เสียงนาฬิกาปลุกจากมือถือข้างหัวเตียงทำให้ผู้กำลังหลับใหล ไม่อยากลืมตาตื่นขมวดคิ้วมุ่นอย่างรำคาญ มือขาวเรียวเล็กของเจ้าตัวพยายามควานหาต้นกำเนิดเสียงทั้งที่ยังไม่ลืมตา แต่แล้วในที่สุดเธอก็จำต้องเปิดเปลือกตาคู่งามขึ้นอย่างจนใจเมื่อเสียงนาฬิกาปลุกได้กลายเป็นเสียงแผดร้องของสายเรียกเข้าแทน
ทันทีเมื่อดวงตาคู่งามเปิดขึ้นจนเต็มตาซูหร่วนซีก็ได้รู้สึกประหลาดใจแกมตื่นตระหนกอย่างยิ่งยวดโดยไม่ได้สนใจเสียงเรียกเข้าที่กำลังแผดเสียงดังอย่างต่อเนื่อง
‘นี่ไม่ใช่ห้องนอนเก่าของฉันหรอกเหรอ แล้วทำไมฉันถึงกลับมานอนที่ห้องนี้ได้ ไม่ถูกสิ ฉันถูกรถชนนี่ ใช่แล้ว เอ๊ะ! ทำไมไม่รู้สึกเจ็บเลยล่ะ’ หญิงสาวคิดพร้อมกับก้มมองยังบริเวณหน้าท้องซึ่งเป็นสำนึกสุดท้าย
และยังไม่ทันที่เธอจะได้คำตอบก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากหน้าห้อง “คุณหนูคะ ตื่นหรือยัง” น้ำเสียงของแม่บ้านวัยกลางคนส่งเสียงเรียกอย่างร้อนใจ
ซูหร่วนซีที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกพลันรู้สึกสับสนระคนมึนงงจนกระทั่งเธอได้ยินเสียงของญาติเพียงหนึ่งเดียวที่ตนไม่มีวันลืม
“ซีซี” เพียงแค่สองคำนี้ทำให้หญิงสาวที่กำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนสำรวจรอบห้องไม่รีรอ หล่อนรีบสบัดผ้าห่มคลุมกายก่อนจะวิ่งมาเปิดประตูห้องออกอย่างรวดเร็ว
“คุณปู่!” ซูหร่วนซีโถมตัวเข้ากอดชายชราแน่นด้วยสุดแสนจะคิดถึงทั้งน้ำตา
“เสี่ยวซีหลานเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น” ชายชราลูบผมยาวเป็นลอนธรรมชาติของหลานสาวในอ้อมกอดพร้อมกับถามออก มาอย่างเป็นห่วง
หญิงสาวเอาแต่ส่ายหัวไปมาถูไถใบหน้ากับหน้าอกผอมบางของเขาโดยไม่พูดอะไร ‘หากนี่เป็นความฝัน ก็อย่าให้ฉันได้ตื่นเลย’ เธอวิงวอน
ซูจินกวงที่รู้สึกว่าหลานสาวสุดที่รักมีความผิดปกติ กระนั้นเจ้าตัวก็ยังไม่วายถามถึงเรื่องสำคัญของคนในอ้อมกอด “วันนี้เป็นวันมงคลของหลาน ทำไมถึงตื่นสายได้ล่ะ” ชายชรากล่าวเนิบช้า แม้ในใจจะไม่ยินยอมให้หลานสาวที่ตนรักและทะนุถนอมแต่งงานกับชายหนุ่มคนนั้นก็ตาม
“คุณปู่ว่ายังไงนะคะ” ซูหร่วนซีย้อนถามหลังจากสูดกลิ่นอันคุ้นเคยของผู้เป็นปู่และเริ่มมั่นใจว่านี่ไม่น่าจะใช่ความฝัน เพียงแต่เธอแค่ยังไม่มั่นใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“หลานอย่าบอกนะว่าลืมวันแต่งงานของตัวเอง ปู่เห็นหลานเฝ้ารอวันนี้อย่างใจจดจ่อไม่ใช่เหรอ แล้วนี่ก็ใกล้จะถึงเวลาแล้วด้วย” เสียงแหบแห้งของชายชราถามออกมาอย่างแปลกใจ ซึ่งในขณะเดียวกันดวงตาสีเทาของเขาก็มองสำรวจใบหน้าของผู้เป็นหลานไปพร้อมกัน
และเมื่อเห็นความตกใจฉายชัดออกมาบนใบหน้าของคนในอ้อมแขน เจ้าตัวจึงสรุปเอาว่าหลานสาวน่าจะลืมจริง ๆ แต่ไม่คาดว่าเขาจะได้ยินคำพูดที่ทำให้ต้องประหลาดใจและระคนยินดีจากปากของหญิงสาวที่เลี้ยงมาเองกับมือ
“หนูจะไม่แต่งกับคนเลวค่ะ ส่วนเรื่องเงินหากพวกเขาต้องการก็ให้ทำหนังสือสัญญากู้ยืมโดยนำหุ้นเท่ากับจำนวนเงินมาค้ำประกัน” ซูหร่วนซีเอ่ยเสียงหนัก
“หลานแน่ใจนะและจะไม่เสียใจภายหลังใช่ไหม” ชายชราถามย้ำ แม้เจ้าตัวอยากให้หลานเจอคนที่ดีกว่านี้ แต่ถ้าหากหลานต้องเป็นทุกข์เขาก็ไม่ต้องการ
ผู้เป็นหลานจึงฉีกยิ้มกว้างอย่างสดใส ทำให้ใบหน้าที่สวยงามราวภาพวาดนั้นมีชีวิตชีวามากขึ้นก่อนพยักหน้าและพูดออกมาด้วยความมั่นใจอีกครั้งเพื่อเป็นการยืนยัน
“หนูแน่ใจค่ะ เรื่องนี้รบกวนให้ทนายฝานดำเนินการได้เลย”
ซูจินกวงอดที่ยกยิ้มออกมาไม่ได้อย่างถูกใจในคำตอบนี้ดังนั้นเขาเองก็ไม่รอช้า ด้วยถือคติตีเหล็กต้องตีตอนร้อนอีกเหตุผลนั้นก็เป็นเพราะกลัวว่าหลานสาวจะเปลี่ยนใจนั่นเอง
“พ่อบ้านอานได้ยินที่คุณหนูพูดแล้วใช่ไหม รีบไปจัดการเดี๋ยวนี้” น้ำเสียงของชายชราเองก็ดูสดใสไม่แพ้กันรวมถึงใบหน้าเองก็ดูสดชื่นและผ่อนคลายมากกว่าหลายวันก่อนอีกด้วย
ผิดกลับคนอีกด้าน ภายในห้องจัดงานเลี้ยงหรูหราแห่งปีที่มีนักข่าวมาจากหลายสำนัก พวกเขาต่างเฝ้ารอการปรากฏตัวของหลานสาวผู้สืบทอดของเทียนไห่ด้วยใจจดจ่อ
แต่แล้วแทนที่จะเป็นคุณหนูใหญ่ผู้นั้นปรากฏตัว กลับกลายมาเป็นชายร่างใหญ่ในชุดสูทสากลสีดำสุภาพเดินมากับชายผมสีดอกเลา ซึ่งพวกเขาต่างก็รู้จักกันเป็นอย่างดีในนามของทนายปากกล้าประจำตระกูลซูสายหลัก ฝานเจียงเล่อ
ผู้ชายคนนี้ต่างเป็นที่ครั่นคร้ามของผู้คนไม่น้อย ทำให้เมื่อเขาเดินขึ้นไปบนเวทีจึงไม่มีใครกล้าเอาตัวเข้าขวาง “งานแต่งวันนี้คุณหนูใหญ่ของเราบอกให้ยกเลิก อีกทั้งไม่ว่าจากนี้หรือในอนาคตเธอจะไม่แต่งงานกับคนแซ่เฉินโดยเด็ดขาด” หลังคำกล่าวแสนโอหังนี้สิ้นสุดลงก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้นรอบห้องจัดงานเลี้ยงทันที
เมื่อทำหน้าที่เสร็จสิ้นชายวัยกลางคนก็ก้าวเท้าลงจากเวทีท่ามกลางชายร่างใหญ่ผู้คุ้มกันโดยหาได้สนใจสายตาและสีหน้าของผู้ที่มองมาทางเขาเป็นทางเดียว
“หมายความว่ายังไง เป็นไปไม่ได้ที่ซีซีจะไม่แต่งงานกับอาเจ๋อ ใคร ๆ ในเป่ยเฉิงต่างก็รู้ดีว่าเธอไล่ตามเขามาตั้งแต่มัธยมต้น” คำกล่าวนี้ได้ถูกบันทึกไว้โดยนักข่าวทันที
ฝานเจียงเล่อปรายตามองนักข่าวพวกนั้นราวอสรพิษร้ายหมายเหยื่อ คล้ายเป็นการเตือนว่าหากมีใครนำคำพูดเหลวไหลนี้ไปลงข่าวเขาจะไม่ไว้หน้าอย่างแน่นอน
“นายหญิงเฉิน โปรดระวังคำพูดของคุณด้วยถ้ายังอยากได้เงินห้าพันล้านอยู่” เสียงแหบห้าวของทนายฝานตอบโต้อย่างเผ็ดร้อนทำให้ใบหน้าของหญิงวัยกลางคนไม่น่าดูขึ้นทันที
เพราะเรื่องเงินมีเฉพาะคนในวงในเท่านั้นที่รู้ ยังไม่ทันที่หญิงวัยกลางคนจะมีปฏิกิริยาตอบโต้ นักข่าวทั้งหลายก็ยื่นไมค์ไปจ่อยังปากของชายวัยกลางคนผู้เปิดประเด็นอย่างรวดเร็ว
“ทนายฝานเรื่องนี้หมายความว่ายังไงหรือครับ/คะ” ฝานเจียงเล่อผู้มีลิ้นพิษจึงได้ตอบคำถามออกไปอย่างตรงไปตรงมา “เรื่องนี้เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในตัวคุณหนูใหญ่ซูของพวกเรา ผมจะชี้แจงให้ทุกท่านทราบถึงที่มาที่ไปของการจัดงานในวันนี้ขึ้น เป็นเพราะคุณหนูของเรามีความเมตตาต่อครอบครัวเฉิน จึงคิดจะช่วยเหลือเรื่องเงินเป็นจำนวนห้าพันล้านในเรื่องของการขาดสภาพคล่องในเครือเฉินกรุ๊ป ดังนั้นจึงได้มีการแต่งงานเกิดขึ้น แต่เนื่องจากเมื่อไม่กี่วันก่อนได้มีภาพนี้ปรากฏออกมาทำให้คุณหนูของเราเสียใจมากจึงได้ตัดสินใจยกเลิกงานแต่ง”
จบคำของเขาโปรเจคเตอร์บนเวทีก็ได้ปรากฏภาพชายหญิงคู่หนึ่งแสดงความสัมพันธ์แนบชิดต่อกันหน้าโรงแรมในเครือเฉิน ไม่ว่าจะเป็นการกอดจูบอย่างเร่าร้อน ก่อนฝ่ายหญิงจะโบกมือลาฝ่ายชายสีหน้าของเธอคนนั้นดูอาลัยอาวรณ์เป็นอย่างมาก
ซึ่งชายหนุ่มหน้าตาดีคนนั้นก็คือเจ้าบ่าวของงานในวันนี้ เสียงฮือฮาจากนักข่าวรวมถึงผู้มาร่วมงานหลายคนต่างมองมายังคนในภาพพร้อมเพรียง เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นรัว ๆ จากนักข่าวมากมายหลายสำนักพิมพ์ อีกทั้งคนภายในงานยังได้ถ่ายทอดสดผ่านหน้าจอมือถือของตัวเองอีกด้วย
ทนายฝานมองสถานการณ์ตรงหน้าอยู่เพียงชั่วครู่ก่อนจะพูดประโยคต่อไป ซึ่งคำพูดนี้ยิ่งทำให้ครอบครัวเฉินแทบอยากจะเอาหน้าแทรกแผ่นดินหนี
“แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณหนูของเราก็ยังคงมีความเมตตาให้กับครอบครัวนี้อยู่ จึงได้เสนอเงื่อนไขใหม่โดยแลกกับหุ้นของบริษัทในเครือเฉินที่คิดว่ามีปริมาณเท่ากันกับจำนวนเงินเป็นหลักค้ำประกัน ถึงแม้ว่าในอนาคตหุ้นดังกล่าวอาจจะไม่สามารถทำเงินได้ก็ตาม”
หลังสิ้นสุดคำพูดของลิ้นพิษผู้นี้นายน้อยตระกูลเฉินผู้เป็นพระเอกของงานไม่อาจทนอดกลั้นต่อความอดสูได้อีกต่อไป เจ้าตัวจึงได้กำหมัดแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงไม่รู้ว่าโกรธหรืออายถึงกับตะเบ็งเสียงออกมาโดยไม่กลัวว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้จะยิ่งทำให้เขาเสียหน้ามากยิ่งขึ้น
“หุ้นที่มีปริมาณเท่ากัน ทำไมไม่บอกให้ผมขายบริษัทในเครือให้เทียนไห่ไปเลยล่ะ" กรามของเขาขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน ดวงตาของเขาเข้มขึ้นอย่างน่ากลัว
ไม่เพียงชายหนุ่มคนนี้เท่านั้นที่รู้สึกโกรธเพราะในตอนนี้มารดาของชายหนุ่มเองก็มีใบหน้าไม่น่าชมเช่นกัน “พวกเราแค่ขาดสภาพคล่องชั่วคราวไม่ได้ต้องการขายบริษัทนี่เรียกว่าความเมตตาของเทียนไห่อย่างนั้นเหรอ” น้ำเสียงแหลมสูงของเธอดังขึ้นไม่แพ้คนเป็นบุตร
ดวงตาของฝานเจี่ยงเล่อหรี่ลงก่อนจะเปิดปากของตนด้วยท่าทางไม่แยแส “หากว่าตระกูลเฉินไม่รับน้ำใจผมก็ไม่ถือสา วันนี้เห็นทีต้องขอลา” ชายวัยกลางคนแสร้งทำสีหน้าเสียดายพลางถอนหายใจก่อนที่เจ้าตัวจะเดินนำคนของตนออกไปจากห้องจัดงานเลี้ยงโดยไม่เหลียวหลัง
ส่วนซูหร่วนซีผู้ที่เป็นต้นเหตุของเรื่องหลังจากเธอตกตะกอนความคิดได้ ‘ไม่ว่าจะฝันหรือเรื่องจริงฉันขอทำตัวเองให้มีความสุขก็แล้วกัน’ เธอพึมพำ
ดังนั้นตอนนี้หญิงสาวจึงได้ทำอาหารสุขภาพให้ปู่ผู้ชราอย่างมีความสุขในครัวใหญ่ของคฤหาสน์ท่ามกลางความแตกตื่นของแม่บ้านและหญิงรับใช้สองสามคน
ซึ่งเจ้าตัวยังไม่รู้ว่าตัวเองได้ติดคำค้นหาอันดับหนึ่งบนWeibo จนกระทั่งมีเสียงสัญญาณเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือเครื่องสวยรุ่นล่าสุดแบรนด์ดัง หญิงสาวมองชื่อที่ปรากฏขึ้นก่อนจะกดรับอย่างดีใจ
“ซีซี! มันเกิดอะไรขึ้น เธอไม่แต่งงานกับเจ้าโง่นั่นแล้วจริงเหรอ” น้ำเสียงกระตือรือร้นของโม่เข่อซิงถามอย่างดีใจปิดไม่มิดว่าคนพูดนั้นมีความสุขมากขนาดไหน
“เธอรู้ได้ยังไง ฉันว่ายังไม่ได้แจ้งให้ใครรู้เลยนะนอกจากให้ลุงฝานไปแจ้งคนในงาน” ผู้ถูกถามย้อนด้วยสีหน้าแสดงความประหลาดใจ เนื่องจากเจ้าตัวรู้ดีว่าเพื่อนคนนี้ไม่มีทางอยู่ในงานของตนตามที่ลั่นวาจาเอาไว้แน่
ทั้งนี้เป็นเพราะในชาติก่อนด้วยความดื้อรั้นและดื้อดึงไม่ฟังคำเตือนของเพื่อนคนนี้ ดังนั้นโม่เข่อซิงผู้ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทจึงประกาศตัดขาดจากตน อีกทั้งยังยืนกรานว่าหากเธอยังแต่งงานกับเฉินมู่เจ๋อหล่อนจะไม่มีวันเหยียบเท้าเข้าไปในงานอย่างเด็ดขาด
ในตอนนั้นเธอจำได้ว่าร้องไห้เสียใจเป็นอย่างมากที่เพื่อนสนิทไม่ยอมมาร่วมงานเป็นเหตุให้หลังจากงานแต่งจบลงเธอจึงไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนคนนี้อีกเลย จนกระทั่งมารู้ข่าวร้ายอันน่าสงสารของคนปลายสายซูหร่วนซีนิ่งเงียบอย่างเหม่อลอย
“ซีซี! ซีซี!" โม่เข่อซิงส่งเสียงเรียกอย่างตกใจ
“หา! เธอเบาเสียงลงหน่อยก็ได้”
โม่เข่อซิงกรอกตาของตนไปมา “ที่รัก ฉันเรียกเธอตั้งนานนะไม่ได้ยินเหรอ หรือว่าเธอคิดเสียใจที่ปฏิเสธคนเลวนั่น” “เปล่าสักหน่อย ว่าแต่เธอยังไม่ตอบเลยว่ารู้เรื่องของฉันได้ยังไง”
"เธอมัวแต่ทำอะไรอยู่ถึงไม่ได้รู้เรื่องรู้ราว ไม่เพียงแค่ฉันคนเดียวหรอกนะที่รู้เรื่อง ไม่แน่ว่าป่านนี้ทั้งคนในเป่ยเฉิงหรือว่าทั้งประเทศอาจจะรู้กันหมดแล้ว” เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของหญิงสาวพูดออกมาอย่างยืดยาวแกมเหนื่อยใจ
คำพูดนี้ทำให้ผู้ฟังตื่นตัวอย่างคาดไม่ถึง “ซิงซิง เอาไว้เดี๋ยวฉันโทรกลับนะ” ซูหร่วนซีกดวางสายลงหลังจากพูดจบทันที จากนั้นหญิงสาวก็เข้า Application อันเป็นที่นิยมและก็พบว่าข่าวยกเลิกการแต่งงานของเธอนั้นร้อนแรงมากขนาดไหน อีกทั้งยังมีการแสดงความคิดเห็นเชิงลบต่อฝ่ายชายเป็นจำนวนมากอีกด้วย หญิงสาวไล่อ่านเนื้อหาที่ปรากฏอย่างช้า ๆ มุมปากยกยิ้มอย่างพอใจ
‘ลุงฝานทำงานได้ยอดเยี่ยม เห็นทีต้องบอกคุณปู่เพิ่มโบนัสให้เป็นพิเศษ’
ในขณะที่สาวสวยกำลังแย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดี ซูจินกวงผู้เดินเข้ามาในครัวจึงได้ถามเชิงหยอกล้อออกมา
“ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อะไร” เสียงแหบแห้งของชายชราทำให้หญิงสาวละใบหน้าจากโทรศัพท์
ซูหร่วนซีเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มหวานให้ชายชรา “ฉันมีความสุขที่ได้อยู่กับคุณปู่ยังไงล่ะคะ” หญิงสาวกล่าวประจบ
“ทำเป็นพูดเอาใจคนแก่ แต่ปู่ก็พอใจจริง ๆ นั่นแหละ ฮ่า ๆ” เสือเฒ่าแห่งเทียนไห่ไม่ได้เปิดโปงผู้เป็นหลานแม้จะรู้ว่าหล่อนเพียงพูดกลบเกลื่อน
(ในเมื่อตอนนี้หลานสาวของเขาคิดได้แล้วก็ขอใช้ชีวิตกันตามประสาให้มีความสุขก็พอ) ชายชราคิด