจากจอโฆษณาขนาดใหญ่ที่ฉายภาพสีสันสดใสอยู่ตามอาคาร เมืองทั้งเมืองเต็มไปด้วยความเร่งรีบและความทันสมัยภายในอะพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง มีหญิงสาวคนหนึ่งนั่งเอนกายอยู่บนโซฟาริมกระจกบานใหญ่ แสงแดดยามบ่ายส่องลงตรงปกหนังสือในมือเธอจนเป็นประกายบนปกเขียนชัดเจนว่า ‘ฉบับรีไรต์ทั้งเรื่อง’ ซึ่งเป็นนิยายนามปากกาเดียวกันกับที่เคยสร้างกระแสเมื่อหลายปีก่อน แต่ครั้งนี้มันถูกเขียนขึ้นใหม่ทั้งหมด ละเอียดขึ้น ลึกซึ้งขึ้น และอบอุ่นจนคนอ่านวางไม่ลง‘จืออี้’ พลิกหน้าสุดท้ายอย่างช้า ๆ นิ้วเรียวเริ่มสั่นขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะหลับตาลงเมื่ออ่านจบประโยคสุดท้าย หัวใจของเธอเหมือนถูกเติมเต็มอย่างสมบูรณ์ เธอค่อย ๆ ปิดหนังสือลงแล้วยกขึ้นมาวางแนบอก ริมฝีปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มกว้างโดยไม่รู้ตัวเธอดีใจ... ดีใจจนน้ำตาเอ่อคลอที่นิยายจบแบบนี้ เวอร์ชันนี้ไม่ใช่แค่ขายดี แต่มันดังถล่มทลายยิ่งกว่าเล่มแรกหลายเท่า ม
ตอนที่ 43 บทส่งท้ายหลังจากทุกอย่างคลี่คลาย คนผิดได้รับผลของการกระทำอย่างสาสม ชีวิตที่เคยเต็มไปด้วยเงามืดก็ค่อย ๆ กลับมาสว่างอีกครั้ง จืออี้กับเย่หานตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกันอย่างเป็นทางการงานช่วงเช้าถูกจัดแบบดั้งเดิมอย่างงดงาม ผ้าแดงผูกประดับตามเสา โคมไฟสีแดงแกว่งไกวตามสายลม เสียงดนตรีในพิธีดังคลอเบา ๆ สร้างบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยความยินดีจืออี้สวมชุดเจ้าสาวแบบโบราณ ดูสง่างามจนคนทั้งงานจ้องมองตาไม่กะพริบ เย่หานยืนข้างเธอ สวมชุดพิธีการเต็มยศ สายตามองเธอตลอดเหมือนกลัวว่าคนตรงหน้าจะเป็นเพียงภาพในความฝันเท่านั้นทั้งคู่คำนับฟ้า คำนับดิน คำนับผู้ใหญ่ ก่อนจะหันมามองกันและกันด้วยรอยยิ้มที่ไม่ต้องมีคำพูดใด ทั้งสองก็เข้าใจความหมายเป็นอย่างดีปู่ของเย่หานนั่งอยู่แถวหน้า ท่านยังแข็งแรงหลังตรงเป๊ะ ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความปลื้มปริ่ม หัวเราะชอบใจทุกขั้นตอนของพิธี“ดี ๆ ๆ หลานปู่ได้เมียเสียที! ” เสียงหัวเราะของปู่ทำให้แขกทั้งงานหัวเราะตาม บรรยากาศยิ่งคึกคักขึ้นไปอีกหลังเสร็จพิธี ทั้งคู่ก็จดทะเบียนสมรสทันที ลายเซ็นสองชื่อเ







