Share

บทที่ 9

“พวกลูกจับมันได้ยังไง” หยูเซียนถามขึ้นกับบุตรชายคนโตสีหน้าของนางแม้จะยินดีแต่กระนั้นหากว่ามันไปติดกับดักของใครการที่ลูกหลานของตนไปนำมาก็คงไม่ดี

“เรื่องมันเป็นแบบนี้ครับแม่” ต้าโถวเป็นผู้เล่าเรื่องของไก่ป่าออกมาทั้งหมด หยูเซียนฟังด้วยความประหลาดใจผิดกับคนบ้านสาม (ว่าแล้วต้องเป็นเพราะเป่าเป้ยเป็นแน่) นางโม่คิด

“ถ้าอย่างนั้น วันนี้เราลงจากภูเขากันเถอะ จะได้นำไก่พวกนี้ไปตุ๋นและก่อนกลับก็แวะเก็บผักป่าสักหน่อยแม่จะนำไปคั้นน้ำผสมกับโจ๊กป้อนให้หลาน”

“ก็ดีค่ะ ป่านนี้ฉันคิดว่าคนน่าจะลงจากภูเขากันหมดแล้ว จะได้ไม่มีใครมาสนใจไก่ป่าของเรา” ลี่จินพูดความคิดของตน

“อืม ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะ ผักป่าตรงนั้นกำลังสวยดูน่ากินทีเดียว” เมื่อนางโม่พูดจบนางก็ก้าวเท้าเดินไปทางที่ตนหมายตาเอาไว้

ทั้งแม่สามีกับลูกสะใภ้ต่างช่วยกันเก็บผักป่าที่เห็น เช่นเดียวกับหลานชายตัวน้อยทั้งห้าคน “พี่ใหญ่ ลูกไม้นี่กินได้หรือเปล่า” ซีห่าวถามพี่ชายท้องเดียวกันเมื่อเห็นลูกไม้สีม่วงอมน้ำเงิน

“พี่เองก็ไม่รู้ แต่ดูเหมือนว่ามันน่าจะกินได้นะ ดูเจ้าตัวเล็กนั่นสิมันยังหยิบกินเลย” ต้าโถวพูดขึ้นพลางชี้นิ้วไปยังกระแตตัวเล็กที่ไม่กลัวคน

“จริงด้วย แต่ผมจะหยิบไปถามย่าดูก่อน หากว่าย่าบอกกินได้พวกเราค่อยเก็บดีไหม” ซีซวนพูดพลางเด็ดลูกไม้ที่ตนไม่รู้จักไปสองสามผล

“ก็ดีเหมือนกัน” พี่กับน้องไม่มีใครคัดค้าน

ซีซวนหายไปเพียงไม่นานก็วิ่งกลับมาด้วยรอยยิ้มกว้างจนเห็นฟัน “กินได้ละ แต่ย่าบอกว่าต้องเก็บเฉพาะผลสีม่วงน้ำเงินแบบนี้นะ ส่วนสีม่วงแดงยังไม่สุก” เจ้าตัวพูดพลางชูลูกไม้ผลที่กินได้ตามที่ย่าบอกอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

“เข้าใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็มาช่วยกันเก็บเถอะ” ต้าโถวเป็นคนพูดออกมา จากนั้นเด็กชายทั้งห้าคนก็ช่วยกันเก็บลูกไม้ที่ตัวเองเห็น ยกเว้นต้นสูงกว่าที่พวกเขาจะเอื้อมถึง

“เก็บแค่นี้ก็พอเอาไว้วันหลังค่อยมาเก็บไหม หากกินไม่หมดน่าเสียดาย” ต้าโถวพูดขึ้นอีกครั้งเมื่อพวกเขาเก็บลูกไม้ที่ว่าได้มากพอสมควร

“ครับ” น้องชายทั้งสี่ไม่มีใครไม่เชื่อฟัง ในขณะที่เด็ก ๆ หยุดมือผู้ใหญ่ทั้งสามของบ้านก็พากันหยุดมือเช่นเดียวกัน

“กลับกันได้แล้ว” นางโม่ตะโกนเรียกหลานชายทั้งห้า

ในระหว่างการเดินลงจากภูเขาคนบ้านกู้ไม่เจอใครแล้วเนื่องจากเวลานี้ค่อนข้างสาย “โชคดีนะไม่เจอใคร” โม่โฉวพูดขึ้นหลังจากกลับเข้ามาภายในลานบ้านสาม

“นั่นสิคะ ไม่อย่างนั้นหากมีคนรู้ว่าเราจับไก่ได้ไม่รู้ว่าจะมีคนเอาไปพูดกันแบบไหนอีก” หยูเซียนพูดขึ้นในขณะนำตะกร้าหวายที่มีเห็ดหูหนูสีดำอยู่เต็ม

“แม่ว่าพวกลูกเอาเห็ดไปล้างและแบ่งตากแห้งเถอะ ส่วนแม่จะไปทำอาหารก่อนวันนี้พวกเราจะได้กินไก่ตุ๋น” จบคำพูดของผู้เป็นย่าเด็กชายทั้งห้าคนต่างยิ้มแก้มปริ

“เอาตัวนี้ก็แล้วกัน นอกนั้นเลี้ยงเอาไว้ก่อนเพื่อให้มันออกไข่ โชคดีจริง ๆ ที่ได้ไก่มาเลี้ยงแทนตัวเก่า ต้าโถวดูน้องด้วยนะ” นางโม่หยิบไก่ผู้โชคร้ายตัวหนึ่งไปทางเรือนครัวโดยไม่ลืมบอกหลานชายคนโต

“แม่คะ ฉันจะไปหาบน้ำมาให้นะคะ” ลี่จินอาสาเนื่องจากช่วงหลังมานี้สามีไปทำงานข้างนอกจึงไม่มีใครหาบน้ำมาไว้ในถัง

“ไปเถอะ ระวัง ๆ ด้วยล่ะ” นางโม่ร้องบอกเมื่อเจ้าตัวเดินไปไกลแล้ว “ฉันจะไปกับน้องสะใภ้ค่ะ” หยูเซียนพูดออกมาบ้างเนื่องจากน้ำในถังบ้านของตนก็เริ่มร่อยหรอแล้วเหมือนกัน

ก่อนออกจากบ้านลี่จินจึงได้หันมาสั่งความกับหลานชายคนโตอีกครั้งเพื่อให้ช่วยดูแลลูก โดยเฉพาะเจ้าตัวเล็กที่ตอนนี้กำลังทำก้นกระดกอยู่บนเสื่อ “ต้าโถวอาฝากดูแลน้อง ๆ ด้วยนะโดยเฉพาะเป่าเป้ย”

“ครับ อาสะใภ้วางใจผมได้เลย” เด็กชายวัยแปดปีตบอกของตนรับคำเสียงหนัก

คล้อยหลังอาสะใภ้กับแม่ของตนเดินจากไป เด็กชายทั้งห้าคนก็มองไปยังน้องน้อยผู้กำลังคุกเข่าอยู่กับเสื่อโดยที่มือทั้งสองข้างก็ท้าวอยู่กับเสื่อเช่นเดียวกัน

“พี่ใหญ่น้องทำอะไร” ซีห่าวถามกับพี่ชายผู้เกิดมาพร้อมกันเพียงต่างเวลากันเล็กน้อย

“พี่ไม่รู้ พี่ต้าโถวรู้หรือเปล่า” ซีซวนปฏิเสธก่อนหันหน้าไปถามพี่ชายลูกพี่ลูกน้องที่กำลังมองไปทางเป่าเป้ย

“น้องกำลังคลาน” ต้าโถวพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าน้องน้อยกำลังขยับตัวอย่างช้า ๆ และในตอนนี้เจ้าตัวเริ่มคลานเร็วขึ้น

“เป่าเป้ย ช้าหน่อยครับ” ซีห่าวส่งเสียงบอกน้องสาวอย่างเป็นห่วง “ใช่ ๆ ช้าหน่อยพี่วิ่งตามจนเหนื่อยแล้ว” ซานเหมาพูดออกมาบ้าง

ฟางซินจึงได้นั่งเอาก้นแปะลงกับพื้นดินหัวเราะอย่างชอบใจเมื่อเห็นท่าทางของพี่ชาย แต่แล้วพวกเขาก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงของย่า

“ทำอะไรกัน แล้วทำไมน้องถึงได้มานั่งอยู่บนพื้นดินแบบนั้น” นางโม่ถามขึ้นสีหน้าของนางเต็มไปด้วยความขุ่นมัว

เจ้าตัวเล็กฟางซินด้วยความกลัวว่าพี่ชายทั้งห้าจะถูกดุเพราะตัวเอง ดังนั้นเจ้าเด็กจ้ำม่ำจึงได้คลานสี่เท้าด้วยความเร็วเข้าไปกอดขาของผู้เป็นย่าแน่น

พร้อมกับแหงนหน้าของตนสบเข้ากับดวงตาของหญิงวัยกลางคนกะพริบตาปริบ ๆ โม่โฉวตกใจมาก

เพราะไม่คิดว่าหลานสาวของตนจะคลานได้คล่องถึงเพียงนี้ อีกทั้งยามเมื่อนางได้สบดวงตาแสนไร้เดียงสาของคนตัวเล็กอารมณ์ของตนก็ได้กลับมาเป็นปกติ

“เป่าเป้ยของย่าเก่งที่สุด” หญิงวัยกลางคนพูดพลางยกตัวของหลานสาวขึ้นมาอุ้มโดยไม่รังเกียจสภาพของเด็กหญิงที่เลอะดินโคลน

ฟางซินส่งเสียงอื้อ ๆ อ้า ๆ พร้อมรอยยิ้มหวานอย่างประจบ ส่วนพี่ชายทั้งห้าของเจ้าตัวก็พากันยกยิ้มออกมาได้ในที่สุด (มีน้องสาวก็ดีแบบนี้ใช่ไหม) พวกเขาต่างคิดเหมือนกันโดยที่ไม่มีใครสนใจว่าตนกำลังจะถูกย่าดุเพราะใคร

“ต้าโถว หลานพาเป่าเป้ยไปอาบน้ำนะ ย่าจะเข้าไปดูไก่ส่วนเป่าเป้ยหลังจากอาบน้ำแล้วหลานห้ามเล่นซุกซนอีกเข้าใจไหม” นางโม่พูดกับหลานชายคนโตก่อนหันไปพูดกับหลานสาวในอ้อมแขนอย่างเอ็นดู

เป่าเป้ยจึงได้พยักหน้าเป็นการแสดงออกให้รู้ว่าเธอเข้าใจแล้ว “เก่งมาก” นางโม่กล่าวชมพร้อมกับส่งเด็กตัวกลมให้หลานชายคนโต

ส่วนพี่ชายที่เหลือก็ไปช่วยกันหาผ้าเช็ดตัวกับเสื้อผ้ามาสวมให้น้องสาว ในตอนแรกฟางซินก็อับอายเมื่อคนอื่นมาอาบน้ำให้ แต่หลังจากที่เจ้าตัวคิดได้ว่าตนเองเป็นเพียงเด็กทารกเธอก็สลัดความอายได้ในที่สุด

สองสะใภ้บ้านกู้เดินหาบน้ำเพื่อมาใส่ถังกว่าจะเต็มก็เดินกันอยู่ห้าหกรอบจนเหงื่อเปียกชุ่ม ฟางซินอดเห็นใจป้าสะใภ้รองกับแม่ไม่ได้ แต่การที่จะขุดบ่อน้ำเอาไว้เองภายในบ้านก็ย่อมต้องใช้เงิน

แม้ว่านางโม่จะมีเงินอยู่ในมือ กระนั้นเธอคิดว่ายังไม่น่าเพียงพอ เพราะการหาช่างที่ชำนาญการไม่ใช่เรื่องง่ายไหนจะค่าวัสดุอุปกรณ์อีก (เอาเถอะ แม่จ๋าทนอีกหน่อยให้หนูโตมากกว่านี้ก่อนนะฟางซินคนนี้จะช่วยหาทางทำเงินเข้าบ้านเอง) เด็กน้อย ตัวกลมนอนคิดไปคิดมาก็ผล็อยหลับไป

กลิ่นหอมของไก่ตุ๋นจากฝีมือของนางโม่ได้ลอยไปไกลจนถึงบ้านใกล้เรือนเคียง ทำให้มีแต่คนกลืนน้ำลายด้วยความอยากกิน

“บ้านกู้นี่น่าอิจฉาจริง ๆ มีเนื้อกินไม่เว้นแต่ละวัน” น้ำเสียงกึ่งอิจฉาของเพื่อนบ้านพูดขึ้น

“นั่นนะสิ แม้นางโม่จะเป็นม่ายตั้งแต่ยังสาวมีแต่คนคิดว่านางจะลำบากเพราะต้องเลี้ยงลูกถึงสามคน แต่ที่ไหนได้ลูกของหล่อนกลับได้ดีกันทุกคน วาสนาเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแข่งได้ จริง ๆ”

คำพูดของชาวบ้านหาได้เข้ามาถึงหูของคนบ้านกู้ไม่ เนื่องจากในตอนนี้คนในบ้านกำลังซดนำแกงไก่กันจนปากมัน

ถึงแม้ฟางซินจะกินได้แต่น้ำต้มของมันกับโจ๊กเด็กน้อยก็ยังคงพอใจ “เป่าเป้ย อร่อยไหม” นางโม่ถามหลานสาวที่อ้าปากงับข้าวและเคี้ยวเพียงไม่นานก็อ้าปากรอให้ตนป้อน

ฟางซินพยักหน้าราวลูกเจี๊ยบจิกข้าวสาร พลางอ้าปากงับโจ๊กผสมน้ำแกงที่คนเป็นย่าป้อน

“แล้วพวกหลานล่ะอร่อยไหม” โม่โฉวเงยหน้ามาถามหลานชายทั้งห้าคนบ้าง “อร่อยครับ” ทุกคนตอบออกมาพร้อมกัน

“อร่อยก็กินเยอะ ๆ ย่าตุ๋นไก่ทั้งตัวเลยละ มีไว้เผื่อพ่อของหลานด้วย อีกทั้งยังมีถั่วเขียวต้มด้วยนะ” คำพูดของย่าทำให้หลานชายยิ้มออกมาอย่างชื่นบาน

ส่วนเจ้าตัวน้อยฟางซินหลังจากกินโจ๊กเข้าไปจนหมดถ้วยเจ้าตัวก็เรอออกมาเสียงดัง “ฮ่า ๆ อิ่มแล้วใช่ไหม” นางโม่ หัวเราะหลานสาวตัวเล็กที่รูปร่างไม่เล็กอย่างชอบใจ

ฟางซินใบหน้าแดงก่ำด้วยความอาย แต่เธอก็ยังคงพยักหน้าขึ้นลงแปลได้ว่าตนอิ่มมาก

ช่วงเย็นของวันหลังจากเอ๋อกั๋วกับซานไห่กลับมายังไม่ทันถึงบ้านดีกลิ่นหอม ๆ ที่ลอยมาตามลมก็ได้กระตุ้นความหิวให้กับคนทั้งสอง “บ้านใครกันมีเนื้อกิน” ซานไห่พูดขึ้น

“อาไห่ พี่คิดว่ากลิ่นมันมาจากบ้านแกนะ พวกเรารีบเดินกันเถอะ” เอ๋อกั๋วรีบเดินจนเกือบจะกลายเป็นวิ่งมาทางบ้านของน้องชาย

“พี่รองรอผมด้วย นั่นบ้านของผมนะพี่รีบยิ่งกว่าผมได้ยังไง” ซานไห่ตะโกนพลางเร่งฝีเท้าตามพี่ชายมาติด ๆ

“พี่จะไม่เข้าบ้านตัวเองก่อนหรือ” ซานไห่ถามเมื่อกำลังเดินผ่านหน้าบ้านของเอ๋อกั๋ว “เข้าทำไมแกเชื่อฉันเถอะทั้งลูกและเมียต้องอยู่ที่นี่แหละ” ชายหนุ่มผู้พี่พูดขึ้นอย่างมั่นใจ

และก็เป็นอย่างที่เขาคาดเมื่อคนทั้งสองมองผ่านประตูที่กำลังเปิดค้างเอาไว้และเห็นเด็กชายทั้งห้าคนกำลังเล่นอยู่ด้วยกัน

“พ่อ” เด็กห้าคนต่างเรียกพ่อของตัวเองออกมาด้วยความดีใจ

“วันนี้ย่าทำอะไรกินอย่างนั้นเหรอ พ่อได้กลิ่นหอมลอยมาตามลม” ซานไห่ถามออกมาด้วยความอยากรู้

“ไก่ตุ๋นครับ วันนี้พวกเราขึ้นไปบนภูเขาและจับไก่ป่ามาได้ตั้งเก้าตัว” ซีห่าวพูดขึ้นคล้ายโอ้อวดทำให้ทั้งพ่อและลุงหัวเราะท่าทางของเขาออกมาพร้อมกัน

“โอ้! ไม่น่าเชื่อนะว่าลูกหลานของพวกเราจะเก่งกาจกันมากขนาดนี้” เอ๋อกั๋วสัพยอกลูกหลานออกมาด้วยรอยยิ้ม

“นั่นสิครับ นี่ถึงขนาดหาเนื้อให้พวกเรากินได้แล้วไม่ธรรมดากันจริง ๆ” ซานไห่เองก็พูดหยอกล้อผสมโรงกับพี่รองของตนออกมาด้วย

ในขณะที่พ่อลูกกำลังหยอกล้อกันไปมาน้ำเสียงของมารดาก็ดังขึ้น “กลับมากันแล้วก็รีบไปล้างมือจะได้มากินข้าวกัน หากมืดจะเปลืองเทียน” “ครับ” สองพี่น้องขานรับพร้อมกัน

โม่โฉวได้แต่ยิ้มให้กับบุตรชายทั้งสองคน “นี่ขนาดโตจนมีลูกกันแล้วนะยังทำตัวเป็นเด็ก ๆ กันอีก” หล่อนพูดกับลูกสะใภ้สองคนที่อยู่ในครัว ทั้งลี่จิ่นกับหยูเซียนทำเพียงยิ้มบาง ๆ ออกมาเท่านั้น

อาหารเย็นวันนี้ก็ไม่แตกต่างจากมื้อกลางวัน เพียงแต่ได้เพิ่มเห็ดหูหนูผัดไข่ขึ้นมาอีกจาน ทำให้คนในครอบครัวรู้สึกเจริญอาหารเป็นอย่างมากแม้แต่ฟางซินเองก็ด้วย ถึงแม้ว่าเจ้าตัวจะยังคงกินได้แต่โจ๊กแต่ครั้งนี้ผู้เป็นย่าได้คั้นน้ำผักมาผสมให้กับเธอ

เหตุการณ์ทุกอย่างในช่วงนี้ยังคงเป็นปกติสุขจนกระทั่งฟางซินตัวน้อยมีอายุได้หนึ่งปี ซึ่งเจ้าตัวเล็กสามารถเดินได้แล้วเหลือเพียงเรื่องการพูดที่ยังคงสื่อสารออกมาไม่ชัดเจน

“หลานรัก หิวหรือยัง” นางโม่ถามหลานสาวหลังจากได้อยู่กันตามลำพังเนื่องจากหลานชายทั้งห้าได้ไปโรงเรียนกันหมดทุกคนแล้ว

ฟางซินพยักหน้าพยายามจะออกเสียงว่าหิวแต่ก็ยังไม่สามารถทำได้ดังนั้นเจ้าตัวจึงพยักหน้าแทน

“ถ้าอย่างนั้นมากินข้าวกันเถอะ จากนั้นย่าจะพาหลานขึ้นภูเขาเพื่อไปเก็บฟืน เก็บผัก” นางโม่พูดพลางตักข้าวใส่ถ้วยให้หลาน ฟางซินจึงได้ตักข้าวกินเองคำแล้วคำเล่าอย่างเอร็ดอร่อย หลังจากนั้นนางโม่ก็ยังไปชงนมผงมาให้หลานสาวดื่มอีกด้วย

การกระทำของโม่โฉวนั้นหากมีคนรู้คงจะคิดว่าเป็นการสิ้นเปลืองโดยเปล่า

หลังจากท้องอิ่ม ย่ากับหลานสาวก็เดินจูงมือกันเดินออกจากบ้าน ฟางซินก็ยังคงพยายามออกเสียงต่อไป

และสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อสองตาและจิตสัมผัสของเด็กหญิงรับรู้ถึงอันตรายบางอย่าง

“ย่า!” ฟางซินตะโกนขึ้นเสียงดังด้วยความตกใจ

โม่โฉวดวงตาเบิกกว้างก้มมองหลานสาวด้วยน้ำตาคลอหน่วยเมื่อได้ยินคำว่าย่าออกมาจากปากของคนตัวเล็ก

โดยที่สัตว์เดรัจฉานตัวยาวในตอนนี้ได้ถูกจิตสังหารของฟางซินเข้าควบคุม ‘ไปซะ’ เธอตวาดงูตัวนั้นด้วยความไม่พอใจ

“เป่าเป้ยเรียกย่าได้แล้ว” นางโม่ยกตัวของฟางซินขึ้นจากพื้นกล่าวขึ้นอย่างดีใจ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองเพิ่งรอดพ้นจากความตายมาได้อย่างหวุดหวิด

“ย่า” ฟางซินเปล่งเสียงออกมาอีกครั้ง

“ฮ่า ๆ ใคร ๆ ก็มักจะบอกว่าเด็กหัดพูดต้องเรียกหาแม่กับพ่อก่อนแต่เป่าเป้ยของย่ากับเรียกหาย่าก่อนย่าดีใจที่สุดเลย” โม่โฉวหอมแก้มกลมของหลานสาวซ้ายขวาจนทำให้ฟางซินจั๊กจี้

“ย่า ย่า พอ ฮ่า ๆ” คนตัวเล็กหัวเราะพลางเรียกย่าของตนเพื่อให้หยุด “ได้ ๆ ย่าหยุดแล้ว” สองย่าหลานหัวเราะให้กันอย่างมีความสุขมากกว่าทุกวัน
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 257

    “แต่ผมก็ยังมองว่าลูกยังเด็กอยู่ดีนะครับ นี่ลูกโตขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” คำแก้ตัวของคู่ชีวิตทำให้ฟางซินส่งยิ้มคล้ายอ่อนอกอ่อนใจ วันคืนเปลี่ยนผัน จนกระทั่งคนทั้งคู่ผมเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน แม้จะเป็นอย่างนี้ทว่าร่างกายของมู่เฉินกลับยังคงแข็งแรงแม้ว่าเขาจะมีอายุมากกว่าภรรยารักถึงสิบปีเต็ม

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 256

    หน้าสมุดบันทึกเล่มหนึ่งภายในนั้นได้มีตัวอักษรงดงามเรียบเรียงเอาไว้อย่างงดงามเป็นระเบียบ ลมจากทางหน้าต่างหอบใหญ่ได้พลิกหน้ากระดาษหลายหน้านั้นขึ้น จนทำให้หญิงสาวหน้าตาสะสวยผู้กำลังสาละวนอยู่กับการนำสิ่งของมากมายออกจากกล่องต้องรีบลุกขึ้นมาหยิบสมุดเล่มดังกล่าว “เฮ้อ! ดีนะที่ไม่เส

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 255

    ฟางซินนั่งลงเอาศีรษะของตนซบลงบนตักของหญิงชราอย่างเศร้าสร้อยแม้ว่าเธอในตอนนี้จะไร้ซึ่งพลังแห่งจิตวิญญาณแต่เธอรู้ดีว่าหญิงชราจะสื่อถึงอะไร ปีก่อน ๆ อาจารย์ปู่ใหญ่กับเจิ้งลู่ก็ทยอยล้มหายจากไปกันทีละคนตามสังขารมาบัดนี้ย่าผู้ชราก็ยังมาพูดแบบนี้อีกแม้ว่าหล่อนจะทราบดีว่าเรื่องเช่นนี้ย่อมต้องเกิ

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 254

    สวัสดีครับ ผมคือกู้ซินเซิงหรือคนในครอบครัวมักจะเรียกว่าเสี่ยวเซิง ผมหาใช่ลูกหลานตระกูลกู้อย่างแท้จริงไม่แต่เรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับผมเลยในเรื่องของความรักและความกตัญญูที่ผมมีต่อคนในครอบครัวนี้ ทั้งนี้เป็นเพราะนับตั้งแต่วันที่พี่สาวคนดีของผมได้ช่วยให้รอดจากความตายตั้งแต่ครั้งยังเป็น

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 253

    “หล่อนท้องได้สิบสัปดาห์แล้วมากกว่าเป่าเป้ยเล็กน้อยไปฝากท้องพร้อมกันเถอะ” ใบหน้าของคนภายในห้องโถงต่างเต็มไปด้วยรอยยิ้ม หลังจากเป่าเป้ยตั้งครรภ์มู่เฉินคอยดูแลภรรยาของตนเป็นอย่างดีเช่นเดียวกับบรรดาพี่ชายของหญิงสาว เพราะหลังจากฟางซินตั้งครรภ์จู่หว่านเองก็กำลังตั้งครรภ์กับเมิ่งกวา

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 252

    “พ่อบุญธรรมรีบเลยครับ ผมช่วยอุ้มดีไหม” เจียอินแทบจะทำตามที่พูดเมื่อเห็นว่าพ่อผู้ชรายังนั่งคล้ายไม่ทุกข์ร้อนอยู่ที่เดิม “เฮ้อ! แกนี่นะโตจนป่านนี้แล้วยังทำตัวไม่มีสติอีก ดูเจ้าตัวเขายังไม่ร้อนใจขนาดแกเลย หล่อนต้องเดินเข้ามาหาฉันสิ แกลืมแล้วเหรอว่าฉันอายุเท่าไหร่แล้ว” เหตุที่อู๋เหยียนไม่รู้

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 21

    “เรื่องอะไรหรือครับแม่” กู้อี้ไม่ปล่อยผ่านจึงได้ถามออกมาทันทีด้วยน้ำเสียงไม่สบายใจนัก นางโม่มองใบหน้าของคนในครอบครัวทีละคน และก็ต้องถอนหายใจออกมาอย่างอึดอัดเพราะนางไม่อยากพูดทั้งนี้ทั้งนั้นเกิดจากความเป็นห่วงหลานสาวคนเดียวทั้งสิ้น (เจ้าตัวเล็กบอกได้ หากว่าใครคิดไม่ซื่อเมื่อถึ

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 20

    “อดีตหัวหน้าของผมเขาไปช่วยเหลือผู้คนเรื่องขาดแคลนอาหารที่เมืองเจียง ดังนั้นจึงได้เขียนจดหมายมาถามว่าทางผมเป็นอย่างไรบ้างต้องการสิ่งของอะไรหรือเปล่าจะได้จัดสรรมาให้ ซึ่งกว่าจดหมายฉบับนี้มาถึงก็เดือนกว่าแล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์ทางนั้นตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง” กู้อี้ตอบคำถามพลางพับจดหมายสอดเข้าไปในซอง

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 19

    “ดีดีดี ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปเข้าแถวกันเถอะ” นางโม่พูดพลางเดินพาหลานและลูกไปรับถาดอาหาร อาหารมื้อนี้เป็นข้าวต้มขาวกับผักกาดดอง และมีผัดผักใส่เนื้อหมูซึ่งครอบครัวกู้ได้เนื้อมากกว่าเมื่อวานจากการตักของ หยูเซียน “เป่าเป้ยกินได้มากขึ้นนะ อร่อยใช่ไหม” นางโม่ถามหลานสาวตัวขาวอวบที่เค

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 18

    จากนั้นนางโม่จึงปล่อยให้หลานสาวยืนเพื่อให้แม่ครัวตักอาหารใส่ถาดของตนบ้าง เด็กหญิงตัวน้อยมองสิ่งที่อยู่ในถาดด้วยใบหน้าแห้งเหี่ยว (น้ำแกงไร้วิญญาณ ผัดมะเขือเทศไข่ล่องหน หมั่นโถวแป้งแข็งโป๊ก) ฉันอยากจะร้องไห้ เจ้าตัวคิดคร่ำครวญในใจ “เป่าเป้ย เดินจับมือย่ามาอย่าปล่อยนะลูก” นางโม่

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status