แชร์

บทที่ 3

last update วันที่เผยแพร่: 2025-12-16 17:58:29

“รสชาติข้าวต้มเป็นยังไงบ้างคะ” ซูจินกวงมองใบหน้าของหลานสาวที่คล้ายกำลังลุ้นในคำตอบหลังจากที่ตนตักข้าวต้มช้อนสุดท้ายเข้าปากด้วยหัวใจอันเปี่ยมสุข

“ก็พอใช้” คำตอบนี้ค่อนข้างทำให้เจ้าของใบหน้าหวานรู้สึกผิดหวัง ซูจินกวงไม่อาจทนเห็นท่าทางเหงาหงอยของหลานสาวสุดที่รักได้ดังนั้นเขาจึงต้องตอบความรู้สึกที่แท้จริงออกมา

“อร่อย หลานเลิกทำหน้าเศร้าเถอะ” “อร่อยจริงนะคะ” ใบหน้าของซูหร่วนซีพลันสว่างเจิดจ้าพลางจ้องมองคนตรงข้ามดวงตาไม่กะพริบใจเต้นตึกตักลุ้นในคำตอบ แม้ว่าหล่อนค่อนข้างจะมั่นใจในฝีมือของตนมาจากชาติก่อนที่ยอมสละเวลาละทิ้งการงานทำตัวเป็นแม่บ้านก็ตาม

ย้อนกลับไปในตอนนั้น จากหญิงสาวที่มีอุดมการณ์ในการทำงานและความคิดก้าวหน้าแต่เพราะความอยากให้คนรักประทับใจรวมถึงให้เขาสนใจตัวเอง ดังนั้นเธอจึงเลือกเดินออกมาจากบริษัท

ก่อนที่จะเลือกไปเข้าคอร์สเรียนทำอาหารทั้งคาวหวาน เพียงเพื่อเอาใจสามีโง่เหมือนหมูตัวนั้นโดยที่เธอไม่รู้เลยว่าการกระทำของเธอต่างหากที่โง่เขลามากขนาดไหน

เพราะหากคนเขารักเราไม่ว่าเป็นแบบไหนเขาก็รัก ดูอย่างจางหว่านชิงสิ หล่อนเองก็ทำอาหารไม่เป็นแต่เฉินมู่เจ๋อก็ทั้งรักทั้งหลง ซูหร่วนซียิ่งคิดเธอก็ยิ่งรู้้สึกสมเพชตัวเองที่ในตอนนั้นแทนที่จะแต่งตัวให้สวยงามไม่เป็นยายเพิ้งที่วัน ๆ เอาแต่หน้ามันอยู่ในครัว

ซูจินกวงมองใบหน้าของหลานสาวที่กำลังเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาก่อนจะเอ่ยปากอย่างเป็นห่วง “ซีซี! หลานเป็นอะไร”

“อ๊ะ! คุณปู่ว่าอะไรนะคะ”

“ไม่มีอะไร ปู่เห็นว่าหลานดูเหม่อ ๆ”

“ฉันไม่ได้เป็นอะไรค่ะ คุณปู่ไม่ต้องกังวลนะคะ” เมื่อเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของคนเป็นหลาน ซูจินกวงจึงได้ปล่อยผ่านก่อนจะนึกถึงความหลังในครั้งที่คู่ชีวิตของตนยังมีชีวิตอยู่ ในตอนนั้นจำได้ว่าเวลาเด็กหญิงได้รางวัลอะไรมาก็มักจะวิ่งโร่มาโอ้อวดต่อหน้าอยู่เสมอเพื่อขอคำชม

แต่ทว่าทุกอย่างดูเหมือนจะเปลี่ยนไปหลังจากอุบัติเหตุของบุตรชายและลูกสะใภ้ในช่วงวัยมัธยมต้นปีที่สามของเด็กหญิง กว่าเขาจะรู้สึกตัวก็ปรากฏว่าหลานสาวเพียงคนเดียวได้ตีตัวออกห่างจากตนไปไล่ตามเด็กแซ่เฉินเสียแล้วที่ไม่มีอะไรเทียบกับคนบ้านซูได้เลย

“คุณปู่คะ ว่าแต่ข้าวต้มที่ฉันทำอร่อยจริง ๆ ใช่ไหมคะ" หญิงสาวเมื่อเห็นท่าทางของคนเป็นปู่ที่จู่ ๆ ก็นั่งครุ่นคิดคล้ายมีเรื่องในใจดังนั้นเจ้าตัวจึงได้ส่งเสียงทำลายความเงียบออกมา

“จริงสิหลานไม่เชื่อปู่อย่างนั้นเหรอ ว่าแต่หลานไปหัดทำอาหารมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ปู่ไม่เคยรู้ว่าก่อนว่าหลานจะมีฝีมือขนาดนี้” คำชมของชายชรานำพามาซึ่งความยินดีให้หญิงสาวเป็นอย่างมาก

"ก็ฉันเป็นหลานสาวของใครล่ะคะ ก็ต้องเก่งเหมือนคนนั้นสิ” คำตอบของหญิงสาวได้เรียกเสียงหัวเราะดังขึ้นทั้งจากคนทั้งคู่ ซึ่งเสียงหัวเราะอันสดใสนี้ได้ทำให้คฤหาสน์หลังเก่าของตระกูลซูได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

หลังจากมื้ออาหารเช้าระหว่างปู่กับหลานจบลง หญิงสาวก็ขอตัวกลับเข้าห้องนอน เนื่องจากเธออยากจะใช้เวลากับตัวเองอีกสักหน่อยว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องจริงไม่ใช่ฝัน

และในระหว่างนี้เจ้าตัวจึงได้ถือโอกาสเดินสำรวจสิ่งของมากมายที่อยู่ในความทรงจำอย่างแสนคิดถึง ซูหร่วนซีใช้ปลายนิ้วไล้สิ่งของที่อยู่บนชั้นวางอย่างโหยหา

“พ่อคะ แม่คะ ย่าคะ หนูขอโทษที่ทำให้ผิดหวังนะคะ” หญิงสาวพูดกับภาพถ่ายของครอบครัวที่มีทั้งพ่อ แม่ และย่าด้วยความรู้สึกผิดซึ่งมีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ว่าหมายถึงเรื่องอะไร

หลังจากวางกรอบรูปลง หญิงสาวจึงได้เริ่มสำรวจสิ่งของมากมายของตนอีกครั้ง ที่มีทั้งตุ๊กตาตัวเก่า หนังสือเล่มโปรด จนกระทั่งนิ้วเรียวยาวไปสะดุดกับกล่องใบหนึ่งขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก ความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมา พร้อมกันนั้นเจ้าตัวจึงได้เปิดกล่องใบนี้ขึ้นเพื่อดูของด้านใน

หญิงสาวมองโมเดลเครื่องบินลำเล็กสีขาวลำน้อยในมือด้วยแววตาครุ่นคิด รวมถึงนกกระดาษหลากสีที่มีขนาดต่างกัน ดวงตาของหญิงสาวเหม่อมองของสองสิ่งในกล่องอยู่เนิ่นนานคล้ายหวนรำลึกไปยังอดีตอันแสนไกล

บนม้านั่งยาวสีขาวภายใต้ต้นไม้ใหญ่ในสวนสาธารณะ เด็กหญิงในชุดมัธยมต้นนั่งนิ่งราวกับตุ๊กตาไร้ชีวิต น้ำตาไหลอาบร่องแก้มขาวอย่างน่าสงสาร

จู่ ๆ ก็มีหนุ่มน้อยคนหนึ่งที่น่าจะอายุมากกว่า เพราะเขาอยู่ในชุดมัธยมปลายมีหมวกปิดบังใบหน้าถึงครึ่งทำให้เธอในตอนนั้นไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของคนผู้นั้นได้อย่างชัดเจน

“น้องสาวเธอร้องไห้เพราะอะไร” เสียงของเขาทุ้มค่อนข้างแหบเล็กน้อยถามเธออย่างอ่อนโยน

“ฉันไม่มีพ่อแม่แล้ว เขาจากไปอยู่บนนั้น” เธอจำได้ว่าตอบคำถามพร้อมการกระทำโง่ ๆ ออกไปโดยการชี้นิ้วไปบนท้องฟ้า

ในตอนนั้นเธอโง่หรือเขาโง่มากกว่าก็สุดจะรู้ได้ เมื่อเขายื่นเครื่องบินลำเล็กสีขาวสะอาดลำนี้มาให้พร้อมกับคำพูดที่ว่า “เอาไว้เมื่อโตขึ้นพี่จะพาเธอขึ้นไปบนฟ้านะ ตอนนี้ขอฝากมันเอาไว้ก่อน” เขาพูดพร้อมกับวางเครื่องบินลำเล็กนี้ไว้ข้างตัวเธอ

ในตอนนั้นน้ำตาของเธอหยุดไหลลงอย่างฉับพลันและกำลังจะเอ่ยขอบคุณ ทว่าร่างสูงผอมนั้นก็วิ่งห่างออกไปไกลเสียแล้ว และหลังจากวันนั้นเธอก็มักจะได้นกกระดาษที่ถูกพับขึ้นอย่างสวยงามทุกวัน

ซึ่งคนที่นำมามอบให้ก็เป็นแม่บ้านบ้างหรือไม่ก็หญิงรับใช้และเมื่อถามถึงผู้ให้ทุกคนก็ต่างพูดเหมือนกันว่า

“นายน้อยคนนั้นฝากบอกว่าพี่ชายเครื่องบินต้องการให้กำลังใจน้องสาว ในคราแรกพวกเธอก็ไม่อยากรับมาแต่เมื่อเห็นว่าคุณหนูมีความสุขก็เลยจำต้องปล่อยเลยตามเลย” นี่คือคำตอบที่ได้รับจากสาวใช้

ซึ่งเรื่องนี้คุณปู่ของตนก็ทราบเรื่อง และเขาเพียงคิดว่าคงจะเป็นเพื่อนของหลานสาวเจ้าตัวจึงได้ปล่อยผ่านเช่นกัน นานวันเข้าหลังจากเธอเริ่มคลายความเศร้าโศกลงจึงให้คนไปสืบดูว่าบริเวณสวนสาธารณะในวิลล่ามีใครอยู่บ้างที่กำลังอยู่ในวัย มัธยมปลาย คำตอบที่ได้คือนายน้อยตระกูลเฉิน ซึ่งนายน้อยที่ว่าก็คือเฉินมู่เจ๋อ

ดังนั้นเธอจึงได้ริ่เริ่มส่งของขวัญบ้างขนมบ้างไปให้เขาทั้งที่บ้านและไปดักรอเขาหน้าโรงเรียนจนกระทั่งเขาเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยเธอก็ทำเช่นนี้ไม่เคยเปลี่ยน อีกทั้งยังมุ่งมั่นตั้งใจเรียนจนสอบติดมหาวิทยาลัยเดียวกับเขา

โดยไม่ได้รู้เลยว่าขนมเหล่านั้นไม่เพียงแต่ชายหนุ่มจะไม่ชอบ เขากลับโยนมันลงถังขยะทุกครั้ง จนกระทั่งมาได้ยินเข้ากับหูและเห็นเองกับตา แต่ถึงอย่างนั้นด้วยความดื้อดึงและอยากเอาชนะเธอก็ยังคงตามตื้อเขาไม่หยุด

ในขณะที่หญิงสาวกำลังจมอยู่กับความคิด เสียงเคาะประตูหน้าห้องของเจ้าตัวก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงของหญิงรับใช้

“คุณหนูคะ คุณหนูโม่มาขอพบ”

“บอกให้เธอรอก่อนสักครู่นะคะ” ซูหร่วนซีบอกคนด้านนอกผ่านประตูพร้อมกับนำเครื่องบินลำเล็กใส่ลงในกล่องและปิดฝาเอาไว้ตามเดิม (เอาไว้ค่อยเอาไปคืน จะว่าไปฉันในตอนนั้นก็โง่ซะเหลือเกิน) เจ้าตัวคิดอย่างเย้ยหยันตน

หญิงสาวรูปร่างผอมสูงอยู่ในชุดเสวตเตอร์สีเนื้อ กางเกงขายาวสีขาวพอดีตัวแนบไปกับท่อนขาเรียวสวยและยิ่งเธอสวมรองเท้าบูทหุ้มข้อสูงห้านิ้วจึงทำให้หญิงสาวดูเพรียวบางมากขึ้น

ซูหร่วนซีสำรวจตัวเองในกระจกอย่างพอใจ ใบหน้าขาวเรียบเนียน ดวงตากลมโต ขนตาดำหนายาวเป็นแพอย่างไม่ต้องต่อ จมูกได้รูปโด่งสวยรับกับใบหน้าเรียวเล็ก (ต่อไปนี้อย่าหวังว่าฉันจะทำตัวเป็นป้าแก่อีก) เจ้าตัวคิดก่อนจะเปิดประตูและเดินออกจากห้องด้วยท่าทางมาดมั่น

เสียงรองเท้าเดินลงมาตามขั้นบันได กระทั่งเดินมาถึงห้องรับแขก “ซีซีเธอสวยจัง” โม่เข่อซิงหญิงสาวผู้มีผมสั้นรับใบหน้ากลมหรี่ตาลงกล่าวชื่นชมเพื่อนสาวอย่างจริงใจ

“ปากหวาน” เจ้าของชื่อยกนิ้วบีบแก้มกลมของเพื่อนเฉกเช่นที่มักทำอยู่เป็นนิจ

“ฉันจะหอมแก้มเธอนะ ถ้ายังไม่ปล่อยมือ” น้ำเสียงอู้อี้พูดข่มขู่พร้อมทั้งแสร้งทำท่าทางเหมือนคนเจ้าชู้

“เอาไว้ไปหอมเจ้าชายของหล่อนเถอะ” ซูหร่วนซีปล่อยมือของตนพร้อมกับขืนตัวแกล้งหลบเลี่ยงการกระทำของเพื่อนสนิทอย่างรังเกียจ

“ฉันก็อยากจะทำอย่างนั้น ทว่าเจ้าชายของฉันอยู่สูงเกินไป” คุณหนูตระกูลโม่คร่ำครวญพลางทิ้งก้นลงนั่งบนโซฟาหนานุ่มอย่างอ่อนแรง

ซูหร่วนซีอยากจะหัวเราะให้กับท่าทางคล้ายหมาหงอยถูกเจ้าของทิ้งของเพื่อนสาว แต่ทว่าเธอไม่อาจทำได้เนื่องจากกลัวเพื่อนรักเพียงหนึ่งเดียวจะเสียใจจึงได้เปลี่ยนเป็นพูดปลอบออกมาแทน

“เขาไปถ่ายหนังแค่เมืองจีอยู่ห่างไปไม่กี่ไมล์ ไม่ใช่ว่าคุณหนูโม่จะตามไปไม่ได้สักหน่อย” คำพูดของหล่อนเหมือนจะสะกิดความทรงจำของเจ้าตัวด้วย

โม่เข่อซิงเงยหน้ามองเพื่อนสาวดวงตาเต็มไปด้วยความหวังแต่แล้วเธอก็ต้องตกใจเมื่อคนที่กำลังปลอบตนมีสีหน้าซีดขาวไร้สีเลือดขัดกลับก่อนหน้า

“ซีซี! เป็นอะไร” สาวน้อยผมสั้นเรียกผู้เป็นเพื่อนอย่างร้อนใจ

“เข่อเอ๋อร์ พวกเราไปเมืองจีกัน ตอนนี้เลย” ความใจร้อนของซูหร่วนซีทำให้โม่เข่อซิงถึงกับมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่ครู่ใหญ่จนกระทั่งเธอถูกเพื่อนสาวลากมาถึงสนามบิน และเมื่อได้ยินเสียงประกาศรวมถึงความวุ่นวายทั้งหลายรอบตัว หญิงสาวจึงได้รู้สึกตัวและไม่คิดว่าตัวเองฝันไป

คุณหนูใหญ่ซูแค่มองใบหน้าเด๋อด๋าของเพื่อนก็รู้แล้วว่าเธอคิดอะไร “คุณหนูโม่เธอจะยืนเอ๋ออีกนานไหม”

คำพูดนี้ของเพื่อนสาวไม่เกินจริงเนื่องจากโม่เข่อซิงไม่คิดว่าซูหร่วนซีจะพาเธอไปเมืองจีจริง ๆ

“เธอรู้ได้ยังไงว่าเขาอยู่ที่ไหน” โม่เข่อซิงถามเพื่อนสาวด้วยความอยากรู้

“ฉันกับเขาเป็นอะไรกันล่ะ เอาละยังมีเวลาเธองีบสักหน่อยเถอะจะได้มีแรง” หากเข่อซิงไม่ตื่นเต้นจนเกินไปเธอน่าจะรู้สึกเอะใจกับคำพูดอันประหลาดของเพื่อน

ในห้วงความคิดของซูหร่วนซีในตอนนี้ได้หวนคำนึงย้อนกลับไปยังอดีต หลังจากวันแต่งงานที่เธอต้องนอนเฝ้าห้องหอตามลำพัง เช้าวันถัดมาเธอถึงได้รู้ข่าวเกี่ยวกับลูกพี่ลูกน้องหนุ่มผู้เป็นดาราแถวหน้า

ตามเนื้อข่าวระบุว่าชายหนุ่มถูกทำร้าย ทว่าโชคดีได้มีแฟนคลับสาวเห็นเหตุการณ์จึงได้เอาตัวเข้าช่วย ทำให้หญิงสาวคนนั้นได้รับบาดเจ็บไม่น้อย

เพราะข่าวนี้จึงทำให้พี่ชายของเธอกับครอบครัวของบ้านป้าเกิดความวุ่นวายจนครอบครัวต้องย้ายที่อยู่เป็นการถาวร เนื่องจากหญิงคนนั้นต้องการความรับผิดชอบที่ไม่รู้จักจบ

พอพี่ชายของเธอบ่ายเบี่ยงหรือแจ้งตำรวจกลับมีข่าวโจมตีเขาอย่างหนัก ทำให้ในที่สุดพี่ชายผู้โด่งดังของเธอรู้สึกเบื่อหน่ายจึงได้ลาออกจากวงการ

กระนั้นครอบครัวเหมือนปลิงของหญิงสาวคนนั้นก็ไม่ปล่อยเขาไปง่าย ๆ จนครอบครัวของป้าไม่สามารถอยู่เป็นปกติสุขเพราะคนในครอบครัวนี้ได้รบกวนไปจนถึงโรงเรียนที่ผู้เป็นลุงสอน

ท้ายที่สุดครอบครัวของพวกเขาจึงได้ตัดสินใจย้ายไปอยู่ต่างประเทศในสภาพบอบช้ำทั้งกายใจ โดยเฉพาะพี่ชายผู้ที่เคยดูดีทุกมุมมองเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนต้องกลายเป็นคนที่แสนน่าอดสูจากคำวิพากษ์วิจารณ์กล่าวหาว่าเขาเป็นหมาป่าตาขาวบ้างละ เอาเปรียบไม่ช่วยเหลือคนที่ช่วยตนด้วยชีวิตบ้างละ ในวันที่เธอไปส่งพวกเขา ยังจำคำพูดตัดพ้อนั้นได้ติดหูเลยว่า

“หากรู้ว่ามีคนช่วยเหลือแล้วเป็นแบบนี้เขายินดีตายไปซะจะดีกว่า”

ซูหร่วนซีตกอยู่ในภวังค์เนิ่นนานจนกระทั่งได้ยินเสียงเตือนของเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติตัวตามขั้นตอนเพราะเครื่องบินกำลังจะลงจอด

“ซิงซิงตื่น” เธอปลุกหญิงสาวผมสั้นข้างกาย

“ถึงแล้วอย่างนั้นเหรอ” น้ำเสียงงัวเงียของหญิงสาวผู้มีบุคลิกสดใสถามขึ้นอย่างงุนงง

“ถึงแล้วนะสิ เธอนี่ขี้เซาจริง ๆ นอนตั้งแต่เครื่องขึ้นจนเครื่องลงจอด ยังกล้าจะหลับต่ออีก ไม่อยากเจอเจ้าชายของเธอแล้วอย่างนั้นเหรอ” จบคำพูดนี้ของสาวงาม โม่เข่อซิงก็รู้สึกตื่นเต็มตาพร้อมกันนั้นก็นำกระจกใบเล็กมาสำรวจหน้าตาของตนไปด้วย

หลังจากลงจากเครื่อง ซูหร่วนซีก็กำลังจะกดเรียกรถเพื่อไปยังที่พักของผู้เป็นพี่ พลันก็มีถ้อยคำของหญิงสาววัยใกล้เคียงกันผ่านเข้าหูของตนเข้าเสียก่อน

“นายน้อยเฉินเมืองเป่ยนี่เสน่ห์แรงไม่เบานะ เพิ่งจะถูกเจ้าหญิงของเทียนไห่ปฏิเสธก็ได้รับข้อเสนอจากคุณหนูประเทศเอ็มให้การช่วยเหลือเรื่องเงิน”

คุณหนูโม่เองก็ได้ยินคำพูดเชิงเสียดสีนี้ด้วยเช่นกัน เธอจึงได้หันหน้ามองไปยังใบหน้าหวานของคนข้างกายด้วยสีหน้ากังวล แต่กลับไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำพูดที่ทำให้เธอต้องหัวเราะจนปวดท้องออกมา

“ยังมีคนที่โง่เหมือนฉันอยู่อีกอย่างนั้นเหรอ”
อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ฉันขออยู่อย่างสวย ๆ และรวยมาก   บทที่ 170

    ซูหร่วนซีเฝ้าดูแลเขาไม่ห่างกาย ทั้งสองยังคงจับมือกันแน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือกันไปความรักและความผูกพันจะเลือนหายไปตามสายลมในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตจ้าวหลงหยางหันหน้ามาหาเธอพร้อมกับรอยยิ้มอันอ่อนโยนเช่นเคย แม้ลมหายใจของเขาจะอ่อนแรงลงทุกขณะ ถึงกระนั้นเสียงของเขายังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักที่มีต่อ

  • ฉันขออยู่อย่างสวย ๆ และรวยมาก   บทที่ 169

    ภายในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งซึ่งเป็นสถานที่แห่งความทรงจำและคำสัญญาของอดีต บนม้านั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ที่เคยเป็นพยานของความทรงจำระหว่างจ้าวหลงหยางกับซูหร่วนซีในวันวานในตอนนี้ได้มีหญิงชายวัยชราคู่หนึ่งกำลังนั่งเคียงข้างกันมือของคนทั้งสองกอบกุมกันไว้พร้อมกับหันมายิ้มให้กันอย่างอบอุ่นเฉกเช่นครั้งอดีตแม้ว่าวันเ

  • ฉันขออยู่อย่างสวย ๆ และรวยมาก   บทที่ 168

    หยูเชาเอนตัวพิงเก้าอี้ก่อนจะพูดขึ้นเสียงเบา “นายพูดเหมือนเขา... แต่ฉันว่าไม่น่าจะใช่”“ถ้าไม่น่าใช่ นายลองถามใจตัวเองดูสิว่าคิดยังไงกับพี่เขา” ฉาจี้พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยย้ำออกมาอีก“บางทีคำตอบมันอาจอยู่ตรงหน้าของนายแล้วก็ได้ แค่นายยังไม่ยอมรับ”หยูเชานิ่งไปนานไม่ตอบอะไร เขายกแ

  • ฉันขออยู่อย่างสวย ๆ และรวยมาก   บทที่ 167

    เวิ้นจวิ้นชายหนุ่มหน้าหวานที่ชีวิตในวัยเด็กเต็มไปด้วยความขมขื่น เขาถูกพ่อแท้ ๆ ไล่ออกจากบ้านพร้อมกับแม่ผู้มีอาการเจ็บป่วยจากการทำงานหนัก เพียงเพราะคนเป็นพ่อไม่อาจยอมรับในตัวตนของลูกชายแบบเขาว่าสนใจเพศเดียวกันการพลัดพรากจากครอบครัวและการต่อสู้กับอคติในสังคมทำให้เวิ้นจวิ้นเติบโตขึ้นมาด้วยความเข้มแข็ง

  • ฉันขออยู่อย่างสวย ๆ และรวยมาก   บทที่ 166

    หนึ่งปีผ่านไปหลังการจากไปของซูจินกวง เหล่าพี่น้องและพ้องเพื่อนจึงได้มารวมตัวกันอีกครั้งในวันครบรอบการจากไปของเขาเช้าวันนั้นอากาศเย็นสบายและท้องฟ้าแจ่มใส ซูหร่วนซี จ้าวหลงหยางรวมถึงจ้าวลี่เซียนลูกสาวตัวน้อยวัยสี่ขวบ พร้อมด้วยสมาชิกคนอื่น ๆ เดินทางไปยังสุสานของครอบครัวซูกันอย่างพร้อมเพรียงหล

  • ฉันขออยู่อย่างสวย ๆ และรวยมาก   บทที่ 165

    ไม่กี่เดือนหลังจากช่วงเวลาแห่งความสุขในครอบครัว ซูจินกวงเริ่มล้มป่วยอย่างหนัก สุขภาพของเขาทรุดโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด แม้แพทย์จะพยายามรักษาอย่างเต็มที่ แต่ด้วยอายุที่มากขึ้นซูจินกวงรู้ดีว่าวาระสุดท้ายของชีวิตกำลังใกล้เข้ามาทุกคนในครอบครัวต่างผลัดกันมาเยี่ยมเยียนดูแล และใช้เวลาอยู่กับเขาให้มากที่สุด ซ

  • ฉันขออยู่อย่างสวย ๆ และรวยมาก   บทที่ 7

    “คุณลุง พูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะคะ” น้ำเสียงแหลมสูงจากผู้มาใหม่ทำให้คนภายในห้องพากันมองหล่อนเป็นทางเดียว“ที่รัก คุณอย่ามาทำให้เสียเรื่อง หากลุงกวงเกิดเข้าใจผิดผมขึ้นมาจะทำยังไง” ซูยวี่รีบเดินเข้าไปจับมือภรรยาของตนแสร้งห้ามปราม“คุณก็เป็นแบบนี้ทุกที มีใครในเทียนไห่ไม่รู้บ้างว่าคุณทำงานหนักขนาดไหนตลอดเวลา

  • ฉันขออยู่อย่างสวย ๆ และรวยมาก   บทที่ 6

    ชายวัยกลางคนจำต้องหมุนกายเดินกลับไปยังประตูทางเข้าบริษัทด้วยความอับอายฝากไว้ก่อนเถอะไอ้แก่ เมื่อไหร่ที่บริษัทนี้เป็นของฉันคอยดูสิว่าแกจะเป็นยังไง เขาลอบกำมือแน่นสีหน้าบิดเบี้ยวเต็มไปด้วยความโกรธเคืองซูหร่วนซีได้แต่มองตามแผ่นหลังของชายร่างท้วมอย่างชิงชัง (รอก่อนเถอะ ฉันจะจัดการแกทั้งครอบครัวให้สิ้น

  • ฉันขออยู่อย่างสวย ๆ และรวยมาก   บทที่ 5

    ช่วงสายภายในวันเดียวกันเสียงเคาะประตูหน้าห้องของสองสาวก็ดังขึ้น เข่อซิงจึงได้เป็นคนเดินไปเปิดประตูเมื่อเธอได้รับข้อความแจ้งเตือนมาจากบุคคลดังกล่าว“คุณหนูโม่” น้ำเสียงสุภาพดังขึ้นจากหญิงสาวรูปร่างผอมเพรียวในชุดสูททำงานสีเทากางเกงขายาวสีเดียวกันกล่าวทักทายพลางค้อมศีรษะลงเล็กน้อยรองเท้าส้นสูงสีดำความ

  • ฉันขออยู่อย่างสวย ๆ และรวยมาก   บทที่ 4

    หญิงสาวสองคนที่มีบุคลิกต่างกันเดินสะพายกระเป๋าถือของตนก้าวเท้าเดินตรงไปยังทางออกโดยไม่เสียเวลาเหลียวมองใคร โดยเฉพาะคุณใหญ่ตระกูลซูทั้งนี้เป็นเพราะเจ้าตัวเริ่มใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวด้วยความกลัวว่าจะไม่สามารถช่วยเหลือญาติผู้พี่ฝั่งแม่ของตนได้ และจะทำให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเฉกเช่นครั้งอดีตดังนั้นใบ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status