مشاركة

ดอกเหมยกลางหิมะ

last update تاريخ النشر: 2025-12-18 22:11:30

ในวันเดียวกันนั้น

เซี่ยอวิ๋นเยียนกลับมาเยือนอีกครั้ง คราวนี้นำผ้าคลุมไหล่ลายกลีบบุปผามามอบให้

"ได้ยินว่าเจ้ามักนั่งชมหิมะกลางลานในยามเช้า ผ้าผืนนี้ท่านแม่สั่งทอจากแคว้นหนานเฉิน คิดว่าคงเหมาะกับเจ้านะ เยว่เอ๋อร์"

ไป๋เยว่รับไว้ด้วยมารยาท แม้ดวงตาจะไร้ประกายใด

"ขอบพระทัยองค์หญิงที่ทรงเมตตา ของดีเพียงนี้ คงไม่คิดแลกเปลี่ยนอะไรหรอกกระมัง"

คำพูดเรียบ ๆ เหมือนไม่มีพิษภัย แต่ฝ่ามือของเซี่ยอวิ๋นเยียนกลับกำแน่นภายใต้แขนเสื้อ นางหัวเราะเบาแล้วเอ่ยขึ้น

"ข้ามีแต่ความห่วงใย ไม่มีอย่างอื่น"

แต่ในคืนวันนั้นเอง ข่าวลือจากห้องสาวใช้เริ่มแพร่กระจาย ขยายออกเป็นวงกว้างไปถึงจวนขุนนางชั้นสูงหลายแห่ง ดูท่าทางจะลุกลามไปยังภายนอกในอีกไม่กี่ชั่วยาม

"คุณหนูรองสกุลไป๋ ยามนี้ดื้อรั้นน้อยลงเพราะได้รับการอบรมที่ดีจากองค์หญิงเซี่ย"

"เห็นว่าของขวัญที่ให้ก็เพื่อลดทิฐิในใจ ขอเพียงอย่ากลับไปเกเรเช่นเดิม"

ไป๋เยว่นั่งฟังซูหลานรายงานข่าวลือเหล่านั้นด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง

"ดี ในเมื่ออยากได้ชื่อเสียงนัก ข้าก็จะจัดให้"

นางยิ้มบางก่อนเรียกห่อของจากใต้ชั้นหนังสือเป็นผ้าคลุมอีกผืนหนึ่งที่ปักลายเหมยสีขาวบริสุทธิ์ ซูหลานเห็นแล้วได้แต่มองอย่างงุนงง

"คุณหนูจะทำสิ่งใดเจ้าคะ"

"ตอบแทนไมตรี ด้วยการคืนของหน้าสาธารณะ"

วันต่อมา ณ โรงน้ำชาอันดับหนึ่งของเมืองหลวง

ไป๋เยว่ให้หญิงรับใช้นำผ้าคลุมผืนงามเดินเข้าไปกลางโรงน้ำชา ฝากให้พ่อค้าท้องถิ่นช่วยมอบคืนแก่องค์หญิงพร้อมคำขอบคุณว่า

"ของล้ำค่าผู้ใดมอบให้ ข้าไม่กล้ารับไว้เพียงผู้เดียว ขอแบ่งปันแก่ผู้คนในเมืองจะเหมาะกว่า"

ข่าวนี้ได้เแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงนางไม่รับไมตรีกลับ ยังยกของขวัญคืนด้วยมารยาทงดงาม จนอีกฝ่ายตอบโต้มิได้

"ไป๋เยว่ เจ้ามันร้ายกาจนัก"

ความขุ่นแค้นของเซี่ยอวิ๋นเยียนแทบทะลักออกมานอกอก แต่นางก็ไม่สามารถออกหน้าได้มากไปกว่านี้

คืนนั้นเอง ขณะไป๋เยว่อ่านตำราอยู่ในเรือน มีเสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้น

ซูหลานรีบเดินไปดู ก่อนกลับมาพร้อมกล่องไม้เรียบ ๆ ไร้ตราสลัก

ไป๋เยว่เปิดกล่องช้า ๆ ภายในมีเพียงสิ่งเดียว เป็นดอกเหมยขาวบานสะพรั่งวางเรียงในกล่องไม้หอม ราวกับเพิ่งเด็ดจากกิ่งก่อนหน้านี้เพียงชั่วครู่

ใต้ดอกไม้มีกระดาษแผ่นเล็ก เขียนอักษรเดียวอย่างประณีต

'เย็น'

นางเงียบไปครู่หนึ่งก่อนยิ้มน้อย ๆ

"ใครกันที่รู้ว่าข้าชอบดอกเหมยกลางหิมะ"

อีกด้านหนึ่งในวังหลวง

ในมุมเงาสลัวของตำหนัก องค์ชายรอง จิ่นเหวิน ยืนอยู่ใต้ต้นเหมยสูง ในมือถือกล่องเปล่าใบหนึ่ง ขณะมองหิมะโปรยปราย

ขันทีวัยกลางคนที่ติดตามเอ่ยขึ้นเบา ๆ

"องค์ชาย หากพระองค์ต้องการให้คุณหนูไป๋รู้เหตุใดไม่ลงพระนามไปด้วยเล่าพะย่ะค่ะ"

จิ่นเหวินยิ้มบาง แววตาลุ่มลึก

"ดอกเหมยแม้ไร้นาม หากมีใจผู้รับย่อมรู้ว่าใครเป็นผู้ส่ง"

คืนวันนั้นลมหนาวพัดผ่านหน้าต่างเปิดออก ราวกับต้องการพัดพาทุกสิ่งทุกอย่างให้หายไป ท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องนั้น เสียงเคาะเบา ๆ ที่ประตูดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีบ่าวรับใช้ไปเปิด

ไป๋เยว่เดินไปเปิดประตูด้วยตัวเอง ใจหนึ่งยังคงสงสัยว่าใครจะเข้ามากลางดึกในคืนที่หิมะตกหนักเช่นนี้

เมื่อประตูเปิดออก กลิ่นหอมของดอกเหมยลอยเข้ามาแทนที่ความหนาวเย็น เสียงเล็ก ๆ ของสาวใช้ดังขึ้น

"คุณหนู มีของฝากจากผู้มีเกียรติเจ้าค่ะ"

ไป๋เยว่รับกล่องนั้นมาด้วยท่าทางสงบ เหมือนกับว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นทุกวัน รู้สึกได้ถึงการมาถึงของใครบางคนที่เคยแอบเฝ้ามองอยู่เงียบ ๆ

"จากใคร?"

สาวใช้ยิ้มเล็กน้อย รอยยิ้มที่เหมือนจะบอกว่า เจ้าของของขวัญนี้ไม่จำเป็นต้องกล่าวชื่อ

แต่ในใจของไป๋เยว่ รู้สึกได้ถึงความคุ้นเคยในกลิ่นของดอกไม้และความอบอุ่นที่แฝงอยู่ในนั้น ราวกับความตั้งใจที่ไม่ต้องการให้เปิดเผย แต่สามารถรับรู้ได้เพียงแค่ใจ

"ไป๋เยว่…"

เสียงเย็นชาขององค์ชายรองดังขึ้นภายในความคิดของนางโดยไม่รู้ตัว

ในวันถัดมา ขณะไป๋เยว่เดินเล่นในสวนหลังเรือน ดอกเหมยสีขาวปกคลุมไปทั่วทั้งพื้น หิมะที่ตกใหม่ ๆ ถูกกวาดออกไปด้วยลมหนาว

ดอกเหมยที่องค์ชายรองมอบให้นั้นยังคงอยู่ในกล่องไม้ เมื่อทิ้งไว้บนโต๊ะกลางห้องไปแล้ว สายตาของนางก็หันไปมองต้นเหมยที่ปลูกในสวน มันเริ่มบานเต็มที่จนเกือบคลุมต้นไม้ทั้งต้น

วันนี้มีเรียนสองวิชานางจึงเดินทางเข้ามาที่สำนักศึกษาสตรีตามปกติ สีหน้าของไป๋เยว่สดชื่นขึ้นหลังจากได้รับกล่องไม้และได้มองดอกเหมยบานมาจากจวนแล้ว

ระหว่างที่นางนั่งรอเวลาอย่างสงบภายในห้องเรียน เสียงเท้าหนัก ๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง เมื่อหันกลับไปพบกับเซี่ยอวิ๋นเยียนที่กำลังเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูอ่อนหวาน ทว่าแฝงไปด้วยความคาดหวัง

"คุณหนูไป๋ ช่วงนี้ดูเหมือนเจ้าจะละทิ้งการสนทนาเสียแล้ว ไม่อยากให้เรามีความสัมพันธ์กันบ้างหรือ"

เสียงของเซี่ยอวิ๋นเยียนหวานหยดย้อย

ไป๋เยว่สบตากับเซี่ยอวิ๋นเยียนอย่างเรียบเฉย ก่อนที่จะหันไปมองดอกเหมยที่กำลังบานด้านนอก

"หม่อมฉันไม่คิดว่าการมีความสัมพันธ์กับองค์หญิงจะมีประโยชน์อะไร"

คำพูดนั้นออกมาด้วยท่าทีอ่อนโยน แต่แฝงไว้ด้วยความแคลงใจ จนทำให้เซี่ยอวิ๋นเยียนต้องขบฟันแน่น

เซี่ยอวิ๋นเยียนยิ้มออกมาอย่างเลี่ยงไม่ได้

"แต่ว่าหากเจ้าไม่เปิดใจลองฟังข้า ข้าก็ไม่รู้จะพูดเช่นไรแล้ว"

ไป๋เยว่ตอบกลับแนบเนียนโดยไม่ให้ท่าทางของเซี่ยอวิ๋นเยียนชัดเจนเกินไป

"หากองค์หญิงต้องการให้หม่อมฉันฟัง สิ่งสำคัญคือการเป็นตัวของตัวเอง และไม่ต้องการความคาดหวังใด ๆ"

เซี่ยอวิ๋นเยียนคงรู้แล้วว่าไป๋เยว่ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด จึงเลือกที่จะถอยไปอย่างเงียบ ๆ

"ฝากไว้ก่อนเถอะไป๋เยว่ เจ้าจะอวดดีได้ไม่นานหรอก"

เซี่ยอวิ๋นเยียนเดินออกไปถึงจะเก็บอาการได้ดีทว่าในใจของนางไม่พอใจไป๋เยว่อย่างรุนแรง

หลังจากหมดเวลาเรียนนางเดินทางกลับจวน ระหว่างนั่งอยู่ในรถม้า สาวใช้ของไป๋เยว่ที่ไปด้วยกันได้ยินข่าวจากในวังหลวงจึงแจ้งให้นางได้รู้ตัว

"คุณหนูเจ้าคะ ข้าน้อยว่าคงจะต้องดูแลตัวเองให้ดี ช่วงนี้มีข่าวลือว่าคุณหนูจะต้องตกเป็นเป้าหมายในงานเลี้ยงใหญ่ของวังหลวง"

ไป๋เยว่ถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะทอดมองไปด้านนอก

"งานเลี้ยงใหญ่งั้นหรือ"

ในอีกฟากหนึ่งของเมืองหลวง ในห้องตำหนักที่ถูกปิดเงียบ องค์ชายรองจิ่นเหวิน ยืนมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตาที่ลึกล้ำ

เขาสามารถรู้ได้ว่าผู้ที่เขาหมายตาจะไม่ยอมให้ตัวเองตกเป็นเครื่องมือของใครทั้งสิ้น องค์ชายรองเคลื่อนตัวออกไปเงียบ ๆ เช่นเดียวกับที่เขาเคยทำมาโดยตลอด ราวกับไม่มีอะไรที่จะขวางทางเขาได้

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • ชะตาร้ายไม่หวนคืน   ชะตาร้ายไม่หวนคืน(ตอนจบ)

    ไป๋เหวินพร้อมไป๋เซิ่งเหยียนกลับมาจากวังหลวงและรถม้าของไป๋หลานเยี่ยนก็ตามมาติด ๆ เขาเห็นไป๋เยว่และจิ่นเหวินเข้ามาคารวะและทำพิธียกน้ำชาหลังแต่งงาน พลันก็ทำให้ใต้เท้าไป๋มองทั้งคู่ด้วยสายตาที่อ่อนโยนลง "เจ้าจากบ้านไปนาน คงลำบากไม่น้อย วันนี้ทั้งสองคนก็ได้ครองคู่กันแล้ว พ่อขอให้เจ้ามีความสุขกับชีวิตที่เลือกประคองสติอยู่เสมอ" ไป๋เยว่เงยหน้ามองบิดาที่ยามนี้ไร้ความเย็นชาเช่นวันวาน "ลูกขอโทษที่ดื้อรั้นเจ้าค่ะ" "พ่อต่างหากที่ควรขอโทษเจ้า ถ้ามีเวลาก็กลับบ้านบ่อย ๆ นะ" ไป๋เหวินเอ่ยถ้อยคำอ่อนโยนมากกว่าเมื่อก่อน ไป๋เยว่ยิ้มให้เขากล่าวเสียงสั่นเครือ "เจ้าค่ะ หากท่านพ่อท่านแม่ พี่ใหญ่กับเยี่ยนเอ๋อร์อยากไปเที่ยวก็ไปหาข้าได้ที่หมู่บ้านท่านป้า พวกเราอยู่ที่นั่นเจ้าค่ะ แต่บ้านท่านป้าทำไว้รับรองแขก" "พี่หญิง วันหนึ่งข้าจะไปเยี่ยมท่านเจ้าค่ะ" เสียงสดใสของไป๋หลานเยี่ยนทำให้นางยิ้มกว้างขึ้น "พี่หญิงจะรอต้อนรับเจ้า" ไป๋เหวินและไป๋ฮูหยินยิ้มให้แก่กันที่บุตรสาวทั้งสองมีกิริยาน่ารัก นางยอมให้อภัยผู้อาวุโสทั้งสองแล้ว ทั้งครอบครัวได้รับประทานอาหารร่วมกัน ไป๋เยว่และจิ่นเหวินเล่าถึงชีวิตเรียบง่ายและสงบให้

  • ชะตาร้ายไม่หวนคืน   มารดาที่เปลี่ยนไป

    ท้องฟ้าโปร่งใสในยามเช้า มวลเมฆขาวบางเบาแหวกออกเป็นช่องให้แสงแดดอุ่นๆ ส่องลงมาเหนือสวนหลังบ้าน ไป๋เยว่ยืนอยู่ริมหน้าต่างมองดูต้นเหมยที่บานสะพรั่ง ดอกสีขาวสะอาดสะท้อนแสงแดดจนชวนให้ใจหวิว ในห้วงเวลาที่ทุกสิ่งกำลังสงบลง ความสงบนี้กลับทำให้ไป๋เยว่รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งขาดหายไป เรื่องราวที่ผ่านมาเริ่มคลี่คลาย แต่อดีตยังคงไม่หายไปไหน นางและจิ่นเหวินกลับมาเยี่ยมบิดามารดาที่ตระกูลไป๋หลังการแต่งงานผ่านไป ความจริงนางไม่อยากกลับมาที่นี่แต่จิ่นเหวินให้ข้อคิดกับนางว่าหากยังมีสิ่งติดค้างอยู่ในใจก็ควรมาสะสางให้เรียบร้อย การใช้ชีวิตจึงจะสุขสงบอย่างแท้จริง ไป๋เหวินยังไม่กลับจากราชสำนักเพราะนางไม่ได้บอกล่วงหน้า มีเพียงไป๋ฮูหยินที่ยู่ในจวน พี่ชายไปกับบิดา ส่วนน้องสาวของนางไปเรียนที่สำนักศึกษาสตรีในวังหลวง "เยว่เอ๋อร์ ข้ามีเรื่องอยากพูดกับเจ้า" เสียงของมารดาดังขึ้นจากด้านหลังระหว่างที่นางรอคนรับใช้ไปแจ้งให้เข้าพบ ไป๋เยว่หันไปมองเห็นมารดาก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทางอ่อนโยน ไม่ใช่แม่ผู้หงุดหงิดที่เคยบังคับให้นางเดินตามทางที่ท่านวางไว้ แต่เป็นมารดาคนหนึ่งที่มีความอ่อนโยนในแววตา "ท่านแม่" ไป๋เยว่เอ่ยเส

  • ชะตาร้ายไม่หวนคืน   งานแต่งงานใต้ซากอดีต

    หลังจากนั้นอีกหลายวันจิ่นเหวินกับไป๋เยว่และคนในบ้านได้ร่วมกันหารือจัดงานแต่งงานเล็ก ๆ ภายในครอบครัวโดยมีแขกในงานเป็นสักขีพยานเพียงห้าคน แต่ไป๋เยว่ให้เชิญคนยากจนมาร่วงานเพื่อรับแจกอาหารเป็นการบำเพ็ญบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งจิ่นเหวินก็ยินยอม "เราต้องตัดชุดใหม่เจ้าค่ะคุณหนู งานมงคลสำคัญ" ซูหลานอาสาเพราะนางมีฝีมือในการเย็บผ้า ไป๋เยว่จึงอนุญาตโดยให้หนี่เอ๋อร์คอยช่วย ช่วงเวลานี้จิ่นเหวินและไป๋เยว่จึงเก็บตัวไม่ได้พบกันจนกว่าจะถึงวันมงคล ทั้งคู่จึงยุ่งวุ่นวายกับการเตรียมตัวในส่วนของตนเองถึงจะเป็นงานเล็ก ๆ ทว่าต้องครบถ้วนตามธรรมเนียม ภายในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เงียบสงบกำลังจะมีงานแต่งงานเกิดขึ้น ผู้ปกครองชุมชนจึงเตรียมตัวนำของขวัญไปร่วมแสดงความยินดี เป็นน้ำใจและการผูกมิตรกับเพื่อนบ้านคนใหม่ งานที่ตั้งใจจัดเล็ก ๆ จึงเต็มไปด้วยมิตรภาพของชาวบ้าน "เกรงใจผู้อาวุโสแล้ว" จิ่นเหวินต้อนรับผู้ใหญ่บ้านที่เดินมาถามข่าวคราว "ไม่เป็นไร คิดเสียว่าเป็นญาติกัน หมู่บ้านของเราเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ข้าจะไม่ใส่ใจได้อย่างไร" ผู้ใหญ่บ้านมีอัธยาศัยดีจึงทำให้จิ่นเหวินไม่คิดมาก เขาได้เชิญมาร่วมงานแต่งงานรวมถึงมีโ

  • ชะตาร้ายไม่หวนคืน   หัวใจที่มีเพียงเจ้า

    สายลมยามเช้าเย็นสบายตรงกันข้ามกับร่างสตรีทั้งสามคนกำลังสาละวนกับการทำขนมให้ทันออกไปขายที่ตลาด "ข้ารับรองว่าต้องขายได้แน่นอนเจ้าค่ะ กลิ่นหอมขนาดนี้" ซูหลานที่กลายมาเป็นคนของไป๋เยว่เต็มตัวเปิดฝาหม้อนึ่งขนมหม้อสุดท้ายออกพลางสูดดมกลิ่นหอมในหม้อเบา ๆ "รีบจัดขนมเถิดเดี๋ยวจะสายเสียก่อน" ไป๋เยว่และหนี่เอ๋อร์ที่กำลังเก็บของไปล้างเอ่ยเตือน จากนั้นนางทั้งสองก็มาช่วยซูหลานจัดขนมใส่ห่อไปขายที่ตลาด ซูหลานและหนี่เอ๋อร์ออกไปขายขนมที่ตลาดเป็นครั้งแรกจึงต้องไปสองคน ไป๋เยว่จึงยู่บ้านคนเดียว นางเก็บกวาดห้องครัวและออกไปซักผ้าที่ริมแม่น้ำท้ายหมู่บ้านรอทั้งสองคนกลับมา จิ่นเหวินออกมาตักน้ำที่บ่อน้ำท้ายหมู่บ้านบริเวณใกล้กับไป๋เยว่ที่ซักผ้าอยู่ มันมิใช่ความบังเอิญแต่เป็นความตั้งใจของเขา ก่อนหน้านี้สืบรู้มาแล้วว่าไป๋เยว่อยู่คนเดียวและกำลังออกมาซักผ้าเขาจึงกะเวลาพอดีแล้วถือถังน้ำออกจากบ้านมา จิ่นเหวินวางถังน้ำไว้ข้างบ่อแล้วเดินเข้าไปใกล้ไป๋เยว่ เขาหยุดยืนข้าง ๆ นางก่อนนั่งลง ไป๋เยว่หันมองตามสัญชาตญาณเมื่อนางรู้สึกว่ามีคนอยู่ใกล้ตัว "องค์ชาย เอ่อ..." นางลุกขึ้นกำลังจะย่อกายคารวะดั่งที่เคยทำ "อย่าทำเช่น

  • ชะตาร้ายไม่หวนคืน   โอกาสใหม่

    เรื่องของไป๋เยว่รบกวนจิตใจจิ่นเหวินอยู่หลายวัน นางทำเช่นนี้เขามิได้ถือโทษโกรธนางเพียงแต่เขากำลังตัดสินใจในบางเรื่องก่อน จิ่นเหวินติดราชกิจในราชสำนักนานหลายวันเขาจึงไม่ได้ไปเยี่ยมไป๋เยว่ เพียงส่งชาไปฝากนางและเขียนจดหมายถึงนางเล็กน้อย ในอดีตนางไม่เคยได้ทำความรู้จักกับองค์ชายรองผู้นี้ ชาตินี้นางได้รู้จักได้ใกล้ชิดกันบ่อยครั้งทำให้นางรับรู้ว่าคนที่หวังดีกับนางจากใจจริงยังคงมีอยู่ จิ่นเหวินคอยช่วยเหลือและปกป้องนางมาหลายครั้ง ในใจของนางก็มีความอบอุ่นเมื่อได้พบกับเขา แต่หากโชคชะตาทำให้นางและเขาไม่เป็นอย่างที่ใจคิดนางก็ยอมรับได้ เพราะมันคือหนทางที่นางเลือกแล้ว ในวันข้างหน้าเขาคงมีตำแหน่งสูงขึ้น มีสิทธิ์ครองบัลลังก์ต่อจากฮ่องเต้ แตกต่างกับนางที่เป็นเพียงหญิงชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง "คุณหนูเจ้าคะ ข้าไปเก็บลูกพลับหลังบ้านมีเยอะแยะเลยเจ้าค่ะ" หนี่เอ๋อร์วิ่งเข้ามาหานางด้วยความตื่นเต้น ไป๋เยว่หยุดความคิดแล้วหันไปดูตะกร้าลูกพลับในมือหนี่เอ๋อร์ "ดีเลย เอาไปเก็บในครัวเถิด" "เจ้าค่ะ" สตรีทั้งสามใช้ชีวิตดั่งชาวบ้านทั่วไป เสื้อผ้าอาภรณ์สวยงามของนางเก็บเอาไว้มิดชิด มีเพียงชุดทำงานธรรมดาและเรียบง่ายแทน

  • ชะตาร้ายไม่หวนคืน   คนที่อยู่เคียงข้างเสมอ

    รถม้ารับจ้างสองคันเคลื่อนตัวออกจากเมืองหลวงมุ่งหน้าสู่เขตชานเมือง การตัดสินใจของไป๋เยว่ในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย นางรู้ดีว่าทำผิดธรรมเนียมของสตรีที่ดี ผู้อื่นอาจมองว่านางเห็นแก่ตัวที่ทอดทิ้งครอบครัว แต่นางมั่นใจว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับชีวิต "เมื่อเลือกเส้นทางใหม่ก็ต้องยอมรับสิ่งที่เสียไปเพื่อแลกกับชีวิตใหม่" นางพูดกับซูหลานและหนี่เอ๋อร์ที่ขอติดตามไปอยู่ด้วย "ว่าแต่เจ้าสองคนออกมาอยู่กับข้าเช่นนี้ จะยอมรับได้หรือค่าจ้างก็ไม่มี ทรัพย์สินเงินทองที่มีติดตัวมาก็มีไม่มาก" นางไม่อยากเห็นเด็กสาวทั้งสองคนต้องตกระกำลำบาก สำหรับไป๋เยว่ผู้เคยผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ต่อให้ต้องอยู่อย่างคนยากจนนางก็ไม่กลัว "พวกเราไม่กลัวเจ้าค่ะ เราต่างมีฝีมือ ข้ากับหนี่เอ๋อร์มีเงินก้อนหนึ่ง เอามารวมกันลงทุนก็น่าจะตั้งตัวได้เร็วขึ้น" "ใช่เจ้าค่ะคุณหนู ข้าอยากติดตามคุณหนูเรื่องลำบากข้าไม่เคยกลัว" คำพูดของสตรีทั้งคู่หนักแน่นมั่นคง ไป๋เยว่เผยรอยยิ้มออกมา นางซาบซึ้งใจที่นางเพิ่งสูญเสียคำว่าครอบครัวไปแต่กลับได้มิตรแท้กลับคืนมา "ขอบใจเจ้าทั้งสองคนมาก" รถม้าจอดที่บ้านหลังเล็ก ๆ สตรีทั้งสามจึงช่วยกันขนของ

  • ชะตาร้ายไม่หวนคืน   ขัดคำสั่งบิดา

    หลังคืนเงียบงันผ่านพ้น ลมเย็นยามเช้าพัดพาเสียงกระซิบของไม้ไผ่บริเวณเรือนด้านตะวันออกเข้ามาอย่างนุ่มนวล ไป๋เยว่นั่งนิ่งอยู่ริมระเบียง ดวงตาเหม่อมองหยดน้ำค้างที่เกาะอยู่บนใบบัวในอ่างเคลือบข้างศาลา แม้ใบหน้าจะสงบนิ่ง หากแต่ภายในใจกลับหมุนคิดไม่หยุด เหตุการณ์เมื่อคืนยังแจ่มชัดยิ่งนัก แผ่นแผนที่ลับ กา

  • ชะตาร้ายไม่หวนคืน   สายตาจากมุมมืด

    ค่ำคืนแห่งงานชมบุปผาผ่านพ้นไปและเสียงหัวเราะเจือกลิ่นอำพรางของราชสำนัก เสนาบดี ขุนนาง และเชื้อพระวงศ์ต่างทยอยกลับไปยังจวนและตำหนักของตน ทิ้งไว้เพียงสวนต้องแสงจันทร์อันแผ่วเบา ในมุมมืดด้านหนึ่งของเรือนขุนนาง บนเฉลียงไม้ชั้นสองใกล้ศาลาแสดงดนตรี องค์ชายรอง หลี่จิ่นเหวิน ยืนสงบนิ่งในชุดคลุมสีเทาอ่อน ล

  • ชะตาร้ายไม่หวนคืน   งานเลี้ยงเปลี่ยนชะตา

    เสียงพิณลอยอ้อยอิ่งเคล้ากลิ่นบุปผานานาพันธุ์ที่บานสะพรั่งรับลมฤดูใบไม้ผลิในอุทยานของวังหลวง ม่านแพรพลิ้วไหวในแสงแดดยามบ่าย ราวกับเทพธิดาเริงระบำเหนือกลีบดอกไม้ งานชมบุปผาในปีนี้จัดใหญ่กว่าทุกครั้ง เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบพระชันษาของไทเฮา และเป็นงานเลี้ยงแฝงนัยสำหรับการคัดเลือกชายาแห่งแผ่นดิน สายตาของ

  • ชะตาร้ายไม่หวนคืน   มารดาไม่เคยมองเห็น

    แสงแดดยามสายส่องลอดม่านโปร่งเข้าสู่เรือนใหญ่ของสตรีผู้เป็นฮูหยินใหญ่แห่งจวนสกุลไป๋ ทุกอย่างยังคงหรูหรา งามสง่า และเงียบงันเย็นชาดังเดิม แม้จะอยู่ท่ามกลางดอกไม้แย้มบานเต็มสวนเบื้องนอก แต่ภายในเรือนของไป๋ฮูหยินกลับไร้กลิ่นอายแห่งการมีชีวิต ไป๋เยว่ยืนอยู่หน้าประตูเรือนนั้นด้วยหัวใจที่เต้นแผ่วช้า นาน

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status