เข้าสู่ระบบ“พี่สี่ท้องนี้ท่านพอเถอะเจ้าค่ะ ท่านมีลูกมากที่สุดในบรรดาพวกเราแล้วข้าเป็นห่วง” ฉินเซียวผู้กำลังตั้งท้องบุตรคนที่สามกล่าวกับพี่สาวที่ตั้งครรภ์บุตรคนที่สี่อย่างเป็นห่วง“ข้าเองก็คิดเช่นเดียวกับเจ้า” เอ้อเหมยยกยิ้มกล่าวคล้อยตามผู้เป็นน้องทำให้ช่างหลิวพยักหน้ายืนยันคำพูดของภรรยาออกมาด้วย ทำให้ฉินเซียวว
นับตั้งแต่วันนั้นหลังจากสนทนาในห้องตำราของว่าที่พ่อตา ระยะเวลาก็ผ่านมาจวบจนกระทั่งหนึ่งเดือนเต็ม ชายหนุ่มอดทนต่อการกระทำอันเย็นชาของหญิงสาวมาตลอด แม้จะมีบุตรชายเป็นกองหนุนแต่หญิงสาวก็ยังคงสาดน้ำเย็นจัดใส่เขาราวกับฤดูเหมันต์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน“แม่นางกู่ เจ้ายังไม่หายโกรธข้าอีกอย่างนั้นหรือ ข้ารู้ว่
ดวงตาของหญิงสาวเมื่อเห็นว่าผู้ใดเป็นคนขี่ม้าพาบุตรชายของตนเข้ามาใกล้ ก็ทำให้สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็นซีดขาวสลับแดงหัวใจเต้นแรงราวจะทะลุออกจากอก หลังจากที่คิดว่าตนน่าจะไม่มีความรู้สึกต่อเขาจึงได้ออกมายืนรออยู่ตรงนี้หลังจากชายหนุ่มวาดเท้าลงจากหลังม้า ชายชราเจ้าของเรือนผู้มีตำแหน่งต่ำกว่าเตรียมประสานมือ
“ไม่ขอรับ ข้าอยากขี่ม้ามากแต่ท่านแม่บอกว่าข้ายังเด็กเกินไป” เสี่ยวมู่ส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมพูดออกมา“ถ้าอย่างนั้นข้าจะอุ้มเจ้าขึ้นไปบนหลังม้าให้เจ้านั่งด้านหน้า ข้าจะเป็นคนบังคับม้าให้เอง” ฉินอู๋พูดขึ้นซึ่งในขณะเดียวกันก็อุ้มเด็กตัวกลมขึ้นหลังม้าทำให้เด็กชายกรีดร้องด้วยความตื่นเต้น“สูงมากเลยขอรับ ข้าอ
“เฮ้อ! พวกท่านช่างไม่เข้าใจจิตใจของหญิงสาว หากเป็นข้า ข้าก็จะทำแบบเดียวกับพี่สะใภ้รองเช่นกัน ดังนั้นเรื่องนี้ข้าเข้าข้างนาง” ฉินเซียวมองหน้าสามีกล่าวขึ้นอย่างเห็นใจหญิงสาวผู้ที่ตนตัดสินใจแล้วว่าหญิงผู้นั้นเป็นคนดีโจวเหวินหยุนผู้ไม่กลัวฟ้าไม่เกรงดินคล้ายเข้าใจแต่ไม่เข้าใจคำพูดของภรรยาแต่เขาไม่คิดถาม
“ท่านพี่ ท่านบอกข้ามาตามตรงพี่รองของข้ามีเรื่องอะไรที่เขาต้องปรึกษากับท่านเป็นการส่วนตัว” ฉินเซียวเอ่ยถามชายหนุ่มผู้ที่กำลังวางคางเกยยังหัวไหล่ขาวเนียนของตน“น้องหญิงเหตุใดเจ้าถึงไม่ถามกับเขาโดยตรง” เหวินหยุนเริ่มมือไม้อยู่ไม่สุข ทำให้หญิงสาวผู้ที่ต้องการสนทนาได้แต่เอามือน้อยปัดป้องในสิ่งที่เขากำลัง
“บ้านพี่ชายอี้” ฉินเซียวรีบกล่าวออกไปพร้อมเดินไปขี่หลังของเสือขาว จากนั้นนางจึงได้หันหน้ามาทางชายชรา“ท่านปู่ ท่านอา เอาไว้ข้าจะมาช่วยหาวิธีช่วยพวกท่านในภายหลังนะเจ้าคะ พี่ชายขึ้นมาเร็ว” เมื่อนางกล่าวกับชายชราจบจึงได้หันไปเรียกฉินฟู่ให้ขึ้นหลังไป๋หู่ไปด้วยกัน“ได้”“นายหญิงข้าเองก็จะไปกับท่านด้วย” ต
“เอาล่ะถึงบ้านแล้ว ลงจากรถม้าได้” ฉินเต๋อบอกกับลูก หลานเมื่อเขาเดินมาเปิดประตูรถม้าให้เด็กทั้งหกแล้วในที่สุดเด็กทั้งหกก็เข้าใจว่าผู้เป็นพ่อและอากล่าวนั้นหมายถึงเรื่องอะไร เมื่อเขาลงมาจากรถม้าแล้วเห็นชายชราผู้จากไปอยู่ตรงหน้า“ท่านปู่ คารวะท่านปู่เจ้าค่ะ/ขอรับ” เด็กทั้งหกคนต่างร้องเรียกชายชราเสียงดั
“นี่มันก็หลายปีแล้ว ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะไม่ได้อยู่เมืองนี้แล้วก็ได้เจ้าอย่าได้ห่วงย่าเลย ย่าคิดว่าคงไม่มีอะไรหรอก” หญิงชราเอามือเหี่ยวย่นลูบหัวหลานชายด้วยความรักกล่าวให้หลานคลายกังวล“ตะ...” เทียนอี้ยังไม่ทันได้เอ่ยแย้ง เด็กชายก็มองเห็นรถม้าของบ้านจ้าวที่อยู่ห่างไม่มากเข้ามาใกล้ทำให้เขาได้หยุดคำพูดข
“เรื่องนั้นแม่ก็รู้แต่เจ้าเป็นหญิงแม่ก็อดห่วงไม่ได้” หนิงเซียนเอามือลูบผมของบุตรสาวอย่างรักใคร่“น้องหญิงเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงว่าลูกของเราจะไม่มีสหายเป็นหญิงหรอก พี่ก็เล่าให้เจ้าฟังแล้วนี่ว่าน้องเล็กของช่างหลิวนางก็ไปเรียนที่สำนักศึกษาถงซาน อีกทั้งยังเป็นสหายของบุตรสาวของเราด้วย” ฉินเต๋อที่เดินกลับเข้







