LOGINเสียงนกร้องยามเช้าแว่วเข้ามาเบาๆ คล้ายบทเพลงสวรรค์ที่แสนห่างไกล ลมเช้าพัดผ่านม่านบางสีขาวขลิบทองพลิ้วไหวไปตามแรงลมราวกับกำลังเริงระบำด้วยความร่าเริง หอบเอากลิ่นดอกเหมยที่เพิ่งเริ่มผลิบานเข้ามาแตะจมูก หอมอ่อน ๆ แบบที่ห่างหายไปนานนัก
ไป๋เยว่ลืมตาช้า ๆ เปลือกตาหนักอึ้งแต่หัวใจกลับเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก นางหายใจติดขัดก่อนจะยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างตกใจ หยาดเหงื่อซึมเต็มขมับ มือเรียวกำผ้าห่มแน่นราวกับยังฝันร้ายอยู่ "นี่ไม่ใช่ฝัน" นางพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงยังฟังดูล่องลอยคล้ายไม่ใช่โลกของความจริง สายตากวาดไปรอบห้องนอน เรือนสี่เหลี่ยมหลังเล็กในสวนรองของจวนสกุลไป๋ ผนังไม้ทาด้วยยางต้นสนยังใหม่ไร้รอยผุ ตู้เครื่องหอมมุมห้องยังวางขวดเครื่องประทินผิวไว้ครบชุด กระจกสีทองบนโต๊ะยังมีรอยนางขีดเล่นไว้ตอนเด็ก กลิ่นหอมของชาเขียวอ่อน ๆ ลอยมาจากด้านนอกใกล้เข้ามาทุกที ตามด้วยเสียงฝีเท้าคุ้นเคยของหญิงวัยกลางคน "คุณหนู ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ" เสียงหนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของนาง ไป๋เยว่หันมองตามเสียง ในหัวใจของนางตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก "แม่นมหวัง" ประตูไม้เปิดออก แม่นมหวังที่เคยจากไปตั้งแต่ปีที่นางอายุสิบเจ็ดปรากฏตัวขึ้นจริง ๆ ร่างอวบเล็ก ใบหน้ายิ้มแย้มแม้มีริ้วรอยประปราย เสื้อผ้าเรียบสะอาดตามแบบสตรีรับใช้ประจำตัวคนโปรด ไป๋เยว่ตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุด ดวงตาสั่นไหวราวกับพายุหมุน นางยื่นมือแตะใบหน้าของแม่นมช้า ๆ ราวกับเกรงว่าคนที่อยู่ตรงหน้าจะหายไปจากชีวิตนางอีกครั้ง "คุณหนู เป็นอะไรไปเจ้าคะ" แม่นมหวังถามเสียงแผ่ว รีบเข้ามาพยุงนางขึ้น "เมื่อคืนฝันร้ายหรือ สีหน้าท่านซีดจนข้าตกใจ" "ปีนี้ เป็นปีใด" "คุณหนู" หญิงชราเลิกคิ้วด้วยความงุนงง ไป๋เยว่เอ่ยถามอีกครั้ง มือของนางสั่นน้อย ๆ อย่างมิอาจควบคุม "ข้าถามว่า ตอนนี้เป็นปีใด" แม่นมหวังตอบคำถามอย่างสุภาพ แล้วมองใบหน้าคุณหนูด้วยความแปลกใจ นี่เป็นปีที่นางอายุครบสิบหกปี ทุกอย่างยังไม่เริ่ม ยังไม่มีการแต่งตั้งองค์รัชทายาท ขึ้นสู่ตำแหน่งเป็นทางการ บิดายังมองนางเป็นเบี้ยตัวสำคัญ และหัวใจของนางยังไม่ถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ไป๋เยว่ใจเต้นแรงอีกครั้ง ริมฝีปากแห้งผาก มือข้างหนึ่งเผลอกำชายเสื้อเอาไว้แน่น นางย้อนเวลากลับมาแล้วจริงๆ สายตาคู่เดิมที่เคยแน่วแน่และแข็งกร้าวในวาระสุดท้ายสั่นคลอนด้วยหลากอารมณ์ระคนกัน ทั้งหวาดหวั่นทั้งปลื้มปิติจนแทบจะกลั้นน้ำตาไม่อยู่ "นี่คือโอกาสสุดท้าย" เสียงแผ่วเบาที่แม่นมหวังไม่ได้ยินเอื้อนเอ่ยจากริมฝีปากบาง ราวกับกำลังสาบานต่อฟ้าดิน "สวรรค์ให้โอกาสข้า ข้าจะไม่ให้สูญเปล่า ไม่ยอมเดินซ้ำทางเดิมแม้แต่ครึ่งก้าว" สายตาของนางได้เปลี่ยนไปแล้ว จากหญิงสาวผู้งดงาม เย่อหยิ่งและขาดการไตร่ตรองในชาติก่อน กลายเป็นหญิงสาวผู้ตื่นจากฝันร้ายและถือดาบแห่งสติปัญญา ไป๋เยว่หลับตาลงชั่วครู่ สูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ลมหายใจที่มีกลิ่นชา ดอกเหมย และกลิ่นของอิสรภาพ ภายในห้องครัว เสียงเตาไฟแตกลั่นเบา ๆ ขณะที่น้ำชาอุ่นจนเดือด หยดน้ำในกาไม้ไผ่ขาวไหลลงปะทะกับถ้วยหยกอย่างแผ่วเบา กลิ่นหอมของใบชาฤดูใบไม้ผลิอบอวลทั่วห้อง ก่อนจะมีคนยกออกไป ไป๋เยว่ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนตั่งไม้หอมใต้หน้าต่าง มือจับผ้าห่มบางแน่นคล้ายต้องการยึดเหนี่ยวสติ เสียงฝีเท้าของแม่นมหวังดังเข้ามาใกล้ ก่อนวางถาดน้ำชาไว้เบื้องหน้า นางกลับออกไปเมื่อครู่แล้วเดินเข้ามาอีกรอบ "คุณหนูเจ้าคะ ท่านแน่ใจว่าไม่ป่วยหรือฝันร้ายอะไรใช่หรือไม่ ข้าจะไปตามหมอมาดูให้ดีหรือไม่เจ้าคะ" น้ำเสียงของหญิงชรานุ่มนวลแต่แฝงความห่วงใยอย่างแท้จริง ไป๋เยว่ส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนยิ้มจาง ๆ "ไม่จำเป็นหรอกแม่นม ข้าเพียงฝันเห็นเรื่องบางอย่างที่ข้าไม่อาจลืม" นางยกถ้วยชาขึ้นแนบริมฝีปาก ก่อนจิบเบา ๆ รสชาติขมอ่อนปลายลิ้นสะกิดบางอย่างในใจให้พลันนึกย้อนกลับไป ภาพในห้วงความทรงจำผุดขึ้นอย่างไม่อาจห้าม กลิ่นคาวเลือดในห้องพระชายาเอกเสียงร้องโหยหวนของสตรีที่หมดสิ้นศักดิ์ศรี คำพูดเย็นเยียบของรัชทายาทที่ก้องอยู่ในโสตประสาทของนางแจ่มชัด "คนอย่างเจ้า เป็นได้แค่หมากตัวหนึ่งเท่านั้น ไป๋เยว่" ดวงตาของนางสั่นไหวเล็กน้อยขณะคิดถึงตอนที่ตนเคยตบหน้าน้องสาวร่วมมารดาเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ และตอนที่เคยดูแคลนบ่าวไพร่ผู้ซื่อสัตย์เพียงเพราะไม่พอใจคำสั่งของมารดา ทุกเรื่องราวกลายเป็นเงาทะมึนในอดีตที่ไม่มีวันย้อนกลับมาแก้ไข แต่ตอนนี้ นางได้เริ่มต้นใหม่แล้ว "แม่นม" ไป๋เยว่วางถ้วยชา แววตากลับมาแน่วแน่อีกครั้ง "ข้าฝันไปว่า อีกสองปีข้างหน้าที่เรือนข้างของพี่ใหญ่โดนไฟไหม้" แม่นมหวังทำหน้างุนงง "คุณหนูคงคิดมากเกินไปเจ้าค่ะ" นางถามคำถามนี้ขึ้นมา "มันจะมีสิทธิ์เกิดขึ้นได้หรือไม่" แม่นมหวังส่ายหน้าพูดออกมาให้นางสบายใจ "ไม่มีเรื่องเช่นนั้นหรอกเจ้าค่ะ" ไป๋เยว่เม้มริมฝีปากแน่น นางจำได้เรื่องนั้นเกิดขึ้นตอนที่นางอายุสิบแปดปี เพลิงครั้งนั้นไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ หากแต่เป็นแผนของมารดานาง เพื่อกำจัดบุตรชายที่เป็นภรรยาเอกของบิดา "ข้าเข้าใจแล้ว" เสียงของนางเย็นลงเล็กน้อย เอ่ยขึ้นกับแม่นมหวัง "ต่อจากนี้ หากมีเรื่องใดผิดปกติ ขอให้แม่นมช่วยบอกข้าโดยไม่ต้องผ่านท่านแม่ ข้าต้องการรู้ด้วยตัวเอง" แม่นมหวังนิ่งงันไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ "เจ้าค่ะ ถึงข้าจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดคุณหนูจึงเปลี่ยนไปนักในชั่วข้ามคืน แต่หากเป็นความประสงค์ของท่าน ข้าจะยึดถือไว้เหนือสิ่งอื่นใด" ไป๋เยว่หันไปมองหญิงชราเบื้องหน้า แววตานางอ่อนลง "ข้าฝันอีกเรื่องว่าท่านตายแทนข้า ข้าไม่อาจลืมมันไปได้" นางเอ่ยออกมารู้สึกเสียใจลึก ๆ ภายในแววตายังคงหม่นเศร้า แม่นมหวังเลิกคิ้วสูง ถึงก่อนหน้านี้คุณหนูจะก้าวร้าว ดื้อรั้นและอวดดีแต่มั่นใจว่านางไม่มีความคิดเช่นนั้น "ตายแทนหรือเจ้าคะ คุณหนูหมายความว่าอย่างไร อย่าคิดมากเลยเจ้าค่ะพักผ่อนมาก ๆ เถิด" ไป๋เยว่เพียงยิ้มบาง ก่อนยกมือขึ้นแตะแขนอีกฝ่ายเบาๆ แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเป็นครั้งแรก นางตั้งปณิธานในใจว่านางไม่ใช่ไป๋เยว่ที่ใครเคยรู้จักอีกต่อไป สายลมอ่อนพัดผ่านม่านหน้าต่าง ไป๋เยว่มองออกไปด้านนอก เส้นผมยาวดำขลับของหญิงสาวสะบัดพลิ้วราวกับพัดพาอดีตที่หมองหม่นออกไป เหลือเพียงหญิงสาวผู้คืนชีพพร้อมความทรงจำและปณิธานอันแน่วแน่ไป๋เหวินพร้อมไป๋เซิ่งเหยียนกลับมาจากวังหลวงและรถม้าของไป๋หลานเยี่ยนก็ตามมาติด ๆ เขาเห็นไป๋เยว่และจิ่นเหวินเข้ามาคารวะและทำพิธียกน้ำชาหลังแต่งงาน พลันก็ทำให้ใต้เท้าไป๋มองทั้งคู่ด้วยสายตาที่อ่อนโยนลง "เจ้าจากบ้านไปนาน คงลำบากไม่น้อย วันนี้ทั้งสองคนก็ได้ครองคู่กันแล้ว พ่อขอให้เจ้ามีความสุขกับชีวิตที่เลือกประคองสติอยู่เสมอ" ไป๋เยว่เงยหน้ามองบิดาที่ยามนี้ไร้ความเย็นชาเช่นวันวาน "ลูกขอโทษที่ดื้อรั้นเจ้าค่ะ" "พ่อต่างหากที่ควรขอโทษเจ้า ถ้ามีเวลาก็กลับบ้านบ่อย ๆ นะ" ไป๋เหวินเอ่ยถ้อยคำอ่อนโยนมากกว่าเมื่อก่อน ไป๋เยว่ยิ้มให้เขากล่าวเสียงสั่นเครือ "เจ้าค่ะ หากท่านพ่อท่านแม่ พี่ใหญ่กับเยี่ยนเอ๋อร์อยากไปเที่ยวก็ไปหาข้าได้ที่หมู่บ้านท่านป้า พวกเราอยู่ที่นั่นเจ้าค่ะ แต่บ้านท่านป้าทำไว้รับรองแขก" "พี่หญิง วันหนึ่งข้าจะไปเยี่ยมท่านเจ้าค่ะ" เสียงสดใสของไป๋หลานเยี่ยนทำให้นางยิ้มกว้างขึ้น "พี่หญิงจะรอต้อนรับเจ้า" ไป๋เหวินและไป๋ฮูหยินยิ้มให้แก่กันที่บุตรสาวทั้งสองมีกิริยาน่ารัก นางยอมให้อภัยผู้อาวุโสทั้งสองแล้ว ทั้งครอบครัวได้รับประทานอาหารร่วมกัน ไป๋เยว่และจิ่นเหวินเล่าถึงชีวิตเรียบง่ายและสงบให้
ท้องฟ้าโปร่งใสในยามเช้า มวลเมฆขาวบางเบาแหวกออกเป็นช่องให้แสงแดดอุ่นๆ ส่องลงมาเหนือสวนหลังบ้าน ไป๋เยว่ยืนอยู่ริมหน้าต่างมองดูต้นเหมยที่บานสะพรั่ง ดอกสีขาวสะอาดสะท้อนแสงแดดจนชวนให้ใจหวิว ในห้วงเวลาที่ทุกสิ่งกำลังสงบลง ความสงบนี้กลับทำให้ไป๋เยว่รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งขาดหายไป เรื่องราวที่ผ่านมาเริ่มคลี่คลาย แต่อดีตยังคงไม่หายไปไหน นางและจิ่นเหวินกลับมาเยี่ยมบิดามารดาที่ตระกูลไป๋หลังการแต่งงานผ่านไป ความจริงนางไม่อยากกลับมาที่นี่แต่จิ่นเหวินให้ข้อคิดกับนางว่าหากยังมีสิ่งติดค้างอยู่ในใจก็ควรมาสะสางให้เรียบร้อย การใช้ชีวิตจึงจะสุขสงบอย่างแท้จริง ไป๋เหวินยังไม่กลับจากราชสำนักเพราะนางไม่ได้บอกล่วงหน้า มีเพียงไป๋ฮูหยินที่ยู่ในจวน พี่ชายไปกับบิดา ส่วนน้องสาวของนางไปเรียนที่สำนักศึกษาสตรีในวังหลวง "เยว่เอ๋อร์ ข้ามีเรื่องอยากพูดกับเจ้า" เสียงของมารดาดังขึ้นจากด้านหลังระหว่างที่นางรอคนรับใช้ไปแจ้งให้เข้าพบ ไป๋เยว่หันไปมองเห็นมารดาก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทางอ่อนโยน ไม่ใช่แม่ผู้หงุดหงิดที่เคยบังคับให้นางเดินตามทางที่ท่านวางไว้ แต่เป็นมารดาคนหนึ่งที่มีความอ่อนโยนในแววตา "ท่านแม่" ไป๋เยว่เอ่ยเส
หลังจากนั้นอีกหลายวันจิ่นเหวินกับไป๋เยว่และคนในบ้านได้ร่วมกันหารือจัดงานแต่งงานเล็ก ๆ ภายในครอบครัวโดยมีแขกในงานเป็นสักขีพยานเพียงห้าคน แต่ไป๋เยว่ให้เชิญคนยากจนมาร่วงานเพื่อรับแจกอาหารเป็นการบำเพ็ญบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งจิ่นเหวินก็ยินยอม "เราต้องตัดชุดใหม่เจ้าค่ะคุณหนู งานมงคลสำคัญ" ซูหลานอาสาเพราะนางมีฝีมือในการเย็บผ้า ไป๋เยว่จึงอนุญาตโดยให้หนี่เอ๋อร์คอยช่วย ช่วงเวลานี้จิ่นเหวินและไป๋เยว่จึงเก็บตัวไม่ได้พบกันจนกว่าจะถึงวันมงคล ทั้งคู่จึงยุ่งวุ่นวายกับการเตรียมตัวในส่วนของตนเองถึงจะเป็นงานเล็ก ๆ ทว่าต้องครบถ้วนตามธรรมเนียม ภายในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เงียบสงบกำลังจะมีงานแต่งงานเกิดขึ้น ผู้ปกครองชุมชนจึงเตรียมตัวนำของขวัญไปร่วมแสดงความยินดี เป็นน้ำใจและการผูกมิตรกับเพื่อนบ้านคนใหม่ งานที่ตั้งใจจัดเล็ก ๆ จึงเต็มไปด้วยมิตรภาพของชาวบ้าน "เกรงใจผู้อาวุโสแล้ว" จิ่นเหวินต้อนรับผู้ใหญ่บ้านที่เดินมาถามข่าวคราว "ไม่เป็นไร คิดเสียว่าเป็นญาติกัน หมู่บ้านของเราเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ข้าจะไม่ใส่ใจได้อย่างไร" ผู้ใหญ่บ้านมีอัธยาศัยดีจึงทำให้จิ่นเหวินไม่คิดมาก เขาได้เชิญมาร่วมงานแต่งงานรวมถึงมีโ
สายลมยามเช้าเย็นสบายตรงกันข้ามกับร่างสตรีทั้งสามคนกำลังสาละวนกับการทำขนมให้ทันออกไปขายที่ตลาด "ข้ารับรองว่าต้องขายได้แน่นอนเจ้าค่ะ กลิ่นหอมขนาดนี้" ซูหลานที่กลายมาเป็นคนของไป๋เยว่เต็มตัวเปิดฝาหม้อนึ่งขนมหม้อสุดท้ายออกพลางสูดดมกลิ่นหอมในหม้อเบา ๆ "รีบจัดขนมเถิดเดี๋ยวจะสายเสียก่อน" ไป๋เยว่และหนี่เอ๋อร์ที่กำลังเก็บของไปล้างเอ่ยเตือน จากนั้นนางทั้งสองก็มาช่วยซูหลานจัดขนมใส่ห่อไปขายที่ตลาด ซูหลานและหนี่เอ๋อร์ออกไปขายขนมที่ตลาดเป็นครั้งแรกจึงต้องไปสองคน ไป๋เยว่จึงยู่บ้านคนเดียว นางเก็บกวาดห้องครัวและออกไปซักผ้าที่ริมแม่น้ำท้ายหมู่บ้านรอทั้งสองคนกลับมา จิ่นเหวินออกมาตักน้ำที่บ่อน้ำท้ายหมู่บ้านบริเวณใกล้กับไป๋เยว่ที่ซักผ้าอยู่ มันมิใช่ความบังเอิญแต่เป็นความตั้งใจของเขา ก่อนหน้านี้สืบรู้มาแล้วว่าไป๋เยว่อยู่คนเดียวและกำลังออกมาซักผ้าเขาจึงกะเวลาพอดีแล้วถือถังน้ำออกจากบ้านมา จิ่นเหวินวางถังน้ำไว้ข้างบ่อแล้วเดินเข้าไปใกล้ไป๋เยว่ เขาหยุดยืนข้าง ๆ นางก่อนนั่งลง ไป๋เยว่หันมองตามสัญชาตญาณเมื่อนางรู้สึกว่ามีคนอยู่ใกล้ตัว "องค์ชาย เอ่อ..." นางลุกขึ้นกำลังจะย่อกายคารวะดั่งที่เคยทำ "อย่าทำเช่น
เรื่องของไป๋เยว่รบกวนจิตใจจิ่นเหวินอยู่หลายวัน นางทำเช่นนี้เขามิได้ถือโทษโกรธนางเพียงแต่เขากำลังตัดสินใจในบางเรื่องก่อน จิ่นเหวินติดราชกิจในราชสำนักนานหลายวันเขาจึงไม่ได้ไปเยี่ยมไป๋เยว่ เพียงส่งชาไปฝากนางและเขียนจดหมายถึงนางเล็กน้อย ในอดีตนางไม่เคยได้ทำความรู้จักกับองค์ชายรองผู้นี้ ชาตินี้นางได้รู้จักได้ใกล้ชิดกันบ่อยครั้งทำให้นางรับรู้ว่าคนที่หวังดีกับนางจากใจจริงยังคงมีอยู่ จิ่นเหวินคอยช่วยเหลือและปกป้องนางมาหลายครั้ง ในใจของนางก็มีความอบอุ่นเมื่อได้พบกับเขา แต่หากโชคชะตาทำให้นางและเขาไม่เป็นอย่างที่ใจคิดนางก็ยอมรับได้ เพราะมันคือหนทางที่นางเลือกแล้ว ในวันข้างหน้าเขาคงมีตำแหน่งสูงขึ้น มีสิทธิ์ครองบัลลังก์ต่อจากฮ่องเต้ แตกต่างกับนางที่เป็นเพียงหญิงชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง "คุณหนูเจ้าคะ ข้าไปเก็บลูกพลับหลังบ้านมีเยอะแยะเลยเจ้าค่ะ" หนี่เอ๋อร์วิ่งเข้ามาหานางด้วยความตื่นเต้น ไป๋เยว่หยุดความคิดแล้วหันไปดูตะกร้าลูกพลับในมือหนี่เอ๋อร์ "ดีเลย เอาไปเก็บในครัวเถิด" "เจ้าค่ะ" สตรีทั้งสามใช้ชีวิตดั่งชาวบ้านทั่วไป เสื้อผ้าอาภรณ์สวยงามของนางเก็บเอาไว้มิดชิด มีเพียงชุดทำงานธรรมดาและเรียบง่ายแทน
รถม้ารับจ้างสองคันเคลื่อนตัวออกจากเมืองหลวงมุ่งหน้าสู่เขตชานเมือง การตัดสินใจของไป๋เยว่ในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย นางรู้ดีว่าทำผิดธรรมเนียมของสตรีที่ดี ผู้อื่นอาจมองว่านางเห็นแก่ตัวที่ทอดทิ้งครอบครัว แต่นางมั่นใจว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับชีวิต "เมื่อเลือกเส้นทางใหม่ก็ต้องยอมรับสิ่งที่เสียไปเพื่อแลกกับชีวิตใหม่" นางพูดกับซูหลานและหนี่เอ๋อร์ที่ขอติดตามไปอยู่ด้วย "ว่าแต่เจ้าสองคนออกมาอยู่กับข้าเช่นนี้ จะยอมรับได้หรือค่าจ้างก็ไม่มี ทรัพย์สินเงินทองที่มีติดตัวมาก็มีไม่มาก" นางไม่อยากเห็นเด็กสาวทั้งสองคนต้องตกระกำลำบาก สำหรับไป๋เยว่ผู้เคยผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ต่อให้ต้องอยู่อย่างคนยากจนนางก็ไม่กลัว "พวกเราไม่กลัวเจ้าค่ะ เราต่างมีฝีมือ ข้ากับหนี่เอ๋อร์มีเงินก้อนหนึ่ง เอามารวมกันลงทุนก็น่าจะตั้งตัวได้เร็วขึ้น" "ใช่เจ้าค่ะคุณหนู ข้าอยากติดตามคุณหนูเรื่องลำบากข้าไม่เคยกลัว" คำพูดของสตรีทั้งคู่หนักแน่นมั่นคง ไป๋เยว่เผยรอยยิ้มออกมา นางซาบซึ้งใจที่นางเพิ่งสูญเสียคำว่าครอบครัวไปแต่กลับได้มิตรแท้กลับคืนมา "ขอบใจเจ้าทั้งสองคนมาก" รถม้าจอดที่บ้านหลังเล็ก ๆ สตรีทั้งสามจึงช่วยกันขนของ







