หลังจากผ่านเหตุการณ์อันแสนวุ่นวายและน่าตื่นตระหนกจนแทบจะทำให้คนในครอบครัวเสียสติ ธารามลก็ได้ถูกคนเป็นพ่ออุ้มมาที่บ้าน ส่วนคนเป็นแม่ก็รีบหาเสื้อผ้าแห้งมาผลัดเปลี่ยนให้บุตรสาวอย่างทะนุถนอม
ก่อนที่เธอจะถูกบอกให้นอนพักผ่อนอยู่บนเสื่อผืนเก่าในมุมหนึ่งของบ้านไม้ กลิ่นหอมขมของยาสมุนไพรที่คนเป็นแม่กำลังต้มให้ลอยอบอวลไปทั่ว เป็นกลิ่นที่ยืนยันว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้คือความจริงอันโหดร้าย
ซึ่งก่อนหน้าที่จะมาที่บ้านพ่อได้พาเธอไปหาหมอยา ประจำท้องที่แห่งนี้ หมอคนนั้นบอกว่าเธอแค่ตกใจแลสำลักน้ำไปมากให้พักผ่อนเยอะ ๆ เดี๋ยวก็หายเป็นปกติ...เป็นปกติอย่างนั้นหรือ? ธารามลถอนหายใจในร่างเล็กจ้อย เธอน่ะไม่ปกติอย่างแรงเลยต่างหาก
ธารามลคนเดิม...เชฟสาวอนาคตไกลได้ตายไปแล้วพร้อมกับอุบัติเหตุเครื่องบินตก ตอนนี้มีเพียง เด็กหญิงปลากริมลูกสาวคนโตวัยหกขวบของอดีตนักมวยตกอับกับแม่ค้าหาบเร่ขายขนม ที่ต้องดิ้นรนเพื่อไม่ให้ตัวเองและครอบครัวต้องพบกับจุดจบอันน่าอนาถตามบทประพันธ์
ขณะที่เธอกำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่นั้น ความคิดก็ล่องลอยกลับไปหาชีวิตเก่าที่เธอจากมา...ภาพของห้องครัวสแตนเลสที่สะอาดเอี่ยม เตาอบดิจิทัลที่ควบคุมอุณหภูมิได้แม่นยำ เครื่องผสมแป้งอย่างดี และที่สำคัญที่สุดคือ อุปกรณ์ขนมต่าง ๆ ของตัวเองที่เธอเลือกสรรและทะนุถนอมราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า
เธอกำลังนึกถึงห้องทำขนมและอุปกรณ์เหล่านั้นอย่างละเอียด...พายซิลิโคนด้ามไม้ที่จับถนัดมือ หัวบีบครีมลายกุหลาบที่ใช้ประจำ มีดเล็ก ๆ สำหรับแกะสลักผลไม้ที่คมกริบ...
ในตอนนั้นเองความรู้สึกประหลาดก็เกิดขึ้น! ขณะที่เธอกำลังนึกถึงภาพพายซิลิโคนอันโปรดอยู่นั้น เธอกลับรู้สึกเหมือนได้สัมผัสถึงน้ำหนักและผิวสัมผัสเรียบลื่นของมันในความคิด...เป็นความรู้สึกที่ชัดเจนจนน่าขนลุก
อะไรกัน? ปลากริมขมวดคิ้วทั้งที่ยังหลับตา
เธอเปลี่ยนไปนึกถึงมีดแกะสลักผลไม้เล่มเล็กที่เก็บไว้ในลิ้นชักอย่างดี นึกถึงด้ามจับโลหะเย็น ๆ และความคมของใบมีด...และอีกครั้ง! เธอรู้สึกเหมือนกำลังกำด้ามมีดเล่มนั้นไว้ในมือ...แต่เป็นมือในจินตนาการ
เป็นไปได้ยังไง...สิ่งที่อยู่ในความคิดจะสัมผัสได้ด้วยอย่างนั้นเหรอ?
ด้วยความอยากรู้อยากเห็นระคนตื่นเต้น ปลากริมจึงลองรวบรวมสมาธิทั้งหมด เพ่งความคิดไปที่หัวบีบครีมลายกุหลาบ ชิ้นเล็ก ๆ ที่ทำจากสแตนเลสเงาวับอันนั้น เธอคิดอย่างมุ่งมั่น...อยากเห็นมัน...อยากจับมันอีกครั้ง...ออกมาสิ...จะเอาออกมาได้ไหมนะ
สิ้นความคิดนั้นเองเธอก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างถูกดึงออกจากห้วงความคิดของเธอเบา ๆ และปรากฏขึ้นในมือเล็ก ของตนที่กำแน่นอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบาง!
ปลากริมสะดุ้งสุดตัว! ลืมตาโพลงด้วยความตกใจ!
เธอค่อย ๆ คลี่มือของตัวเองออกอย่างเชื่องช้า...และบนฝ่ามือนั้นก็มีหัวบีบครีมสแตนเลสรูปทรงคุ้นตาวางอยู่จริง ๆ! ไม่เพียงแค่นั้น เพราะว่าสิ่งที่เธอนึกขึ้นก่อนหน้าก็ปรากฏอยู่ตรงนี้ด้วย
หัวใจดวงน้อยของเด็กหญิงเต้นระรัว! ซึ่งในตอนนี้เธอกำลังตกใจเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังรีบกำมือและซ่อนมันไว้ใต้ผ้าห่มอีกครั้ง ก่อนจะเหลือบมองไปรอบ ๆ และเห็นว่าคนเป็นแม่กำลังง่วนอยู่หน้าเตาถ่าน ส่วนน้องชายก็นอนหลับอยู่ไม่ไกล โชคดีที่ไม่มีใครเห็น
เธอสูดหายใจลึก พยายามทำใจให้สงบ แล้วลองอีกครั้ง... หายไป สิ้นความคิดสิ่งของในมือก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย!
กลับมา หลังจากเธอคิดแบบนี้ของทั้งหมดก็ได้กลับมาอยู่ในมือของเธออีกครั้ง!
คราวนี้ไม่ใช่แค่ความตกใจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความตื่นเต้นจนแทบจะหยุดหายใจอีกด้วย ปลากริมกำหัวบีบครีมไว้แน่น สมองของเธอประมวลผลอย่างรวดเร็ว...ทะลุมิติ...มีของติดตัวมาจากโลกเก่า...
นี่มัน...หรือว่าสิ่งนี้จะเรียกว่ามิติตามที่เคยอ่านนิยายมาใช่ไหม
ไม่ใช่แค่ความทรงจำในฐานะเชฟที่ติดตัวมา แต่เธอยังมี คลังสมบัติส่วนตัวที่สามารถหยิบเอาอุปกรณ์จากโลกเก่าของเธอออกมาใช้ได้อีก
จากความสิ้นหวังเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นประกายแห่งความหวังที่สว่างวาบขึ้นในดวงตากลมโตของเด็กหญิงวัยหกขวบ...สวรรค์ไม่ได้แค่ส่งเธอมาตาย แต่ยังส่งเครื่องมือทำมาหากิน ชั้นเลิศมาให้เธออีกต่างหาก
ปฏิบัติการพลิกชะตาของชีวิตในร่างนางร้าย ซึ่งตอนนี้ยังเป็นเพียงเด็กหญิงฟันน้ำนมได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ณ ริมคลองบางกอกน้อยแห่งพระนครยุค 2500
หลังจากธารามลเริ่มจะยอมรับในชะตากรรมของตัวเองได้แล้วว่าเธอต้องใช้ชีวิตใหม่ในฐานะปลากริม วิญญาณของเธอในร่างเด็กน้อยที่กำลังนั่งนิ่งเพื่อนึกทบทวนถึงเส้นเรื่องเดิมของครอบครัวนางร้ายที่ตัวเองได้มาสิงร่าง...
ตามเนื้อเรื่องเดิม...จุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมคือหลังจากที่พ่อสิ้นหวังกับการล้มมวยของศิษย์รัก ท่านก็เริ่มดื่มเหล้าเมามายจนไปมีเรื่องกับนักเลงเจ้าถิ่น...ส่วนแม่ก็ตรากตรำทำงานหนักจนล้มป่วยลงในที่สุด...หลังจากนั้น
ความคิดอันซับซ้อนของผู้ใหญ่ในร่างเด็กต้องหยุดชะงักลง เมื่อมีเสียงเล็ก ๆ ใส ๆ ดังขึ้นข้างตัว
"พี่จ๋า...หนูหิว"
เสียงใสแจ๋วของปั้นขลิบทำให้เด็กหญิงร่างผอมที่กำลังผูกผมแกละสองข้างโดยฝีมือแม่ต้องบ่ายหน้าไปมองเขา น้องชายตัวน้อยกำลังยืนมองเธอตาแป๋ว เจ้าตัวกำลังเอามือใส่ปากตามความเคยชินของเด็กวัยสี่ขวบ น้ำมูกใส ๆ ที่เกรอะกรังอยู่ใต้จมูกทำให้ปลากริมนึกเอ็นดูระคนสงสาร
จริงสิ...จะมัวแต่วางแผนอนาคตอย่างเดียวไม่ได้ ปากท้องของเราในปัจจุบันสำคัญที่สุด
"ไป...เดี๋ยวพี่หาอะไรให้กินนะ" ปลากริมพูดด้วยเสียงเล็ก ๆ ของตัวเองที่ยังไม่คุ้นชิน ก่อนจะจูงมือน้องชายเดินลงบันได
ทั้งสองคนชวนกันไปยังดงกล้วยข้างบ้านที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาแต่กลับมีสภาพอย่างที่เธอเห็นจากความทรงจำเดิม...ที่มีแต่ใบกล้วยหาลูกแทบไม่เจอ คงเพราะดินไม่ดีและขาดการดูแล มีเพียงเครือเล็ก ๆ ที่ยังเขียวอื๋ออยู่เพียงเครือเดียวเท่านั้น
ขณะที่ปลากริมกำลังใช้สายตาของเชฟประเมินว่ากล้วยดิบเครือนั้นจะพอเอาไปทำอะไรได้บ้าง ในจังหวะนั้นเองดวงตาของเด็กหญิงวัยหกขวบก็มองเห็นบางสิ่งที่ทำให้เธอต้องหยุดนิ่ง...
ใต้ร่มเงาของกอกล้วยตานีที่ใหญ่ที่สุด มีหญิงงามนางหนึ่งในชุดสไบผ้าแถบสีเขียวตองยืนมองเธอกับน้องชายด้วยรอยยิ้มเอ็นดู หญิงผู้นั้นมีรูปโฉมงดงามราวกับนางในวรรณคดี ผมยาวสลวย ผิวพรรณผุดผ่อง แม้จะยืนอยู่ในที่ร่มสลัวแต่กลับดูเหมือนมีรัศมีอ่อน ๆ รอบกาย
ทางฝั่งนางตานีเองนั้น นางคุ้นเคยกับการเฝ้ามองเด็กทั้งสองคนนี้วิ่งเล่นอยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่สายตาของมนุษย์จะมองเห็นตนได้...นางจึงไม่คิดว่าปลากริมจะเห็นตัวเอง และยังคงส่งยิ้มให้อย่างที่เคยทำ
ทว่า...นางพลันรู้สึกแปลกใจขึ้นมาเล็กน้อยที่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าดวงตากลมโตของเด็กน้อยคนนั้นจะไม่ได้มองทะลุผ่านร่างของตนไปเหมือนทุกที แต่กลับจ้องตรงมาที่นางอย่างชัดเจน
ปลากริมเองก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน เธอกะพริบตา ปริบ ๆ ผู้หญิงคนนั้น...สวยเหลือเกิน แต่ทำไมถึงดูโปร่งแสงนิด ๆ นะ? แล้วทำไมถึงมายืนยิ้มอยู่ตรงกอกล้วยตานีที่ใคร ๆ ก็ว่าเจ้าที่แรงนักหนา...
วินาทีนั้นเองที่เด็กหญิงผู้มีวิญญาณเป็นผู้ใหญ่กับภูตผีสาวเจ้าที่ผู้ใจดีได้สบตากันเป็นครั้งแรก...และต่างก็รับรู้ได้ถึงความไม่ธรรมดาของอีกฝ่าย
เมื่อคนทั้งคู่กลับถึงบ้านในตอนบ่ายแก่ ๆ ของวันนั้น สิงห์กับปั้นขลิบที่ทำความสะอาดบ้านจนเอี่ยมอ่องเช่นเดียวกับเมื่อวานก็รีบออกมาต้อนรับทันที "เป็นยังไงบ้างบัว ขายหมดไหม?" สิงห์ถามด้วยความตื่นเต้น บัวไม่ได้ตอบเป็นคำพูด แต่ค่อย ๆ เทเงินทั้งหมดจากย่ามผ้าลงบนแคร่ไม้ไผ่...ไม่ใช่แค่เหรียญสลึงหรือเหรียญบาทเหมือนเมื่อวาน แต่คราวนี้ได้มีธนบัตรใบละยี่สิบบาทที่ยับยู่ยี่ปะปนอยู่ด้วย ทั้งครอบครัวนั่งล้อมวงมองเงินกองนั้นแล้วช่วยกันนับ...ห้าสิบ...หกสิบ...แปดสิบ...เก้าสิบ... "หนึ่งร้อย...หนึ่งร้อยสามบาทกับอีกห้าสิบสตางค์!" สิงห์พูดสรุปด้วยเสียงเบาหวิวพลางจ้องเงินตรงหน้านิ่งราวกับไม่เชื่อสายตาตัวเอง&nbs
เช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศในบ้านไม้หลังเก่าของค่ายมวยสิงหราชดูเปลี่ยนไป ความเงียบเหงาและท้อแท้ที่เคยปกคลุมจางหายไปจนเกือบหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความกระตือรือร้นและความหวังที่ส่องประกายอยู่ในแววตาของทุกคนในครอบครัว เงินจำนวนห้าบาทห้าสิบสตางค์ที่ได้มาเมื่อวานอาจจะดูไม่มากสำหรับบางคน แต่สำหรับพวกเขาแล้ว มันคือสมบัติล้ำค่าและเป็นทุนก้อนแรกที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง หลังจากมื้อเช้าแสนง่ายที่อิ่มหนำกว่าทุกวันด้วยห่อหมกที่เหลือจากเมื่อวานกับปลาทอดฝีมือแม่ เชฟปลากริมก็เรียกประชุมครอบครัวทันทีถึงเรื่องการทำขนมจากที่เมื่อวานเด็กหญิงได้พูดไว้กำลังจะเริ่มต้นขึ้น "แม่จ๋า พ่อจ๋า...ตอนที่คุณยายกระถินมาหาหนูในฝัน ท่านบอกว่าท่านจะให้ของวิเศษหนูมาช่วยทำขนมให้ครอบครัวเราด้วยนะจ๊ะ"&n
หลังจากขนมของปลากริมผ่านการคิวซีจากแม่นางกวักเรียบร้อย เมื่อพ่อกับลูกสาวกลับถึงบ้านปลากริมก็ออกมาขายขนมกับแม่ โดยที่พ่อกับปั้นขลิบรับหน้าที่ทำความสะอาดบ้าน สิงห์มองตามหลังภรรยาและลูกสาวคนโตที่หาบขนมเดินออกจากบ้านไปด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป...ไม่มีอีกแล้วความท้อแท้สิ้นหวัง มีแต่กำลังใจที่อยากจะทำบ้านให้น่าอยู่เพื่อรอรับการกลับมาของ "ทัพหน้า" ของครอบครัว "เอาละปั้นขลิบ! มาช่วยพ่อขัดพื้นกัน!" เสียงทุ้มตะโกนบอกลูกชายตัวน้อยอย่างกระตือรือร้น เด็กชายพยักหน้าก่อนจะนำผ้ามาทำตามพ่ออย่างเก้ ๆ กัง ๆ ซึ่งสิงห์มองว่ามันช่างน่ารัก น่าเอ็นดู ทางด้านสองแม่ลูกคนเป็นแม่ได้เดินตรงไปยังตลาดใหญ่ใจกลางชุมชน ซึ่งเป็นที่เดียวกับที่ปลากริมกับพ่อเพิ่งมาสักครู่นี่เอง "เราจะขายกันตรงนี้แหละจ้ะแม่" ปลากริมบอกพลางชี้ไปยังลานว่างเล็ก ๆ ใกล้กับศาลแม่นางกวักพอด
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากการประชุมครอบครัวฉบับจิ๋วเมื่อวานเรียบร้อย เชฟใหญ่ปลากริมก็เริ่มต้นปฏิบัติการทันที แผนการของเธอคือการใช้ กล้วยที่เป็นทรัพยากรหลักที่ได้มาฟรี ๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกวันหนึ่ง และในวันนี้เธอตั้งใจจะสร้างสรรค์เมนูใหม่เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้าถึงได้ทุกกลุ่ม "เอาละ...แผนขนมหวานของเราวันนี้นะจ๊ะ" ปลากริมประกาศเสียงใส ขณะที่ทุกคนในครอบครัวล้อมวงกันอยู่หน้าเครือกล้วยน้ำว้าขนาดใหญ่ซึ่งปั้นขลิบก็ได้แต่ทำตาปริบ ๆ พลางกินกล้วยสุกในมือเคี้ยวจนแก้มตุ่ย "อย่างแรกเลย...เราจะทำกล้วยบวชชี เนื่องจากเมื่อวานนี้ลูกค้าบ่นว่ามีน้อยเกินไป แต่วันนี้หนูจะทำให้มันแตกต่างจากเมื่อวานเล็กน้อยจ้ะ" การเริ่มต้นของเธอทำให้พ่อกับแม่รู้สึกสนใจเป็นอย่างมาก "นอกจากที่เราจะใช้พิมพ์วิเศษของคุณยายกดเป็นรูปดอกไม้สวย ๆ แล้ว เคล็ดลับที่จ
ลมหมุนนั้นพัดจากหลังบ้านของปลากริมผ่านตรอกซอกซอยมุ่งหน้าไปยังตลาดใหญ่ใจกลางชุมชนที่ซึ่งมีศาลไม้มงคลหลังเล็ก ๆ ทาสีแดงสดตั้งอยู่อย่างโดดเด่น...ศาลของ "แม่นางกวัก" เทพแห่งการค้าขายที่พ่อค้าแม่ค้าในตลาดนับถือกันเป็นอย่างมาก เมื่อมาถึงหน้าศาลลมหมุนนั้นก็คืนร่างเป็นแม่นางตานีผู้งดงาม นางมองเข้าไปในศาลที่บัดนี้มีร่างทิพย์ของสตรีในชุดไทยสไบเฉียงสีแดงสดนั่งพับเพียบในท่ากวักมือเรียกทรัพย์อันเป็นเอกลักษณ์ "พี่นางกวักจ๋า...น้องมีเรื่องมาขอให้พี่ช่วยจ้ะ" แม่นางตานีเอ่ยทักทายสหายเก่าเสียงหวาน แม่นางกวักลืมตาขึ้น แววตาของนางดูเฉียบคมและเปี่ยมด้วยบารมี ต่างจากแววตาอ่อนโยนของแม่นางตานี "ว่ามาสิน้องตานี มีเรื่องอันใดรึถึงมาหาพี่ถึงที่นี่" แม่นางตานีจึงเล่าเรื่องของเด็ก
"ทำห่อหมกครับป้า เอาไว้ผมจะเอาไปขายนะครับ" สิงห์ตะโกนตอบกลับไป "เออ เอาสิ กลิ่นหอมแบบนี้น่าจะอร่อยทีเดียว เสร็จแล้วเอามาให้ป้าลองสักห่อนะ!" เสียงป้าชื่นตอบกลับมาอย่างอารมณ์ดี คำพูดนั้นทำให้สิงห์ใจชื้นขึ้นมาอีกเป็นกอง เขามองลูกสาวตัวน้อยที่ยืนยิ้มแป้นอยู่ข้างเตาถ่านราวกับว่าห่อหมกเป็นสมบัติล้ำค่า ไม่นานนักห่อหมกทั้งหมดก็สุกได้ที่พอดี ปลากริมใช้ผ้าขี้ริ้วเก่า ๆ จับฝาซึ้งที่ร้อนระอุออกอย่างระมัดระวัง ไอความร้อนที่หอมกรุ่นพวยพุ่งขึ้นมาปะทะใบหน้า เนื้อห่อหมกในกระทงใบตองดูนุ่มฟู หัวกะทิที่หยอดไว้แตกมันสวยงามน่ากินเป็นที่สุด สมองของเชฟสาวในร่างเด็กเริ่มทำงานถึงราคาขาย (ปลาช่อนตัวใหญ่มาก ได้เนื้อปลาเยอะ เราทำออกมาได้ทั้งหมด 15 กระทงพอดี...ตั้งราค