LOGINอักษร '雨(อวี่)' เพียงตัวเดียว กลับเชื่อมดวงชะตาของคนสองคนไว้ด้วยกัน ชะตาของนางแคล้วคลาดเพราะเขา ชะตาของเขาไม่อาจไม่มีนาง เซี่ยเฉิงอวี่ มหาเสนาบดีของแคว้นผู้หล่อเหลาล้ำเลิศ กุนซือผู้มีชื่อเสียงลือลั่นหลังจากนำพาองค์ชายห้าขึ้นครองบัลลังก์อย่างราบรื่น หลินหรงอวี่ บุตรสาวคนโตของขุนนางขั้นสี่ ภายนอกดูอ่อนโยน แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นคนอ่อนนอกแข็งใน เฉลียวฉลาดรู้จักใช้สติใคร่ครวญเหตุการณ์ตรงหน้า
View Moreแคว้นเฉียน รัชสมัยจักรพรรดิโจวเซวียน
เหตุการณ์ผลัดเปลี่ยนแผ่นดินเพิ่งผ่านพ้น บ้านเมืองยังคงไม่นับว่าสงบดี เนื่องจากก่อนหน้านี้เกิดสงครามการแย่งชิงอำนาจ ระหว่างองค์ชายรองและองค์ชายสาม ซึ่งล้วนต้องการบัลลังก์นี้เอาไว้ในครอบครอง
ว่ากันว่ามีกุนซือมากฝีมืออยู่ข้างกาย ทุกอย่างที่หมายปองล้วนได้มาไว้ในครอบครอง
ประโยคนี้ไม่นับว่าผิด เพราะแต่แรกผู้ใดเล่าจะคาดว่าบัลลังก์นี้จะตกเป็นขององค์ชายห้า ซึ่งแต่แรกไม่มีใครเห็นอยู่ในสายตา
หลังบัลลังก์เปลี่ยนมือแน่นอนความสนใจของประชาชนและขุนนางฝ่ายต่างๆ ย่อมตกไปอยู่ยังคนข้างตัวจักรพรรดิพระองค์ใหม่
เซี่ยเฉิงอวี่...
มหาเสนาบดีแคว้นเฉียน บุคคลสำคัญที่ทำให้องค์ชายห้า หรือก็คือจักรพรรดิโจวเซวียน ขึ้นครองบัลลังก์ได้อย่างราบรื่น
กระนั้นเรื่องที่ทำเอาขุนนางน้อยใหญ่ปวดเศียรเวียนเกล้าในตอนนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องที่วังหลังของจักรพรรดิยังคงว่างเปล่า กระทั่งทำให้เกิดข่าวลือถึงความสัมพันธ์อันซับซ้อน ระหว่างเซี่ยเฉิงอวี่และองค์จักรพรรดิขึ้น
“เพราะเหตุใดท่านยังดูเยือกเย็นอยู่ได้”
“เพราะข้าไม่เห็นสาเหตุที่ต้องโวยวาย”
“แต่นี่เรื่องใหญ่เลยนะ!”
“หากตาแก่พวกนั้นอยากให้แต่ง ก็แค่แต่งๆ ไป”
“ท่านก็พูดได้สิเพราะไม่ใช่เรื่องของท่านนี่!”
“ก็ใช่”
บุรุษที่กำลังโกรธกรุ่นถึงกับพูดไม่ออก เขาก้าวฉับๆ เข้าไปนั่งลงยังโต๊ะหิน ท่าทียังคงขัดใจอยู่มาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้กล่าววาจาร้ายกาจออกมา แม้เรื่องการคัดเลือกฮองเฮายังคงเป็นเพียงแค่ข่าวลือ แต่เขารู้ดีว่าต้องเป็นความจริงถึงแปดในสิบส่วน
เซี่ยเฉิงอวี่เห็นเช่นนั้นก็ส่ายหน้า เขารับปากอาจารย์จะช่วยให้เฉียนซีหลิวครองบัลลังก์อย่างราบรื่น ดังนั้นหลังจากผลัดเปลี่ยนแผ่นดินจึงไม่อาจจากไป ด้วยตระหนักดีว่าภายในราชสำนักยังคงวุ่นวาย
“หากยังหนีออกจากวังหลวงทุกครั้งที่คิดไม่ตก เช่นนี้จะเป็นจักรพรรดิที่ดีได้อย่างไร”
“อาจารย์อา ท่านก็เห็นแล้วว่าตาแก่พวกนั้นร้ายกาจเพียงใด”
เซี่ยเฉิงอวี่มองชายหนุ่มซึ่งด้อยอาวุโสกว่าจากนั้นได้แต่ถอนหายใจ แม้ตัวเขาเพิ่งย่างเข้าวัยยี่สิบแปด หากแต่เมื่ออีกฝ่ายที่มีอายุยี่สิบสามเรียกเขาว่าอาจารย์อา ในใจก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นชายชราศีรษะขาวโพลน
หลายปีก่อนมีข่าวอดีตจักรพรรดิทรงประชวร เขาเพิ่งรับรู้ฐานะแท้จริงของผู้เป็นศิษย์พี่ที่เขาไม่เคยพบหน้าว่าเป็นถึงจักรพรรดิแคว้นเฉียน
ครานั้นเขายังนึกค่อนขอดอาจารย์ว่าอีกฝ่ายคงจะเพียงนึกสนุก จึงได้รับเชื้อพระวงศ์มาเป็นศิษย์ เรื่องวุ่นวายในวังหลวงเขาได้ยินมามาก ดังนั้นจึงเคยพูดทีเล่นทีจริงว่าจะไม่พาตัวเองเข้ามายุ่งเกี่ยว
ถึงอย่างนั้นไม่เพียงแต่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ศิษย์พี่จักรพรรดิยังให้เขามาอยู่ข้างกายคอยปกป้องดูแลเฉียนซีหลิว คอยสอนสั่ง แนะนำ และปกป้องอยู่ข้างกายเงียบๆ
ที่สำคัญไปกว่านั้นเฉียนซีหลิวก็นับเป็นหลานศิษย์คนหนึ่งของเขา เพราะอีกฝ่ายนับว่าเติบโตในสำนักหลงซาน ทั้งยังเป็นศิษย์ของหนึ่งในศิษย์น้องของเขาอีกด้วย
ตอนแรกที่พบเฉียนซีหลิวเขาโกรธมาก โกรธที่ตัวเขาไม่รับรู้ถึงฐานะของทั้งศิษย์พี่และหลานศิษย์ แต่มานึกๆ ดูแล้วเรื่องทั้งหมดก็นับว่าสมเหตุสมผล ดังนั้นโกรธไปก็ใช่ว่าจะเปลี่ยนอะไรได้
ในระหว่างศิษย์พี่หรือก็คืออดีตจักรพรรดิทรงประชวร องค์ชายหลายพระองค์กำลังยื้อแย่งราชบัลลังก์ โดยไม่สนใจว่าชาวบ้านมากมายต้องมาสังเวยชีวิต เซี่ยเฉิงอวี่จึงยิ่งตระหนักถึงจุดประสงค์ของผู้เป็นศิษย์พี่
เฉียนซีหลิว องค์ชายห้าพระองค์นี้มีความแตกต่าง
เขาไม่มีความทะเยอทะยาน ไม่เย่อหยิ่ง ไม่ถือตนว่าเหนือกว่าผู้อื่น เข้าอกเข้าใจความยากลำบากของประชาชน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงมีความทระนงตน สมกับเป็นเชื้อพระวงศ์โดยแท้
“ฝ่าบาท ทรงเป็นถึงจักรพรรดิผู้ครองแคว้น หากเรื่องเพียงเท่านี้ยังไม่อาจจัดการ เช่นนี้วันหน้าหากมีเรื่องที่ไม่อาจทรงตัดสินพระทัย ถึงเวลานั้นจะทรงหนีออกจากวังหลวงอีกหรือไม่”
“ข้าแค่อยากมีเวลาคิดใคร่ครวญ ไม่ได้ตั้งใจจะหนีจริงๆ เสียหน่อย อีกอย่างข้าพาองครักษ์มาด้วยตั้งหลายคน”
“ถึงอย่างนั้นทรงทราบหรือไม่ว่าองครักษ์เหล่านั้นจะได้รับโทษอย่างไร หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น ยังมีคนในครอบครัวของพวกเขา”
“ข้า...”
ดวงตาดื้อดึงฉายแววรู้สึกผิดขึ้น ในยามที่มองไปยังองครักษ์ข้างกาย เซี่ยเฉิงอวี่ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ
เฉียนซีหลิวเติบโตนอกวังหลวง กฎระเบียบอันเคร่งครัด บวกกับเรื่องราวการเปลี่ยนแปลง รวมไปถึงภาระมากมายที่ต้องแบกรับ ทำให้แม้จะมีความทระนงในสายเลือด แต่อย่างไรก็ยังคงมีความวู่วามและคึกคะนองตามวัย ถึงอย่างนั้นก็มิใช่สิ้นคิดเสียทีเดียว
แม้เอาแต่ใจบ้างแต่ก็ไม่ใช่ไม่อาจรับมือ…
“เรื่องการคัดเลือกฮองเฮาอย่างไรเสียก็ต้องเกิดขึ้น วังหลังจะไร้ซึ่งผู้ปกครองไม่ได้ ทรงตระหนักเรื่องนี้ดีมิใช่หรือ”
เฉียนซีหลิวถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง “อาจารย์อา ท่านว่าหากข้าตัดสินใจตามท่านกลับหวงซานตั้งแต่วันนั้น ข้าจะเสียใจในภายหลังหรือไม่”
เซี่ยเฉิงอวี่หัวเราะ “ดูเหมือนเจ้าจะรู้รู้จักพิษสงของข่าวลือในเมืองหลวงดีจริงๆ ในเมื่อรู้เช่นนั้นไม่เคยได้ยินหรือว่าข้าไม่เคยใส่ใจ” เขากล่าวย้ำช้าๆ และชัดเจนหลินชิงเหลียนอึ้งงัน นางลืมไปจริงๆ ว่าข่าวลือล้วนไม่มีผลต่อมหาเสนาบดีผู้นี้ เพราะก่อนหน้านี้มิใช่คนทั่วทั้งเมืองหลวงเองก็ร่ำลือกันเรื่องเขากับจักรพรรดิหรอกหรือ...“คุณหนูรอง” เซี่ยเฉิงอวี่ก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าหญิงสาว“เจ้าคิดวางแผนการเล่นงานพี่สาวตัวเองต่างๆ นานา จัดฉากและวางแผนการจนกระทั่งเพ้อฝันว่าทุกอย่างรัดกุมรอบคอบ แต่รู้หรือไม่ว่าทุกอย่างที่เจ้าทำล้วนมีช่องโหว่ หากเจ้าอยากจะอยู่ที่เมืองหลวงต่อย่อมได้...” เขายิ้มแต่เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หลินชิงเหลียนขนลุกซู่“เช่นนั้นข้าจะสอนให้เจ้ารู้ว่าสิ่งใดคือแผนการอันไร้ช่องโหว่ อะไรคือความชั่วร้ายโสมมที่แท้จริง และอะไรที่เรียกว่าอยู่ไม่สู้ตาย เช่นที่เจ้าต้องการทำให้พี่สาวของเจ้ารู้สึก”น้ำเสียงเย็นเยียบของเซี่ยเฉิงอวี่ ทำให้จวนตระกูลหลินเงียบงันและเย็นเยือกราวกับถูกแช่แข็งหลินชิงเหลียนที่เมื่อครู่เพิ่งทำใจดีสู้เสือ ปากกล้าท้าทายเซี่ยเฉิงอวี่ มาบัดนี้คลานเข่าเข้าไปหาบิดาด้วยความหวาดกลัว น
อันชิ่งหลิวร้องไห้ออกมาพร้อมกับกอดบุตรสาว “ไม่ เหลียนเอ๋อร์ แม่รักเจ้านะ รักมาตลอด เจ้าเป็นลูกของแม่ เหตุใดเจ้าคิดเช่นนี้ เป็นแม่ผิดเอง แม่ผิดต่อเจ้า เพราะแม่ไม่รู้ถึงการเปลี่ยนแปลง”หลินซูมองบุตรสาวด้วยดวงตาผิดหวัง ตลอดมาเขาพยายามปฏิบัติกับบุตรสาวสองคนอย่างเท่าเทียม แต่เพราะบุตรสาวคนโตกำพร้ามารดา อีกทั้งยังมีฐานะเป็นบุตรที่เกิดจากฮูหยินเอก บ่อยครั้งจึงสามารถติดตามเขาไปงานเลี้ยง เขาคิดว่านี่คงเป็นอีกสาเหตุให้บุตรสาวคนรองเปลี่ยนไปหลินชิงเหลียนสะบัดมารดาออก นางลุกขึ้นชี้ไปยังเซี่ยเฉิงอวี่ “แล้วอย่างไรเล่า ถึงท่านจะรู้แล้วอย่างไร ตอนนี้นางหายตัวไปแล้ว ท่านพ่อส่งคนออกค้นหาไปทั่วแต่กลับไม่พบ นางถูกพิษปลุกกำหนัด คิดหรือว่านางจะหนีรอดไปได้ ป่านนี้นางเองก็คงถูกคนที่พบย่ำยีจนอาจฆ่าตัวตายไปแล้ว!!!” กล่าวจบนางก็เงยหน้าขึ้นหัวเราะเสียงดังราวคนเสียสติเซี่ยเฉิงอวี่เลิกคิ้ว “ข้าลืมบอกไปสินะว่าตอนนี้อวี่เอ๋อร์อยู่ที่จวนของข้ากับจ้าวฮูหยิน”ทุกคนล้วนจ้องมองเซี่ยเฉิงอวี่ ราวกับไม่มั่นใจในสิ่งที่ได้ยิน เช่นกันกับหลินชิงเหลียน “ไม่ ไม่จริง”“เจ้าคงไม่คิดว่าหลังจากล่วงรู้ว่าน้องสาวแท้ๆ ของนางเช่นเจ้าปอง
จวนตระกูลหลินบัดนี้เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด เซี่ยเฉิงอวี่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตำแหน่งประธาน ด้านข้างมาหลินซูซึ่งใบหน้ายังคงหลงเหลือความโกรธกรุ่น กลางห้องมีคนหลายคนกำลังคุกเข่าอยู่ด้วยอารมณ์ที่แตกต่างกันสาวใช้สองนางตัวสั่นงันงก โดยเฉพาะเสี่ยวลู่ที่เพิ่งสารภาพว่าช่วยผู้เป็นนายจัดฉากเรื่องทั้งหมดขึ้นอันชิงหลิ่วนั้นร้องไห้จนดวงตาแดงก่ำ คุกเข่าจนใบหน้าซีดขาว หวังให้มหาเสนาบดีผู้มีใบหน้าเย็นชาอภัยในสิ่งที่เกิดขึ้นเฉากวงคุกเข่าก้มหน้าลงด้วยท่าทีสำนึกผิดส่วนต้นเรื่องอย่างหลินชิงเหลียนกลับมีสีหน้าเรียบเฉย ดวงตาของนางสาดประกายเย็นชา มองบิดาด้วยใบหน้านิ่งเฉย“ครั้งหนึ่งข้าเองก็เคยไปที่วัดอันหนิง” เซี่ยเฉิงอวี่กล่าวพร้อมกับยกชาขึ้นเป่า เขากล่าวคำโกหกออกมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทั้งที่จริงแล้วเขาให้คนไปสืบจึงรู้ความจริง“วันนั้นยังประหลาดใจที่มีกลุ่มคนกำลังส่งเสียงวุ่นวายคล้ายค้นหาของบางอย่าง ข้ายืนดูอยู่ห่างๆ กระทั่งสังเกตเห็นแม่นางน้อยผู้หนึ่ง ยืนอยู่ริมทะเลสาบ” ดวงตาคมกริบจ้องตรงไปยังหลินชิงเหลียน อีกฝ่ายเองก็ขมวดคิ้วมองเขาเช่นกัน“ระหว่างที่คนเหล่านั้นวุ่นวายค้นหาบางสิ่ง แม่นางน้อยผู้นั้นโยนบางอย
เสียงของเขายังคงกระซิบบอกแต่กลับไม่ได้ผล นางถูกเสียงนั้นกระตุ้นจนไม่อาจควบคุมตนเอง บดเบียดร่างเข้าหากายแกร่ง แนบชิดทุกสัดส่วนอันเปียกชื้นของตน ราวกับต้องการหลอมรวมกับร่างของเซี่ยเฉิงอวี่‘อวี่เอ๋อร์’เขาดันร่างของนางออก หลินหรงอวี่จึงได้แต่มองเขาด้วยดวงตาเว้าวอน ‘ท่านไม่ต้องการข้าหรือ’ดวงตาคู่งามคลอคลองด้วยน้ำตา ปากอิ่มเม้มเข้าหากัน ไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าตอนนี้ตัวเองย่างดูเย้ายวนจนยากห้ามใจได้ยินเซี่ยเฉิงอวี่ถอนหายใจออกมา ก่อนเขาจะก้มหน้าลงจุมพิตนางแผ่วเบา ‘เจ้าไม่รู้ตัวว่ากำลังทำสิ่งใดอยู่ รอไว้ให้เจ้ามีสติกว่านี้ หากเจ้าต้องการ...’นางเหม่อมองเขาด้วยความไม่เข้าใจ สตินึกคิดยังคงไม่แจ่มชัด แต่ความต้องการกลับยังคงพลุ่งพล่าน กระนั้นเซี่ยเฉิงอวี่ก็กอดนางแนบอก‘ไม่เป็นไร สักพักก็ไม่เป็นไรแล้ว’นางยังคงพยายามดิ้นรน เพื่อให้ได้ลูบไล้ฝ่ามือตามร่างแกร่งของคนที่กกกอด แต่มือใหญ่กลับพันธนาการนางเอาไว้ ทั้งยังคอยกระซิบปลอบโยน กระทั่งผ่านไปนานนางจึงรู้สึกว่าร่างกายเริ่มหนาวเหน็บ ไม่ได้เร่าร้อนเช่นเดิมอีกสัมผัสแนบชิดระหว่างนางกับเขาแจ่มชัดในความทรงจำ ความหวาดหวั่นในใจของนางปลิวหาย หลงเหลือเพียงน











