LOGINหวั่นถงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับบุตรชาย วันคืนผ่านไปอย่างเงียบสงบ
นางแทบไม่สนใจสิ่งใดนอกจากลมหายใจเล็ก ๆ ในอ้อมแขน
ไม่กี่วันต่อมา สารจากชายแดนก็มาถึงเรือนวารีฉาย
นามของคุณชายสาม ถูกเขียนด้วยลายมือหนักแน่น
เสิ่นรุ่ยเหิน
หวั่นถงอ่านซ้ำอีกครั้ง ริมฝีปากคลี่ยิ้มออกมา
“รุ่ยเอ๋อร์…”
เสียงนั้นแผ่วเบา อ่อนโยนราวกับกลัวจะปลุกเด็กน้อยในอ้อมแขน
นับแต่นั้น ของบำรุงและของแสดงไมตรีจากเรือนเล็กเรือนน้อยในจวนตระกูลเสิ่น ก็ถูกส่งมาไม่ขาดสาย
รังนก โสม ผ้าแพร
หวั่นถงมองดูสิ่งเหล่านั้น โดยมิได้รู้สึกยินดีนัก
กลับมีเพียงความเหนื่อยใจแผ่วลึกในอก
ตระกูลเสิ่น… มีญาติพี่น้องไม่น้อยจริง ๆ
และในจวนแห่งนี้ ทุกความเอ็นดูย่อมมาพร้อมกับสายตาจับจ้อง
ตอนนี้ รุ่ยเอ๋อร์ของนาง
นับว่าเป็นทายาทของตระกูลอย่างเต็มตัว
แม้เสิ่นเยี่ยนเหิง ยังมิได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำตระกูล
แต่ผู้ใดก็รู้ดี—เขามีสิทธิ์ก้าวขึ้นมาไม่น้อย
ดังนั้น บุตรชายคนแรกของเขา ย่อมมีความหมายมากกว่าที่เห็น
หวั่นถงก้มมองเด็กน้อยในอ้อมแขน
ปลายนิ้วลูบแก้มอุ่นนุ่มอย่างแผ่วเบา
เช่นนี้แล้ว…
หากวันหนึ่ง ฮูหยินน้อยผู้นั้นตั้งครรภ์
ตำแหน่งของรุ่ยเอ๋อร์
จะไม่ใช่เพียง “ทายาท” อีกต่อไป แต่จะกลายเป็น สิ่งกีดขวางแทน
หวั่นถงจับจ้องมองเด็กน้อยในอ้อมแขน
ใบหน้าที่หลับสนิท ลมหายใจแผ่วเบาและสม่ำเสมอ
ไร้เดียงสาจนทำให้หัวใจนางอ่อนยวบ
ปลายนิ้วลูบแก้มอุ่นนุ่มนั้นอย่างแผ่วเบา
ก่อนจะค่อย ๆ ส่งเด็กน้อยให้แม่นมหลิว
น้ำเสียงอ่อนโยน “พาเขาไปนอนเถิด ดูแลให้ดี”
แม่นมหลิวรับคำ อุ้มเด็กออกไปอย่างระมัดระวัง
เสียงฝีเท้าค่อย ๆ ห่างไป
หวั่นถงหลับตาลง ทบทวนรายชื่อในใจอย่างช้า ๆ
คนของนางในตอนนี้ มีเพียงชิงยวนกับเสี่ยวจู่
สองคนน้อยเกินไป หากจะยืนอยู่ในจวนแม่ทัพเสิ่น
หากจะเพิ่มคน นางจำเป็นต้องเพิ่มพลังเวท
นางรู้ดี—พลังเวทมิใช่สิ่งที่เร่งเร้าได้
ยิ่งรีบ ยิ่งย้อนทำร้ายตนเอง
หวั่นถงจึงค่อย ๆ วางมือบนหน้าตัก ตั้งจิตให้สงบ
ลมหายใจสม่ำเสมอ
เรือนฟู่หย่า
บ่าวในเรือนต่างทำสิ่งใดล้วนระมัดระวัง เสียงฝีเท้าเบาลง
การพูดคุยลดน้อยถ้อยคำ เพราะรู้กันดีว่าผู้เป็นนายในเรือนนี้
อารมณ์ไม่ค่อยจะดีนักในช่วงนี้
อาถาน สาวใช้ข้างกาย
ยืนอยู่ใกล้ ๆ ก่อนเอ่ยปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อน
“ฮูหยินน้อยอย่าได้กังวลไปเลยเจ้าค่ะ ถึงอย่างไรบุตรที่เกิดจากอนุจะสำคัญไปยิ่งกว่าบุตรที่เกิดจากฮูหยินเอกได้อย่างไร”
คำพูดนั้นเหมือนปลอบ แต่กลับไปกระทบใจผู้ฟังเข้าอย่างจัง
หลินจิงเจียวหัวเราะออกมาเบา ๆ คล้ายเย้ยหยันตัวเอง
“แล้วเจ้าจะให้ข้าตั้งครรภ์ได้อย่างไร”
นางเอ่ยเสียงต่ำ “ท่านรองแม่ทัพ ปีหนึ่งกลับจวนไม่กี่ครั้งและแต่ละครั้งล้วนพักอยู่เรือนอนุ”
อาถานนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวังยิ่ง “ฮูหยินน้อย…หากท่านยังทำสีหน้าเช่นนี้ คุณหนูใหญ่อาจจะน้อยใจได้นะเจ้าคะ”
หลินจิงเจียวชะงัก มือที่วางบนโต๊ะกำแน่นโดยไม่รู้ตัว
คุณหนูใหญ่—บุตรสาวเพียงคนเดียวของนาง
คือสิ่งที่ยังทำให้นางต้องรักษาท่าทีไว้
นางหลับตาลงชั่วครู่ สูดลมหายใจลึก ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง
สีหน้ากลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อยดังเดิม
ราวกับไม่มีคลื่นอารมณ์ใดเกิดขึ้นก่อนหน้า
“ข้ารู้แล้ว” หลินจิงเจียวเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าออกไปเถอะ”
อาถานโค้งกายรับคำถอยออกจากเรือนไปอย่างเงียบงัน
เหลือเพียงหลินจิงเจียว นั่งนิ่งอยู่ท่ามกลางความเงียบ
นักเขียนขอเปลี่ยนชื่อ ฮูหยินเอกของเสิ่นเยี่ยนเหิง เป็น หลินจิงเจียว นะคะ เดิมชื่อ หลิวจี้งอี๋
ตอนที่ 35 อนุห้า อนุหก หวั่นถงปรายตามองหญิงสาวทั้งสองที่ยกถาดน้ำชาเข้ามาคารวะหัวใจนางสะดุดเหตุใด…พวกนางจึงดูคล้ายตนเองถึงเพียงนี้อนุห้าชื่อ เชี่ยซูสวมอาภรณ์สีอ่อนเรียบตา ใบหน้าอ่อนหวาน ดวงตาเรียวสงบท่าทางสำรวม นิ่งเงียบให้ความรู้สึกคล้ายสตรีที่ไม่แย่งชิงส่วนอนุหกชื่อ เฉินอวี้หลันรูปโฉมอาจมิได้สะดุดตาในแรกเห็นทว่ารอยยิ้มบางที่มุมปาก และแววตาที่นิ่งลึกกลับมีเสน่ห์บางอย่างซ่อนอยู่ เป็นความอ่อนโยนที่ดูไม่อ่อนแอขณะเดียวกัน—เชี่ยซูและเฉินอวี้หลันก็ลอบมองหวั่นถงเช่นกันเมื่อเชี่ยซูและเฉินอวี้หลันคารวะเสร็จ สวี่จิ่นเหยาคลี่ยิ้มบาง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร“สองท่านงดงามนัก ฮูหยินเอกช่างเลือกคนได้เหมาะสมจริง ๆ”“ดูแล้ว… ชวนให้รู้สึกคุ้นตาอยู่ไม่น้อย”สายตานางชำเลืองไปทางหวั่นถงเพียงครู่เดียวตู้เหลียนอินยกถ้วยชาขึ้นจิบ เอ่ยเบา ๆ คล้ายพูดกับตนเอง“ในจวนนี้ หากวางตัวให้ถูกที่ ก็ย่อมอยู่อย่างสงบได้”“โดยเฉพาะ… ผู้ที่รู้ว่าควรเงียบเมื่อใด” ถ้อยคำดูอ่อนโยน หากสายตาที่ทอดไปยังหวั่นถงกลับจับจ้องอยู่ชั่วอึดใจซ่งเสวี่ยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ สุภาพสมฐานะกิริยาท่าทางสงบงดงาม ไร้
ตอนที่ 34 เปิดจิตเมื่อเหอซางได้ฟังเงื่อนไขจากปากของชิงยวน เขาก็แทบไม่เสียเวลาไตร่ตรองแม้แต่น้อย รีบพยักหน้าตกลงในทันที ดวงตาที่เคยฉายแววกะล่อนปนหวาดระแวง บัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความหวังอันแรงกล้า“ข้ายินดีทำตามทุกอย่างที่นางหญิงต้องการ! ขอเพียงได้เป็นศิษย์ และได้เรียนรู้วิชาที่แท้จริง ข้าก็พร้อมจะมอบชีวิตให้”สำหรับเหอซางแล้ว เขาหาได้รู้ซึ้งถึงตัวตนที่แท้จริงของสตรีที่อยู่หลังม่านผู้นั้นไม่ เขาไม่รู้ว่านางเป็นใคร มาจากไหน หรือมีฐานะใดในใต้หล้า เขารู้เพียงว่านางคือ “นายหญิง” ผู้มีอำนาจลึกลับและอาคมเข้มขลังอย่างที่เขาไม่เคยพบเจอมาทั้งชีวิตหัวใจของเหอซางเต้นรัวด้วยความลิงโลด ในที่สุดเขาก็จะได้หลุดพ้นจากคราบนักพรตต้มตุ๋นที่คอยหลอกลวงชาวบ้านไปวันๆ เสียทีชิงยวนยืนนิ่งสงบ ในมือถือ "ผ้ายันต์สาบานตน" ที่หวั่นถงเพิ่งปลุกเสกเสร็จสิ้น อักขระบนผ้านั้นดูราวกับมีชีวิต มันวาวโรจน์เป็นระยะคล้ายจังหวะการหายใจเหอซางคุกเข่าลงเบื้องหน้า หัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นปนยำเกรง "ข้าเหอซาง พร้อมรับพันธะสัญญาจากนายหญิงแล้วขอรับ""ดี..." ชิงยวนเอ่ยเสียงเรียบ "เมื่อเจ้าประทับรอยเลือดและกล่าวคำสาบาน ยันต์นี้จะห
ตอนที่ 33 เร่งเพิ่มคนหวั่นถงหาได้ใส่ใจเรื่องที่เสิ่นเยี่ยนเหิงจะรับอนุเพิ่มแม้แต่น้อย ในทางกลับกันนางกลับรู้สึกยินดียิ่งนัก ด้วยหวังว่าสตรีเหล่านั้นจะช่วยดึงความสนใจของเขาไปเสีย ให้เขามีเวลาแวะเวียนมาหานางน้อยลงกว่าเดิมนางอุ้มบุตรชายตัวน้อยไว้ในอ้อมอกพลางหยอกล้อด้วยแววตาอ่อนโยน “เจ้าไม่อยากให้แม่แก้แค้นหรือ...นางทำร้ายแม่ก่อน.. นางทำให้มารดาผู้ให้กำเนิดเจ้าต้องสิ้นชีพ”ทารกน้อยส่งเสียงอ้อแอ้พลางขยับตัวไปมา ราวกับจะเข้าใจภาษาและกำลังโต้ตอบกับหวั่นถงเป็นเรื่องเป็นราว นางมองภาพนั้นแล้วคลี่ยิ้มบางนางอุ้มบุตรชายตัวน้อยไว้ในอ้อมอกพลางหยอกล้อด้วยแววตาอ่อนโยน “ไม่อยากให้แม่ผูกเวรผูกกรรมเพิ่มหรือ... ได้ๆ แม่รับปากเจ้าว่าจะไม่เป็นฝ่ายตั้งแง่หาเรื่องนางก่อน แต่ถึงอย่างไรพวกเราก็ต้องเตรียมตัวป้องกันไว้ให้ดี จะประมาทเล่ห์เหลี่ยมคนพรรค์นั้นไม่ได้เด็ดขาด”หลังจากคุยกันได้ไม่กี่ประโยค ทารกน้อยก็ค่อยๆ เคลิ้มหลับไปในอ้อมแขน หวั่นถงระบายยิ้มบาง “คุยกันยังไม่ทันรู้ความ เจ้าก็หลับเสียแล้วหรือ”นางวางบุตรชายลงในเปลอย่างแผ่วเบา ไกวเปลกล่อมอยู่ครู่หนึ่งจนมั่นใจว่าเด็กน้อยหลับสนิท จึงลุกขึ้นเดินออกมาพยักหน
ตอนที่ 32 เลือกส่งๆเมื่อเสิ่นเยี่ยนเหิงก้าวเข้ามาภายในเรือน บรรยากาศดูสงบเงียบและอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของเครื่องหอมชั้นดี หลิ่วซูหยานั่งเอกเขนกอยู่บนตั่งประธานด้วยท่าทางสง่างาม แววตาที่ทอดมองบุตรชายฉายชัดถึงความอ่อนโยนและภาคภูมิใจหลินจิงเจียว นั่งอยู่ด้านข้างเยื้องลงมาเล็กน้อย นางสวมอาภรณ์สีนวลตาใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่ดูอ่อนช้อยและนิ่งสงบประหนึ่งน้ำในสระ นางเก็บงำความรู้สึกที่ว้าวุ่นไว้ภายใต้กิริยาอันไร้ที่ติประดุจภรรยาเอกผู้เพียบพร้อมหลิ่วซูหยาเมื่อเห็นหน้าบุตรชายนางก็คลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนจะกล่าวทักทาย “เยี่ยนเหิง นั่งลงก่อนเถอะ”เสิ่นเยี่ยนเหิงพยักหน้าเล็กน้อยให้หลินจิงเจียวที่ทำความคารวะอย่างนอบน้อม จากนั้นจึงหันไปทางมารดาพลางเอ่ยถาม“ท่านแม่มีธุระอันใดกับข้าหรือขอรับ”หลิ่วซูหยาส่งสัญญาณให้แม่นมเฉินคลี่ภาพวาดหญิงสาวจำนวนหนึ่งลงบนโต๊ะไม้เบื้องหน้าเขาอย่างเบามือ ภาพแต่ละภาพล้วนเป็นฝีมือช่างวาดชั้นครู บรรจงถ่ายทอดความงามของเหล่าคุณหนูจากตระกูลขุนนางที่มีรูปโฉมงดงามหมดจดและกิริยาท่าทางดูสงบเสงี่ยมนางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ที่แม่เรียกเจ้ามาวันนี้ เพราะอยากให้เจ้าล
ตอนที่ 31 ไม่ร้ายเรือนจันทร์ฉายหวั่นถงที่นั่งเอนกายอยู่บนตั่งไม้ โดยมีชิงยวนคอยนวดเฟ้นที่ขาแผ่วเบา มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ชวนให้คนมองรู้สึกหนาวสั่น นางได้รับรู้ทุกคำพูดที่เกิดขึ้นในเรือนพยาบาลผ่านสายลับของนางเรียบร้อยแล้ว“ความโกรธทำให้คนโง่ลงเสมอ...” หวั่นถงรำพึงพลางหยิบกระจกขึ้นมาดูใบหน้าซีดเซียวของตนเองอีกครั้ง “จิงเจียวกำลังจะทำลายตัวเองด้วยมือของนางเอง ยิ่งนางอาละวาด ยิ่งนางแสดงความหึงหวงหน้ามืดตามัว นายน้อยที่รักความสงบและเกลียดความวุ่นวายย่อมจะยิ่งถอยห่าง...นางกล้าทำร้ายข้า..ข้าไม่ปล่อยนางไปแน่นอน”นางหันไปหาชิงยวน “เจ้าไปกระพือข่าวในเรือนหลักเพิ่มอีกนิด บอกว่านายน้อยชมว่ายามที่ข้าป่วย ข้าดู ‘น่าทะนุถนอม’ กว่ายามปกติเสียอีก ข้าอยากเห็นว่าจิงเจียวจะแสร้งป่วยตามข้า หรือจะบุกมาบีบคอข้าให้ตายไปข้างหนึ่ง”“รับบัญชาเจ้าค่ะนายหญิง”ชิงยวนยิ้มรับด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ไม่แพ้กันเสียงร้องไห้โยเยแผ่วเบาของทารกน้อยดังขึ้นหวั่นถง ที่เมื่อครู่ยังนั่งวางหมากด้วยแววตาเย็นชาพลันเปลี่ยนสีหน้าไปในทันที นางขยับกายลุกขึ้นอย่างแช่มช้าแม้ร่างกายจะยังอ่อนแรงที่ริมหน้าต่าง แสงจันทร์รำไรส
ตอนที่ 30 รับอนุเพิ่ม ชื่อเสียงของ เหอซาง ในยามนี้ขจรขจายไปไกลยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง ไม่ว่าจะเป็นขุนนางชั้นสูง คหบดีผู้มั่งคั่ง หรือแม้แต่พ่อค้าหน้าเลือดที่เคยสบประมาทเขา ต่างก็พยายามหาหนทางเข้าพบเพื่อขอรับยันต์คุ้มภัยหรือคำชี้แนะจาก "ท่านอาจารย์" ผู้มีกายศิลาฟันแทงไม่เข้าทว่า ยิ่งโด่งดัง เหอซางกลับยิ่งเก็บตัวเงียบสงบตามคำสั่งของ นายหญิง การปฏิเสธผู้คนอย่างต่อเนื่องกลับยิ่งเป็นการสร้างรัศมีแห่งความลี้ลับให้เขาทวีคูณขึ้นไปอีก สิ่งเดียวที่เป็นความเคลื่อนไหวอย่างชัดเจนในยามนี้คือ การเริ่มวางรากฐานก่อสร้างสำนักแห่งใหม่ที่ดูโอ่อ่าและโอฬารกว่าเดิมในห้องลับหลังสำนักเดิมที่ปิดมิดชิด เหอซางจ้องมองถุงเงินตั๋วเงินและสมบัติที่วางกองอยู่เบื้องหน้าด้วยแววตาเป็นประกาย“แม่นาง ท่านบอกว่านายท่านจะสร้างสำนักให้ข้าใหม่หรือ” เหอซางถามเสียงสั่นด้วยความตื่นเต้นชิงยวน ซึ่งสวมอาภรณ์สีเข้มปกปิดทั้งใบหน้าพยักหน้าพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ถูกต้อง... นี่คือเงินที่ให้เจ้านำไปใช้ได้ และจงหาคนมีฝีมือสักหน่อยคอยคุ้มกันสำนักด้วย นายท่านไม่ต้องการให้มีแมลงหวี่แมลงวันเข้าไปรบกวนเวลาที่ท่านต้องใช้สมาธิปรุง







