Masukจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ณ บ้านไม้สักหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ท้ายสุดของหมู่บ้าน ด้านหลังบ้านห่างออกไปไม่ไกลที่มองเห็นได้ในระยะสายตาจะเป็นห้องแถวหรือที่พักของคนงาน มีไฟฟ้าและน้ำประปาเข้าถึง พื้นที่รอบๆห้อมล้อมไปด้วยสวนยางพาราของเจ้าของที่นั่นก็คือ นายหัวจอมทัพ ผู้เป็นเจ้านายของคนงานที่นี่ ลูกชายคนเดียวของศรกับจันทร์ทิพย์หรือนายใหญ่กับคุณนายที่ตอนนี้อายุอานามปาเข้าไปหกสิบกว่าๆแล้ว แต่ถึงอายุจะมากทั้งคู่ก็ยังคงดูแข็งแรงสุขภาพดี คงความสง่าไว้ไม่เปลี่ยน
"ลุงแสง สองแม่ลูกที่ว่าจะมาถึงกี่โมง" เป็นเสียงของนายหัวจอมทัพที่เดินออกมาจากในบ้าน พอเห็นลุงแสงคนงานเก่าแก่ที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อแม่ของตน จึงเอ่ยถามถึงสองแม่ลูกที่ว่าอยู่กรุงเทพเป็นญาติของคนงาน บอกจะมาทำงานเป็นแม่บ้านที่นี่
...ถึงแม้จอมทัพจะเป็นคนใต้ เกิดที่ใต้ แต่เขาดันพูดกลางติดแม่ที่เป็นคนกรุงเทพ ส่วนคนเป็นพ่อแม้จะเป็นคนใต้แท้ๆแต่เวลาอยู่กับลูกกับเมียก็พูดกลางตามภาษาถิ่นของเมียเพราะกลัวเมียฟังตัวเองไม่เข้าใจ เว้นแต่จะอยู่กับลูกน้องหรือคนงานถึงจะพูดใต้ปกติ เพราะเหตุนี้จอมทัพถึงได้พูดกลาง เพราะพ่อกับแม่ใช้ภาษากลางในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน จึงไม่แปลกที่เขาจะติดพูดกลาง
ด้านลุงแสงที่ยืนทำโน่นทำนี่ไปเรื่อยในยามเช้าก็หันมาเอ่ยตอบนายหัวเป็นภาษาถิ่น เพราะเป็นคนใต้แท้ๆ
"เห็นอีบัวมันบอกผมว่ามาถึงวันนี้หวันเย็นๆครับ" (เห็นอีบัวมันบอกผมว่ามาถึงวันนี้ตอนเย็นๆครับ)
...บัวที่ลุงแสงพูดถึงก็คือเมียของคนงานในสวนยางของนายหัว บัวเป็นคนกรุงเทพญาติของสองแม่ลูกที่ว่า แต่บัวดันมาได้สามีเป็นคนใต้ เธอจึงปักหลักใช้ชีวิตอยู่กับสามีที่นี่
"งั้นถ้ามาถึงแล้วก็พาเข้าบ้านไปพบพ่อแม่ผมก่อนเลย ผมจะเข้าไปดูปาล์มหน่อย น่าจะกลับค่ำ"
"ได้ครับนายหัว" (ได้ครับนายหัว)
สิ้นคำตอบรับของลุงแสง จอมทัพก็เดินไปขึ้นรถกระบะคันเก่าๆของตนที่ใช้สำหรับงานในไร่ในสวน ก่อนจะขับเคลื่อนรถพาตัวเองไปยังสวนปาล์มทันที
...
เวลาล่วงเลยจนตกเย็น ด้านสองแม่ลูกที่เพิ่งมาถึงหน้าหมู่บ้านตามโลเคชั่นที่บัวส่งให้ หลังจากลงจากรถก็เดินเท้าต่อเข้ามาในหมูบ้าน มาหาที่นั่งพักรอให้บัวที่เป็นญาติมารับ
"นั่นไง น้าบัวมาแล้วลูก" คนเป็นแม่ที่หน้าตายังดูสาวและสวยทั้งที่อายุก็ปาไปสามสิบแปดแล้ว มีนามว่า เข็มมุก พูดขึ้นเมื่อเห็นบัวญาติผู้น้องนั่งซ้อนท้ายรถพ่วงข้างมากับผู้ชายคนหนึ่งที่คาดว่าน่าจะเป็นสามีของบัว
ด้านคนเป็นลูกสาวอย่าง ของขวัญ หันมองตามสายตาของคนเป็นแม่ทันทีโดยไม่ได้พูดอะไร
...เดิมทีเข็มมุกเปิดร้านขายข้าวแกงอยู่ในตลาดที่กรุงเทพ แต่ช่วงหลังๆเศรษฐกิจย่ำแย่ ของก็ขายได้บ้างไม่ได้บ้าง ขาดทุนบ้างได้กำไรบ้างแล้วแต่ดวงของวันนั้น จนเธอมีความคิดที่อยากจะเปลี่ยนงานใหม่อยู่หลายครั้ง แต่ก็อดทนรอให้ลูกสาวคนเดียวของเธอเรียนจบมอหกก่อน หลังจากนั้นจะเปลี่ยนอาชีพหรือย้ายถิ่นฐานทำมาหากินก็จะได้ไม่ส่งผลกระทบต่อการเรียนของลูก ส่วนพ่อของลูกเธอไม่อยากพูดถึง ตอนนี้เป็นหรือตายเธอก็ไม่รู้และไม่คิดอยากจะรู้ด้วย
ซึ่งหลังจากที่ของขวัญเรียนจบมัธยมปลายก็เป็นช่วงเวลาประจวบเหมาะกับที่บัวชักชวนให้ลงไปทำงานที่ใต้เป็นแม่บ้านให้กับเจ้านายของตน เข็มมุกจึงตอบตกลงรับงานนี้ทันที แม้จะมีความกังวลอยู่บ้างกับการที่ต้องย้ายถิ่นฐาน แต่เพราะงานใหม่เป็นงานที่ญาติของเธอหาให้ และมีที่พักให้อยู่ฟรีกินฟรี พร้อมเริ่มงานได้ทันที เธอจึงไว้ใจและตอบตกลงรับงานนี้ ซึ่งช่วงนี้ก็เป็นช่วงปิดเทอมของของขวัญพอดี เข็มมุกจึงคิดไว้ว่าหากตั้งหลักปักฐานที่นี่ไปได้สวย เธอก็จะได้ให้ลูกสาวคนเดียวของเธอสอบเรียนเข้ามหาลัยที่นี่เลย...
หลังจากบัวกับสามีไปรับเข็มมุกและของขวัญที่หน้าหมู่บ้าน ก็พาสองแม่ลูกไปหาลุงแสงคนเก่าคนแก่ของเจ้านายที่พวกเขาต่างเคารพ ซึ่งไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรหรือใครจะไปใครจะมาก็ต้องผ่านการตรวจสอบจากลุงแสงก่อนจะถึงมือผู้เป็นนาย หลังจากส่งสองแม่ลูกเสร็จบัวกับสามีก็ขอตัวกลับที่พักคนงานซึ่งก็อยู่ด้านหลังบ้านเจ้านายไม่ไกล
"เออเอา ตามมาตามมา เดี๋ยวพาไปหาคุณนายกับนายใหญ่ก่อน" ลุงแสงเอ่ยบอกกับสองแม่ลูกหลังจากไถ่ถามพูดคุยกันพอประปรายแล้ว ก่อนจะเดินนำสองแม่ลูกเข้าไปในบ้านไม้สักหลังใหญ่ของผู้เป็นนาย
เข็มมุกกับของขวัญจึงเดินตามไปพร้อมกับกระเป๋าสัมภาระที่ถืออยู่คนละใบสองใบ เอามาแค่เสื้อผ้าและของใช้จำเป็นเท่านั้น เพราะหากเอาสัมภาระมาเยอะคงไม่สะดวกแก่การเดินทางไกล
เมื่อลุงแสงพามาหานายใหญ่กับคุณนาย ด้านสองแม่ลูกจึงย่อตัวนั่งลงกับพื้นตามมารยาทอย่างนอบน้อมเมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่กำลังจะเป็นเจ้านายของตน ด้านลุงแสงจึงรีบเอ่ยแนะนำทันที
"นายใหญ่คุณนายนี่แหละสองคนแม่ลูกเทอิมาทำงานเป็นแม่บ้าน" (นายใหญ่คุณนายนี่แหละสองคนแม่ลูกที่จะมาทำงานเป็นแม่บ้าน)
"ชื่ออะไรกันบ้างล่ะ" คุณนายจันทร์ทิพย์ ผู้เป็นแม่ของนายหัวจอมทัพเอ่ยถามสองแม่ลูกที่นั่งอยู่บนพื้นตรงหน้า น้ำเสียงอ่อนโยนบวกกับใบหน้าที่ยิ้มรับตลอดเวลาของเธอ ทำให้คนมาใหม่สองคนที่มองอยู่รับรู้ได้ทันทีว่าหญิงสูงวัยตรงหน้าคงจะเป็นคนใจดีไม่น้อย จึงเป็นเข็มมุกที่เอ่ยตอบ
"สวัสดีค่ะ ฉันชื่อเข็มมุกค่ะ หรือจะเรียกเข็มเฉยๆก็ได้ ส่วนลูกสาวฉันชื่อของขวัญค่ะ"
"สวัสดีค่ะ" ของขวัญพนมมือไหว้หญิงชายสูงไว้ตรงหน้าอย่างนอบน้อมหลังจากที่คนเป็นแม่เอ่ยแนะนำจบ
"เอาล่ะ เดี๋ยวฉันจะบอกรายละเอียดคราวๆก่อนนะ พวกเธอมาเหนื่อยๆจะได้รีบไปพักผ่อนกัน งานที่นี่ไม่มีอะไรมาก แค่ทำความสะอาดบ้าน ซักผ้าแล้วก็ทำกับข้าว เหมือนที่งานแม่บ้านทั่วๆไปเขาทำกันนั่นแหละ กับข้าวทำสามมื้อปกติ แล้วก็อย่าลืมทำเผื่อตัวเองทุกมื้อด้วยล่ะ ทำเสร็จก็จัดแจงวางไว้บนโต๊ะกับข้าวในครัวนั่นแหละ คนที่บ้านนี้หิวเมื่อไหร่จะไปกินเอง ต่างคนต่างกินไม่ต้องยกมาเสิร์ฟให้ยุ่งยาก แล้วถ้าพวกเธอสองคนหิวก่อนก็กินกันได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอให้พวกเรากินก่อน ทั้งหมดก็มีแค่นี้แหละ มีอะไรไม่เข้าใจอยากจะถามไหม"
สิ้นคำกล่าวร่ายยาวของคุณนายจันทร์ทิพย์ เข็มมุกจึงเป็นคนเอ่ยตอบ
"ไม่มีแล้วค่ะ"
"งั้นก็ไปพักผ่อนเถอะ ส่วนมื้อเย็นวันนี้ไม่ต้องทำนะฉันทำไว้แล้ว ถ้าพวกเธอสองคนหิวก็ไปกินได้เลยไม่ต้องเกรงใจ อ่อ แล้วเรื่องเงินเดือนลูกชายฉันจะเป็นคนจัดการให้เองไม่ต้องห่วง"
"ค่ะ ขอบคุณนะคะ" เข็มมุกพูดขึ้น ก่อนที่เธอกับลูกสาวจะยกมือไหว้ผู้ใหญ่ใจดีตรงหน้าอย่างนอบน้อม
"อือ ไปพักผ่อนเถอะ ห้องพักอยู่ด้านหลังถัดจากห้องครัวไปหน่อย ส่วนห้องน้ำก็อยู่ข้างห้องครัวนั่นแหละ เดี๋ยวตามลุงแสงไปก็เห็นเอง"
หลังจากจบบทสนทนา ลุงแสงก็พาสองแม่ลูกไปพักผ่อนยังห้องพักที่คุณนายจันทร์ทิพย์ได้กล่าวไว้
ซึ่งปกติก่อนหน้านี้งานในบ้านทุกอย่างคุณนายจันทร์ทิพย์จะเป็นคนทำเองทั้งหมด แต่ด้วยอายุอานามที่มากแล้วจะให้ดูแลบ้านทั้งหลังคนเดียวต่อไปก็ไม่ไหว จึงเปิดรับสมัครแม่บ้าน กระทั่งได้สองแม่ลูกคู่นี้ที่คนงานของลูกชายฝากเข้ามาทำงาน...
เมื่อเดินออกมาดูอีกคนที่เดินหายออกมาทางหน้าบ้าน ก็เห็นเขายืนกอดอกอยู่ข้างริมรั้ว นึกว่าจะไปไหนได้ที่แท้มายืนงอนอยู่ตรงนี้ เห็นเช่นนั้นปากบางจึงระบายยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูคนแก่ขี้น้อยใจ เธอจึงเดินเข้าไปสวมกอดเอวสอบจากด้านหลังแล้วเอ่ยถามเขาน้ำเสียงหวาน“นายหัวโกรธหนูเหรอคะ”“...”ทว่าไร้ซึ่งเสียงตอบรับจากอีกคน เธอจึงไม่รอช้าที่จะง้อเขาต่อขณะที่ยังสวมกอดเอวสอบไม่ยอมปล่อย“หนูขอโทษนะคะที่พูดกับนายหัวแบบนั้น ช่วงนี้หนูแค่รู้สึกเหนื่อยๆน่ะค่ะ นายหัวไม่โกรธหนูนะ” เมื่อเธอพูดจบอีกคนก็หันมาประจันหน้ากัน ก่อนที่เขาจะเอ่ยพูดกับเธอ“ฉันต่างหากที่ควรขอโทษยัยหนู ยัยหนูดูแลลูกของเราก็เหนื่อยอยู่แล้ว แต่ฉันก็ยังทำตัวงี่เง่าเพิ่มภาระให้หนูอีก ฉันมันเป็นสามีที่ใช้ไม่ได้เลยใช่ไหม”สิ้นเสียงทุ้ม คิ้วเรียวเล็กจึงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนเสียงหวานจะบ่นพึมพำเบาๆคนเดียว“คนแก่อารมณ์ขึ้นๆลงๆแบบนี้ทุกคนเลยไหมนะ หรือว่านายหัวจะเป็นวัยทอง”“อะไรทองๆนะ”เมื่อได้ยินอีกคนถาม ของขวัญจึงได้สติและกลับมาโฟกัสที่ประเด็นหลักต่อ“ไม่มีอะไรค่ะ นายหัวฟังหนูนะคะ นายหัวเป็นสามีและเป็นพ่อของลูกที่ดีมากค่ะ แต่ละวันนายหัวทำงาน
หกปีต่อมาหลังจากของขวัญเรียนจบ เธอกับจอมทัพก็แต่งงานกันทันที งานแต่งของทั้งคู่จัดขึ้นใหญ่โตสมฐานะของเจ้าบ่าวและไม่ให้ฝ่ายเจ้าสาวน้อยหน้าใคร แขกเหรื่อมากันมากมายเป็นที่พูดถึงกันไม่ขาดปาก จนสาวๆในหมู่บ้านต่างพากันอิจฉาเจ้าสาวกันเป็นแถวที่ได้สามีหล่อรวยและเพอร์เฟคไปทุกอย่าง ส่วนหนุ่มๆก็เช่นเดียวกัน ต่างพากันอิจฉาเจ้าบ่าวเฒ่าที่ได้เมียเด็กทั้งสาวทั้งสวยและน่ารักไม่มีที่ติ ช่างเป็นวาสนาของเจ้าบ่าวเฒ่าจริงๆหลังจากแต่งงานกันได้ไม่นาน ทั้งคู่ก็มีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน ตอนนี้อายุได้หนึ่งขวบสองเดือนแล้ว มีนามว่า เจ้าขุน เด็กน้อยน่าตาน่ารักน่าเอ็นดูและอ้วนท้วมสมวัยเป็นที่รักของทุกคนในบ้าน เว้นแต่คนเป็นพ่อที่แอบอิจฉาลูกตัวเองที่มาแย่งความรักของเมียไปจากตน แม้จะรักลูกไม่ต่างกับคนอื่น แต่ก็แอบนอยด์ที่ตนไม่ได้เป็นที่หนึ่งในใจเมียเหมือนแต่ก่อน เพราะมีลูกจึงโดนแย่งความรักความสนใจไปหมด ซึ่งเขารู้ตัวดีว่าไม่ควรคิดเช่นนี้กับลูกในสายเลือด แต่มันก็อดคิดไม่ได้จริงๆ จากเคยเป็นที่หนึ่งตอนนี้กลับเป็นรองใครบ้างจะไม่นอยด์“นายหัวให้ลูกดูโทรศัพท์อีกแล้วเหรอคะ หนูบอกแล้วไงว่าลูกยังเล็กไม่ควรให้เล่นโทรศัพท์ แล้วนี่
เวลาต่อมา20:35 น.“นายหัวเห็นขนมหนูไหมคะ” เมื่อหาขนมที่เหลือไม่เจอ ของขวัญจึงหันไปถามอีกคนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง เขาจึงละสายตาจากหนังสือหันมาพูดกับเธอ“แล้วที่ถืออยู่นั่นไม่ใช่ขนมเหรอ” ปากขยับพูดกับเด็กสาวขณะสายตาหลุบมองขนมในมือเล็กที่ถืออยู่หนึ่งห่อ“ก็ใช่ค่ะ แต่หนูจำได้ว่ามันยังเหลืออีกสามห่อ กลับจากสวนหนูเอาใส่ไว้ในลิ้นชักตรงนี้ แต่ทำไมมันถึงมีแค่ห่อเดียว” ขณะพูดใบหน้าก็เริ่มงองำ เธอจำได้แม่นว่าตอนกลับจากสวนเธอเอาขนมที่เหลือสามห่อเก็บไว้ในลิ้นชักข้างหัวเตียง แต่ตอนนี้กลับเหลือแค่ห่อเดียว แล้วอีกสองห่อมันหายไปไหน“ยัยหนูจำผิดรึเปล่าครับ”“ไม่นะคะ หนูจำได้ว่ามันยังเหลืออีกสามห่อ หนูกะว่าอาบน้ำเสร็จจะมากิน แต่ทำไมถึงมีอยู่แค่หอเดียว หรือว่านายหัวแอบกินของหนูคะ” เมื่อหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ก็เหลือแต่เขานี่แหละที่น่าสงสัย ทว่าอีกคนแม้จะถูกเธอกล่าวหาแต่เขาก็ยังคงนั่งนิ่ง ก่อนที่เขาจะพูดกับเธออย่างใจเย็น“ฉันไม่ชอบกินขนมฉันจะไปแย่งยัยหนูกินทำไม อีกอย่างขนมพวกนี้ฉันเป็นคนซื้อ ถ้าฉันจะกินจริงๆฉันไปซื้อเอาใหม่ก็ได้ ไม่เห็นต้องมาแอบกินของยัยหนูเลย”“ก็จริง แต่มันหายไปไหนสองห่อนะ” ยิ่ง
สองเดือนต่อมาหลังจากที่ราเชนทร์พาเมียและลูกไปพบหน้าคนที่บ้าน ทางด้านพ่อแม่ของเขาก็ชอบในตัวเข็มมุกและเอ็นดูในตัวของขวัญเป็นอย่างมาก ไม่ต้องตรวจดีเอ็นเอก็พิสูจน์ได้จากความรู้สึกผูกพันทางสายเลือด แม้ปู่ย่าจะไม่ได้เลี้ยงดูหลานมาแต่ก็สัมผัสได้ถึงสายเลือดของตน โดยไม่ต้องใช้เหตุผลใดๆแค่เห็นหน้าหลานครั้งแรกพวกท่านก็รู้สึกรักแล้วทุกอย่างลงเอยด้วยดี ซึ่งตอนนี้เข็มมุกก็ได้ย้ายไปอยู่กับราเชนทร์เรียบร้อยแล้ว ส่วนจอมทัพกับของขวัญก็อยู่ด้วยกันเช่นเดิม ทุกคนต่างได้อยู่กับคนที่รักสมใจ โดยที่คอยแวะเวียนไปหากันตลอดแล้วแต่ใครจะสะดวกมาตอนไหน แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นราเชนทร์กับเข็มมุกที่เป็นฝ่ายแวะเวียนมาหาลูกสาว เนื่องจากมีลูกสาวอยู่คนเดียวก็ต้องห่วงเป็นธรรมดา แม้ว่าลูกจะมีคนรักที่คอยดูแลอยู่แล้วเป็นอย่างดี ทว่าคนเป็นพ่อแม่ก็ยังคงห่วงลูกเสมอทางจอมทัพกับของขวัญก็ยังคงใช้ชีวิตในแต่ละวันวนลูปอยู่เช่นเดิม เพิ่มเติมคือความรักที่พวกเขามีให้กันไม่เคยลดน้อยลงเลย วันไหนเด็กสาวมีเรียนจอมทัพก็จะคอยไปรับไปส่งเธอที่มหาลัยเหมือนเช่นเคย โดยที่มีนักศึกษาหนุ่มคอยมาเกาะแกะเมียเด็กของเขาให้เห็นอยู่ตลอด ซึ่งเขาก็ต้องคอยจัดการค
ด้านของขวัญแม้จะเห็นท่อนเอ็นของอีกคนมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยชินกับความใหญ่โตของมันสักที ทุกครั้งที่เห็นมันก็ใจเต้นแรงตลอด รู้สึกหวั่นๆทุกครั้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลัวมันนั่นแหละ แต่ทว่าต่อให้กลัวแค่ไหนเธอก็ยังอยากที่จะทำให้เขาอยู่ดี จึงรวบรวมความกล้าเอ่ยถามเขาที่กำลังใช้มือชักสาวท่อนเอ็นลำใหญ่ของตัวเองไม่หยุด“ละ แล้วหนูต้องทำยังไงคะ”“จับมันแบบนี้ครับ” ไม่สอนปากเปล่า มือใหญ่จับมือเล็กมากุมท่อนเอ็นของตัวเอง ก่อนจะนำพามือเล็กชักสาวมันขึ้นลงเบาๆ แล้วเอ่ยสอนต่อพร้อมกับมือใหญ่อีกข้างคอยลูบศีรษะเล็กเบาๆ“ยัยหนูแลบลิ้นออกมาเลียตรงหัวมันก่อน หรือจะเลียทั้งลำก็ได้แล้วค่อยอมมันเข้าไป จากนั้นก็ดูดมันเหมือนไอติมแท่งเลยครับ พอทำได้ไหม”“ได้ค่ะ” เด็กสาวพยักหน้าตอบทันทีที่อีกคนสอนจบ จากนั้นเธอจึงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆแล้วพ้นลมออกแรงๆเพื่อเตรียมความพร้อมกับสิ่งที่ต้องทำ จนอีกคนที่มองอยู่หลุดยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูกับท่าทีของเธอในตอนนี้ เขารู้ดีว่าเด็กสาวทั้งตื่นเต้นทั้งกลัวที่จะทำเช่นนี้ให้เขา แต่แค่เธอมีใจอยากทำให้ก็ทำให้เขามีความสุขมากแล้วขณะที่นั่งมองเด็กสาวไม่ละสายตา เมื่อเห็นเธอค่อยๆเลื่อนใบหน้า
ทางด้านจอมทัพที่อุ้มกระเตงเด็กสาวเข้ามาในห้อง ก็วางร่างบางของเธอลงบนโต๊ะทำงาน ที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้อง ขณะที่กายแกร่งของเขาแทรกกลางตรงหว่างขาเธอไม่ห่าง สองแขนแกร่งโอบกอดเอวบางเอาไว้หลวมๆ ก่อนจะเอ่ยพูดกับเธอน้ำเสียงอ่อนโยน“ยัยหนู เมื่อกี้หนูน่ารักมากเลยรู้ไหม รู้จักปกป้องฉันด้วย”“ก็หนูรักนายหัวหนิคะ หนูก็ต้องปกป้องนายหัวอยู่แล้ว““ฉันก็รักยัยหนูนะ”“รักมากแค่ไหนคะ” ขณะเอ่ยถามอีกคนสองแขนเรียวเล็กก็เลื่อนขึ้นมาคล้องลำคอหนาเอาไว้ เอียงใบหน้าเล็กน้อย มองอีกคนตาแป๋วอย่างรอคำตอบ ก่อนจะได้ยินเขาตอบออกมาน้ำเสียงอ่อนโยนฟังแล้วนุ่มหู“ฉันรักหนูมาก มากจนหนูคิดไม่ถึงหรอก”“ขนาดนั้นเลยเหรอคะ แต่ถ้าเราอยู่กันแบบนี้ไปเรื่อยๆนายหัวก็ต้องมีเบื่อหนูเข้าสักวันแหละ พอเบื่อแล้วทิ้งหนูขึ้นมาทำไง”หมับ!สิ้นเสียงหวาน จอมทัพก็จับล็อคใบหน้าเล็กเข้ามาแล้วกัดริมฝีปากล่างของเธอไปหนึ่งที เด็กสาวจึงส่งเสียงร้องอยู่ในลำคอด้วยความเจ็บ“อื้อ!”พอเขาผละปากออก เธอก็แว้ดใส่เขาทันทีขณะใบหน้าน่ารักงองำ“นายหัวกัดปากหนูทำไมคะ”“ก็โทษฐานที่ยัยหนูพูดจาไม่น่าฟังยังไงล่ะ”“บอกกันดีๆก็ได้หนิคะไม่เห็นต้องกัดกันเลย หนูเจ็บ” ไม่พูดเ
ด้านเข็มมุกเมื่อกลับมาถึงบ้านก็เห็นทุกคนนั่งกันอยู่ครบตรงโซฟาหน้าทีวี เธอจึงเดินเข้าไปพูดกับจอมทัพและคนรักเก่า“นายหัวคะ ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย นายด้วยราเชนทร์”“ฉันก็มีเรื่องจะคุยกับเธอเหมือนกัน” เป็นจอมทัพที่เอ่ยพูดขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยราเชนทร์“ฉันก็ด้วย”“งั้นพวกเราไปหาที่คุยกันหน่อยไหม” เพราะเห็น
ซึ่งหลังจากที่เข็มมุกได้ฟังลูกสาวเล่ามาก็ตกใจไม่น้อย เพราะไม่คาดคิดว่าคนที่คิดทำร้ายลูกของเธอจะเป็นเขา คนที่รักและเอ็นดูลูกสาวของเธอ ดีกับลูกสาวของเธอมาตลอด ซึ่งมันยากที่จะทำใจยอมรับ แต่กระนั้นเมื่อคิดได้ว่ามันเป็นเรื่องในอดีตที่เธอเองก็ไม่อยากจะไปผูกใจเจ็บอะไรแล้ว จึงไม่ได้รู้สึกเคืองโกรธอะไร เพรา
"หนูจูบไม่เป็นค่ะ นายหัวคงไม่ชอบเด็กที่ไม่มีประสบการณ์อย่างหนู"สิ้นเสียงหวาน จอมทัพถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก คราแรกเขาคิดไปต่างๆนาๆว่าเด็กสาวเป็นอะไร ที่แท้เธอก็กลัวเขาจะไม่ชอบที่เธอไร้ประสบการณ์เรื่องบนเตียง นึกแล้วก็อยากจะเขกกระโหลกเล็กๆของเธอสักทีสองทีที่คิดอะไรแบบนี้ ใครๆต่างก็ชอบความบริส
"คือ... คือทั้งหมดที่หนูทำไป เพราะ เพราะหนูชอบนายหัวค่ะ หนูคิดว่าหนูชอบนายหัว ชอบแบบที่ผู้หญิงผู้ชายเขาชอบกันค่ะ" พูดจบของขวัญก็เม็มปากแน่น ก้มหน้างุดกลัวว่าอีกคนจะโกรธที่เธอคิดไม่ซื่อแต่หารู้ไม่ว่าคำตอบของเธอทำเอาใจแกร่งเต้นแรงแทบจะกระโจนออกมานอกอก จอมทัพแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง ไม่คาดคิดด้วยซ้ำว่







