Masukตอนที่ 7ไม่สนใจ
แสงอัสดงสาดส่องลงมาในเมืองหลวงที่คึกคักไปตัวผู้คนที่กำลังเดินผ่านกันอยู่บนถนนอย่างครึกครื้น เสียงม้าร้องดังก้อง กู้เฉิงเยี่ยนในอาภรณ์สีดำควบม้าเข้ามาด้านหลังเขามีองครักษ์ประจำกายอยู่สองนายควบม้าตามมาอยู่ไม่ห่าง เมื่อได้ยินเสียงม้ากระทืบเท้าผู้คนต่างหลบทางอย่างรวดเร็ว ทว่าทันใดนั้นเองเด็กชายในอาภรณ์เก่า ๆ พลันล้มลงอยู่เบื้องหน้ากลางถนนขวางทางม้าของกู้เฉิงเยี่ยนอย่างกระทันหัน “อาเจี่ยลูกแม่!” ชั่วพริบตาเดียวร่างหนึ่งที่พลิ้วไหวราวสายลมก็พุ่งเข้ามาคว้าร่างเล็ก ๆ นั้นเอาไว้ก่อนจะหมุนกายหลบเข้าข้างทางอย่างปลอดภัย กู้เฉิงเยี่ยนที่กำลังดึงบังเหียนม้าอย่างสุดแรงทำให้ม้าหยุดกระทันหันทันที เมื่อเขาควบคุมม้าได้แล้วจึงหันไปมองสตรีร่างสูงสง่านั้น เสียงเด็กน้อยร้องให้อย่างหวาดกลัว แต่สตรีผู้นั้นกลับย่อกายลงหยิบขนมมาให้เด็กชายอย่างอ่อนโยนพลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่เป็นไรแล้วนะ อันนี้พี่สาวให้เจ้า” เด็กน้อยยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาอย่างน่าเอ็นดู แม่ของเขารีบวิ่งเจ้ามาหาพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน “ขอบคุณแม่นาง ขอบคุณแม่นาง!” “ไม่เป็นไรท่านป้า” สตรีสูงวัยรีบหันไปทางเด็กขายเอ่ยขึ้นพร้อมกับยื่นมือไปจับแขนเด็กชายตัวน้อย “เร็วรีบขอบคุณนางที่ช่วยชีวิตเจ้า” “ขอบคุณพี่สาว” เอ่ยจบทั้งสองก็ก้าวออกไปจากตรงนั้นทันที เว่ยฮวาเหยาหันไปสบตากันกู้เฉิงเยี่ยนที่กำลังมองมาอยู่ นางมีสีหน้าเรียบเฉยไม่ได้เอ่ยคำใดเพียงก้มศีรษะให้เขาเล็กน้อย แล้วก้าวจากไปท่ามกลางฝูงชน เสียงควบม้าของกู้เฉิงเยี่ยนดังขึ้นอีกครั้งอยู่ด้านหลัง เพียงครู่หนึ่งนางก็หันกลับไปมองแผ่นหลังที่ไกล ๆ ของเขาด้วยสายตาพึงพอใจ [ระบบแจ้งเตือน ความประทับใจของกู้เฉิงเยี่ยนที่มีต่อคุณเพิ่มขึ้นเป็น 10 % ยินดีด้วย ได้รับคะแนนเพิ่ม 100 คะแนน รวมเป็น500คะแนน สนใจแลกรางวัลเลยหรือไม่] เว่ยฮวาเหยาเงยหน้ามองระบบสีฟ้าที่กำลังปรากฏอยู่เบื้องหน้านางอย่างครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น “ไม่สะสมไว้ก่อนแล้วกัน” [รับทราบ] สิ้นเสียงระบบสีฟ้าก็พลันหายไปจากสายตาของนาง เว่ยฮวาเหยายกยิ้มก่อนจะยกนิ้วเรียวขึ้นเก็บปอยผมที่ร่วงลงมาข้างแก้มอย่างใจเย็น “ในเมื่อข้าทะลุมิติเข้ามาแล้วก็ต้องเป็นนางเอกในโลกนี้เลยสินะ กู้เฉิงเยี่ยนหน้าตาดีใช้ได้ เพียงแต่บุรุษเย็นชาเช่นนี้ อาจต้องใช้มารยาหญิงมากเสียหน่อย” นางยิ้มแย้มอย่างพึงพอใจ ดวงตาเป็นประกายก่อนจหมุนกายก้าวไปมองดูร้านค้าข้างทางอย่างสนใจ ในยุคโบราณเช่นนี้ข้าวของถือว่ามีค่าใช้ได้เลยนะ ได้มาที่นี่ก็ถือว่าไม่เลวเป็นถึงคุณหนูจวนกั๋วกง แถมยังเป็นเพื่อนเรียนขององค์หญิงเก้าด้วย …. ม้าศึกวิ่งเข้ามาหยุดอยู่ในจวนตระกูลกู้ กู้เฉิงเยี่ยนลงจากม้าอย่างสง่างาม ฮูหยินกู้ที่ยืนรออยู่กับแม่บ้านเจียงรีบก้าวเข้ามาหาเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม กู้เฉิงเยี่ยนก้าวตรงไปยังผู้เป็นมารดาที่ยืนรอเขาอยู่แล้วประสานมือโค้งกายอย่างนอบน้อม “ท่านแม่” ฮูหยินกู้มองเขาด้วยแววตาภูมิใจก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ไปเถอะ แม่เตรียมอาหารที่เจ้าชอบไว้เยอะเลย” กู้เฉิงเยี่ยนเพียงพยักหน้าแล้วก้าวตามมารดาของเขาไปอย่างว่าง่าย เพียงไม่นานหลังจากกู้เฉิงเยี่ยนรับประทานอาหารกับฮูหยินกู้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็ขอตัวกลับเรือนไปพักผ่อน กู้เฉิงเยี่ยนเดินไปตามทางเรื่อย ๆ สายตาเขากลับหยุดอยู่ที่เรือนทางตะวันตกของ ซูเหมยหลัน ดวงตาคมทอดมองแสงตะเกียงที่ส่องสว่างไสวในเรือนด้วยความรู้สึกประหลาด ซูเหมยหลันที่เคยเอาแต่ตามติดเขาเหตุใดช่วงนี้ถึงเปลี่ยนไป เขายืนนิ่งอยู่ชั่วครู่ด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง นี่เขาเป็นอะไรไปกันแน่ ทำไมต้องอยากพบนาง ทำไมต้องรอนาง กู้เฉิงเยี่ยนถอนหายใจแผ่วก่อนจะหมุนกายแล้วก้าวจากไป ทว่าทันใดนั้นซูเหมยหลันก็ก้าวเข้ามาพร้อมมู่อันสาวใช้คนสนิท ใบหน้างดงามนั้นยิ้มแย้มอย่างสดใส คิ้วเข้มของกู้เฉิงเยี่ยนขมวดทันที สายตาคมทอดมองไปยังห่อของที่ทั้งสองประคองไว้ในอ้อมแขน ออกไปข้างนอกเพิ่งกลับหรือ ช่างไม่รู้ความเป็นสตรีอ่อนแอแต่กลับออกไปข้างนอกแล้วกลับค่ำเพียงนี้เชียว ความโกรธพุ่งพล่านขึ้นทันที กู้เฉิงเยี่ยนก้าวพรวดตรงไปหานางทันทีใบหน้าเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง ซูเหมยหลันก้าวเข้ามาหยุดอยู่หน้าประตู มู่อันก้าวไปเปิดประตูออกก่อนทั้งสองจะก้าวเข้าไปด้านในแล้ววางห่อของลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา ทว่าทันใดนั้น “นี่ยามใดแล้ว!” เสียงเย็นชาที่คุ้นเคยดังขึ้น ซูเหมยหลันและมู่อันหันกลับมาตามเสียงนั้น “ออกไป” เสียงต่ำเย็นเอ่ยขึ้นเมื่อสายตาคมของกู้เยี่ยนมองไปอย่างมู่อันที่ยืนอยู่ข้างซูเหมยหลัน มู่อันเงยหน้าเล็กน้อยก่อนจะย่อกายลงอย่างนอบน้อมแล้วเปล่งเสียงแผ่วเบาอย่างลังเลแต่ก็ไม่อาจขัดคำสั่งได้ “เจ้าค่ะ” ซูเหมยหลันเงยหน้าเล็กน้อยมองกู้เฉิงเยี่ยนที่ยืนนิ่งดวงตาคมกริบของเขาจ้องมายังนางตรง ๆ ร่างสูงก้าวเข้ามาในห้องนิ่ง ๆ ก่อนจะก้าวมาหยุดอยู่เบื้องหน้านาง สายตาทอดมองไปยังห่อผ้าที่วางอยู่บนโต๊ะ “ท่านแม่ทัพมีอะไรกับข้าหรือ” นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดถ้อยชัดคำ แล้วหันหลบสายตาของเขา กู้เฉิงเยี่ยนมองนางนิ่ง ดวงตาของเขามองนางที่ทำตัวห่างเหินเช่นนั้นกลับรู้สึกหงุดหงิดยิ่งนัก “เจ้าเป็นอะไร” ซูเหมยหลันหันไปมองเขาแล้วทำสีหน้าประหลาดใจ ในใจนางนึกอย่างประหลาดใจ เหตุใดเขาต้องถามเช่นนี้ เมื่อก่อนเขาเอาแต่เย็นชาใส่นาง เอ่ยปากมีแต่ขับไล่นาง ดวงตาที่เต็มไปด้วยความโกรธนั้น ทำให้นางทำตัวไม่ถูก นางหันกลับไม่มองเขาอีก ก่อนจะกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากแล้วเอ่ยขึ้น “นี่ดึกมากแล้วชายหญิงอยู่กันตามลำพังในห้องเกรงว่าจะทำให้ท่านเสียหาย เชิญท่านกลับเถอะเจ้าค่ะ” กู้เฉิงเยี่ยนขมวดคิ้วพลางถอยหายใจ เขายอมรับว่าตั้งแต่นางเปลี่ยนไปเขาก็รู้สึกหงุดหงิดมากเป็นพิเศษ เมื่อก่อนถึงแม้จะรำคาญนางแต่เขากลับรู้สึกไม่สบายใจที่เห็นนางห่างเหินเช่นนี้ ดูเหมือนนางโกรธเขา เขาทำอะไรผิดกันแน่ มือใหญ่กำแน่นอย่างไม่รู้ตัว ช่างเถอะ ทำไมเขาต้องใส่ใจนางด้วย ยิ่งใส่ใจนางมากเท่าไร นางยิ่งได้ใจ เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว เมื่อคิดได้เขาก็ทอดมองร่างบางนั้นครู่หนึ่งก่อนจะหมุนกายแล้วก้าวจากไปอย่างนิ่ง ๆ ซูเหมยหลันหันกลับมามองแผ่นหลังกว้างที่ก้าวออกไปอย่างเย็นชา พลางถอนหายใจแผ่ว แม้จะพยายามตัดใจจากเขาแล้วแต่ในยามที่เห็นหน้าเขาในหัวใจ นางยงคงสั่นไหว แต่อีกไม่นานนางจะค่อย ๆ ตัดความรู้สึกนี้ออกไปเอง …ตอนที่ 41 น้องหนิงอัน ก้อนแป้งจอมพลังเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว น้องหนิงอันอายุครบหกขวบ ผิวขาวผ่องราวหิมะ แก้มป่องราวซาลาเปาสองลูก ปากแดงเหมือนลูกเชอร์รี่ ดวงตากลมโตสดใส ร่างกลม ๆ ราวก้อนแป้ง อ้วนท้วนสมบูรณ์เกินเด็กในวัยเดียวกัน นางรักการกินที่สุด ท้องกลม ๆ ของนางยื่นออกมาอย่างน่าเอ็นดูวันนี้มีงานเลี้ยงในวัง ฮองเฮาเป็นผู้จัดงานเลี้ยง ในงานเลี้ยงคึกครื้นเต็มไปด้วยอาหารและของอร่อยมากมาย“ท่านย่าพาอันอันไปด้วยนะ อันอันอยากไป”เด็กน้อยในชุดสีแดงอ้วนกลม ดวงตาใส ๆ ของนางยามออดอ้อนไม่มีผู้ใดทนใจร้ายกับนางได้เลย ต้องใจอ่อนทุกทีฮูหยินผู้เฒ่ากู้ย่อกายลงมองหลานสาวที่วิ่งเข้ามาหาด้วยใบหน้าใสซื่อ สีหน้าใสซื่อไร้เดียงสานั้นช่างน่าเอ็นดูเสียจริง นางอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มให้ด้วยความเอ็นดูมือเหยี่ยวย่นยกขึ้นลูกศีรษะของน้องหนิงอันอย่างเอ็นดู ดวงตาเต็มไปด้วยความรักความห่วงใย“ได้สิ อันอันน้อยของย่า”น้องหนิงอันยิ้มกว้าง ฟันขาวเรียงอย่างงดงาม พ่วงแก้มอวบนวลจนน่าหยิก ดวงตากลมใสระยิบระยับน่าเอ็นดูยิ่งนักฮูหยินผู้เฒ่ากู้ยื่นมือไปจับมือขาวอวบของน้องหนิงอันอย่างอ่อนโยน ผิวน้องหนิงอันนุ่มนิ่มจนคนจับต้องเบามื
ตอนที่40กลับเมืองหลวง(ตอนพิเศษ)เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว น้องหนิงอันอายุได้สามเดือนซูเหมยหลันตัดใจกลับเมืองหลวงไปใช้ชีวิตในจวนตระกูลกู้ เมื่อเดินทางไปถึงจวนใหญ่ในเมืองหลวง กู้เฉิงเยี่ยนก็พาซูเหมยหลันและน้องหนิงอันไปไหว้ป้ายบรรพชนของตระกูลกู้ และจัดงานแต่งใหม่อีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ประกาศให้ผู้คนภายนอกได้รับรู้ว่าแม่ทัพใหญ่กู้เฉิงเยี่ยนแต่งภรรยาเอกของเขาคือ ซูเหมยหลัน และน้องหนิงอันคือบุตรสาวคนโตทายาทของตระกูลกู้ คุณหนูใหญ่หลังจากชายแดนสงบสุขบ้านเมืองสงบสุข กู้เฉิงเยี่ยนได้มีเวลาอยู่กับซูเหมยหลันและหนิงอันอย่างเต็มที่เวลาร่วงเลยมาถึงเทศกาลปีใหม่โคมลอยติดเต็มจวนตระกูลกู้ช่างดูงดงามยิ่งนักซูเหมยหลันนั่งอยู่หน้ากระจกทองเหลือง หยิบพู่กันขึ้นมาวาดคิ้วอย่างตั้งใจ แม้จะอยู่ด้วยกันทุกวันแต่ในยามที่ต้องรอเขากลับจากวังเช่นนี้นางก็รู้สึกรอคอยเช่นกัน ดวงตายังคงทอดมองออกไปด้านนอกที่เริ่มมืดสลัวลงในทุกขณะ กู้เฉิงเยี่ยนสัญญากับนางแล้วว่าจะพานางและน้องหนิงอันไปเดินชมโคมไฟในเทศกาลปีใหม่ แต่นี้ฟ้าก็เริ่มมืดแล้วยังไม่เห็นเงาของเขาปรากฏเลย ซูเหมยหลันถอยหายใจแผ่วเบา มือยังคงหยิบแป้งมาเติมบนใบหน้าอย่างตั
ซูเหมยหลันอุ้มหนิงอันน้อยไว้ในอ้อมอก กู้เฉิงเยี่ยนโอบกอดร่างบางของซูเหมยหลันไว้ในอ้อมแขนของเขา แววตาของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข จากนี้พวกนางแม่ลูกคือโลกทั้งใบของกู้เฉิงเยี่ยน เขาจะทะนุถนอมพวกนางอย่างดีหนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็วฮูหยินกู้เรียกกู้เฉิงเยี่ยนมาคุยถึงเรื่องแต่งงานของทั้งสองคน อย่างไรก็ต้องจัดงานแต่ง น้องหนิงอันจะได้เข้ามาอยู่ในตระกูลกู้และรับมรดกของนางอย่างถูกต้องกู้เฉิงเยี่ยนเองเห็นด้วยกับการแต่งงานนี้ เขาอยากทำทุกอย่างให้ถูกต้อง ภรรยาของเขาลูกของเขานั้นล้ำค่ามากอยากจะประกาศให้คนนอกได้รู้ ซูเหมยหลันนั้นในหัวใจนางยังลังเลอยู่เล็กน้อยแต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา กู้เฉิงเยี่ยนได้แสดงให้นางเห็นแล้วว่าเขารักนางจริง ๆ และจากคนเย็นชาพูดจาร้าย ๆ ในวันนั้น เขาก็พยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองขนาดนี้นางเองก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะปฏิเสธเขาอีก ซูเหมยหลันตอบตกลงด้วยใบหน้าเขินอาย ชีวิตนี้นางตัดสินใจแล้วว่าหัวใจยังต้องการเขาอยู่ กู้เฉิงเยี่ยนดีใจจนโอบกอดนางไว้แน่นพร่ำบอกรักนางอย่างจริงใจ เขารู้แล้วว่ารักนางแค่ไหน เขารักนางมาก มากจริง ๆ ชีวิตนี้เขาจะรักนางเพียงคนเดียว และจะไม่ทำให้นางต้องเสียใจอี
ตอนที่ 38คลอดลูก (ตอนพิเศษ)เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ซูเหมยหลันที่กำลังนั่งพักผ่อนอยู่ในห้องพลันปวดท้องขึ้นมา “มู่อัน! มู่อัน!”เสียงเรียกของซูเหมยหลันสั่นเทาด้วยความเจ็บปวด มู่อันรีบวิ่งเข้ามาในห้อง“ข้าปวดท้อง เหมือนกำลังจะคลอดแล้ว”น้ำเสียงของซูเหมยหลันดูอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ มู่อันเบิกตากว้างด้วยความตกใจก่อนจะรีบเรียกสติคืนกลับมาแล้ววิ่งออกไปด้านนอกตะโกนอย่างร้อนรน“ไปตามหมอเร็ว! คุณหนูจะคลอดแล้ว!”เสียงนั้นทำให้คนทั้งจวนตระกูลซูวุ่นวายกันยกใหญ่ กู้เฉิงเยี่ยนเมื่อรู้ว่าซูเหมยหลันกำลังจะคลอด เขารู้สึกตื่นเต้นจนทำตัวไปถูก เขากำลังจะได้เห็นหน้าลูกแล้วทันใดนั้นในใจก็เกิดความประหม่าขึ้นมาลูกจะชอบเขาหรือไม่? เขาจะอุ้มลูกอย่างไรล่ะเขาเองยังไม่เคยอุ้มเด็ก ในใจคิดไปต่าง ๆ นานา รีบเร่งฝีเท้ามายังห้องของซูเหมยหลันอย่างร้อนรนแต่เขาต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นถังใส่เลือดมากมายที่บ่าวรับใช้อุ้มออกมา ด้านในยังเต็มไปด้วยเสียงร้องอย่างทรมานของซูเหมยหลัน หัวใจเขารู้สึกปวดร้าวขึ้นมาทันทีความเป็นห่วงนางแล่นขึ้นมาจนไม่อาจอยู่นิ่งได้รีบวิ่งหมายจะเข้าไปด้านในแต่กลับถูกมารดาของเขารั้งไว้ “ท่านแม่ ข้าเป็นห่วงน
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วท้องของซูเหมยหลันก็ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ นางเคยชินกับการมีกู้เฉิงเยี่ยนอยู่ในสายตาแล้ว ตอนนี้นางกับเขากำลังเริ่มสร้างความรักครั้งใหม่ขึ้นมา ความรักที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ เชื่อใจ เพียงไม่นานฮูหยินกู้ที่ใช้เวลาเดินทางมาเกือบเดือนก็เดินทางมาถึงซูโจว ซูโจวเป็นเมืองเล็ก ๆ ผู้คนมีไม่มาก การกลับมาของซูเหมยหลันคนก็รู้กันไปทั่ว ฮูหยินกู้เข้ามาในโรงน้ำชาเพื่อจิบชาก่อนจะตรงไปจวนตระกูลซู นางยังไม่ทันนั่งได้ยินชาวบ้านแถวนั้นนินทา ซูเหมยหลันที่ตั้งครรภ์โดยที่ไม่มีพ่อ บางคนก็เอ่ยว่าน่าสงสารบางคนสมน้ำหน้า และด่าทอบางคนเหน็บแหนมไม่ไว้หน้าฮูหยินกู้ทนฟังไม่ได้รีบออกจากโรงน้ำชาแล้วตรงไปยังตระกูลซู แม้ตระกูลซูจะใหญ่อยู่บ้างแต่ก็ไม่อาจเทียบกับจวนตระกูลกู้ในเมืองหลวงได้เลย“ท่านแม่”กู้เฉิงเยี่ยนที่ยืนรออยู่รีบก้าวมาหาฮูหยินกู้ด้านหลังเขาคือซูเหมยหลันที่กำลังอุ้มท้องที่นูนออกมามากแล้ว เมื่อฮูหยินกู้มองนางแล้วก็รู้สึกผิดในใจที่เคยคิดจะให้นางแต่งออกไปก่อนบุตรชายกลับ โชคดีที่นางหนีออกไปไม่เช่นนั้นลูกของตระกูลกู้คงต้องเรียกผู้อื่นว่าพ่อสีหน้าของกู้เฉิงเยี่ยนเรียบเฉยราวกับไม่เคยรู้เรื่
จนคนมองอย่างกู้เฉิงเยี่ยนยิ้มออกมาอย่างมีความสุข เขาไม่รีรอรีบวางถ้วยยาลงข้างเตียงแล้วโน้มกายไปรัดตัวนางไว้แน่นซูเหมยหลันชะงัก ดวงตากลมใสเบิกโต นางไม่คิดเลยว่าคนที่เย็นชาเยือกเย็นอย่างเขาจะกลายเป็นคนชอบฉวยโอกาสตั้งแต่เมื่อไหร่ นางพยายามดิ้นกายให้หลุดจากอ้อมแขนเขา“โอ้ย ข้าเจ็บเกินไปแล้ว เจ้าอยู่นิ่ง ๆ ได้หรือไม่”เสียงของกู้เฉิงเยี่ยนแสดงถึงความเจ็บอย่างน่าสงสาร ซูเหมยหลันชะงักงัน นางพยักหน้ารับแล้วซบลงบนอกของเขานิ่ง ๆ กลัวว่าจะถูกแผลของเขาอีก กู้เฉิงเยี่ยนเป็นแม่ทัพใหญ่นำทัพเขามักจะเป็นคนอยู่แนวหน้าเสมอ บาดแผลเต็มตัว “เหมยหลัน พี่รักเจ้า รักมาก รักเจ้าคนเดียว เจ้าอย่าทิ้งพี่ไปอีกเลยนะ ให้เราสามคนอยู่ด้วยกันเถิด”ซูเหมยหลันนิ่งเงียบ นางรู้ดีว่ายังคงมีใจให้เขาอยู่บ้างแต่ก็กลัว กลัวว่าจะซ้ำรอยเก่าอีก ชีวิตที่ต้องอยู่อย่างเดียวดายช่างทุกข์เกินไป เมื่อเห็นว่านางยังนิ่งเงียบไม่ยอมเอ่ยคำใด เขารู้ดีว่าตัวเองทำให้นางรู้สึกเจ็บปวดแค่ไหน คำพูดร้าย ๆ ของเขาคงทำให้นางรู้สึกเจ็บปวด เขาไม่อยากบังคับนางอีกแล้ว ขอแค่นางยังให้เขาอยู่ข้าง ๆ ยังคงพูดคุยกับเขาอยู่ก็พอแล้วกู้เฉิงเยี่ยนคลายมือออกจากร่
ตอนที่ 4 จากกันจวนตระกูลกู้ยามราตรีเงียบสงัด ภายในห้องของซูเหมยหลัน สายลมที่เล็ดลอดเข้ามาทางหน้าต่างพัดต้องม่านบางให้ปลิวไหวเบา ๆ ร่างบางของนางนอนอยู่บนเตียงใหญ่ สีหน้านางบิดเบี้ยวด้วยความหวาดหวั่นแต่ดวงตายังคงปิดสนิท แม้สายลมหนาวเย็นจะโชยเข้ามาแตะต้องผิวหน้านางแผ่วเบา แต่ใบหน้างามบัดนี้กลับเต็มไ
ตอนที่ 3 หาคู่ภายในห้องโถงที่กว้างใหญ่ ฮูหยินกู้นั่งอยู่บนโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหาร ด้านหลังมีแม่บ้านเจียงยืนอยู่ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล“ฮูหยินไปเชิญคุณชายใหญ่มาแล้วเจ้าค่ะ”ฮูหยินกู้ไม่ได้เอ่ยคำใดเพียงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม ดวงตาเต็มไปด้วยความชื่นชมใน บุตรชายของตน
ตอนที่ 2 ฝันหรือจริงภายในห้องของกู้เฉิงเยี่ยน แสงแดดอ่อนสาดส่องเข้ามาปลุกให้ชายหนุ่มตื่นขึ้น สายลมพัดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาเขาหันไปมองตามแสงแดดอ่อนที่สาดเข้ามา คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อย เมื่อคืนเขาลืมปิดหน้าต่างหรือเมื่อคืนเป็นวันเลี้ยงตอนรับเขากลับจวนและยังได้เลื่อนตำแหน่งเป็นแม่ทัพใหญ่อีกด้วย เขาจึงต
ตอนที่ 1 ขอเริ่มชีวิตใหม่กลางป่าในชายแดนของเมืองต้าหลี่แสงแดดยามเย็นส่องผ่านยอดไม้ลงมา เสียงฝีเท้าทหารของฝ่ายตรงข้ามดังก้อง อยู่ด้านหลัง ซูเหมยหลันที่กำลังวิ่งหนีอย่างสุดกำลัง ดวงตาที่เบลอไปด้วยหยาดน้ำตามองตรงไปยังทางด้านหน้า สองเท้าเร่งความเร็วอย่างสุดแรง อาภรณ์เรียบง่ายที่นางสวมอยู่นั้นเปรอะเปื้







