“รสชาติข้าวต้มเป็นยังไงบ้างคะ” ซูจินกวงมองใบหน้าของหลานสาวที่คล้ายกำลังลุ้นในคำตอบหลังจากที่ตนตักข้าวต้มช้อนสุดท้ายเข้าปากด้วยหัวใจอันเปี่ยมสุข
“ก็พอใช้” คำตอบนี้ค่อนข้างทำให้เจ้าของใบหน้าหวานรู้สึกผิดหวัง ซูจินกวงไม่อาจทนเห็นท่าทางเหงาหงอยของหลานสาวสุดที่รักได้ดังนั้นเขาจึงต้องตอบความรู้สึกที่แท้จริงออกมา
“อร่อย หลานเลิกทำหน้าเศร้าเถอะ” “อร่อยจริงนะคะ” ใบหน้าของซูหร่วนซีพลันสว่างเจิดจ้าพลางจ้องมองคนตรงข้ามดวงตาไม่กะพริบใจเต้นตึกตักลุ้นในคำตอบ แม้ว่าหล่อนค่อนข้างจะมั่นใจในฝีมือของตนมาจากชาติก่อนที่ยอมสละเวลาละทิ้งการงานทำตัวเป็นแม่บ้านก็ตาม
ย้อนกลับไปในตอนนั้น จากหญิงสาวที่มีอุดมการณ์ในการทำงานและความคิดก้าวหน้าแต่เพราะความอยากให้คนรักประทับใจรวมถึงให้เขาสนใจตัวเอง ดังนั้นเธอจึงเลือกเดินออกมาจากบริษัท
ก่อนที่จะเลือกไปเข้าคอร์สเรียนทำอาหารทั้งคาวหวาน เพียงเพื่อเอาใจสามีโง่เหมือนหมูตัวนั้นโดยที่เธอไม่รู้เลยว่าการกระทำของเธอต่างหากที่โง่เขลามากขนาดไหน
เพราะหากคนเขารักเราไม่ว่าเป็นแบบไหนเขาก็รัก ดูอย่างจางหว่านชิงสิ หล่อนเองก็ทำอาหารไม่เป็นแต่เฉินมู่เจ๋อก็ทั้งรักทั้งหลง ซูหร่วนซียิ่งคิดเธอก็ยิ่งรู้้สึกสมเพชตัวเองที่ในตอนนั้นแทนที่จะแต่งตัวให้สวยงามไม่เป็นยายเพิ้งที่วัน ๆ เอาแต่หน้ามันอยู่ในครัว
ซูจินกวงมองใบหน้าของหลานสาวที่กำลังเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาก่อนจะเอ่ยปากอย่างเป็นห่วง “ซีซี! หลานเป็นอะไร”
“อ๊ะ! คุณปู่ว่าอะไรนะคะ”
“ไม่มีอะไร ปู่เห็นว่าหลานดูเหม่อ ๆ”
“ฉันไม่ได้เป็นอะไรค่ะ คุณปู่ไม่ต้องกังวลนะคะ” เมื่อเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของคนเป็นหลาน ซูจินกวงจึงได้ปล่อยผ่านก่อนจะนึกถึงความหลังในครั้งที่คู่ชีวิตของตนยังมีชีวิตอยู่ ในตอนนั้นจำได้ว่าเวลาเด็กหญิงได้รางวัลอะไรมาก็มักจะวิ่งโร่มาโอ้อวดต่อหน้าอยู่เสมอเพื่อขอคำชม
แต่ทว่าทุกอย่างดูเหมือนจะเปลี่ยนไปหลังจากอุบัติเหตุของบุตรชายและลูกสะใภ้ในช่วงวัยมัธยมต้นปีที่สามของเด็กหญิง กว่าเขาจะรู้สึกตัวก็ปรากฏว่าหลานสาวเพียงคนเดียวได้ตีตัวออกห่างจากตนไปไล่ตามเด็กแซ่เฉินเสียแล้วที่ไม่มีอะไรเทียบกับคนบ้านซูได้เลย
“คุณปู่คะ ว่าแต่ข้าวต้มที่ฉันทำอร่อยจริง ๆ ใช่ไหมคะ" หญิงสาวเมื่อเห็นท่าทางของคนเป็นปู่ที่จู่ ๆ ก็นั่งครุ่นคิดคล้ายมีเรื่องในใจดังนั้นเจ้าตัวจึงได้ส่งเสียงทำลายความเงียบออกมา
“จริงสิหลานไม่เชื่อปู่อย่างนั้นเหรอ ว่าแต่หลานไปหัดทำอาหารมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ปู่ไม่เคยรู้ว่าก่อนว่าหลานจะมีฝีมือขนาดนี้” คำชมของชายชรานำพามาซึ่งความยินดีให้หญิงสาวเป็นอย่างมาก
"ก็ฉันเป็นหลานสาวของใครล่ะคะ ก็ต้องเก่งเหมือนคนนั้นสิ” คำตอบของหญิงสาวได้เรียกเสียงหัวเราะดังขึ้นทั้งจากคนทั้งคู่ ซึ่งเสียงหัวเราะอันสดใสนี้ได้ทำให้คฤหาสน์หลังเก่าของตระกูลซูได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
หลังจากมื้ออาหารเช้าระหว่างปู่กับหลานจบลง หญิงสาวก็ขอตัวกลับเข้าห้องนอน เนื่องจากเธออยากจะใช้เวลากับตัวเองอีกสักหน่อยว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องจริงไม่ใช่ฝัน
และในระหว่างนี้เจ้าตัวจึงได้ถือโอกาสเดินสำรวจสิ่งของมากมายที่อยู่ในความทรงจำอย่างแสนคิดถึง ซูหร่วนซีใช้ปลายนิ้วไล้สิ่งของที่อยู่บนชั้นวางอย่างโหยหา
“พ่อคะ แม่คะ ย่าคะ หนูขอโทษที่ทำให้ผิดหวังนะคะ” หญิงสาวพูดกับภาพถ่ายของครอบครัวที่มีทั้งพ่อ แม่ และย่าด้วยความรู้สึกผิดซึ่งมีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ว่าหมายถึงเรื่องอะไร
หลังจากวางกรอบรูปลง หญิงสาวจึงได้เริ่มสำรวจสิ่งของมากมายของตนอีกครั้ง ที่มีทั้งตุ๊กตาตัวเก่า หนังสือเล่มโปรด จนกระทั่งนิ้วเรียวยาวไปสะดุดกับกล่องใบหนึ่งขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก ความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมา พร้อมกันนั้นเจ้าตัวจึงได้เปิดกล่องใบนี้ขึ้นเพื่อดูของด้านใน
หญิงสาวมองโมเดลเครื่องบินลำเล็กสีขาวลำน้อยในมือด้วยแววตาครุ่นคิด รวมถึงนกกระดาษหลากสีที่มีขนาดต่างกัน ดวงตาของหญิงสาวเหม่อมองของสองสิ่งในกล่องอยู่เนิ่นนานคล้ายหวนรำลึกไปยังอดีตอันแสนไกล
บนม้านั่งยาวสีขาวภายใต้ต้นไม้ใหญ่ในสวนสาธารณะ เด็กหญิงในชุดมัธยมต้นนั่งนิ่งราวกับตุ๊กตาไร้ชีวิต น้ำตาไหลอาบร่องแก้มขาวอย่างน่าสงสาร
จู่ ๆ ก็มีหนุ่มน้อยคนหนึ่งที่น่าจะอายุมากกว่า เพราะเขาอยู่ในชุดมัธยมปลายมีหมวกปิดบังใบหน้าถึงครึ่งทำให้เธอในตอนนั้นไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของคนผู้นั้นได้อย่างชัดเจน
“น้องสาวเธอร้องไห้เพราะอะไร” เสียงของเขาทุ้มค่อนข้างแหบเล็กน้อยถามเธออย่างอ่อนโยน
“ฉันไม่มีพ่อแม่แล้ว เขาจากไปอยู่บนนั้น” เธอจำได้ว่าตอบคำถามพร้อมการกระทำโง่ ๆ ออกไปโดยการชี้นิ้วไปบนท้องฟ้า
ในตอนนั้นเธอโง่หรือเขาโง่มากกว่าก็สุดจะรู้ได้ เมื่อเขายื่นเครื่องบินลำเล็กสีขาวสะอาดลำนี้มาให้พร้อมกับคำพูดที่ว่า “เอาไว้เมื่อโตขึ้นพี่จะพาเธอขึ้นไปบนฟ้านะ ตอนนี้ขอฝากมันเอาไว้ก่อน” เขาพูดพร้อมกับวางเครื่องบินลำเล็กนี้ไว้ข้างตัวเธอ
ในตอนนั้นน้ำตาของเธอหยุดไหลลงอย่างฉับพลันและกำลังจะเอ่ยขอบคุณ ทว่าร่างสูงผอมนั้นก็วิ่งห่างออกไปไกลเสียแล้ว และหลังจากวันนั้นเธอก็มักจะได้นกกระดาษที่ถูกพับขึ้นอย่างสวยงามทุกวัน
ซึ่งคนที่นำมามอบให้ก็เป็นแม่บ้านบ้างหรือไม่ก็หญิงรับใช้และเมื่อถามถึงผู้ให้ทุกคนก็ต่างพูดเหมือนกันว่า
“นายน้อยคนนั้นฝากบอกว่าพี่ชายเครื่องบินต้องการให้กำลังใจน้องสาว ในคราแรกพวกเธอก็ไม่อยากรับมาแต่เมื่อเห็นว่าคุณหนูมีความสุขก็เลยจำต้องปล่อยเลยตามเลย” นี่คือคำตอบที่ได้รับจากสาวใช้
ซึ่งเรื่องนี้คุณปู่ของตนก็ทราบเรื่อง และเขาเพียงคิดว่าคงจะเป็นเพื่อนของหลานสาวเจ้าตัวจึงได้ปล่อยผ่านเช่นกัน นานวันเข้าหลังจากเธอเริ่มคลายความเศร้าโศกลงจึงให้คนไปสืบดูว่าบริเวณสวนสาธารณะในวิลล่ามีใครอยู่บ้างที่กำลังอยู่ในวัย มัธยมปลาย คำตอบที่ได้คือนายน้อยตระกูลเฉิน ซึ่งนายน้อยที่ว่าก็คือเฉินมู่เจ๋อ
ดังนั้นเธอจึงได้ริ่เริ่มส่งของขวัญบ้างขนมบ้างไปให้เขาทั้งที่บ้านและไปดักรอเขาหน้าโรงเรียนจนกระทั่งเขาเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยเธอก็ทำเช่นนี้ไม่เคยเปลี่ยน อีกทั้งยังมุ่งมั่นตั้งใจเรียนจนสอบติดมหาวิทยาลัยเดียวกับเขา
โดยไม่ได้รู้เลยว่าขนมเหล่านั้นไม่เพียงแต่ชายหนุ่มจะไม่ชอบ เขากลับโยนมันลงถังขยะทุกครั้ง จนกระทั่งมาได้ยินเข้ากับหูและเห็นเองกับตา แต่ถึงอย่างนั้นด้วยความดื้อดึงและอยากเอาชนะเธอก็ยังคงตามตื้อเขาไม่หยุด
ในขณะที่หญิงสาวกำลังจมอยู่กับความคิด เสียงเคาะประตูหน้าห้องของเจ้าตัวก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงของหญิงรับใช้
“คุณหนูคะ คุณหนูโม่มาขอพบ”
“บอกให้เธอรอก่อนสักครู่นะคะ” ซูหร่วนซีบอกคนด้านนอกผ่านประตูพร้อมกับนำเครื่องบินลำเล็กใส่ลงในกล่องและปิดฝาเอาไว้ตามเดิม (เอาไว้ค่อยเอาไปคืน จะว่าไปฉันในตอนนั้นก็โง่ซะเหลือเกิน) เจ้าตัวคิดอย่างเย้ยหยันตน
หญิงสาวรูปร่างผอมสูงอยู่ในชุดเสวตเตอร์สีเนื้อ กางเกงขายาวสีขาวพอดีตัวแนบไปกับท่อนขาเรียวสวยและยิ่งเธอสวมรองเท้าบูทหุ้มข้อสูงห้านิ้วจึงทำให้หญิงสาวดูเพรียวบางมากขึ้น
ซูหร่วนซีสำรวจตัวเองในกระจกอย่างพอใจ ใบหน้าขาวเรียบเนียน ดวงตากลมโต ขนตาดำหนายาวเป็นแพอย่างไม่ต้องต่อ จมูกได้รูปโด่งสวยรับกับใบหน้าเรียวเล็ก (ต่อไปนี้อย่าหวังว่าฉันจะทำตัวเป็นป้าแก่อีก) เจ้าตัวคิดก่อนจะเปิดประตูและเดินออกจากห้องด้วยท่าทางมาดมั่น
เสียงรองเท้าเดินลงมาตามขั้นบันได กระทั่งเดินมาถึงห้องรับแขก “ซีซีเธอสวยจัง” โม่เข่อซิงหญิงสาวผู้มีผมสั้นรับใบหน้ากลมหรี่ตาลงกล่าวชื่นชมเพื่อนสาวอย่างจริงใจ
“ปากหวาน” เจ้าของชื่อยกนิ้วบีบแก้มกลมของเพื่อนเฉกเช่นที่มักทำอยู่เป็นนิจ
“ฉันจะหอมแก้มเธอนะ ถ้ายังไม่ปล่อยมือ” น้ำเสียงอู้อี้พูดข่มขู่พร้อมทั้งแสร้งทำท่าทางเหมือนคนเจ้าชู้
“เอาไว้ไปหอมเจ้าชายของหล่อนเถอะ” ซูหร่วนซีปล่อยมือของตนพร้อมกับขืนตัวแกล้งหลบเลี่ยงการกระทำของเพื่อนสนิทอย่างรังเกียจ
“ฉันก็อยากจะทำอย่างนั้น ทว่าเจ้าชายของฉันอยู่สูงเกินไป” คุณหนูตระกูลโม่คร่ำครวญพลางทิ้งก้นลงนั่งบนโซฟาหนานุ่มอย่างอ่อนแรง
ซูหร่วนซีอยากจะหัวเราะให้กับท่าทางคล้ายหมาหงอยถูกเจ้าของทิ้งของเพื่อนสาว แต่ทว่าเธอไม่อาจทำได้เนื่องจากกลัวเพื่อนรักเพียงหนึ่งเดียวจะเสียใจจึงได้เปลี่ยนเป็นพูดปลอบออกมาแทน
“เขาไปถ่ายหนังแค่เมืองจีอยู่ห่างไปไม่กี่ไมล์ ไม่ใช่ว่าคุณหนูโม่จะตามไปไม่ได้สักหน่อย” คำพูดของหล่อนเหมือนจะสะกิดความทรงจำของเจ้าตัวด้วย
โม่เข่อซิงเงยหน้ามองเพื่อนสาวดวงตาเต็มไปด้วยความหวังแต่แล้วเธอก็ต้องตกใจเมื่อคนที่กำลังปลอบตนมีสีหน้าซีดขาวไร้สีเลือดขัดกลับก่อนหน้า
“ซีซี! เป็นอะไร” สาวน้อยผมสั้นเรียกผู้เป็นเพื่อนอย่างร้อนใจ
“เข่อเอ๋อร์ พวกเราไปเมืองจีกัน ตอนนี้เลย” ความใจร้อนของซูหร่วนซีทำให้โม่เข่อซิงถึงกับมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่ครู่ใหญ่จนกระทั่งเธอถูกเพื่อนสาวลากมาถึงสนามบิน และเมื่อได้ยินเสียงประกาศรวมถึงความวุ่นวายทั้งหลายรอบตัว หญิงสาวจึงได้รู้สึกตัวและไม่คิดว่าตัวเองฝันไป
คุณหนูใหญ่ซูแค่มองใบหน้าเด๋อด๋าของเพื่อนก็รู้แล้วว่าเธอคิดอะไร “คุณหนูโม่เธอจะยืนเอ๋ออีกนานไหม”
คำพูดนี้ของเพื่อนสาวไม่เกินจริงเนื่องจากโม่เข่อซิงไม่คิดว่าซูหร่วนซีจะพาเธอไปเมืองจีจริง ๆ
“เธอรู้ได้ยังไงว่าเขาอยู่ที่ไหน” โม่เข่อซิงถามเพื่อนสาวด้วยความอยากรู้
“ฉันกับเขาเป็นอะไรกันล่ะ เอาละยังมีเวลาเธองีบสักหน่อยเถอะจะได้มีแรง” หากเข่อซิงไม่ตื่นเต้นจนเกินไปเธอน่าจะรู้สึกเอะใจกับคำพูดอันประหลาดของเพื่อน
ในห้วงความคิดของซูหร่วนซีในตอนนี้ได้หวนคำนึงย้อนกลับไปยังอดีต หลังจากวันแต่งงานที่เธอต้องนอนเฝ้าห้องหอตามลำพัง เช้าวันถัดมาเธอถึงได้รู้ข่าวเกี่ยวกับลูกพี่ลูกน้องหนุ่มผู้เป็นดาราแถวหน้า
ตามเนื้อข่าวระบุว่าชายหนุ่มถูกทำร้าย ทว่าโชคดีได้มีแฟนคลับสาวเห็นเหตุการณ์จึงได้เอาตัวเข้าช่วย ทำให้หญิงสาวคนนั้นได้รับบาดเจ็บไม่น้อย
เพราะข่าวนี้จึงทำให้พี่ชายของเธอกับครอบครัวของบ้านป้าเกิดความวุ่นวายจนครอบครัวต้องย้ายที่อยู่เป็นการถาวร เนื่องจากหญิงคนนั้นต้องการความรับผิดชอบที่ไม่รู้จักจบ
พอพี่ชายของเธอบ่ายเบี่ยงหรือแจ้งตำรวจกลับมีข่าวโจมตีเขาอย่างหนัก ทำให้ในที่สุดพี่ชายผู้โด่งดังของเธอรู้สึกเบื่อหน่ายจึงได้ลาออกจากวงการ
กระนั้นครอบครัวเหมือนปลิงของหญิงสาวคนนั้นก็ไม่ปล่อยเขาไปง่าย ๆ จนครอบครัวของป้าไม่สามารถอยู่เป็นปกติสุขเพราะคนในครอบครัวนี้ได้รบกวนไปจนถึงโรงเรียนที่ผู้เป็นลุงสอน
ท้ายที่สุดครอบครัวของพวกเขาจึงได้ตัดสินใจย้ายไปอยู่ต่างประเทศในสภาพบอบช้ำทั้งกายใจ โดยเฉพาะพี่ชายผู้ที่เคยดูดีทุกมุมมองเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนต้องกลายเป็นคนที่แสนน่าอดสูจากคำวิพากษ์วิจารณ์กล่าวหาว่าเขาเป็นหมาป่าตาขาวบ้างละ เอาเปรียบไม่ช่วยเหลือคนที่ช่วยตนด้วยชีวิตบ้างละ ในวันที่เธอไปส่งพวกเขา ยังจำคำพูดตัดพ้อนั้นได้ติดหูเลยว่า
“หากรู้ว่ามีคนช่วยเหลือแล้วเป็นแบบนี้เขายินดีตายไปซะจะดีกว่า”
ซูหร่วนซีตกอยู่ในภวังค์เนิ่นนานจนกระทั่งได้ยินเสียงเตือนของเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติตัวตามขั้นตอนเพราะเครื่องบินกำลังจะลงจอด
“ซิงซิงตื่น” เธอปลุกหญิงสาวผมสั้นข้างกาย
“ถึงแล้วอย่างนั้นเหรอ” น้ำเสียงงัวเงียของหญิงสาวผู้มีบุคลิกสดใสถามขึ้นอย่างงุนงง
“ถึงแล้วนะสิ เธอนี่ขี้เซาจริง ๆ นอนตั้งแต่เครื่องขึ้นจนเครื่องลงจอด ยังกล้าจะหลับต่ออีก ไม่อยากเจอเจ้าชายของเธอแล้วอย่างนั้นเหรอ” จบคำพูดนี้ของสาวงาม โม่เข่อซิงก็รู้สึกตื่นเต็มตาพร้อมกันนั้นก็นำกระจกใบเล็กมาสำรวจหน้าตาของตนไปด้วย
หลังจากลงจากเครื่อง ซูหร่วนซีก็กำลังจะกดเรียกรถเพื่อไปยังที่พักของผู้เป็นพี่ พลันก็มีถ้อยคำของหญิงสาววัยใกล้เคียงกันผ่านเข้าหูของตนเข้าเสียก่อน
“นายน้อยเฉินเมืองเป่ยนี่เสน่ห์แรงไม่เบานะ เพิ่งจะถูกเจ้าหญิงของเทียนไห่ปฏิเสธก็ได้รับข้อเสนอจากคุณหนูประเทศเอ็มให้การช่วยเหลือเรื่องเงิน”
คุณหนูโม่เองก็ได้ยินคำพูดเชิงเสียดสีนี้ด้วยเช่นกัน เธอจึงได้หันหน้ามองไปยังใบหน้าหวานของคนข้างกายด้วยสีหน้ากังวล แต่กลับไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำพูดที่ทำให้เธอต้องหัวเราะจนปวดท้องออกมา
“ยังมีคนที่โง่เหมือนฉันอยู่อีกอย่างนั้นเหรอ”