Masukวันต่อมา
เช้าของวันใหม่สองแม่ลูกตื่นขึ้นมาในเวลาเช้าตรู่ หลังจากช่วยกันทำกับข้าวมื้อเช้าเสร็จเรียบร้อย เข็มมุกก็ออกไปตลาดเช้ากับจันทร์ทิพย์เพื่อไปซื้อของสดและผักมาตุนไว้ทำกับข้าวในวันต่อไป ด้านของขวัญที่อยู่บ้านจึงจัดการเก็บกวาดเช็ดถูภายในครัว ทว่าขณะนั้นเอง...
"ยัยหนู"
เสียงทุ้มดังมาจากด้านหลัง ของขวัญจึงหันไปมองทันที ก่อนจะเอ่ยถามเจ้าของเสียงเรียกนั้นพร้อมกับชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง
"เรียกหนูเหรอคะ" เพราะไม่เห็นว่าในนี้จะมีใครนอกจากเธอกับเขา
"อือ เรียกหนูนั่นแหละ" เขาตอบพร้อมกับเดินเข้ามาหาเธอ
"มีอะไรเหรอคะ"
"แม่หนูไปไหน"
"แม่ไปตลาดนัดกับคุณยายค่ะ ถ้านายหัวมีอะไรใช้หนูได้เลยค่ะ"
น้ำเสียงใสแจ๋วของเด็กสาวที่เอ่ยตอบเอ่ยพูดออกมาอย่างฉะฉาน บวกกับใบหน้าจิ้มลิ้มของเธอที่พูดไปยิ้มไปทำเอาคนที่มองอยู่รู้สึกเอ็นดูไม่น้อย
"ไม่ได้จะใช้อะไร แค่จะเอาเงินเดือนล่วงหน้ามาให้"
มือใหญ่ยื่นซองสีขาวสองซองที่มีเงินอยู่ในซองจำนวนหนึ่งให้เด็กสาวตรงหน้า แต่ทว่าเธอไม่ได้รับเอาไปในทันที เธอกลับมองซองเงินที่เขายื่นให้ด้วยสีหน้าครุ่นคิด ก่อนที่เสียงหวานใสจะเอ่ยแย้งขึ้นมา
"แต่หนูกับแม่เพิ่งเริ่มงานวันนี้เองนะคะ จะให้เงินเดือนแล้วเหรอคะ"
"ไม่ใช่เงินเดือนทั้งหมดหรอก แค่เงินล่วงหน้าครึ่งเดือนน่ะ เอาไปใช้ก่อนเผื่อมีอะไรต้องใช้เงิน ส่วนที่เหลือจะให้หลังจากทำงานครบเดือน"
"อ๋อ เข้าใจแล้วค่ะ แต่ว่าทำไมถึงมีสองซองล่ะคะ?" แม้จะเข้าใจแล้วแต่ก็ยังสงสัยในอีกประเด็นหนึ่ง โดยที่ยังไม่ได้รับซองเงินจากอีกคนมา
"ก็ซองนึงของแม่หนู อีกซองก็ของหนูไง"
"มีของหนูด้วยเหรอคะ"
"มีสิก็นี่ไง" จอมทัพพยายามยื่นซองเงินให้เด็กสาวอีกครั้ง แต่เธอก็ยังไม่ยอมรับไปอยู่ดี
"ของหนูไม่ต้องก็ได้ค่ะ หนูไม่เอาเงินเดือน ให้แม่ก็เหมือนให้หนูค่ะ แค่ให้ที่พักอาศัยแถมยังมีข้าวฟรีให้กินอีก แค่นี้ก็พอแล้วค่ะ"
จอมทัพถึงกับหลุดยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูเด็กมักน้อยตรงหน้า ยิ่งเธอพูดยิ่งเธอแสดงความเป็นตัวเองออกมามากเท่าไหร่เธอก็ยิ่งน่ารักน่าเอ็นดูมากขึ้นเท่านั้น จนเขาใช้คำว่าเอ็นดูเธอได้เปลืองมากจริงๆ โดยไม่คิดมาก่อนว่าตัวเองจะมีความเอ็นดูใครได้มากเท่านี้
"ผู้ใหญ่ให้ก็ควรรับไว้ ปฏิเสธจะเป็นการเสียมารยาทนะ" ไม่พูดเปล่า แต่ถือวิสาสะจับมือน้อยๆของเด็กสาวขึ้นมาแล้วยัดซองเงินใส่มือเธอ ก่อนจะปล่อยมือเธอให้เป็นอิสระ เด็กสาวจึงต้องรับเงินมาอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะพนมมือไหว้ขอบคุณเขา
"ขอบคุณนะคะ"
ด้านคนแก่ที่ได้จับมือเด็กก็เหมือนจะย่ามใจ จึงยกมือใหญ่ขึ้นมาวางบนศีรษะเล็กแล้วลูบเบาๆอย่างนึกเอ็นดู โดยที่เด็กสาวก็ยิ้มรับอย่างไร้เดียงสา เห็นแล้วยิ่งน่ารักน่าเอ็นดูเข้าไปใหญ่ จนเขาไม่รู้จะเอ็นดูเธอยังไงแล้ว ได้แต่ตั้งคำถามขึ้นมาในใจว่าเด็กคนนี้ทำไมถึงได้น่ารักน่าเอ็นดูได้มากขนาดนี้
"กินข้าวยัง" เสียงทุ้มเอ่ยถามพร้อมกับผละมือออกจากศีรษะเล็ก
"กินแล้วค่ะ หนูกินพร้อมกับแม่แล้วก็คุณตาคุณยายเมื่อกี้ค่ะ"
"อือ กินอิ่มก็ดีแล้ว งั้นตักข้าวมาให้ฉันจานสิฉันจะกินข้าว"
"ได้ค่ะ นายหัวนั่งรอเลยเดี๋ยวหนูไปตักข้าวมาให้" พูดจบของขวัญก็เดินไปตักข้าวเปล่าใส่จานทันที ก่อนจะนำมาให้อีกคนที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะกับข้าวแล้ว มีกับข้าวสามถึงสี่อย่างวางครอบฝาชีอยู่บนโต๊ะพร้อมทาน
"งั้นหนูขอตัวก่อนนะคะ ถ้านายหัวมีอะไรก็เรียกใช้หนูได้เลยค่ะ" พูดจบของขวัญก็เตรียมจะหันหลังเดินออกไป ทว่า...
"เดี๋ยวก่อน"
"คะ" เธอหยุดอยู่ที่เดิมเมื่ออีกคนเอ่ยรั้ง รอฟังให้เขาพูดมา
"นั่งก่อน มีเรื่องจะคุยด้วย"
สิ้นเสียงทุ้ม ของขวัญก็พยักหน้ายิ้มรับ ก่อนจะเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้อีกฝั่ง
"อายุสิบแปดแล้วใช่ไหม พอดีบัวเล่าเรื่องเกี่ยวกับหนูแล้วก็แม่หนูให้ฉันฟังบ้างแล้ว"
"ใช่ค่ะหนูสิบแปดแล้ว เพิ่งจบมอหกค่ะ"
"จบมอหกแล้วอยากเรียนอะไรต่อ"
"หนูอยากเรียนครุศาสตร์ค่ะ หนูอยากเป็นครู" เสียงหวานตอบฉะฉาน ทำเอาคนแก่ที่มองอยู่เอ็นดูแล้วเอ็นดูเล่าไม่มีที่สิ้นสุดของความเอ็นดูเธอ
"ดีแล้ว อย่างน้อยก็รู้เป้าหมายของตัวเองว่าอยากเป็นอะไร เอาล่ะ ยังไงถ้าอยากให้ฉันช่วยเรื่องเรียนหรือขาดเหลืออะไรก็บอกฉันได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ"
"ค่ะ ขอบคุณนะคะ" ไม่พูดเปล่า สองมือน้อยๆพนมมือไหว้คนอายุมากกว่าตรงหน้าอย่างรู้สึกขอบคุณเขาจากใจจริง ใบหน้าน่ารักยิ้มแย้มตลอดเวลา ก่อนจะเอ่ยชมออกมาอย่างซื่อๆเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าใจดีกับเธอ
"นายหัวใจดีจังเลยค่ะ ถึงหน้าตาจะดุไปหน่อยก็เถอะ"
"หึ ฉันหน้าดุขนาดนั้นเลยเหรอ" จอมทัพถึงกับหลุดยิ้มอย่างนึกเอ็นดูกับคำชมของเด็กสาว แม้จะรู้ตัวว่าตนหน้าดุหน้าโหดเพราะไม่ใช่เธอคนแรกที่พูดแบบนี้ แต่คนอื่นพูดเขารู้สึกเฉยๆ พอเป็นเด็กสาวตรงหน้าพูดกลับน่าเอ็นดูเสียอย่างนั้น
"แฮๆ ก็ดุอยู่ค่ะ มีหนวดมีเคราเหมือนโจรผู้ร้ายในละครเลย แต่ว่านายหัวหล่อนะคะ แค่ดูดุไปหน่อย"
"หึ เด็กคนนี้ช่างพูด"
"หนูไม่ได้พูดประจบนะคะ นายหัวหล่อจริงๆ หล่อแบบเข้มๆดุๆอะค่ะ"
"แล้วฉันหน้าดุแบบนี้ยัยหนูกลัวฉันไหม"
"ตอนแรกที่ยังไม่ได้คุยด้วยก็รู้สึกกล้วอยู่ค่ะ แต่ตอนนี้ไม่กลัวแล้วค่ะ นายหัวออกจะใจดี"
คำพูดยกยอของเด็กสาวที่พูดออกมาแต่ละประโยค ทำเอาคนแก่ใจฟูยิ้มไม่หุบเลยทีเดียว เสียความเป็นตัวเองที่ปกติมักจะนิ่งขรึมไปโดยสิ้นเชิง และหากเธอยังไม่หยุดยกยอเขา มีหวังเขาคงเสียอาการหนักกว่านี้แน่นอน
"เอาละ ฉันรู้แล้วว่าฉันใจดี หยุดชมได้แล้ว มีอะไรก็ไปทำเถอะไป"
"ค่ะ งั้นหนูไปรดน้ำต้นไม้หน้าบ้านนะคะ ถ้านายหัวมีอะไรก็เรียกใช้หนูได้เลยนะคะ"
"อือ ไปเถอะ"
สิ้นเสียงทุ้ม ของขวัญจึงยิ้มรับก่อนจะดันตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินออกไป โดยมีดวงตาคู่คมของอีกคนมองตามหลังเธอด้วยสายตาเอ็นดู จนเห็นว่าเธอเดินหายพ้นสายตาไปแล้ว เขาจึงหันกลับมากินข้าวเช้าที่ตอนนี้ข้าวเปล่าในจานจากที่ร้อนๆก็เริ่มเย็นชืดหมดแล้วเพราะมัวแต่คุยอยู่กับเด็กปากหวาน แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะเขาไม่ใช่คนเลือกกิน จะข้าวเย็นข้าวร้อนหรือกับข้าวค้างคืน หากไม่เสียเขาก็กินได้หมด
เมื่อเดินออกมาดูอีกคนที่เดินหายออกมาทางหน้าบ้าน ก็เห็นเขายืนกอดอกอยู่ข้างริมรั้ว นึกว่าจะไปไหนได้ที่แท้มายืนงอนอยู่ตรงนี้ เห็นเช่นนั้นปากบางจึงระบายยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูคนแก่ขี้น้อยใจ เธอจึงเดินเข้าไปสวมกอดเอวสอบจากด้านหลังแล้วเอ่ยถามเขาน้ำเสียงหวาน“นายหัวโกรธหนูเหรอคะ”“...”ทว่าไร้ซึ่งเสียงตอบรับจากอีกคน เธอจึงไม่รอช้าที่จะง้อเขาต่อขณะที่ยังสวมกอดเอวสอบไม่ยอมปล่อย“หนูขอโทษนะคะที่พูดกับนายหัวแบบนั้น ช่วงนี้หนูแค่รู้สึกเหนื่อยๆน่ะค่ะ นายหัวไม่โกรธหนูนะ” เมื่อเธอพูดจบอีกคนก็หันมาประจันหน้ากัน ก่อนที่เขาจะเอ่ยพูดกับเธอ“ฉันต่างหากที่ควรขอโทษยัยหนู ยัยหนูดูแลลูกของเราก็เหนื่อยอยู่แล้ว แต่ฉันก็ยังทำตัวงี่เง่าเพิ่มภาระให้หนูอีก ฉันมันเป็นสามีที่ใช้ไม่ได้เลยใช่ไหม”สิ้นเสียงทุ้ม คิ้วเรียวเล็กจึงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนเสียงหวานจะบ่นพึมพำเบาๆคนเดียว“คนแก่อารมณ์ขึ้นๆลงๆแบบนี้ทุกคนเลยไหมนะ หรือว่านายหัวจะเป็นวัยทอง”“อะไรทองๆนะ”เมื่อได้ยินอีกคนถาม ของขวัญจึงได้สติและกลับมาโฟกัสที่ประเด็นหลักต่อ“ไม่มีอะไรค่ะ นายหัวฟังหนูนะคะ นายหัวเป็นสามีและเป็นพ่อของลูกที่ดีมากค่ะ แต่ละวันนายหัวทำงาน
หกปีต่อมาหลังจากของขวัญเรียนจบ เธอกับจอมทัพก็แต่งงานกันทันที งานแต่งของทั้งคู่จัดขึ้นใหญ่โตสมฐานะของเจ้าบ่าวและไม่ให้ฝ่ายเจ้าสาวน้อยหน้าใคร แขกเหรื่อมากันมากมายเป็นที่พูดถึงกันไม่ขาดปาก จนสาวๆในหมู่บ้านต่างพากันอิจฉาเจ้าสาวกันเป็นแถวที่ได้สามีหล่อรวยและเพอร์เฟคไปทุกอย่าง ส่วนหนุ่มๆก็เช่นเดียวกัน ต่างพากันอิจฉาเจ้าบ่าวเฒ่าที่ได้เมียเด็กทั้งสาวทั้งสวยและน่ารักไม่มีที่ติ ช่างเป็นวาสนาของเจ้าบ่าวเฒ่าจริงๆหลังจากแต่งงานกันได้ไม่นาน ทั้งคู่ก็มีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน ตอนนี้อายุได้หนึ่งขวบสองเดือนแล้ว มีนามว่า เจ้าขุน เด็กน้อยน่าตาน่ารักน่าเอ็นดูและอ้วนท้วมสมวัยเป็นที่รักของทุกคนในบ้าน เว้นแต่คนเป็นพ่อที่แอบอิจฉาลูกตัวเองที่มาแย่งความรักของเมียไปจากตน แม้จะรักลูกไม่ต่างกับคนอื่น แต่ก็แอบนอยด์ที่ตนไม่ได้เป็นที่หนึ่งในใจเมียเหมือนแต่ก่อน เพราะมีลูกจึงโดนแย่งความรักความสนใจไปหมด ซึ่งเขารู้ตัวดีว่าไม่ควรคิดเช่นนี้กับลูกในสายเลือด แต่มันก็อดคิดไม่ได้จริงๆ จากเคยเป็นที่หนึ่งตอนนี้กลับเป็นรองใครบ้างจะไม่นอยด์“นายหัวให้ลูกดูโทรศัพท์อีกแล้วเหรอคะ หนูบอกแล้วไงว่าลูกยังเล็กไม่ควรให้เล่นโทรศัพท์ แล้วนี่
เวลาต่อมา20:35 น.“นายหัวเห็นขนมหนูไหมคะ” เมื่อหาขนมที่เหลือไม่เจอ ของขวัญจึงหันไปถามอีกคนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง เขาจึงละสายตาจากหนังสือหันมาพูดกับเธอ“แล้วที่ถืออยู่นั่นไม่ใช่ขนมเหรอ” ปากขยับพูดกับเด็กสาวขณะสายตาหลุบมองขนมในมือเล็กที่ถืออยู่หนึ่งห่อ“ก็ใช่ค่ะ แต่หนูจำได้ว่ามันยังเหลืออีกสามห่อ กลับจากสวนหนูเอาใส่ไว้ในลิ้นชักตรงนี้ แต่ทำไมมันถึงมีแค่ห่อเดียว” ขณะพูดใบหน้าก็เริ่มงองำ เธอจำได้แม่นว่าตอนกลับจากสวนเธอเอาขนมที่เหลือสามห่อเก็บไว้ในลิ้นชักข้างหัวเตียง แต่ตอนนี้กลับเหลือแค่ห่อเดียว แล้วอีกสองห่อมันหายไปไหน“ยัยหนูจำผิดรึเปล่าครับ”“ไม่นะคะ หนูจำได้ว่ามันยังเหลืออีกสามห่อ หนูกะว่าอาบน้ำเสร็จจะมากิน แต่ทำไมถึงมีอยู่แค่หอเดียว หรือว่านายหัวแอบกินของหนูคะ” เมื่อหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ก็เหลือแต่เขานี่แหละที่น่าสงสัย ทว่าอีกคนแม้จะถูกเธอกล่าวหาแต่เขาก็ยังคงนั่งนิ่ง ก่อนที่เขาจะพูดกับเธออย่างใจเย็น“ฉันไม่ชอบกินขนมฉันจะไปแย่งยัยหนูกินทำไม อีกอย่างขนมพวกนี้ฉันเป็นคนซื้อ ถ้าฉันจะกินจริงๆฉันไปซื้อเอาใหม่ก็ได้ ไม่เห็นต้องมาแอบกินของยัยหนูเลย”“ก็จริง แต่มันหายไปไหนสองห่อนะ” ยิ่ง
สองเดือนต่อมาหลังจากที่ราเชนทร์พาเมียและลูกไปพบหน้าคนที่บ้าน ทางด้านพ่อแม่ของเขาก็ชอบในตัวเข็มมุกและเอ็นดูในตัวของขวัญเป็นอย่างมาก ไม่ต้องตรวจดีเอ็นเอก็พิสูจน์ได้จากความรู้สึกผูกพันทางสายเลือด แม้ปู่ย่าจะไม่ได้เลี้ยงดูหลานมาแต่ก็สัมผัสได้ถึงสายเลือดของตน โดยไม่ต้องใช้เหตุผลใดๆแค่เห็นหน้าหลานครั้งแรกพวกท่านก็รู้สึกรักแล้วทุกอย่างลงเอยด้วยดี ซึ่งตอนนี้เข็มมุกก็ได้ย้ายไปอยู่กับราเชนทร์เรียบร้อยแล้ว ส่วนจอมทัพกับของขวัญก็อยู่ด้วยกันเช่นเดิม ทุกคนต่างได้อยู่กับคนที่รักสมใจ โดยที่คอยแวะเวียนไปหากันตลอดแล้วแต่ใครจะสะดวกมาตอนไหน แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นราเชนทร์กับเข็มมุกที่เป็นฝ่ายแวะเวียนมาหาลูกสาว เนื่องจากมีลูกสาวอยู่คนเดียวก็ต้องห่วงเป็นธรรมดา แม้ว่าลูกจะมีคนรักที่คอยดูแลอยู่แล้วเป็นอย่างดี ทว่าคนเป็นพ่อแม่ก็ยังคงห่วงลูกเสมอทางจอมทัพกับของขวัญก็ยังคงใช้ชีวิตในแต่ละวันวนลูปอยู่เช่นเดิม เพิ่มเติมคือความรักที่พวกเขามีให้กันไม่เคยลดน้อยลงเลย วันไหนเด็กสาวมีเรียนจอมทัพก็จะคอยไปรับไปส่งเธอที่มหาลัยเหมือนเช่นเคย โดยที่มีนักศึกษาหนุ่มคอยมาเกาะแกะเมียเด็กของเขาให้เห็นอยู่ตลอด ซึ่งเขาก็ต้องคอยจัดการค
ด้านของขวัญแม้จะเห็นท่อนเอ็นของอีกคนมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยชินกับความใหญ่โตของมันสักที ทุกครั้งที่เห็นมันก็ใจเต้นแรงตลอด รู้สึกหวั่นๆทุกครั้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลัวมันนั่นแหละ แต่ทว่าต่อให้กลัวแค่ไหนเธอก็ยังอยากที่จะทำให้เขาอยู่ดี จึงรวบรวมความกล้าเอ่ยถามเขาที่กำลังใช้มือชักสาวท่อนเอ็นลำใหญ่ของตัวเองไม่หยุด“ละ แล้วหนูต้องทำยังไงคะ”“จับมันแบบนี้ครับ” ไม่สอนปากเปล่า มือใหญ่จับมือเล็กมากุมท่อนเอ็นของตัวเอง ก่อนจะนำพามือเล็กชักสาวมันขึ้นลงเบาๆ แล้วเอ่ยสอนต่อพร้อมกับมือใหญ่อีกข้างคอยลูบศีรษะเล็กเบาๆ“ยัยหนูแลบลิ้นออกมาเลียตรงหัวมันก่อน หรือจะเลียทั้งลำก็ได้แล้วค่อยอมมันเข้าไป จากนั้นก็ดูดมันเหมือนไอติมแท่งเลยครับ พอทำได้ไหม”“ได้ค่ะ” เด็กสาวพยักหน้าตอบทันทีที่อีกคนสอนจบ จากนั้นเธอจึงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆแล้วพ้นลมออกแรงๆเพื่อเตรียมความพร้อมกับสิ่งที่ต้องทำ จนอีกคนที่มองอยู่หลุดยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูกับท่าทีของเธอในตอนนี้ เขารู้ดีว่าเด็กสาวทั้งตื่นเต้นทั้งกลัวที่จะทำเช่นนี้ให้เขา แต่แค่เธอมีใจอยากทำให้ก็ทำให้เขามีความสุขมากแล้วขณะที่นั่งมองเด็กสาวไม่ละสายตา เมื่อเห็นเธอค่อยๆเลื่อนใบหน้า
ทางด้านจอมทัพที่อุ้มกระเตงเด็กสาวเข้ามาในห้อง ก็วางร่างบางของเธอลงบนโต๊ะทำงาน ที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้อง ขณะที่กายแกร่งของเขาแทรกกลางตรงหว่างขาเธอไม่ห่าง สองแขนแกร่งโอบกอดเอวบางเอาไว้หลวมๆ ก่อนจะเอ่ยพูดกับเธอน้ำเสียงอ่อนโยน“ยัยหนู เมื่อกี้หนูน่ารักมากเลยรู้ไหม รู้จักปกป้องฉันด้วย”“ก็หนูรักนายหัวหนิคะ หนูก็ต้องปกป้องนายหัวอยู่แล้ว““ฉันก็รักยัยหนูนะ”“รักมากแค่ไหนคะ” ขณะเอ่ยถามอีกคนสองแขนเรียวเล็กก็เลื่อนขึ้นมาคล้องลำคอหนาเอาไว้ เอียงใบหน้าเล็กน้อย มองอีกคนตาแป๋วอย่างรอคำตอบ ก่อนจะได้ยินเขาตอบออกมาน้ำเสียงอ่อนโยนฟังแล้วนุ่มหู“ฉันรักหนูมาก มากจนหนูคิดไม่ถึงหรอก”“ขนาดนั้นเลยเหรอคะ แต่ถ้าเราอยู่กันแบบนี้ไปเรื่อยๆนายหัวก็ต้องมีเบื่อหนูเข้าสักวันแหละ พอเบื่อแล้วทิ้งหนูขึ้นมาทำไง”หมับ!สิ้นเสียงหวาน จอมทัพก็จับล็อคใบหน้าเล็กเข้ามาแล้วกัดริมฝีปากล่างของเธอไปหนึ่งที เด็กสาวจึงส่งเสียงร้องอยู่ในลำคอด้วยความเจ็บ“อื้อ!”พอเขาผละปากออก เธอก็แว้ดใส่เขาทันทีขณะใบหน้าน่ารักงองำ“นายหัวกัดปากหนูทำไมคะ”“ก็โทษฐานที่ยัยหนูพูดจาไม่น่าฟังยังไงล่ะ”“บอกกันดีๆก็ได้หนิคะไม่เห็นต้องกัดกันเลย หนูเจ็บ” ไม่พูดเ
ด้านเข็มมุกเมื่อกลับมาถึงบ้านก็เห็นทุกคนนั่งกันอยู่ครบตรงโซฟาหน้าทีวี เธอจึงเดินเข้าไปพูดกับจอมทัพและคนรักเก่า“นายหัวคะ ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย นายด้วยราเชนทร์”“ฉันก็มีเรื่องจะคุยกับเธอเหมือนกัน” เป็นจอมทัพที่เอ่ยพูดขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยราเชนทร์“ฉันก็ด้วย”“งั้นพวกเราไปหาที่คุยกันหน่อยไหม” เพราะเห็น
ซึ่งหลังจากที่เข็มมุกได้ฟังลูกสาวเล่ามาก็ตกใจไม่น้อย เพราะไม่คาดคิดว่าคนที่คิดทำร้ายลูกของเธอจะเป็นเขา คนที่รักและเอ็นดูลูกสาวของเธอ ดีกับลูกสาวของเธอมาตลอด ซึ่งมันยากที่จะทำใจยอมรับ แต่กระนั้นเมื่อคิดได้ว่ามันเป็นเรื่องในอดีตที่เธอเองก็ไม่อยากจะไปผูกใจเจ็บอะไรแล้ว จึงไม่ได้รู้สึกเคืองโกรธอะไร เพรา
"หนูจูบไม่เป็นค่ะ นายหัวคงไม่ชอบเด็กที่ไม่มีประสบการณ์อย่างหนู"สิ้นเสียงหวาน จอมทัพถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก คราแรกเขาคิดไปต่างๆนาๆว่าเด็กสาวเป็นอะไร ที่แท้เธอก็กลัวเขาจะไม่ชอบที่เธอไร้ประสบการณ์เรื่องบนเตียง นึกแล้วก็อยากจะเขกกระโหลกเล็กๆของเธอสักทีสองทีที่คิดอะไรแบบนี้ ใครๆต่างก็ชอบความบริส
"คือ... คือทั้งหมดที่หนูทำไป เพราะ เพราะหนูชอบนายหัวค่ะ หนูคิดว่าหนูชอบนายหัว ชอบแบบที่ผู้หญิงผู้ชายเขาชอบกันค่ะ" พูดจบของขวัญก็เม็มปากแน่น ก้มหน้างุดกลัวว่าอีกคนจะโกรธที่เธอคิดไม่ซื่อแต่หารู้ไม่ว่าคำตอบของเธอทำเอาใจแกร่งเต้นแรงแทบจะกระโจนออกมานอกอก จอมทัพแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง ไม่คาดคิดด้วยซ้ำว่







