เข้าสู่ระบบหวั่นถงพักฟื้นอยู่หลายวันจนไอแห่งไสยเวทแทรกซึมสมานร่างกายจนเข้าที่ เมื่อความเจ็บปวดจางหาย นางก็ไม่คิดจะแสร้งนอนซมเป็นผักต้มให้เสียเวลา หญิงสาวลุกขึ้นยืนบิดกายไล่ความเมื่อยขบ ท่วงท่ากระฉับกระเฉงผิดกับสตรีที่เพิ่งผ่านความเป็นความตายมาหมาด ๆ
เมื่อไร้ความเจ็บปวดที่คอยเหนี่ยวรั้ง ใจของนางก็คล้ายจะโบยบินตามไปด้วย ความรู้สึกหนักอึ้งที่เคยแบกไว้ในวันที่ลมหายใจรวยรินถูกแทนที่ด้วยความสดใสประหลาด ราวกับดอกไม้ที่เหี่ยวเฉาได้รับน้ำค้างยามเช้าจนชูคอขึ้นอีกครั้ง
นางอุ้มบุตรชายไว้แนบอก ทอดมองใบหน้าเล็ก ๆ ที่กำลังหลับปุ๋ยอย่างรักใคร่พลางสูดกลิ่นแป้งเด็กจาง ๆ เข้าปอดด้วยความชื่นใจ นางหอมแก้มเด็กน้อยฟอดใหญ่หนึ่งที ก่อนจะส่งคืนให้แม่นมหลิวที่ยืนรออยู่ด้วยรอยยิ้ม
“ฝากแม่นมหลิวด้วยนะ”
แม่นมหลิวรับคำอย่างกระตือรือร้น อุ้มคุณชายสามออกไปราวกับอุ้มทองคำล้ำค่า เมื่อบานประตูเปิดออก ความเงียบก็กลับมาปกคลุมอีกครั้ง หวั่นถงปรายตามองชิงยวนที่กำลังพับผ้าอยู่มุมห้อง ริมฝีปากสีระเรื่อคลี่รอยยิ้มบาง... รอยยิ้มแฝงความหมายบางอย่างที่ชวนให้คนมองรู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
“เจ้าเป็นคนของผู้ใด?” เสียงนั้นราบเรียบ ทว่ากลับมีพลังบางอย่างกดทับจนอากาศรอบตัวคล้ายจะหยุดหมุน
ชิงยวนชะงักกึก ปลายนิ้วที่จับผ้าแข็งค้าง แววตาเริ่มเลื่อนลอยด้วยฤทธิ์คาถาสะกดใจเพียงเบาบางที่หวั่นถงพ่นใส่ไปพร้อมคำพูด “บ่าว... บ่าวเป็นคนของฮูหยินน้อยเจ้าค่ะ”
“หึ... แล้วที่นี่ยังมีมดมีแมลงของฮูหยินน้อยอีกหรือไม่?” หวั่นถงถามพลางหยิบกระจกขึ้นมาส่องสำรวจความงามของตนเองอย่างอารมณ์ดี เมื่อใจมันฟู ร่างกายก็ดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลขึ้นมาทันตาเห็น
ชิงยวนส่ายหน้าช้า ๆ “บ่าวเองก็ไม่แน่ใจเจ้าค่ะ”
“เอาเถอะ ต่อไปนี้เจ้าเปลี่ยนเจ้านายใหม่เสีย... เป็นคนของข้า ทำทุกอย่างให้เป็นปกติเหมือนเดิม ทว่าสิ่งใดที่จะคาบข่าวไปบอกฮูหยินน้อย ต้องมาผ่านหูผ่านตาข้าเสียก่อน เข้าใจไหม?”
“บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ”
นอกจากชิงยวนแล้ว ในเรือนยังมีเสี่ยวจู่บ่าวจิปาถะอีกคน หวั่นถงเรียกนางเข้ามาหยั่งเชิงเพียงไม่กี่คำก็รู้ซึ้งถึงไส้ถึงพุง... เสี่ยวจู่คือคนของฮูหยินใหญ่หลิ่วซูหยา ทว่าเป็นพวกประเภท ‘รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี’ ตราบใดที่ไม่มีเรื่องฟ้าถล่มดินทลาย นางก็เลือกจะปิดปากเงียบเพื่อความสงบสุข
หวั่นถงเอนกายพิงหมอนพลางหมุนปอยผมเล่นอย่างผ่อนคลาย เรือนนี้ก็นับว่าอยู่อย่างปลอดภัยได้ ทว่าการจะก้าวขึ้นไปนั่งเหนือหัวพวกที่เคยคิดจะฆ่านางนี่สิ... น่าสนุกกว่าเยอะ!
รุ่งเช้า
หวั่นถงตัดสินใจออกไปรับลมชมวิวหน้าเรือนเสียหน่อย นางเดินทอดน่องชมสวน แสงแดดอุ่น ๆ และกลิ่นดอกไม้ทำให้จิตใจเบิกบานขึ้นจนอยากจะร้องเพลงออกมา สองขาที่เคยก้าวไม่ออกบัดนี้กลับมามั่นคงและเบาสบายอย่างที่ไม่ได้สัมผัสมานาน
ทว่าเดินไปได้ไม่เท่าไหร่ นางก็พบกับสตรีผู้หนึ่งที่กำลังเดินนวยนาดกลับมาจากเรือนใหญ่ อนุสาม ตู้เหลียนอิน ผู้มีรูปโฉมบอบบางราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ ท่าทางสุภาพเรียบร้อยจนน่าทะนุถนอม หวั่นถงชะลอฝีเท้าลงแล้วย่อกายคารวะตามมารยาท
“อนุสาม”
ตู้เหลียนอินชะงัก แววตาประหลาดใจวูบขึ้นมาครู่หนึ่ง ก่อนจะปั้นยิ้มหวานหยด “อนุสี่...” นางเอ่ยเสียงนุ่มละมุน “หลายวันก่อนได้ยินว่าเจ้าตกเลือดหนัก ข้าตกใจจนแทบทำอะไรไม่ถูก แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปเยี่ยม กลัวจะไปทำให้เรือนของเจ้าวุ่นวายเสียเปล่า”
ปากพูดจาปราศรัย แต่สายตาของตู้เหลียนอินกลับสำรวจหวั่นถงตั้งแต่หัวจรดเท้า เห็นสีหน้าที่ดูสดใส เปล่งปลั่ง และกิริยาที่ดูมั่นคงผิดกับคนเพิ่งรอดตายมาหมาด ๆ นางก็อดแปลกใจไม่ได้ “ทว่า... ดูสีหน้าเจ้าวันนี้ ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าจะเคยเจ็บหนักถึงเพียงนั้น”
หวั่นถงยิ้มตอบด้วยแววตาพราวระยับ “อาจเพราะข้าวาสนาดีมั้งเจ้าคะ หมอเก่ง ยาดี ซ้ำยังมีลูกชายมาคอยให้กำลังใจ ร่างกายเลยฟื้นเร็วผิดคาด... ทำให้อนุสามต้องเป็นห่วงเสียแล้ว”
ตู้เหลียนอินพยักหน้ายิ้ม ๆ แม้จะอยู่เรือนเดียวกันแต่ต่างปีกและต่างใจ เมื่อประลองฝีปากกันพอหอมปากหอมคอ นางก็ขอตัวเดินจากไปอย่างสำรวม
หวั่นถงยืนมองแผ่นหลังบางนั้นพลางเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “ชิงยวน เจ้าพอรู้ไหมว่าอนุสามผู้นี้มีผู้ใดหนุนหลังบ้าง?”
ชิงยวนขมวดคิ้วครุ่นคิด “บ่าวไม่แน่ใจเจ้าค่ะ... แต่ที่บ่าวพอทราบ คุณชายรองไม่ยอมให้นางตั้งครรภ์เจ้าค่ะ”
“โอ้?” หวั่นถงอุทาน แววตาสนุกสนานเริ่มฉายชัด “สามีไม่ให้มีลูกงั้นหรือ... เรื่องนี้น่าสนใจนัก”
นางนิ่งคิดอยู่ครู่เดียวก็สั่งการอย่างไม่เร่งร้อน “ไปสืบมาแบบเงียบ ๆ อย่าให้เอิกเกริก ข้าอยากรู้ว่าภายใต้ท่าทางเรียบร้อยปานผ้าพับไว้นั่น มีความลับอะไรซ่อนอยู่กันแน่”
หวั่นถงเดินกลับเรือนด้วยท่าทีผ่อนคลาย เมื่อกายหาย ใจก็เป็นอิสระ ในจวนแม่ทัพที่เต็มไปด้วยเสือสิงกระทิงแรดเช่นนี้ การนั่งสวย ๆ แล้วรอจังหวะให้คนพวกนี้เผยจุดอ่อนออกมาเอง... คือรสชาติชีวิตที่นางกำลังเริ่มหลงรักเสียแล้ว
“รอดูเถอะ... กระดานหมากนี้ ใครจะล้มก่อนกัน”
ตอนที่ 73 ไม่รั้งเสิ่นฮูหยินกำลังประคองชามยาอุ่น ๆ ให้มารดาสามี ทว่าคิ้วของนางกลับขมวดมุ่นเมื่อได้รับฟังรายงานจากบ่าวรับใช้เรื่องการมาเยือนของคนจากตระกูลหลินฮูหยินผู้เฒ่าที่แม้จะชราภาพและร่างกายทรุดโทรมลงไปบ้าง ทว่าดวงตายังคงแฝงไว้ด้วยความเฉลียวฉลาด นางวางจอกชาลงช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า“คนเราหากใจเขาไม่อยู่แล้ว... รั้งไปก็ไร้ประโยชน์”ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ย พลางปรายตาไปเหลนสาวตัวน้อยที่อยู่กับสาวใช้ไม่ไกล “ทว่าหรูเล่อเล่า เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไร? นางคือเลือดเนื้อเชื้อไขตระกูลเสิ่น จะให้ตามมารดาไป หรือจะให้เติบโตที่นี่อย่างยากลำบาก”เสิ่นฮูหยินถอนหายใจยาว ความหนักใจฉายชัดบนใบหน้า “ตระกูลหลินเลือกมาในช่วงเวลาที่เยี่ยนเหิงไม่อยู่เช่นนี้ นับว่าจงใจให้พวกเราตัดสินใจลำบากนักเจ้าค่ะ หากเยี่ยนเหิงอยู่ที่นี่ เขาคงไม่ยอมให้ใครมาพรากบุตรสาวไปแน่ ทว่าข้าเกรงว่านางจะพาเล่อเอ๋อร์ไปด้วย”เสิ่นฮูหยินทอดสายตามองตามแผ่นหลังเล็กๆ ของหลานสาวที่เดินตามสาวใช้ไปหาผู้เป็นมารดา“เล่อเอ๋อร์อายุไม่น้อยแล้ว... ยามนี้นางเริ่มรู้ความ หากให้นางเป็นผู้ตัดสินใจเลือกทางเดินของตนเองย่อมเป็นเรื่องที่เหมาะสมท
ตอนที่ 72 หากเลือกได้ข่าวคราวเรื่องการตั้งสำนักคุ้มภัยของเสิ่นเยี่ยนเหิงเป็นหัวข้อหลักในเมืองหลวงเหล่าขุนนางต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความประหลาดใจ บ้างก็ชื่นชมในความแกร่งกร้าว บ้างก็เย้ยหยันว่าเป็นแม่ทัพตกอับจนต้องมาขายแรงงานยิ่งได้ยินว่าสตรีในตระกูลเสิ่นแม้แต่สะใภ้และอนุต่างก็ต้องมานั่งเคี่ยวชาด ปักผ้า และทำเครื่องประทินโฉมเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง เสียงค่อนแคะก็ยิ่งดังหนาหูเสียงนินทาเหล่านั้นบาดลึกเข้าไปในศักดิ์ศรีของตระกูลหลิน ผู้เป็นตระกูลเดิมของหลินจิงเจียว สำหรับพวกเขาแล้ว แม้บุตรสาวที่แต่งออกไปจะเปรียบดั่งน้ำที่สาดออกไปแล้ว ทว่าน้ำถังนี้กลับไม่แห้งส่งกลิ่นไปทั่วในที่สุด ผู้นำตระกูลหลินก็ไม่อาจทนฟังคำถากถางได้อีกต่อไป จึงได้ส่งพ่อบ้านมาตระกูลหลิน พร้อมกับจดหมายและคำสั่งที่เย็นชาที่สุด“คุณหนูใหญ่ นายท่านให้ข้ามาแจ้งแก่ท่าน...”พ่อบ้านตระกูลหลินเอ่ยพลางปรายตาขยะแขยงมองสภาพเรือนไม้และกองผ้าปัก “สถานการณ์ของตระกูลเสิ่นยามนี้ไม่ต่างจากโคลนตม การที่ท่านมานั่งทำงานเยี่ยงบ่าวไพร่เช่นนี้ช่างเสื่อมเสียเกียรติยศนัก นายท่านจึงสั่งให้ท่าน ‘หย่าขาด’ จากเสิ่นเยี่ยนเหิงเสีย แล้วกลับไปกับข้า
ตอนที่ 71 งานเล็กน้อยเมื่อขบวนเกวียนเคลื่อนเข้าสู่ "หุบเขาอสรพิษ" จุดที่อันตรายที่สุดของเส้นทาง พ่อค้าเกวียนถึงกับสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง สายตาหวาดระแวงไปทุกพุ่มไม้ ทว่าเสิ่นเยี่ยนเหิงที่ควบม้าอยู่เคียงข้างกลับยังคงนั่งตัวตรงนิ่งสนิท แววตาคมกริบทอดมองไปเบื้องหน้าด้วยความสงบที่น่าเกรงขามทันใดนั้น เสียงหวีดหวิวของลูกธนูก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของกลุ่มโจรนับสามสิบคนที่ปิดล้อมทุกทิศทาง หัวหน้าโจรควบม้าออกมาพลางกวัดแกว่งดาบเล่มโต “ทิ้งของไว้ แล้วข้าจะเหลือหัวไว้ให้พวกเจ้าไปแจ้งข่าว!” โจรโฉดตะโกนก้องโจรสามคนพุ่งเข้าใส่เสิ่นเยี่ยนเหิงพร้อมกัน ชายหนุ่มเพียงเบี่ยงตัวหลบด้วยท่วงท่าที่ไหลลื่น เขาใช้เพียง "ฝักกระบี่" ในมือแทนอาวุธร้าย สะบัดกระแทกเข้าที่ข้อมือและจุดตายของศัตรูอย่างแม่นยำ ทุกจังหวะที่เขาเคลื่อนไหวดูสง่างามราวกับการร่ายรำ ทว่ารุนแรงจนโจรเหล่านั้นกระเด็นออกไปคนละทิศละทางโดยที่เขาไม่ได้ขยับขาออกจากโกลนม้าด้วยซ้ำโจรอีกคนเงื้อดาบฟันลงมาสุดแรง เสิ่นเยี่ยนเหิงเพียงยกฝักกระบี่ขึ้นรับ เสียงโลหะปะทะไม้ดังสนั่น ทว่าฝักกระบี่ไม้เลิศล้ำกลับไม่เป็นรอยแม้แต่น้อย เขาใช้แรงส่งนั้นพลิกข้อมือเพี
ตอนที่ 70 เปิดสำนักทันทีที่หวั่นถงได้ยินสิ่งที่เสิ่นเยี่ยนเหิงบอก นางถึงกับชะงักงันจนแทบสำลักน้ำชาที่เพิ่งจิบเข้าไป ใบหน้าเนียนละเอียดปรากฏแววตระหนกที่หาได้ยากยิ่ง“ท่านกำลังบอกข้าว่าอย่างไรนะเจ้าคะ? ขออภัย...ข้าคงฟังไม่ชัด” นางถามย้ำ พลางรีบใช้ผ้าเช็ดหน้าซับมุมปากอย่างรวดเร็ว“เจ้าฟังไม่ผิดหรอก... ข้าตั้งใจจะเปิดสำนักคุ้มภัยและสอนวรยุทธ์จริงๆ”ชายหนุ่มอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “และด้วยเหตุนี้ ข้าจึงต้องการเงินเพื่อกวาดซื้อที่ดินรอบนอกเพิ่มเติม”หวั่นถงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง สมองอันปราดเปรื่องของนางเริ่มประมวลผลตามแผนการของเขาอย่างรวดเร็ว “ท่านพี่... นี่ท่านกำลังคิดจะใช้สำนักคุ้มภัยเป็นฉากบังหน้า เพื่อซุ่มสร้าง ‘กองกำลังส่วนตัว’ ขึ้นมาใหม่ใช่ไหมเจ้าคะ?”เสิ่นเยี่ยนเหิงส่ายหน้าช้าๆ แววตาของเขาดูจริงจังเกินกว่าจะล้อเล่น “มิใช่เช่นนั้น ข้าตั้งใจจะเปิดสำนักคุ้มภัยและรับงานจ้างจริงๆ”หวั่นถงเห็นท่าทีเด็ดเดี่ยวของเขาเช่นนั้น จึงเลี่ยงที่จะโต้แย้งต่อ พลางเอ่ย “หากเป็นเรื่องเงินก้อนใหญ่ถึงขั้นซื้อที่ดิน ท่านพี่ควรไปปรึกษาท่านแม่จะเหมาะสมกว่าเจ้าค่ะ”“อ่า... เช่นนั้นหรือ”ชายหนุ่มรับคำเพียงส
ตอนที่ 69 งานปักผ้าภายในโถงเรือนไม้หลังใหม่ที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง จิงเจียวคลี่ผืนผ้าไหมเนื้อละเอียดออกเบื้องหน้าสมาชิกสตรีตระกูลเสิ่นทุกคน“นี่คือลายยันต์คุ้มภัยจากสำนักเมฆาเจ้าค่ะ” จิงเจียวเอ่ยขณะส่งผืนผ้าให้เสิ่นฮูหยินและเหล่าสตรีสายรองได้พิจารณาดูใกล้ ๆทุกคนต่างหยิบผ้าขึ้นมาส่งต่อกันและเพ่งมองก่อนจะพยักหน้าให้แก่กัน “ลายปักนี้แม้จะดูขลังและซับซ้อนด้วยตัวอักขระ แต่ใช้เพียงด้ายสีเดียวปักเน้นเส้นสายให้คมชัด หากเทียบกับลายปักหงส์มังกรที่พวกเราเคยทำในจวนเก่า งานนี้ก็นับว่าไม่เกินกำลังนักเจ้าค่ะ” สตรีสายรองคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างมั่นใจเมื่อเห็นว่าทุกคนมีกำลังใจ จิงเจียวจึงอาสาจัดการขั้นต่อไปทันที “เพื่อให้งานเดินไวและไม่มีผู้ใดปักผิดเพี้ยน ข้าจะวาดภาพยันต์ต้นแบบลงบนกระดาษร่างให้พวกท่านนำไปวางทาบบนผ้าได้ง่ายขึ้นเองเจ้าค่ะ”นางเริ่มลงมือจับพู่กัน วาดสัดส่วนของตัวอักขระและสัญลักษณ์เมฆาลงบนกระดาษอย่างรวดเร็วและแม่นยำ แจกจ่ายให้แต่ละคนนำไปใช้ลอกลายลงบนผืนผ้าได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน จากนั้นจิงเจียวจึงเริ่มแจกจ่ายพับผ้าไหมและเส้นด้ายที่ซื้อมาวันนี้“นี่คือผ้าและด้ายสำหรับชุดแรกเจ้าค่ะ ขอให้ทุกคนลง
ตอนที่ 68 งามกว่า “ท่านอาจารย์มีประสงค์จะสร้างเครื่องรางคุ้มภัยชุดใหม่ขึ้นมา ทว่ายันต์กระดาษนั้นชำรุดง่ายนัก ท่านจึงให้ข้ามาลองหารือว่า... พวกท่านพอจะช่วยปักลายยันต์เหล่านี้ลงบนถุงผ้าไหมได้หรือไม่?”จิงเจียวรับภาพวาดนั้นมาพินิจดูอย่างละเอียด นางคลี่กระดาษออกพลางพิจารณาเส้นสายของตัวอักขระและสัญลักษณ์มงคลที่ปรากฏแม้ลายเส้นจะดูขลังทว่าตัวลวดลายใช้ด้ายเพียงสีเดียว และมีจังหวะการลงเข็มที่ซ้ำไปมา“ลายนี้มิได้ยากเย็นอันใดเจ้าค่ะ” จิงเจียวเอ่ยพร้อมรอยยิ้มมั่นใจ “การปักลายสีเดียวบนพื้นผ้าสีเดียวกันเช่นนี้ นับว่าเป็นงานง่ายสำหรับพวกเรานัก หากใช้ไหมเงาพิเศษปักให้ดูนูนเด่นขึ้นมา ยามต้องแสงจะดูคล้ายกับยันต์นั้นมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ เจ้าค่ะ”หวั่นถงลอบยิ้มในใจ แผนการของนางก้าวหน้าไปอีกขั้น หากเครื่องประทินโฉมคือการดึงดูดสตรีสูงศักดิ์ เครื่องรางคุ้มภัยที่ปักด้วยฝีมือตระกูลเสิ่นนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ดึงดูดเหล่าขุนนางและผู้มีอำนาจที่กำลังหวั่นเกรงในภัยการเมือง“หากพี่หญิงกล่าวว่าทำได้ ข้าก็เบาใจเจ้าค่ะ” หวั่นถงหันไปหาศิษย์ของเหอซาง “ฝากเรียนท่านอาจารย์ด้วยว่า งานปักนี้จะถูกทำขึ้นด้วยความประณีตที่
ตอนที่ 45 สูญวิญญาณ เหอซางชะงักงัน หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองรบ เขามองสลับระหว่างความว่างเปล่าที่เหอฉีบอก กับร่างเด็กชายที่เขายังคงเห็นนั่งอยู่อย่างชัดเจน ทันใดนั้น เด็กคนนั้นก็ค่อยๆ หันหน้ามามองเหอซาง...ดวงตาของเด็กน้อยมืดมิดไร้ตาขาวก่อนจะอ้าปากคล้ายจะสื่อสารบางอย่างแต่กลับมีเพียงควันสี
ตอนที่ 43 หรือจะไม่ได้ผลหวั่นถงนิ่งงันไปครู่ใหญ่หลังจากฟังคำรายงานของชิงยวน นางมองดูใบหน้าหลับปุ๋ยของบุตรชายวัยสี่เดือนที่นอนอยู่ในอ้อมแขน พลางใช้ความคิดอย่างหนัก“เขามองเห็นได้เองงั้นหรือ...”หวั่นถงพึมพำ น้ำเสียงแฝงความหนักใจอย่างปิดไม่มิด “วิชาที่ข้าเรียนมา การมองเห็นคือจุดเริ่มต้นของหายนะ หากด
ตอนที่ 42 ไม่คาดฝัน หลังจากเหตุการณ์ในคืนนั้นผ่านพ้นไปหลายวันหวั่นถงอาศัยช่วงเวลาที่เรือนจันทร์ฉายสงบเงียบเรียก ชิงยวน และ เสี่ยวจู๋ ข้ามาในห้องลับเพื่อถ่ายทอดวิชา‘อาคมส่งวิญญาณ’ อย่างจริงจังนางสอนด้วยวาจาและเน้นย้ำถึงการใช้สมาธิเพื่อเป็นทางผ่านให้ผลบุญไปถึงผู้ล่วงลับ โดยมุ่งหวังให้ชิ
ตอนที่ 41 ส่งเสริมท่ามกลางแสงแดดอ่อนยามบ่ายที่สาดส่องลงมายังทางเดินหินอ่อนที่เชื่อมระหว่างเรือน อนุห้าและอนุหก กำลังเดินนวยนาดพลางสนทนาเรื่องวาสนาบารมีกันอย่างออกรสทว่าจังหวะนั้นเอง ร่างบางของหวั่นถง ในชุดสีฟ้าซีดดูสะอาดตาก็เดินผ่านมาพร้อมกับ ชิงยวนและเสี่ยวจู่ นางก้าวเดินอย่างช้าๆ ท่าทางดูอ่อนแร







