로그인“สาวใช้เรือนเจ้ามาบอกแล้วว่าเจ้ารู้สึกไม่ใคร่จะสบาย แล้วนี่เหตุใดไม่นอนพัก ออกมาทำไมกันเล่า ยามเช้าอากาศเย็นอาการจะทรุดลงได้”
หลินซูสีหน้าห่วงกังวลยิ่งในยามที่สนทนากับบุตรสาวคนโต
“ลูกออกมาส่งท่านพ่อแล้วจะรีบกลับเข้าไปพักเจ้าค่ะ”
“หากอาการไม่ดีขึ้นให้แม่รองของเจ้าตามหมอมาดูอาการ เข้าใจหรือไม่”
“นายท่านอย่ากังวลใจไปเลยเจ้าค่ะ ข้าจะดูแลอวี่เอ๋อร์เป็นอย่างดี” อันชิงหลิ่วรีบรีบคำ
“ข้ารู้” หลินซูพยักหน้าก่อนก้าวขึ้นรถม้ารีบเข้าประชุมเช้า วันนี้เขาสังหรณ์ใจว่าขุนนางทั้งหลายคงหารือกันเรื่องรับนางกำนัลเข้าวังหลวง ทั้งนี้ก็เพื่อคัดเลือกสนมและนางในเป็นแน่
เปิดม่านรถม้าขึ้นเห็นบุตรสาวของเขาทั้งสองคน ที่เหมาะสมมีเพียงหลินหรงอวี่ เพราะนางเป็นบุตรสาวที่เกิดจากฮูหยินเอก แต่อายุของบุตรสาวเขานั้นนับว่าทำให้เบาใจ
ที่สำคัญไปกว่านั้นแม่สื่อที่เข้ามาเจรจาก็มีถึงสามคน เขาสมควรจัดการเรื่องนี้ก่อนจะมีการประกาศคัดเลือกนางกำนัลจึงจะดี
วังหลวง...สถานที่ซึ่งเขาไม่อยากให้บุตรสาวของตนย่างกรายเข้าใกล้ เขาลำบากมาทั้งชีวิต และตระหนักดีว่าราชสำนักมิใช่มีแต่คนดี ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรเขาเพียงหวังให้บุตรสาวของตนแต่งให้กับคนดีมีคุณธรรม แม้มิใช่ขุนนางก็ไม่เป็นไร
เมื่อรถม้าวิ่งออกไปจากจวน หลินหรงอวี่กลับยังคงพูดคุยอยู่กับอันชิงหลิ่วและน้องสาว ไม่มีทีท่าว่าจะกลับเข้าข้างใน ดังนั้นอันชิงหลิ่วจึงคะยั้นคะยอให้หญิงสาวเข้าไปพัก
“ทำไมเสี่ยวเหมยยังไม่กลับมาอีกนะเจ้าคะ หรือว่าที่ร้านขนมคนเยอะก็ไม่รู้”
“เจ้านี่นะไม่สบายยังอยากจะกินขนมอีกหรือ” อันชิงหลิ่วส่ายหน้า
“มีของท่านแม่รองและของเหลียนเอ๋อร์ด้วยนะเจ้าคะ เหลียนเอ๋อร์เจ้าเองก็ชอบขนมบัวหิมะของร้านขนมตระกูลจ้าวมิใช่หรือ รออีกหน่อยเสี่ยวเหมยกลับมา...”
“วันนี้ข้าไม่อยากกิน ท่านแม่ข้าเข้าข้างในก่อน ข้าเองก็รู้สึกปวดศีรษะ”
“เป็นอะไรไปหรือ เจ้าเองก็ป่วยหรอกหรือ” อันชิงหลิ่วเลิกคิ้วพร้อมเดินเข้าไปลูบใบหน้าบุตรสาว
“ท่านแม่รอง เช่นนั้นท่านรีบพาเหลียนเอ๋อร์เข้าข้างในเถิดเจ้าคะ ข้าเองก็จะกลับเข้าเรือนแล้ว”
“อ้อได้ เช่นนั้นเจ้ารีบไปนะ อย่ายืนอยู่ตรงนี้ หิมะตกทั้งคืนอากาศเย็นนัก”
“เจ้าค่ะ”
แม้รับปากแต่นางกลับยังคงยืนมองเหม่อไปที่มุมถนน รอคอยว่าเมื่อไรที่เงาร่างของเสี่ยวเหมยสาวใช้คนสนิทจะกลับมา
ครู่ใหญ่หลังจากนั้นเสี่ยวเหมยก็วิ่งกลับมาพร้อมกับห่อขนม สาวใช้ร่างเล็กหอบหายใจด้วยความเหน็ดเหนื่อย ใบหน้าหรือก็ขาวซีด
“คุณหนูข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
“พักก่อน เหนื่อยมากกระมัง”
เสี่ยวเหมยหอบหายใจจนตัวโยน “พวกเขาพอได้ยินก็กระโดดขึ้นหลังคาแล้วหายไปเลย”
หลินหรงอวี่เลิกคิ้วมองซ้ายขวา จากนั้นจึงรั้งเสี่ยวเหมยให้กลับเข้าไปในจวน ในใจเดาได้หลายส่วนว่าคนที่หลบอยู่ในห้องนอนของนางคงถูกพาตัวไปแล้ว เพราะหากให้คำนวณระหว่างเสี่ยวเหมยวิ่งกลับมาร้านขนม คนของเขาก็คงมาถึงที่นี่แล้ว
เซี่ยเฉิงอวี่ก็คงถูกพาตัวออกไปแล้ว...กระมัง
หลังจากหลินหรงอวี่กับสาวใช้เดินกลับเข้าไปในจวน มุมกำแพงสูงกลับปรากฏเงาร่างของเซี่ยเฉิงอวี่กับองครักษ์ทั้งสอง ทั้งสามสวมเสื้อคลุมตัวยาวสีดำมีหมวกคลุมศีรษะ
“ท่านมหาเสนาบดี เกิดอะไรขึ้นกันแน่ขอรับ” ไป๋หลิงยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก เขาได้รับข่าวจากสาวใช้นางหนึ่ง หลังจากตามหาตัวผู้เป็นนายจนแทบจะพลิกทั้งเมืองหลวง
“ข้าเองก็ยังไม่แน่ใจ” เซี่ยเฉิงอวี่จ้องตรงไปยังประตูจวนตระกูลหลิน “ให้คนไปสืบเรื่องของหลินซูอย่างละเอียด ยังมีไต้ซือผู้นั้น”
“ท่านหมายถึงไต้ซือไป๋เย่หรือขอรับ”
“ใช่ เป็นเขา ได้ยินมาว่าเขาออกไปนอกเมือง สืบดูด้วยว่าเขากลับมาเมื่อไร”
“แล้วตอนนี้เราจะยังเข้าวังหรือไม่ขอรับ”
เซี่ยเฉิงอวี่เงยหน้าขึ้นมองแสงแดดที่สาดส่อง “สายป่านนี้แล้วยังจะเข้าวังอะไรอีกเล่า ถึงไม่เข้าวังป่านนี้ก็ไม่แน่ว่าที่จวนมีแขกมาเยือนเสียแล้วก็ไม่รู้”
คนของเขานับว่าได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี เรื่องที่เขาหายตัวไปยังไม่มีใครรู้ แม้มีการค้นหาแต่ก็กระทำการเงียบๆ ดังนั้นเมื่อเขาไม่อาจเข้าประชุมก็รีบแจ้งลาป่วย แต่ถึงอย่างนั้นก็มิใช่ว่าจักรพรรดิจะทรงเชื่อ
“หวังว่าในบ้านจะครึกครื้นขึ้นมามากกว่านี้ เจ้าคลอดตัวอวบอ้วนน้อยให้ข้าสักสามสี่คนเป็นอย่างไร”ใบหน้าของหลินหรงอวี่แดงก่ำ “เซี่ยเฉิงอวี่ ท่านนี่จริงๆ เลย!!”สาวใช้ที่เพิ่งออกมาต่างพากันสะดุ้งเฮือก พวกนางต่างมองหน้ากันเพราะคิดว่าแต่งงานวันแรกคู่แต่งงานใหม่ก็ทะเลาะกันเลยหรือ มิใช่เมื่อครู่ท่านมหาเสนาบดีจ้องมองฮูหยินราวกับจะกลืนกินหรือไรกระทั่งเสียงหัวเราะของท่านมหาเสนาบดีดังขึ้น พวกนางต่างก็พากันลูบอก ดูเหมือนเพียงหยอกล้อกันเท่านั้น“ท่านมหาเสนาบดีคงรักฮูหยินมาก ข้าไม่เคยได้ยินผู้ใดเรียกท่านมหาเสนาบดีด้วยชื่อและแซ่เช่นนั้นมาก่อน”“นั่นสิ นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ยิน”“ข้าเห็นด้วย เมื่อครู่เห็นสายตาที่ท่านมหาเสนาบดีมองฮูหยินหรือไม่” กล่าวจบพวกนางก็หัวเราะใบหน้าแดงก่ำเวลาผ่านไปข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับมหาเสนาบดีก็แพร่ออกไป บ้างก็ว่ามหาเสนาบดีรักใคร่ฮูหยินมาก กระทั่งไม่ว่านางทำอะไรล้วนเห็นด้วยทั้งสิ้นบางคนกล่าวว่าฮูหยินมหาเสนาบดีเป็นสตรีที่ดุร้ายราวแม่เสือ แต่งเข้าจวนหลายปีท่านมหาเสนาบดีกลับไม่รับอนุสักคนบางข่าวลือรุนแรงถึงขึ้นที่ว่าทุกอย่างในจวนมหาเสนาบดี ถูกฮูหยินกุมเอาไว้ในมือจนสิ้น กระท
บทส่งท้ายแสงสว่างที่สาดส่องเข้ามาในม่านหน้าเตียง ปลุกคนที่กำลังหลับใหลให้ตื่นขึ้น เซี่ยเฉิงอวี่ไม่เคยตื่นสายขนาดนี้มาก่อนในชีวิต เพราะทุกเช้าก่อนฟ้าสางเขาต้องออกจากจวนเพื่อเข้าร่วมการประชุมเช้ากระนั้นวันนี้กลับต่างออกไป เขาตื่นสายและไม่จำเป็นต้องรีบร้อนลงจากเตียง เพราะนี่คือเช้าวันแรกหลังจากผ่านงานแต่งงานอันยิ่งใหญ่และเป็นค่ำคืนแรกที่เขามีสตรีร่วมเรียงเคียงหมอน สตรีที่เขาเลือกให้อยู่เคียงข้างไปตลอดชีวิตเมื่อก่อนเขาเคยคิดว่าสตรีก็เหมือนกันทั้งนั้น พวกนางจิตใจซับซ้อนเข้าใจยาก และตัวเขาก็มีเรื่องให้ต้องทำ มากกว่าพยายามเข้าใจกระบวนการความคิดของพวกนาง เขาไม่อยากสร้างความยุ่งยากให้กับตัวเอง ด้วยการพาตัวเองเข้าไปผูกพันหลินหรงอวี่แตกต่างออกไปจากสตรีที่เขารู้จัก นางมีความคิด รู้จักแยกแยะ ไม่ตีโพยตีพายน่ารำคาญ ที่สำคัญไปกว่านั้นต่อหน้านางเขาไม่จำเป็นต้องปั้นหน้าเป็นมหาเสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่ แต่เขาคือเซี่ยเฉิงอวี่นางเชื่อใจเขาอย่างไร้กังขา ไม่สงสัย ไม่ถามให้มากความ และเขาก็ไม่ต้องอธิบายเพราะนางเข้าใจได้หลังจากใคร่ครวญเพียงเล็กน้อยมองดูใบหน้างดงามหลับใหลอยู่จนชิด เซี่ยเฉิงอวี่อมยิ้ม เขารู้สึกอย
“แม่ทัพเสิ่นคิดว่าเขาควบคุมทุกอย่างเอาไว้ แต่หารู้ไม่ว่ามิใช่ทุกคนจะมักใหญ่ใฝ่สูงเช่นกันกับเขา คนตระกูลเสิ่นที่จงรักภักดีต่อบ้านเมืองก็ยังมีอยู่”“หรือว่าเขาคิดช่วงชิงบัลลังก์จริงๆ!”เฮยโม่ถอนหายใจแต่ไม่ตอบ “หากเขาเพียงคิดควบคุมอำนาจทางการเมือง ไม่แน่ว่าเรื่องในวันนี้ตระกูลเสิ่นอาจเป็นฝ่ายชนะ แต่นี่เขาคิดจะตั้งตนเป็นใหญ่ ล้มล้างราชวงศ์” เฮยโม่ส่ายหน้าหลินหรงอวี่คิดถึงสีหน้าของเสิ่นฉงในวันนั้น “หรือว่า...” นางหวนนึกไปถึงสิ่งที่สหายเยาว์ยังกว่ากล่าวในวันนั้น กระทั่งขมวดคิ้ว “เสิ่นซูเฟยกับคุณชายห้าตระกูลเสิ่น...”“เห็นเฮยโม่มองนางด้วยสายตาประหลาดใจ นางก็ได้แต่มั่นใจในความคิดของตนก่อนหน้านี้เสิ่นฉงบอกนางว่ามีนางกำนัลซึ่งเป็นคนของเสิ่นจ้งมาหา กระทั่งกล่าวถึงราชโองการที่ถูกเขียนขึ้นก่อนหน้ามีประกาศออกมา ในวันนี้ที่เกิดการก่อกบฏของเสิ่นฉวน เสิ่นจ้งผู้เป็นบุตรชายกลับถูกบิดาส่งออกไปยังชายแดน“จักรพรรดิเล่า”“ทรงปลอดภัยดี อีกไม่นานคงได้บทสรุปแล้ว ท่านมหาเสนาบดีวางแผนนี้เอาไว้อย่างรอบคอบ เลือกคนที่เหมาะสมและไม่มีใครเห็นเขาอยู่ในสายตา คาดว่าเสิ่นจ้งเองก็คงตระหนักดีว่าไม่มีทางเลือก หากไม่อาจห้าม
“ไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่ ข้าไม่มีทางให้เจ้าตกอยู่ในอันตรายอย่างแน่นอน...” คล้ายเสียงเขากระซิบที่ข้างหูแผ่วเบา แต่นางไหนเลยจะล่วงรู้ว่านั่นคือเสียงเขาจริงๆ หรือเพราะตัวเองตื่นกลัวจนเกินไป ดังนั้นจึงหูแว่วกระทั่งคิดไปเองไม่รู้เวลาผ่านไปกี่ชั่วยาม หลินหรงอวี่ตื่นขึ้นพร้อมกับอาการปวดศีรษะ นางขยับตัวไม่ได้รู้สึกเหมือนร่างกายไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่ง อาการเช่นนี้นางคล้ายเคยเผชิญมาก่อน แม้อาการแตกต่างแต่ผลข้างเคียงทิ้งอาการแบบเดียวกัน...นางถูกวางยาห้องที่นางนอนอยู่ทั้งเล็กและแคบแต่ก็สะอาดสะอ้าน กลิ่นกำยานหอมยังคงลอยอวล นี่เป็นกลิ่นเปลือกสนที่นางชอบและมีเพียงไม่กี่คนที่ล่วงรู้ หนึ่งในนั้นก็คือเสิ่นฉงหัวใจของหลินหรงอวี่หล่นวูบ เสียงสนทนาแว่วเข้ามาให้ได้ยิน เป็นเสียงที่อยู่อีกด้านของผนังห้อง“ด้านนอกมีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมหรือไม่”“ยังคงวุ่นวายขอรับ ทั่วทั้งเมืองหลวงถูกปิดล้อมด้วยคนของแม่ทัพเสิ่น คาดว่าอีกไม่กี่ชั่วยามแม่ทัพเสิ่นคงบุกเข้าวังหลวงได้อย่างแน่นอน”“ฉวยโอกาสในคืนงานเลี้ยงลงมือ แม้เสี่ยงแต่เหล่าองครักษ์และทหารรักษาการที่สังสรรค์กันมาทั้งคืน เสิ่นฉวน...เสิ่นฉวน”มีเสียงถอนหายใจออกมาอย่
อยากพักผ่อนสักครู่ก็ได้ ที่นี่ท่านไม่ต้องเสแสร้งเป็นมหาเสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่”“ที่นี่หรือ” เขาเลิกคิ้วมองนาง“ข้าหมายถึง...” นางครุ่นคิดเล็กน้อย “กับข้าท่านไม่ต้องเสแสร้งเป็นมหาเสนาบดีแค้วนเฉียน”“เช่นนั้นข้าคือใครเล่า”“เซี่ยเฉิงอวี่” นางมองเขานิ่งเขากลับยิ้มเช่นเดิม ยิ้มที่เหมือนกับทุกครั้งที่เขายิ้มให้ขุนนาง หรือแม้กระทั่งยิ้มให้คนทั่วไป เป็นรอยยิ้มที่ให้ความรู้สึกคล้ายสวมหน้ากากคิดได้ดังนั้นหลินหรงอวี่พลันขมวดคิ้วให้ตัวเอง นาง...แยกแยะได้อย่างไรว่าเขายิ้มเช่นไร ที่สำคัญไปกว่านั้นนางแยกแยะออกตั้งแต่เมื่อไรเซี่ยเฉิงอวี่ยังคงจ้องมองทุกความเปลี่ยนแปลงในดวงตาคู่งาม กระทั่งรู้สึกได้ว่านางคล้ายตระหนักถึงความหมายของเรื่องทั้งหมดจุมพิตอ่อนโยนประทับลงยังริมฝีปากอิ่มอีกครั้ง ครั้งนี้ไร้ซึ่งความลังเล มันเนิ่นนานราวกับทั้งสองไม่อยากปล่อยมือจากกันและกัน และนางเองก็ตอบสนองเขาด้วยความเต็มใจไม่มีประโยคอันหวานล้ำ ไม่มีคำพูดที่แฝงความนัย มีเพียงสัมผัสและการกระทำที่บ่งบอกว่าคนทั้งสองเข้าใจกันและกันเป็นอย่างดี“หวังว่าเจ้าจะไม่เสียใจในภายหลัง” เขากระซิบ“หากข้าเสียใจในภายหลังเล่า ท่านจะปล่อยข้าไปหรือ
หลินหรงอวี่โขกศีรษะรับราชโองการ แน่นอนนางย่อมไม่ได้รับเลือกเป็นสนมของจักรพรรดิ เรื่องนี้ไม่ได้ผิดความคาดหมายแต่อย่างใด เพราะบทบาทของนางในวังหลวงแห่งนี้ได้กำหนดเอาไว้แต่แรกแล้ว เพียงแต่รอว่าวันใดนางจะได้ก้าวออกมาแสดงบทบาทของตัวเองเท่านั้นการแต่งตั้งซึ่งพลิกความคาดหมาย สั่นคลอนราชสำนักกระทั่งเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้น ไม่มีผู้ใดไม่จับตามองความเคลื่อนไหวของจวนแม่ทัพ เนื่องจากทุกคนล้วนมั่นใจว่าเสิ่นฉงต้องได้รับการแต่งตั้งเป็นฮองเฮา หรืออย่างน้อยก็ต้องได้เป็นกุ้ยเฟยถึงอย่างนั้นตำแหน่งที่นับว่าเป็นรองท่านหญิงอีกสองคน ล้วนไม่อยู่ในความคาดหมายทั้งสิ้นหลังการแต่งตั้งย่อมมีงานเลี้ยงจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ หลินหรงอวี่อยู่รับใช้ข้างไทเฮา กระทั่งหลายครั้งที่มองไปยังเซี่ยเฉิงอวี่ แต่เขากลับไม่เคยมองมายังทิศทางที่นางยืนอยู่เลยสักครั้ง มองดูเสิ่นซูเฟยที่มีท่าทีเงียบขรึม แต่กต่างไปจากนิสัยร่าเริงที่อีกฝ่ายเคยเป็น หญิงสาวได้แต่รู้สึกกังวลจักรพรรดิโจวเซวียนหล่อเหลาสง่างาม กระนั้นเขากลับมีนิสัยคล้ายเซี่ยเฉิงอวี่อยู่หลายส่วน นางมองอย่างไรก็ไม่อาจคาดเดาว่าแท้ที่จริงเรื่องราวต่อจากนี้ บทสรุปจะจบลงเช่นไรห







