LOGINหวั่นถงฟักฟื้นอยู่หลายวัน ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งป่วยต่อแล้ว นางลุกขึ้นอุ้มบุตรไว้แนบอกทอดมองใบหน้าเล็ก ๆ อย่างรักใคร่
จากนั้นจึงส่งเด็กน้อยให้แม่นมหลิว กล่าวเพียงสั้น ๆ
“ฝากแม่นมหลิวด้วย”
แม่นมหลิวรับคำ อุ้มเด็กออกไปอย่างระมัดระวัง แม่นมหลิวออกไปแล้ว เหลือเพียงหวั่นถงกับชิงยวน
ในขณะที่ชิงยวนกำลังเก็บอาภรณ์ หวั่นถึงจับจ้องครู่หนึ่ง ริมฝีปากสีซีดขยับ เสียงนั้นเบาจนแทบเป็นเพียงลมหายใจ
ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เจ้าเป็นคนของผู้ใด”
ชิงยวนชะงัก ปลายนิ้วที่จับผ้าแข็งค้างแววตาเลือนลอย
“บ่าว…บ่าวเป็นคนของฮูหยินน้อยเจ้าค่ะ”
“แล้วที่นี่ยังมีคนของฮูหยินน้อยอีกหรือไม่”
ชิงยวนส่ายหน้าเบา ๆ “บ่าวเองก็ไม่แน่ใจเจ้าค่ะ”
หวั่นถึงจะเอ่ยต่อ “ต่อไปนี้ เจ้าเป็นคนของข้า...ทำทุกอย่างเป็นปกติทว่าสิ่งใดที่จะบอกต่อฮูหยินน้อย...ต้องบอกข้าเสียก่อน”
“บ่าวทราบแล้ว”
ในเรือนนี้นอกจากจะมีชิงยวน แล้วยังมีบ่าวอีกคนคือเสี่ยวจู่ที่ทำงานจิปาหวั่นถงจึงเอ่ยบอก “เจ้าไปตามเสี่ยวจู่เข้ามา”
“เจ้าค่ะ”
เสี่ยวจู่ก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสำรวม
หวั่นถงเพียงถามไถ่ไม่กี่ประโยค
ก็รู้ได้ทันที—เสี่ยวจู่เป็นคนของฮูหยินใหญ่ หลิ่วซูหยา
แต่หากไม่ใช่เรื่องสำคัญ นางจะไม่รายงานขึ้นไป
คำตอบนั้นเพียงพอแล้ว
นางมิได้ซักต่อเพียงสั่งงานตามปกติ ให้ทั้งชิงยวนและเสี่ยวจู่ออกไปทำหน้าที่ของตน
หวั่นถงจึงเอนกายพิงหมอน ถอนหายใจแผ่วเบา
อย่างน้อยในตอนนี้ เรือนแห่งนี้ยังนับว่าปลอดภัย
การอยู่อย่างปลอดภัย มิใช่เรื่องยากอีกต่อไป
แต่การก้าวขึ้นไปมีอำนาจ—กลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
รุ่งเช้า
หวั่นถงออกจากเรือนวารีฉาย เดินทอดน่องไปตามทางกรวดในสวนด้านหน้า อากาศยามเช้าเย็นสบาย กลิ่นดอกไม้เจือไอหมอกบาง ๆ
ไม่ไกลนักนางก็พบกับสตรีผู้หนึ่งที่กำลังเดินกลับจากทางเรือนใหญ่
อนุสาม ตู้เหลียนอิน รูปโฉมงดงามบอบบางเรือนกายอรชร ท่าทีสุภาพเรียบร้อย ดูแล้วน่าทะนุถนอมยิ่ง
หวั่นถงชะลอฝีเท้า ย่อกายคารวะอย่างเหมาะสม
“อนุสาม”
ตู้เหลียนอินมองมา แววตาฉายประกายประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มอ่อน “อนุสี่…”
นางเอ่ยเสียงนุ่ม “หลายวันก่อน ข้าได้ยินว่าเจ้าตกเลือดหนัก ตกใจยิ่งนัก แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปเยี่ยมเยือนเกรงจะยิ่งทำให้เรือนวุ่นวาย”
ถ้อยคำนั้นสุภาพ ไม่มีรอยเสียดสีอย่างน้อยก็ฟังดูเป็นเช่นนั้น
สายตาของตู้เหลียนอินเลื่อนไปทั่วร่างหวั่นถงอย่างไม่ปิดบัง ตั้งแต่สีหน้าที่ดูสดใส ไปจนถึงกิริยาที่มั่นคงกว่าคนเพิ่งฟื้นจากอาการหนัก
“ทว่า...ดูสีหน้าเจ้าวันนี้”นางเอ่ยต่อ น้ำเสียงแฝงความแปลกใจ
“ไม่น่าเชื่อว่าจะเคยเจ็บหนักถึงเพียงนั้น”
หวั่นถงยิ้มบาง “โชคดีที่หมอมาถึงทันเวลาอีกทั้งได้บำรุงต่อเนื่อง จึงฟื้นตัวได้เร็วเจ้าค่ะ ทำให้อนุสามเป็นห่วงแล้ว”
คำตอบนั้นเรียบ วางตัวพอดี
ตู้เหลียนอินพยักหน้าเบา ๆ รอยยิ้มยังคงอ่อนโยนดังเดิม
พวกนางอยู่เรือนเดียวกัน แต่คนละปีก เดิมทีก็แทบไม่ได้ไปมาหาสู่ การพูดคุยกันเพียงไม่กี่ประโยคเช่นนี้ นับว่ามากพอแล้ว
ตู้เหลียนอินผงกศีรษะเล็กน้อย ท่าทีสุภาพเรียบร้อย ก่อนจะหันกายเดินจากไปตามทางสวนไม่หันกลับมาอีก
หวั่นถงยืนนิ่ง มองแผ่นหลังบอบบางนั้น ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา “ชิงยวน เจ้าพอรู้หรือไม่ว่าอนุสามผู้นี้ มีผู้ใดหนุนหลังหรือไม่”
ชิงยวนส่ายหน้า สีหน้าครุ่นคิด “บ่าวเองก็ไม่แน่ใจเจ้าค่ะ…แต่ที่บ่าวพอทราบ คงเป็นเรื่องที่คุณชายรองไม่อนุญาตให้นางตั้งครรภ์”
หวั่นถงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายแสงวูบหนึ่ง
“เช่นนั้นหรือ…”
นางนิ่งคิดเพียงครู่ ก่อนเอ่ยสั่งอย่างไม่เร่งร้อน “เจ้าค่อย ๆ สืบมาล่ะกัน อย่าให้เอกเกริกและอย่าให้ผู้ใดรู้ตัว”
ชิงยวนพยักหน้ารับทันที “เจ้าค่ะ”
หวั่นถงก้าวเดินช้า ๆ ไปตามทางเดิม สีหน้าสงบดังผิวน้ำไร้คลื่น หากได้อยู่ตามลำพังกับตู้เหลียนอิน นางอาจใช้คาถาสอบถามให้รู้ความจริงได้ไม่ยาก
ทว่า…การใช้คาถาย่อมมีข้อจำกัดหากฝืนเกินกำลังแม้แต่ชิงยวนหรือเสี่ยวจู่ ก็อาจหลุดพ้นจากการควบคุมโดยไม่รู้ตัว
หวั่นถงจึงเลือกจะรอ ในจวนแม่ทัพเสิ่น
บางครั้ง การไม่ลงมือ
กลับเป็นการเดินหมากที่ปลอดภัยที่สุด
และนางมีเวลา มากพอจะรอจังหวะนั้น
ตอนที่ 28 เพิ่มพลัง เหอซางแทบจะล้มพับลงกับอาสนะทันทีที่ลับตาคน ท่าทางที่เคยดูสง่างามประดุจเทพเซียนหายวับไปในพริบตา เขารีบคลำคอและบ่าของตัวเองด้วยความหวาดเสียว“ลูกพ่อ! เจ้าเห็นไหม ดาบฟันข้าไม่เข้าจริงๆ!” เขาหันไปบอกเหอฉีด้วยเสียงกระซิบที่สั่นพร่า “นายท่านผู้นั้นเป็นใครกันแน่ ยาที่นาง... เอ๊ย ยาที่ท่านให้ข้าดื่ม มันช่างวิเศษนัก!”“พะ...พวกนั่นกลับไปหมดแล้วไม่ใช่หรือ?” เหอซางกระซิบถามพลางกวาดสายตาเลิ่กลั่ก“พวกเขาอาจจะกลับมาอีกครั้ง” ชิงยวนเอ่ยย้ำด้วยน้ำเสียงที่ทำให้นักพรตเฒ่าขนหัวลุก “และคราวนี้อาจไม่ใช่แค่องครักษ์ แต่จะเป็นพยัคฆ์ร้ายอย่างเสิ่นเยี่ยนเหิงที่ควบม้ามาปลิดชีพเจ้าด้วยมือของเขาเอง”เหอซางหน้าซีดเผือดจนกลายเป็นสีเทาขี้เถ้า มือไม้สั่นเทาจนแทบประคองใจไม่อยู่ “เสิ่นเยี่ยนเหิง... แม่ทัพผู้นั้นน่ะหรือ? แล้วข้าต้องทำอย่างไรต่อ? หากเขาใช้ดาบอาคมหรือมีวิธีทำลายตบะข้า ข้ามิหัวขาดรึ!”เงาวูบหนึ่งเคลื่อนที่ผ่านหน้าเขา ก่อนที่แผ่นยันต์สีเลือดนกที่ดูเก่าขลังและมีรังสีอำนาจเข้มข้นจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนโต๊ะเบื้องหน้า ชิงยวนมอบยันต์แผ่นนั้นให้เหอซางพลางสำทับด้วยถ้อยคำเด็ดขาด“ยันต์
ตอนที่ 27 แสดงงิ้วภายในห้องโถงเก่าของสำนักพรตที่อบอวลไปด้วยกลิ่นธูปและแสงเทียนสลัว เหอซาง นั่งขัดสมาธิอยู่บนอาสนะ ดวงตาหลับพริ้มทันใดนั้น กระแสลมที่นิ่งสนิทกลับวูบไหวผ่านใบหู ความเย็นยะเยือกแล่นวูบขึ้นมาจนขนลุกซู่ ทว่ากลับไม่มีเสียงฝีเท้าหรือเงาใดๆ ปรากฏให้เห็น“นั่งนิ่งไว้... อย่าขยับดวงตา”เสียงกระซิบที่คุ้นเคยของ ชิงยวน ดังขึ้นข้างหูเหอซาง แต่นางไม่ได้ปรากฏตัวให้เห็น กายของนางหลอมรวมไปกับความมืดประดุจพรายเงา แม้แต่ยอดฝีมือที่แอบซุ่มอยู่บนหลังคาก็ไม่อาจจับสัมผัสของนางได้“แม่นางส่งเจ้ามามีธุระอันใดหรือ?”เหอซางกระซิบตอบพึมพำคล้ายคนกำลังสวดมนต์“ยามนี้ชื่อเสียงของท่านขจรขจายไปไกล เหล่าทหารเริ่มเลื่อมใสจนถึงขั้นแย่งชิงยันต์กันด้วยเงินตรา”เสียงของชิงยวนยังคงราบเรียบดุจสายลม “คนของผู้มีอำนาจจะเข้ามาหาท่าน พวกเขาไม่ได้จะทำร้ายท่านในทันที ทว่าต้องการตรวจสอบว่าท่านเป็น ‘ของจริง’ หรือไม่”เหอซางใจสั่น “แล้วข้าควรทำอย่างไร? ข้าหาได้มีอาคมติดตัวไม่ หากพวกเขาจับได้ข้ามิหัวขาดหรือ!”“สักพักข้าจะจ้างองครักษ์เงามาคุ้มกันเจ้า”ชิงยวนเอ่ยต่อ “เรื่องนี้เจ้ารู้ดีว่าพวกเขาเพียงแค่อยากจะตรวจสอบ หากพ
ตอนที่ 26 ยันต์คุ้มภัย ท่ามกลางความเงียบสงัดของค่ายทหารชั่วคราวบริเวณเชิงเขา แสงไฟจากกองฟืนวูบไหวสะท้อนเงาของเหล่าทหารที่เพิ่งเสร็จสิ้นจากการลาดตระเวนรอบค่ำ แทนที่จะพักผ่อนหลับนอน ทหารกลุ่มหนึ่งกลับล้อมวงกระซิบกระซาบกันด้วยท่าทางลับลมคมใน“พวกเจ้าดูนี่...” ทหารร่างผอมคนหนึ่งล้วงมือเข้าไปในเกราะอก หยิบแผ่นผ้าไหมสีหม่นขนาดเท่าฝ่ามือออกมาวางกลางวง แสงไฟสลัวเผยให้เห็นรอยหมึกสีแดงคล้ำที่จารึกอักขระแปลกตา “วันนี้ตอนที่พวกโจรป่าซุ่มยิงธนูลงมาจากหน้าผา ข้าสาบานได้ว่าลูกธนูดอกนั้นพุ่งตรงมาที่คอข้าอยู่แล้ว แต่มันกลับหักเหทิศทางไปเฉยๆ ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาปัดออก!”“ข้าก็เห็น!” ทหารอีกคนเสริมพลางลูบแขนตัวเองที่ยังสั่นน้อยๆ “ยันต์จาก ท่านนักพรต ผู้นี้ศักดิ์สิทธิ์นัก ข้าพกไว้แล้วรู้สึกอุ่นไปทั้งอก แรงปะทะจากดาบของพวกโจรแทบไม่ระคายผิวข้าเลย”นายทหารอีกคนหนึ่งซึ่งไม่มีโอกาสได้ไปพบเหอซางในวันนั้น นั่งฟังด้วยตาเป็นประกายจดจ้องแผ่นผ้าไหมนั้นราวกับจะกลืนกิน เขาขยับเข้าไปใกล้พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า“ข้าขอซื้อต่อจากเจ้าได้หรือไม่... ข้าให้เจ้าสิบตำลึง!”คำว่า ‘สิบตำลึง’ ทำให้วงสนทนาเงีย
ตอนที่ 25 จับได้แล้ว หลังจากการกลับมาถึงเมืองหลวงได้เพียงไม่กี่วัน และผ่านพ้นค่ำคืนที่แสนสับสนในเรือนหยางซู เสิ่นเยี่ยนเหิง พยายามสลัดภาพเรือนร่างและรสสัมผัสที่ตราตรึงนั้นออกจากห้วงความคิด เขาบอกกับตัวเองอย่างเย็นชาว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความพลั้งเผลอชั่ววูบจากการที่เขาห่างหายจากสัมผัสของสตรีมานาน ประกอบกับฤทธิ์สุราที่เผาผลาญสติสัมปชัญญะจนทำให้เขาหลงใหลไปกับจริตยั่วยวนที่เปลี่ยนไปของกู้หวั่นถงเพียงเท่านั้นทว่าในใจลึกๆ เขากลับรู้ดีว่า... ไม่เคยมีสตรีนางใด แม้แต่อิสตรีที่เจนจัดในหอคณิกา หรืออนุคนอื่นๆ ในจวน จะสามารถสั่นคลอนจิตใจของเขาได้รุนแรงถึงเพียงนี้ทว่าพวกนางก็คืออนุในเรือนของเขาลุ่มหลงบ้างจะเป็นไรไปเสิ่นเยี่ยนเหิงเค่นยิ้มเย็นที่มุมปาก พยายามปัดความว้าวุ่นทิ้งไปอย่างไร้เยื่อใย“ทว่าพวกนางก็คืออนุในเรือนของข้า ลุ่มหลงบ้างจะเป็นไรไป”เขาปลอบใจตัวเองด้วยเหตุผลของบุรุษผู้ถือครองอำนาจเหนือกว่า สำหรับเขาสตรีในเรือนหลังก็เปรียบเสมือนดอกไม้ที่ปลูกไว้เพื่อความรื่นรมย์ หากวันหนึ่งเขาจะเกิดถูกใจบุปผาดอกที่เคยถูกละเลยขึ้นมาเป็นพิเศษ ก็หาใช่เรื่องคอขาดบาดตายหรืออ่อนแอแต่อย่า
ตอนที่ 24 พรายเงา ภายในเรือนจันทร์ฉายที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงน้ำชาที่ถูกรินลงถ้วยสลับกับเสียงกระซิบรายงานของ ชิงยวน ที่บัดนี้กลายเป็นมือขวาผู้ภักดีที่สุดของหวั่นถงไปเสียแล้ว“เหอซางและลูกชายกำลังตื่นตระหนกเจ้าค่ะ พวกเขาเห็นอานุภาพยันต์ของท่านด้วยตาตนเองจนเริ่มกลัวว่าท่านจะไม่กลับไปหา ส่วนเงินที่ได้มาจากพวกทหารนั้นนับว่าจำนวนไม่น้อย...”ชิงยวนรายงานพลางขยับเข้าไปใกล้อีกนิด “ส่วนที่หอฝูหรง ฝู่ผิงนางแทบจะกราบกรานเครื่องหอมของท่าน ลูกค้าชายมากหน้าหลายตาต่างลุ่มหลงจนนางทำเงินได้มหาศาลกว่าที่เคยเป็นเจ้าค่ะ”หวั่นถงที่เอนกายพิงพนักเก้าอี้ไม้แกะสลักคลี่ยิ้มจางๆ ดวงตาหงส์ทอประกายพึงพอใจ“เงินที่พวกเรามีตอนนี้ พอจะเพิ่มคนได้หรือไม่” นางถามพลางเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบาๆชิงยวนมีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ “ยังไม่มากพอเจ้าค่ะ หากจะซื้อตัวคนในจวนหรือจ้างคนมีฝีมือจากภายนอกมาเป็นหูเป็นตาให้รัดกุมกว่านี้ เรายังต้องการเงินหมุนเวียนที่นิ่งกว่าเดิม อีกทั้งของที่เราปล่อยไปยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเจ้าค่ะ”หวั่นถงพยักหน้าเข้าใจอย่างไม่เร่งร้อน “เอาเถอะ... เงินทองเป็นเรื่องรอง แต่ความสามารถของเจ้า
ตอนที่ 23 ประวิงเวลา ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงัดของสำนักพรตหลังเก่า เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มบุรุษดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของทหารกลุ่มเดิมที่เคยได้รับยันต์ไป สีหน้าของพวกเขาบัดนี้หาได้มีความเคร่งเครียดเช่นวันวาน ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นและศรัทธาจนปิดไม่มิด“ท่านนักพรต! ท่านนักพรตอยู่หรือไม่!” เสียงเรียกนั้นเต็มไปด้วยความนอบน้อมและมีความหวังเหอซาง ค่อยๆ ก้าวออกมาจากหลังม่านควันธูปด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง วางมาดผู้ทรงศีลที่ตัดขาดจากทางโลก แววตาคมปลาบแอบประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว“พวกท่านเองหรือ... มีธุระอันใด?”“ยันต์ของท่าน... มันคือของจริงขอรับ!” นายทหารหัวหน้ากลุ่มละล่ำละลักบอกพลางก้มคำนับ“ท่านนักพรตขอรับ วันก่อนพวกข้าออกไปปราบโจรป่า ลูกธนูพุ่งตรงมาที่อกข้าในระยะประชิด แต่น่าอัศจรรย์นักที่มันกลับแฉลบออกไปราวกับมีกำแพงล่องหนกั้นไว้! พี่น้องทหารคนอื่นๆ ที่ได้รับยันต์ไปต่างก็รอดตายมาได้เพราะอาคมของท่าน พวกข้าจึงอยากมาขอยันต์เพิ่มอีกสักหลายชิ้น จะเอาไปให้พี่น้องทหารในกองพันเดียวกันขอรับ!”ทหารผู้นั้นไม่ได้พูดถึงคนที่ไม่มียันต์คุ้มกายต่างบาดเจ็ดล้มตายหลายคน เหอซางนิ่งอั้







