LOGINแสงแดดยามสายส่องลอดม่านโปร่งเข้าสู่เรือนใหญ่ของสตรีผู้เป็นฮูหยินใหญ่แห่งจวนสกุลไป๋ ทุกอย่างยังคงหรูหรา งามสง่า และเงียบงันเย็นชาดังเดิม แม้จะอยู่ท่ามกลางดอกไม้แย้มบานเต็มสวนเบื้องนอก แต่ภายในเรือนของไป๋ฮูหยินกลับไร้กลิ่นอายแห่งการมีชีวิต
ไป๋เยว่ยืนอยู่หน้าประตูเรือนนั้นด้วยหัวใจที่เต้นแผ่วช้า นานเพียงใดแล้วที่นางไม่เคยก้าวเข้ามาด้วยความเต็มใจ ครั้งสุดท้ายที่มาหา ท่านแม่ ด้วยรอยยิ้มอาจจะเมื่อยังอยู่ในวัยเด็ก ที่ยังไม่เข้าใจว่าความรักจากมารดาคือสิ่งที่ไม่เคยตกถึงมือของนางเลย บ่าวรับใช้เปิดม่านให้ แล้วถอยออกมาเงียบ ๆ เมื่อเห็นสีหน้าของฮูหยินยังคงนิ่งเรียบ ไป๋เยว่เดินเข้าไปอย่างสงบทุกย่างก้าวแช่มช้าแต่มั่นคง หญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่หน้ากระจกมิได้แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง บ่าวรับใช้สาวกำลังหวีผมให้นางด้วยความระมัดระวัง "เจ้ามาทำไม" เสียงเรียบเย็นเอ่ยถามไม่มีแม้แต่คำขึ้นต้น ไป๋เยว่โค้งตัวถวายคำนับอย่างเหมาะสม กล่าวเสียงอ่อนหวาน นอบน้อม "ลูกมาเยี่ยมท่านแม่เจ้าค่ะ" "เยี่ยม?" ไป๋ฮูหยินหัวเราะเบา ๆ อย่างไม่เชื่อถือ "หากเมื่อวานข้าไม่ฝันว่าฟ้าผ่าหน้าจวน ข้าคงไม่คิดว่าลูกสาวข้าจะมาเอ่ยถ้อยคำสุภาพได้ถึงเพียงนี้" ไป๋เยว่เงยหน้าขึ้นช้า ๆ แววตานิ่งไม่หวั่นไหว "ลูกคิดได้บางอย่างเจ้าค่ะ อยากขอท่านแม่ให้อภัยหากที่ผ่านมาลูกเคยดื้อรั้นหรือพูดจาไม่เหมาะสม" ไป๋ฮูหยินหันมามองเป็นครั้งแรก ดวงตาคมวาวราวคมมีดพาดผ่านใบหน้าของบุตรสาว "เหตุใดจึงเปลี่ยนไป" ไป๋เยว่ยิ้มบาง ไร้ความรู้สึกขุ่นเคืองที่เคยมีในอดีต "เพราะลูกอยากเป็นบุตรสาวที่ท่านแม่ไม่ต้องอับอายผู้อื่น" "หรือเจ้าอยากได้สิ่งใด" น้ำเสียงของนางยังคงไม่เปลี่ยน ไป๋เยว่เม้มริมฝีปากแน่น นางเคยได้ยินคำนี้มากี่ครั้งแล้วในชีวิต ทุกความหวังดีที่เคยมอบให้ เคยได้รับการตีความว่าต้องการผลตอบแทนอยู่เสมอ ความรู้สึกชาชินจาง ๆ วูบผ่านหัวใจ นางบังคับตนเองให้ระบายรอยยิ้มแม้ในใจเจ็บหนึบ ถึงนางจะทำใจเอาไว้แล้ว ทว่าเมื่อเจอสถานการณ์จริงนางกลับใจนิ่งสงบได้ไม่นาน "ไม่เจ้าค่ะ เพียงแค่อยากเป็นลูกที่ท่านแม่สามารถไว้วางใจได้" ฮูหยินจ้องมองใบหน้าบุตรสาวที่เงียบขรึมกว่าที่เคย บรรยากาศภายในเรือนตกอยู่ในความเงียบงันอึดอัด "หากเจ้าอยากทำเช่นนั้นจริงจงอย่าทำให้ข้าลำบากใจอีก" เสียงของนางเย็นเฉียบ "งานชมบุปผาเดือนหน้า เจ้าต้องไปร่วมกับข้าในนามบุตรสาวสกุลไป๋อย่าทำให้ข้าขายหน้า" ไป๋เยว่ก้มศีรษะรับคำแม้รู้ว่าการไปออกงานย่อมหมายถึง การเปิดโอกาสให้รัชทายาทได้หมายตาตามแผนของบิดา แต่ครั้งนี้นางจะไม่ใช่เด็กสาวโง่เขลาที่เคยถูกชักใยอีกต่อไป "ลูกจะไม่ทำให้ท่านแม่ลำบากใจเจ้าค่ะ" ไป๋ฮูหยินพยักหน้าเพียงเล็กน้อยก่อนหันกลับไปมองเงาตัวเองในกระจก ดวงตาของหญิงผู้นี้ยังคงมองไม่เห็นเลยว่าสายตาของบุตรสาวมิใช่ความอ่อนแออีกต่อไป แต่คือเงาเยือกเย็นของผู้ผ่านความตายมาแล้วหนึ่งครา ตั้งแต่ไป๋เยว่ถือกำเนิดขึ้นมา ในใจของไป๋ฮูหยินมีแต่ความทุกข์ท่วมท้น ความหวังที่จะได้บุตรชายไว้สืบสกุลพังทลายลงไป นางจึงไม่แยแสบุตรสาวคนโต ทิ้งขว้างนางราวกับเป็นของชิ้นหนึ่งที่ใช้งานไม่ได้ ฮูหยินคนก่อนที่ตายจากไปยังมีบุตรชายไว้เป็นตัวแทนของนาง ใต้เท้าไป๋ยังเอาใจใส่เขายู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่นางกลับมีเพียงลูกสาวถึงสองคน ไป๋เยว่กลายเป็นเด็กดื้อรั้น อวดดี ก้าวร้าวและทะนงตน ยิ่งโตเป็นสาวอุปนิสัยแย่ ๆ ของนางก็ยิ่งชัดเจน ทว่าวันนี้นางกลับพูดจาสงบเยือกเย็นทั้งที่สามวันก่อนนางยังอาละวาดทุบตีบ่าวรับใช้ที่ไม่ได้ดั่งใจ ความหวาดกลัวของผู้คนก็ยังไม่จางหาย หลังจากออกจากเรือนมารดา แสงตะวันบ่ายเริ่มคล้อยต่ำ สาดแสงสีทองผ่านซุ้มไม้เลื้อยในจวน กลิ่นยาหอมจากห้องโถงของบิดาลอยแตะปลายจมูก จวนหน้าเงียบ จวนหลังเย็น เรือนของใต้เท้าไป๋ที่เคยอบอวลด้วยอำนาจ ยามนี้กลับเงียบขรึมราวรอคลื่นพายุใหม่จะถาโถม ไป๋เยว่ยืนอยู่หน้าประตูเรือนนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย ต่างจากทุกครั้งที่เคยวิ่งเข้ามาอย่างไร้มารยาท "เรียนนายท่าน คุณหนูใหญ่มาขอพบขอรับ" เสียงบ่าวรับใช้ดังขึ้นอย่างระมัดระวัง ก่อนจะมีคำอนุญาตตามมาเบา ๆ เมื่อย่างเท้าเข้าไปในห้องโถง แผ่นหลังสูงสง่าของชายวัยกลางคนผู้สวมอาภรณ์ขุนนางผู้ทรงอำนาจยังมั่นคงไม่เปลี่ยน ใต้เงาของม่านไม้ไผ่และกลิ่นหมึกเก่าในห้องหนังสือ เป็นภาพที่คุ้นตาของ บิดาผู้ไม่เคยรักใครนอกจากอำนาจ "เจ้ามาทำไม เยว่เอ๋อร์" เสียงเรียกชื่อของนางเหมือนจะมีความอบอุ่นแฝงอยู่บ้าง หากแต่สายตานั้นยังคงประเมินเหมือนกำลังวัดค่าหมากตัวหนึ่ง ไป๋เยว่เดินเข้าไปคารวะอย่างอ่อนช้อย ก่อนกล่าวเสียงสงบ "ลูกมาเพื่อขอบพระคุณท่านพ่อเจ้าค่ะ ที่ส่งยาและผ้าไหมมาให้เมื่อลูกป่วย" ไป๋เหวินเลิกคิ้วเพียงเล็กน้อย "เจ้าพูดจานุ่มนวลขึ้นกว่าเมื่อก่อนนักหรือว่าเจ้ากำลังหวังอะไร" นางยิ้มบาง ตอบเสียงเรียบ "หากลูกเคยทำให้ท่านพ่อผิดหวัง ลูกขอชดใช้ด้วยการทำตัวเป็นประโยชน์กับจวนต่อไปเจ้าค่ะ" "งั้นหรือ เช่นอะไรบ้าง" "เช่นใช้สายตาของสตรีจับตาศัตรูในคราบพันธมิตร ในงานการชมบุปผาเดือนหน้า" ไป๋เหวินหัวเราะเบา ๆ "เจ้าเองก็รู้ว่างานนั้นคือสถานที่ของเจ้าในการเลือกคู่ เจ้าไม่ปฏิเสธแล้วหรือ" "ลูกไม่อาจขัดได้ หากนั่นคือพระบัญชาจากเบื้องบน" ไป๋เยว่หลุบตาลงเล็กน้อย "แต่หากท่านพ่ออนุญาตลูกขอจัดตำแหน่งโต๊ะนั่งของตนเองและน้องหญิงด้วยตนเอง" ไป๋เหวินนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะหรี่ตา "เพราะเหตุใด" ไป๋เยว่หัวเราะเบา ๆ เสียงแผ่ว "เพราะบางครั้งหากเราอยากให้เสือเห็นเราเป็นเพียงแมว เราต้องวางตนอยู่ห่างจากเหยื่อที่มันหมายตา มิใช่ใกล้เคียง" ไป๋เหวินมองบุตรสาวอยู่นาน ราวกับเพิ่งเห็นนางในแง่มุมใหม่ "ดี ถ้าข้าอนุญาต เจ้าจะทำให้ข้าได้เห็นหรือไม่ว่าแมวตัวนี้มีเล่ห์กลมากพอจะเอาตัวรอดในวังหลวงได้" "ลูกจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังเจ้าค่ะ" นางกล่าวเสียงเรียบ จากนั้นโค้งตัวถอยออกมา ในใจราวกับมีหมากซ้อนทับหลายชั้นกำลังเคลื่อนที่ช้า ๆ นางจะเริ่มจากตำแหน่งที่นั่งในงานเลี้ยง แล้วจึงเป็นคำพูดคำจา ในท้ายที่สุดคือการหันเหของรัชทายาทไปสนใจสิ่งอื่นแทน ก่อนหน้านี้นางดื้อรั้นไม่เชื่อฟังเพราะความเอาแต่ใจ เห็นเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งไร้ประโยชน์จึงตอบปฏิเสธไป สร้างความโกรธเคืองให้ใต้เท้าไป๋เป็นอันมาก เขาถูกราชสำนักตำหนิจนต้องอับอายกับพฤติกรรมไม่เหมาะสมของบุตรสาว เป็นเหตุให้ช่วงสองวันมานี้เขาไม่พูดกับนาง เรื่องราวในวังหลวงมีแต่ความซับซ้อนทว่าในอดีตนางก็ไม่อาจหลีกหนีไปได้ เมื่ออำนาจอยู่ในมือนางก็ใช้มันในทางที่ผิดมาโดยตลอด ครั้งนี้แตกต่างออกไปนางจะออกไปเผชิญหน้าอย่างกล้าหาญ รอบคอบ เดินตามความคิดของตนเองมิให้ผู้อื่นนำพาได้อีกไป๋เหวินพร้อมไป๋เซิ่งเหยียนกลับมาจากวังหลวงและรถม้าของไป๋หลานเยี่ยนก็ตามมาติด ๆ เขาเห็นไป๋เยว่และจิ่นเหวินเข้ามาคารวะและทำพิธียกน้ำชาหลังแต่งงาน พลันก็ทำให้ใต้เท้าไป๋มองทั้งคู่ด้วยสายตาที่อ่อนโยนลง "เจ้าจากบ้านไปนาน คงลำบากไม่น้อย วันนี้ทั้งสองคนก็ได้ครองคู่กันแล้ว พ่อขอให้เจ้ามีความสุขกับชีวิตที่เลือกประคองสติอยู่เสมอ" ไป๋เยว่เงยหน้ามองบิดาที่ยามนี้ไร้ความเย็นชาเช่นวันวาน "ลูกขอโทษที่ดื้อรั้นเจ้าค่ะ" "พ่อต่างหากที่ควรขอโทษเจ้า ถ้ามีเวลาก็กลับบ้านบ่อย ๆ นะ" ไป๋เหวินเอ่ยถ้อยคำอ่อนโยนมากกว่าเมื่อก่อน ไป๋เยว่ยิ้มให้เขากล่าวเสียงสั่นเครือ "เจ้าค่ะ หากท่านพ่อท่านแม่ พี่ใหญ่กับเยี่ยนเอ๋อร์อยากไปเที่ยวก็ไปหาข้าได้ที่หมู่บ้านท่านป้า พวกเราอยู่ที่นั่นเจ้าค่ะ แต่บ้านท่านป้าทำไว้รับรองแขก" "พี่หญิง วันหนึ่งข้าจะไปเยี่ยมท่านเจ้าค่ะ" เสียงสดใสของไป๋หลานเยี่ยนทำให้นางยิ้มกว้างขึ้น "พี่หญิงจะรอต้อนรับเจ้า" ไป๋เหวินและไป๋ฮูหยินยิ้มให้แก่กันที่บุตรสาวทั้งสองมีกิริยาน่ารัก นางยอมให้อภัยผู้อาวุโสทั้งสองแล้ว ทั้งครอบครัวได้รับประทานอาหารร่วมกัน ไป๋เยว่และจิ่นเหวินเล่าถึงชีวิตเรียบง่ายและสงบให้
ท้องฟ้าโปร่งใสในยามเช้า มวลเมฆขาวบางเบาแหวกออกเป็นช่องให้แสงแดดอุ่นๆ ส่องลงมาเหนือสวนหลังบ้าน ไป๋เยว่ยืนอยู่ริมหน้าต่างมองดูต้นเหมยที่บานสะพรั่ง ดอกสีขาวสะอาดสะท้อนแสงแดดจนชวนให้ใจหวิว ในห้วงเวลาที่ทุกสิ่งกำลังสงบลง ความสงบนี้กลับทำให้ไป๋เยว่รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งขาดหายไป เรื่องราวที่ผ่านมาเริ่มคลี่คลาย แต่อดีตยังคงไม่หายไปไหน นางและจิ่นเหวินกลับมาเยี่ยมบิดามารดาที่ตระกูลไป๋หลังการแต่งงานผ่านไป ความจริงนางไม่อยากกลับมาที่นี่แต่จิ่นเหวินให้ข้อคิดกับนางว่าหากยังมีสิ่งติดค้างอยู่ในใจก็ควรมาสะสางให้เรียบร้อย การใช้ชีวิตจึงจะสุขสงบอย่างแท้จริง ไป๋เหวินยังไม่กลับจากราชสำนักเพราะนางไม่ได้บอกล่วงหน้า มีเพียงไป๋ฮูหยินที่ยู่ในจวน พี่ชายไปกับบิดา ส่วนน้องสาวของนางไปเรียนที่สำนักศึกษาสตรีในวังหลวง "เยว่เอ๋อร์ ข้ามีเรื่องอยากพูดกับเจ้า" เสียงของมารดาดังขึ้นจากด้านหลังระหว่างที่นางรอคนรับใช้ไปแจ้งให้เข้าพบ ไป๋เยว่หันไปมองเห็นมารดาก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทางอ่อนโยน ไม่ใช่แม่ผู้หงุดหงิดที่เคยบังคับให้นางเดินตามทางที่ท่านวางไว้ แต่เป็นมารดาคนหนึ่งที่มีความอ่อนโยนในแววตา "ท่านแม่" ไป๋เยว่เอ่ยเส
หลังจากนั้นอีกหลายวันจิ่นเหวินกับไป๋เยว่และคนในบ้านได้ร่วมกันหารือจัดงานแต่งงานเล็ก ๆ ภายในครอบครัวโดยมีแขกในงานเป็นสักขีพยานเพียงห้าคน แต่ไป๋เยว่ให้เชิญคนยากจนมาร่วงานเพื่อรับแจกอาหารเป็นการบำเพ็ญบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งจิ่นเหวินก็ยินยอม "เราต้องตัดชุดใหม่เจ้าค่ะคุณหนู งานมงคลสำคัญ" ซูหลานอาสาเพราะนางมีฝีมือในการเย็บผ้า ไป๋เยว่จึงอนุญาตโดยให้หนี่เอ๋อร์คอยช่วย ช่วงเวลานี้จิ่นเหวินและไป๋เยว่จึงเก็บตัวไม่ได้พบกันจนกว่าจะถึงวันมงคล ทั้งคู่จึงยุ่งวุ่นวายกับการเตรียมตัวในส่วนของตนเองถึงจะเป็นงานเล็ก ๆ ทว่าต้องครบถ้วนตามธรรมเนียม ภายในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เงียบสงบกำลังจะมีงานแต่งงานเกิดขึ้น ผู้ปกครองชุมชนจึงเตรียมตัวนำของขวัญไปร่วมแสดงความยินดี เป็นน้ำใจและการผูกมิตรกับเพื่อนบ้านคนใหม่ งานที่ตั้งใจจัดเล็ก ๆ จึงเต็มไปด้วยมิตรภาพของชาวบ้าน "เกรงใจผู้อาวุโสแล้ว" จิ่นเหวินต้อนรับผู้ใหญ่บ้านที่เดินมาถามข่าวคราว "ไม่เป็นไร คิดเสียว่าเป็นญาติกัน หมู่บ้านของเราเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ข้าจะไม่ใส่ใจได้อย่างไร" ผู้ใหญ่บ้านมีอัธยาศัยดีจึงทำให้จิ่นเหวินไม่คิดมาก เขาได้เชิญมาร่วมงานแต่งงานรวมถึงมีโ
สายลมยามเช้าเย็นสบายตรงกันข้ามกับร่างสตรีทั้งสามคนกำลังสาละวนกับการทำขนมให้ทันออกไปขายที่ตลาด "ข้ารับรองว่าต้องขายได้แน่นอนเจ้าค่ะ กลิ่นหอมขนาดนี้" ซูหลานที่กลายมาเป็นคนของไป๋เยว่เต็มตัวเปิดฝาหม้อนึ่งขนมหม้อสุดท้ายออกพลางสูดดมกลิ่นหอมในหม้อเบา ๆ "รีบจัดขนมเถิดเดี๋ยวจะสายเสียก่อน" ไป๋เยว่และหนี่เอ๋อร์ที่กำลังเก็บของไปล้างเอ่ยเตือน จากนั้นนางทั้งสองก็มาช่วยซูหลานจัดขนมใส่ห่อไปขายที่ตลาด ซูหลานและหนี่เอ๋อร์ออกไปขายขนมที่ตลาดเป็นครั้งแรกจึงต้องไปสองคน ไป๋เยว่จึงยู่บ้านคนเดียว นางเก็บกวาดห้องครัวและออกไปซักผ้าที่ริมแม่น้ำท้ายหมู่บ้านรอทั้งสองคนกลับมา จิ่นเหวินออกมาตักน้ำที่บ่อน้ำท้ายหมู่บ้านบริเวณใกล้กับไป๋เยว่ที่ซักผ้าอยู่ มันมิใช่ความบังเอิญแต่เป็นความตั้งใจของเขา ก่อนหน้านี้สืบรู้มาแล้วว่าไป๋เยว่อยู่คนเดียวและกำลังออกมาซักผ้าเขาจึงกะเวลาพอดีแล้วถือถังน้ำออกจากบ้านมา จิ่นเหวินวางถังน้ำไว้ข้างบ่อแล้วเดินเข้าไปใกล้ไป๋เยว่ เขาหยุดยืนข้าง ๆ นางก่อนนั่งลง ไป๋เยว่หันมองตามสัญชาตญาณเมื่อนางรู้สึกว่ามีคนอยู่ใกล้ตัว "องค์ชาย เอ่อ..." นางลุกขึ้นกำลังจะย่อกายคารวะดั่งที่เคยทำ "อย่าทำเช่น
เรื่องของไป๋เยว่รบกวนจิตใจจิ่นเหวินอยู่หลายวัน นางทำเช่นนี้เขามิได้ถือโทษโกรธนางเพียงแต่เขากำลังตัดสินใจในบางเรื่องก่อน จิ่นเหวินติดราชกิจในราชสำนักนานหลายวันเขาจึงไม่ได้ไปเยี่ยมไป๋เยว่ เพียงส่งชาไปฝากนางและเขียนจดหมายถึงนางเล็กน้อย ในอดีตนางไม่เคยได้ทำความรู้จักกับองค์ชายรองผู้นี้ ชาตินี้นางได้รู้จักได้ใกล้ชิดกันบ่อยครั้งทำให้นางรับรู้ว่าคนที่หวังดีกับนางจากใจจริงยังคงมีอยู่ จิ่นเหวินคอยช่วยเหลือและปกป้องนางมาหลายครั้ง ในใจของนางก็มีความอบอุ่นเมื่อได้พบกับเขา แต่หากโชคชะตาทำให้นางและเขาไม่เป็นอย่างที่ใจคิดนางก็ยอมรับได้ เพราะมันคือหนทางที่นางเลือกแล้ว ในวันข้างหน้าเขาคงมีตำแหน่งสูงขึ้น มีสิทธิ์ครองบัลลังก์ต่อจากฮ่องเต้ แตกต่างกับนางที่เป็นเพียงหญิงชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง "คุณหนูเจ้าคะ ข้าไปเก็บลูกพลับหลังบ้านมีเยอะแยะเลยเจ้าค่ะ" หนี่เอ๋อร์วิ่งเข้ามาหานางด้วยความตื่นเต้น ไป๋เยว่หยุดความคิดแล้วหันไปดูตะกร้าลูกพลับในมือหนี่เอ๋อร์ "ดีเลย เอาไปเก็บในครัวเถิด" "เจ้าค่ะ" สตรีทั้งสามใช้ชีวิตดั่งชาวบ้านทั่วไป เสื้อผ้าอาภรณ์สวยงามของนางเก็บเอาไว้มิดชิด มีเพียงชุดทำงานธรรมดาและเรียบง่ายแทน
รถม้ารับจ้างสองคันเคลื่อนตัวออกจากเมืองหลวงมุ่งหน้าสู่เขตชานเมือง การตัดสินใจของไป๋เยว่ในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย นางรู้ดีว่าทำผิดธรรมเนียมของสตรีที่ดี ผู้อื่นอาจมองว่านางเห็นแก่ตัวที่ทอดทิ้งครอบครัว แต่นางมั่นใจว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับชีวิต "เมื่อเลือกเส้นทางใหม่ก็ต้องยอมรับสิ่งที่เสียไปเพื่อแลกกับชีวิตใหม่" นางพูดกับซูหลานและหนี่เอ๋อร์ที่ขอติดตามไปอยู่ด้วย "ว่าแต่เจ้าสองคนออกมาอยู่กับข้าเช่นนี้ จะยอมรับได้หรือค่าจ้างก็ไม่มี ทรัพย์สินเงินทองที่มีติดตัวมาก็มีไม่มาก" นางไม่อยากเห็นเด็กสาวทั้งสองคนต้องตกระกำลำบาก สำหรับไป๋เยว่ผู้เคยผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ต่อให้ต้องอยู่อย่างคนยากจนนางก็ไม่กลัว "พวกเราไม่กลัวเจ้าค่ะ เราต่างมีฝีมือ ข้ากับหนี่เอ๋อร์มีเงินก้อนหนึ่ง เอามารวมกันลงทุนก็น่าจะตั้งตัวได้เร็วขึ้น" "ใช่เจ้าค่ะคุณหนู ข้าอยากติดตามคุณหนูเรื่องลำบากข้าไม่เคยกลัว" คำพูดของสตรีทั้งคู่หนักแน่นมั่นคง ไป๋เยว่เผยรอยยิ้มออกมา นางซาบซึ้งใจที่นางเพิ่งสูญเสียคำว่าครอบครัวไปแต่กลับได้มิตรแท้กลับคืนมา "ขอบใจเจ้าทั้งสองคนมาก" รถม้าจอดที่บ้านหลังเล็ก ๆ สตรีทั้งสามจึงช่วยกันขนของ







