LOGINตอนที่ 7 ย้อนกลับมาอีกครั้ง
จืออี้กลับถึงบ้านในช่วงหัวค่ำ รถเพิ่งจอดสนิท ยังไม่ทันได้ก้าวเข้าไปในตัวบ้าน ก็เห็นคนรออยู่แล้ว ไม่ใช่แค่คนเดียว แต่เป็นเมียของพ่อหลายคน กับพี่น้องอีกหลายชีวิตที่ยืนกระจัดกระจายอยู่บริเวณทางเข้า สีหน้าของแต่ละคนต่างกันไป มีทั้งร้อนรน ไม่พอใจ และหวาดระแวง
“อาอี้ช่วยพูดอะไรหน่อยสิ” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกลับมาแล้ว ทุกคนก็เริ่มเดินมาหา
“อย่างไรเธอก็เป็นลูกรักของพ่อ พ่อฟังเธออยู่แล้ว” ภรรยาคนที่สามพูดกับลูกเลี้ยงที่พ่อตามใจที่สุด
“ใช่! ถ้าเธอออกหน้า พ่ออาจจะเปลี่ยนใจก็ได้” อีกเสียงรีบเสริมตามมา
จืออี้หยุดเดิน กวาดสายตามองทุกคนช้า ๆ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ อย่างไม่รู้สึกอะไร
“เคยเป็น... แต่ตอนนี้คงไม่ใช่อีกแล้ว” จืออี้พูดตามความจริง
ทุกคนเงียบไปครู่หนึ่ง เพราะไม่รู้เลยจริง ๆ ว่าสถานการณ์ในบ้านใหญ่นั้นเป็นเช่นไร
“พวกคุณก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าพ่อกำลังจะมีลูกสาวเพิ่มมาอีกคน” จืออี้พูดต่อ น้ำเสียงยังคงราบเรียบ
สายตาหลายคู่เปลี่ยนไปในทันที พวกเขาพอจะเข้าใจได้ เพราะประมุขของบ้านก็ยังต้องการลูกชายมากกว่าลูกสาว หากมีแค่คนเดียวก็เปรียบเสมือนใช่มุกล้ำค่า แต่หากมีมาเพิ่มก็อาจไม่ได้สำคัญเท่าไรนัก เหมือนที่เขาชอบลูกชาย แต่มีมากเกินไปก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจ
“อยู่เฉย ๆ ดีกว่า อย่าเข้าไปยุ่งเลย” จืออี้มองหน้าพวกเขา ก่อนจะพูดต่ออย่างตรงไปตรงมา อย่างไรพ่อก็ไม่ฟังใครอยู่ดี
“พวกเราอยู่เฉยไม่ได้แล้ว” ภรรยาคนที่ห้าพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“เธอไม่รู้เหรอว่าตอนนี้เขากำลังเริ่มเรียกคืนทุกอย่างแล้ว ทั้งเรื่องธุรกิจ ทั้งงานที่เคยให้ลูกชายแต่ละคนดูแล เขาเรียกกลับมาหมดแล้ว แถมตอนนี้เขายังให้คนของเขาเข้าไปคุมงานแทนด้วย” หากทุกอย่างยังเหมือนเดิม ทุกคนคงไม่มายืนอยู่ตรงนี้
จืออี้เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างสงสัย เพราะมันเร็วเกินไป ตามเนื้อเรื่องที่ควรจะเป็น หว่านหรูต้องรอจนแต่งงานเสร็จ ต้องรอให้ยืนอยู่ในตำแหน่งนั้นอย่างเป็นทางการก่อน ถึงจะค่อย ๆ ลงมือ ค่อย ๆ กวาดทุกอย่างมาไว้ในมือ
แต่จากที่ได้ยินในตอนนี้... ดูเหมือนทุกอย่างจะเริ่มขึ้นแล้ว ทั้งที่ยังไม่ถึงวันนั้นด้วยซ้ำ
หรือว่า... เนื้อเรื่องเดินเร็วขึ้นกว่าเดิม ในใจของจืออี้เกิดคำถามที่ไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้
และถ้าเป็นแบบนั้นจริง บางอย่างที่เธอคิดว่า ‘รู้ล่วงหน้า’ อาจจะไม่เป็นอย่างที่เคยคิด
“พ่อไม่มีทางฟังใคร หากพ่อฟังคำคนอื่นคงไม่มีลูกมีเมียมากมายขนาดนี้หรอก ฉันถือว่าเตือนแล้วนะ” จืออี้
มองหน้าคนเหล่านั้นอีกครั้ง ก่อนเดินเข้าบ้านทันทีโดยไม่หันกลับไปมองใครอีก
ภายในบ้านใหญ่เงียบสงบเป็นปกติอยู่แล้ว เพราะมีคนอยู่ไม่มาก เธอมองไปยังห้องรับแขก เห็นว่าหว่านหรูกำลังนั่งอยู่บนโซฟา ทำท่าทางสบายราวกับที่นี่เป็นที่ของตัวเองไปแล้ว ถึงจะไม่ค่อยชอบใจ แต่เธอก็เลือกที่จะเงียบแล้วเดินผ่านไป ทำเหมือนอีกฝ่ายไม่มีตัวตน
“คุณหนู” หว่านหรูยังคงเรียกจืออี้เหมือนเดิม เพราะตั้งใจทำให้คนมองว่าคุณหนูยังไม่ยอมรับเธอ ซึ่งมันได้ผล คนต่างเชื่อเธอ เพราะในอดีตคุณหนูไม่ใช่คนที่น่ารักสักเท่าไร คนงานในบ้านก็ไม่ชอบหน้าจืออี้ทั้งนั้น
จืออี้หยุดฝีเท้า ก่อนจะหันไปมอง
หว่านหรูยิ้มหวาน ซึ่งเป็นรอยยิ้มของคนที่คิดว่าตัวเองอยู่เหนือกว่า
“คุณหนูฉลาดนะที่ไม่คิดต่อต้าน ไม่ดิ้นรน ไม่โวยวาย” เธอคิดว่าคุณหนูฉลาดขึ้นมากกว่าแต่ก่อน แต่ถึงจะฉลาดอย่างไร อีกไม่นานก็จะถึงเวลาที่เธอจะเอาคืน
“หล่อนก็ฉลาดเหมือนกัน... ที่จับพ่อฉันได้” จืออี้ยิ้มตอบ เป็นรอยยิ้มบาง ๆ แต่กลับไปไม่ถึงดวงตา
“ก็ดีกว่าคนที่ผู้ชายไม่เอาไม่ใช่เหรอคะ อย่างน้อย ...ฉันก็มีผู้ชายที่ยอมทำเพื่อฉันทุกอย่าง” หว่านหรูยิ้มเย็นพร้อมเชิดคางขึ้นอย่างเหนือกว่า
“คนต่ำต้อยแบบฉัน... ตอนนี้รู้สึกว่าเหนือกว่าคุณหนูแล้วนะคะ” เธอเอียงศีรษะเล็กน้อย สายตาไล่มองอีกฝ่ายอย่างตั้งใจ พลางยกมือหนึ่งขึ้นลูบหน้าท้องอย่างจงใจ เหมือนต้องการตอกย้ำทุกอย่าง
“ฉลาดก็ดีแล้ว” จืออี้ก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าวอย่างช้า ๆ
“เก่งก็ดีแล้ว” น้ำเสียงของจืออี้เยือกเย็นจนหว่านหรูเผลอกลืนน้ำลาย
“คนมีปมอย่างหล่อน... ก็ต้องดิ้นรนเพื่อลบปมด้อยของตัวเองแบบนี้แหละ” จืออี้ไล่สายตาดูแคลนตั้งแต่หัวจรดเท้า โดยไม่ปิดบัง
“น่าสมเพชจริง ๆ ” จืออี้ยังเดินเข้าใกล้อีกฝ่ายด้วยท่าทางน่ากลัว
หว่านหรูถอยหลังโดยไม่รู้ตัว จนแผ่นหลังเกือบชนโต๊ะข้างโซฟา
บรรยากาศในห้องรับแขกหนักอึ้ง เหมือนอากาศถูกบีบจนหายใจไม่ออก
“อาอี้” เสียงเข้มดังขึ้นกะทันหัน พร้อมแรงดึงที่แขน
“พี่มีเรื่องจะคุยด้วย” เว่ยหลงดึงแขนน้องสาวให้ออกห่างจากผู้หญิงคนนั้น
เว่ยหลงพาน้องสาวออกจากห้องรับแขกโดยที่มือยังจับแขนเล็กไว้แน่น เขาไม่กล้าปล่อยเพราะกลัวน้องสาวจะอาละวาดจนเกิดเรื่องราวใหญ่โต
หว่านหรูยืนมองแผ่นหลังของสองพี่น้องที่เดินออกไปนอกห้องด้วยสายตาคมกริบ
อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น อีกแค่ก้าวเดียวเท่านั้น
ถ้าเมื่อครู่คุณหนูเผลอแตะต้องเธอ ถ้าผลักหรือเพียงแค่ทำให้เธอสะดุด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เธอย่อมมีเรื่องไปบอกสามี และเรื่องนั้น... จะกลายเป็นมีดเล่มงามที่ปักลงกลางอกอีกฝ่ายโดยไม่ต้องเปื้อนมือเธอเลย
น่าเสียดายที่มีคนมาขวางไว้ก่อน
รอยยิ้มพึงพอใจที่เคยประดับบนใบหน้าเมื่อครู่ ค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงความเจ็บใจที่กดไม่อยู่ หว่านหรูทยอยเล่นงานทุกคนไปแล้ว ถึงไม่มาก แต่ก็เล่นงานได้ทุกคน ไม่ว่าจะทั้งเมียหรือลูกของสามี เธอใจเย็นเล่นงานทีละนิด และไม่มีใครรอดสักคน นายท่านเรียกคืนทุกอย่างที่เคยให้ อ้างเหตุผลสารพัด ความสามารถไม่พอ ไม่ซื่อสัตย์ บริหารผิดพลาด แต่แท้จริงแล้ว ทุกคำพูดเหล่านั้นล้วนมาจากปากของเธอ
ตอนนี้เขาหลงเธอ หลงจนเชื่อทุกคำ ตามใจทุกอย่าง แม้แต่สิ่งที่ขัดกับเหตุผลที่สุด เขาก็ยังพยักหน้ารับ แน่นอนว่าเธอก็ไม่โง่ที่จะเล่นงานโดยที่อีกฝ่ายไม่ผิด เธอรู้ดีว่าควรลงมีดตรงไหน รู้ว่าควรกระซิบคำใดใส่หู รู้ว่าควรเล่นงานจุดไหน นายท่านถึงจะตอบสนอง เพราะนี่ไม่ใช่ชีวิตแรกของเธอ นี่คือชีวิตที่สองของเธอ
เธอรู้ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น รู้ว่าใครเป็นอย่างไร รู้ว่าใครจะล้ม ใครจะรุ่ง และใครควรถูกกำจัดตั้งแต่ต้นทาง
เธอรู้จุดอ่อนของคนพวกนั้น เธอเคยใช้มันมาแล้วครั้งหนึ่ง และครั้งนี้ก็เช่นกัน เพียงแต่ยกเว้นอยู่คนหนึ่ง นั่นคือคุณหนูจืออี้ คนที่ควรจะมีช่องโหว่มากที่สุด ควรจะอารมณ์ร้อน อวดดี เอาแต่ใจ และชีวิตพังได้ง่าย ๆ เหมือนในชาติที่แล้ว กลับนิ่งผิดปกติ ระวังตัวผิดธรรมชาติ ไม่มีช่องโหว่ให้แทง ทั้งที่ในชาติก่อน คุณหนูจืออี้คือคนที่เธอจัดการได้ง่ายที่สุด
“แปลกจริง... หรือว่าฉันจัดการช้าเกินไป” หว่านหรูกำมือแน่น เล็บจิกลงบนฝ่ามือจนเจ็บ
เธอรู้ว่านี่คือชีวิตที่สองของเธอได้ประมาณหนึ่งปีแล้ว หากเธอรู้เร็วกว่านี้ คงไม่มีวันให้เย่หานออกจากบ้านหลังนี้เป็นอันขาด เธอมารู้ตัวก็ตอนที่เขาออกจากบ้านไปแล้วหนึ่งปี
“ไม่เป็นไร อีกไม่นานเขาจะกลับมา แล้วเราจะได้อยู่ด้วยกัน” แผนนี้พัง แต่เกมยังไม่จบ และเธอจะไม่มีวันยอมแพ้ง่าย ๆ
ตอนพิเศษ 5วันตรุษจีนปีนี้ บ้านตระกูลซ่งคึกคักกว่าหลายปีที่ผ่านมา โคมสีแดงแขวนเรียงตามชายคา กลิ่นธูปไหว้บรรพบุรุษลอยปะปนกับกลิ่นอาหารมงคลที่คนครัวเตรียมกันไม่หยุด เสียงหัวเราะของญาติดังเป็นระยะเย่หานจูงมือภรรยาและพาลูก ๆ ทั้งห้าคนก้าวเข้าไปในบ้าน ความสัมพันธ์ของจืออี้กับพ่อยังคงอยู่ในระยะที่ ‘พูดคุยได้ แต่ไม่สนิทใจ’ ทักทายกันตามมารยาท ถามสารทุกข์สุกดิบพอเป็นพิธี ไม่มีคำตำหนิ ไม่มีการรื้อฟื้นอดีต และก็ไม่มีความใกล้ชิดเหมือนก่อนเจิ้นหยวนไม่ได้เข้ามาคลุกคลีกับหลาน ๆ มากนัก เพียงมองอยู่ห่าง ๆ อย่างเงียบ ๆ เขาเห็นแล้วว่าลูกสาวไปได้ดี มีครอบครัวอบอุ่น สามีดูแลดี เด็ก ๆ แข็งแรง ร่าเริงตั้งแต่เรื่องทุกอย่างพังทลายลง เขาก็ไม่เคยมีภรรยาเพิ่มอีก ลูกแฝดชายจากหว่านหรูก็ถูกเลี้ยงดูอยู่อีกบ้านหนึ่งในเขตตระกูลซ่ง ทุกอย่างแยกเป็นสัดส่วน ไม่ปะปนกันอีกสายตาของเขาหยุดอยู่ที่ลูกสาวและหลานทั้งห้าคนที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ใต้ต้นเหมย ริมฝีปากที่เคยตึงเครียดก็คลายลงเป็นรอยยิ้มบาง ๆ‘คุณเห็นไหม... ลูกของเราอยู่ดี มีความสุข หลาน ๆ ก็น่ารักขนาดนี้’ เขา
ตอนพิเศษ 4อีกฟากหนึ่งของเมือง ภายในค่ายฝึกขนาดใหญ่ที่เย่หานสร้างขึ้นมาเอง พื้นที่กว้างขวางถูกจัดเป็นลานฝึกสัดส่วนไม่ต่างจากค่ายทหารจริง ๆที่นี่ไม่ใช่แค่สำหรับลูกน้องของเขาเท่านั้น แต่รวมถึงกลุ่มหลินเฉิง อดีตคนใต้ดินที่ถูกดึงขึ้นมาฝึกระเบียบ วินัย และทักษะใหม่ ๆเย่หานยืนอยู่ชั้นบนของอาคารฝึก มือสองข้างพาดราวเหล็ก สายตามองลงไปเบื้องล่างอย่างไม่กะพริบ เสียงฝีเท้าเด็ก ๆ วิ่งไปมา เสียงหัวเราะปนกับเสียงครูฝึกตะโกนสั่งเป็นจังหวะคนที่เขามองจริง ๆ ไม่ใช่ลูกน้อง แต่เป็น ‘ลูกของตัวเอง’เย่หานมีลูกห้าคน คู่แรกเป็นฝาแฝดผู้หญิงวัยห้าขวบ คู่ที่สองเป็นฝาแฝดผู้ชายวัยสี่ขวบ และคนสุดท้อง เป็นลูกสาวตัวน้อยวัยสองขวบ ที่ยังพูดไม่ค่อยชัด แต่ก็ชอบร้องตามพวกพี่ ๆเด็กชายฝาแฝดวิ่งกระโดดข้ามสิ่งกีดขวางอย่างคล่องแคล่ว ราวกับสนามฝึกคือสนามเด็กเล่น สำหรับสองคนนั้น เย่หานไม่ค่อยห่วงเท่าไร เพราะใจรักการเคลื่อนไหวแบบนี้มาตั้งแต่หัดเดิน แต่สายตาของเขากลับล็อกอยู่ที่ร่างจิ๋วอีกคนหนึ่ง ลูกสาวคนเล็กที่กำลังวิ่งเตาะแตะตามพี่ชาย ทั้งที่ขาสั้น ๆ แทบไม่ทัน ล้มก
ตอนพิเศษ 3อีกฝั่งหนึ่งของเมือง ในตึกสูงที่เป็นสำนักงานใหญ่ของสตูดิโอโปรดักชันชื่อดัง ที่นี่คืออาณาจักรของเว่ยหลงกองถ่ายขนาดใหญ่ทำงานกันวุ่นวาย ทีมกล้อง ทีมไฟ นักแสดง เดินสวนกันไม่ขาดสาย จอขนาดยักษ์ฉายภาพซีนที่เพิ่งถ่ายเสร็จ เสียงผู้กำกับสั่งคิวดังเป็นระยะเว่ยหลงยืนคุยงานด้วยท่าทีสุขุม แต่ข้าง ๆ เขามีเจ้าตัวเล็กสวมชุดเดรสน่ารักสีพาสเทล ผมม้วนเป็นลอนนิด ๆ เหมือนตุ๊กตา ดวงตากลมโตเป็นประกายวิบวับ‘เสี่ยวเป้ย’ ลูกสาวของอาอี้กับเย่หาน เจ้าตัวเล็กเป็นแฝดน้องวัยห้าขวบเท่ากับเสี่ยวเป่า ทั้งสองเป็นฝาแฝด แต่บุคลิกต่างกันสุดขั้วถ้าเปรียบเทียบเสี่ยวเป่าคือผู้จัดการไซต์ท่าเรือ เสี่ยวเป้ยก็คือดาราสาวตัวจิ๋วประจำกองถ่าย“ลุงใหญ่ ๆ นักแสดงสวยไหมวันนี้~ ” เสียงหวานใสถามอย่างตื่นเต้น“สวยสิ แต่ไม่สวยเท่าเสี่ยวเป้ยของลุงหรอก” เว่ยหลงยิ้มมุมปากเมื่อได้ยินคำชม เจ้าตัวเล็กก็ยืดอกภูมิใจทันทีพอมาถึงกองถ่ายยังไม่ทันได้ดูซีนอะไรนาน เสี่ยวเป้ยก็เห็นน้าฉิงฉิง เพื่อนสนิทของแม่เดินออกมาจากห้องแต่งตัว ดาราสาวสวยสง่าสวมชุดทำงานสุด
ตอนพิเศษ 2ท่าเรือเซินเจิ้นมีขนาดใหญ่ทอดตัวยาวจนสุดสายตา เครนเหล็กขนาดมหึมาขยับขึ้นลงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ตู้คอนเทนเนอร์หลากสีเรียงซ้อนกันราวกับกำแพงสูง เสียงเครื่องยนต์เรือสินค้าแล่นเข้าออกไม่ขาดสาย ผสานกับเสียงสั่งงานของคนงานที่ก้องไปทั่วพื้นที่ที่นี่คือหนึ่งในท่าเรือหลักของฝั่งใต้ และเป็นอาณาเขตที่อยู่ภายใต้การบริหารของเว่ยหนาน จากวันที่ต้องเดินออกจากเงาของพ่อ วันนี้อิทธิพลของเขาแทบไม่ต่างจากรุ่นก่อนอีกแล้ว ท่าเรือขนาดใหญ่แห่งนี้คือหัวใจของเส้นทางขนส่งหลายประเทศ เงินทุนหมุนเวียนมหาศาล เครือข่ายคนของเขาครอบคลุมตั้งแต่แรงงานยันผู้มีอำนาจและที่สำคัญ... อาอี้ น้องสาวของเขา คือหุ้นส่วนใหญ่ของโครงการนี้ ครั้งหนึ่งอาอี้เคยพูดว่าจะขายท่าเรือทั้งหมดให้เขา แต่เขาไม่ยอม เขาไม่คิดเอาเปรียบน้องสาว เพราะเงินก้อนแรกที่ลงไปคือของอาอี้ทั้งหมดสุดท้ายจึงตัดสินใจให้รวมหุ้น โดยให้อาอี้รับเงินปันผลยาว ๆ ต่อให้ไม่ต้องมาทำงานก็ยังมีรายได้ตลอดชีวิต เว่ยหนานยืนกอดอกมองเรือสินค้าลำใหญ่ค่อย ๆ เทียบท่า ความภูมิใจเอ่อล้น ก่อนจะสะดุ้งอย่างสุดแรง“ลุงรอง! เรื
ตอนพิเศษ 1โลกปัจจุบันเมืองใหญ่เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า แผ่นกระจกนับพันสะท้อนแสงอาทิตย์จนวาววับ รถยนต์แล่นขวักไขว่ไม่ขาดสาย เสียงของผู้คนผสานกับเสียงจากจอโฆษณาขนาดใหญ่ที่ฉายภาพสีสันสดใสอยู่ตามอาคาร เมืองทั้งเมืองเต็มไปด้วยความเร่งรีบและความทันสมัยภายในอะพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง มีหญิงสาวคนหนึ่งนั่งเอนกายอยู่บนโซฟาริมกระจกบานใหญ่ แสงแดดยามบ่ายส่องลงตรงปกหนังสือในมือเธอจนเป็นประกายบนปกเขียนชัดเจนว่า ‘ฉบับรีไรต์ทั้งเรื่อง’ ซึ่งเป็นนิยายนามปากกาเดียวกันกับที่เคยสร้างกระแสเมื่อหลายปีก่อน แต่ครั้งนี้มันถูกเขียนขึ้นใหม่ทั้งหมด ละเอียดขึ้น ลึกซึ้งขึ้น และอบอุ่นจนคนอ่านวางไม่ลง‘จืออี้’ พลิกหน้าสุดท้ายอย่างช้า ๆ นิ้วเรียวเริ่มสั่นขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะหลับตาลงเมื่ออ่านจบประโยคสุดท้าย หัวใจของเธอเหมือนถูกเติมเต็มอย่างสมบูรณ์ เธอค่อย ๆ ปิดหนังสือลงแล้วยกขึ้นมาวางแนบอก ริมฝีปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มกว้างโดยไม่รู้ตัวเธอดีใจ... ดีใจจนน้ำตาเอ่อคลอที่นิยายจบแบบนี้ เวอร์ชันนี้ไม่ใช่แค่ขายดี แต่มันดังถล่มทลายยิ่งกว่าเล่มแรกหลายเท่า ม
ตอนที่ 43 บทส่งท้ายหลังจากทุกอย่างคลี่คลาย คนผิดได้รับผลของการกระทำอย่างสาสม ชีวิตที่เคยเต็มไปด้วยเงามืดก็ค่อย ๆ กลับมาสว่างอีกครั้ง จืออี้กับเย่หานตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกันอย่างเป็นทางการงานช่วงเช้าถูกจัดแบบดั้งเดิมอย่างงดงาม ผ้าแดงผูกประดับตามเสา โคมไฟสีแดงแกว่งไกวตามสายลม เสียงดนตรีในพิธีดังคลอเบา ๆ สร้างบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยความยินดีจืออี้สวมชุดเจ้าสาวแบบโบราณ ดูสง่างามจนคนทั้งงานจ้องมองตาไม่กะพริบ เย่หานยืนข้างเธอ สวมชุดพิธีการเต็มยศ สายตามองเธอตลอดเหมือนกลัวว่าคนตรงหน้าจะเป็นเพียงภาพในความฝันเท่านั้นทั้งคู่คำนับฟ้า คำนับดิน คำนับผู้ใหญ่ ก่อนจะหันมามองกันและกันด้วยรอยยิ้มที่ไม่ต้องมีคำพูดใด ทั้งสองก็เข้าใจความหมายเป็นอย่างดีปู่ของเย่หานนั่งอยู่แถวหน้า ท่านยังแข็งแรงหลังตรงเป๊ะ ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความปลื้มปริ่ม หัวเราะชอบใจทุกขั้นตอนของพิธี“ดี ๆ ๆ หลานปู่ได้เมียเสียที! ” เสียงหัวเราะของปู่ทำให้แขกทั้งงานหัวเราะตาม บรรยากาศยิ่งคึกคักขึ้นไปอีกหลังเสร็จพิธี ทั้งคู่ก็จดทะเบียนสมรสทันที ลายเซ็นสองชื่อเ







