LOGIN“เจ้ากลัวว่าจะมีคนเห็นหรือ” เป็นครั้งแรกที่จวิ้นอ๋องให้ความสนใจชีวิตของพระชายา ถางเมิ่งหรูแทบไม่เชื่อหูตนเองด้วยซ้ำ ทว่านางก็ตีหน้านิ่งทำหูทวนลม จนคนถามมุ่นคิ้วพันกันยุ่งเหยิง
“ข้าถามเจ้าไม่ได้ยินหรือ” ข้อมือสตรีถูกคว้ามาจับเอาไว้แน่น จึงทำให้ถางเมิ่งหนูเสแสร้งทำนิ่งเฉยต่อไปไม่ไหว
นัยน์ตาหงส์ตวัดมองใบหน้าคมคายที่หล่อเหลาจนแสบตาแต่ว่านางไม่ลุ่มหลงอีกต่อไปแล้ว หลังจากมองพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก็ยิ้มออกมา “ท่านอ๋องก็รู้คำตอบอยู่แล้วจะถามหม่อมฉันอีกทำไมหรือเพคะ” เพราะคำพูดไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงของถางเมิ่งหรูจึงทำให้โทสะของหานเถิงซีปะทุขึ้น
“ยังปากคอเราะรายไม่หยุด ถ้าข้าไม่ลงโทษเจ้า ก็คงไม่เลิกทำใช่หรือไม่” ไม่รอให้ถางเมิ่งหรูขัดขืนหรือโวยวาย บุรุษจึงกระชากแขนสตรีโฉมสะคราญบังคับให้ย้ายที่นั่งมานั่งฝั่งเดียวกัน
ถางเมิ่งหรูตกใจมากจนตัวสั่นทำสิ่งใดไม่ถูกเพราะถูกจู่โจมรวดเร็วมาก ตอนนี้ตัวนางนั้นนั่งเกยอยู่บนตักของหานเถิงซีและถูกกอดเอาไว้แน่น แก้มทั้งสองข้างของโฉมสะคราญแดงก่ำเหมือนถูกทาด้วยชาดแดงฉาน
“ปล่อยนะเพคะ ท่านอ๋องทรงทำอะไร” ใบหน้าพระชายาถอดสี นางไม่ต้องการให้เขามาใกล้ชิดกันเช่นนี้ แต่ทว่ายิ่งดิ้นขัดขืนเท่าไรก็ยิ่งทำให้ร่างกายของชายหญิงเสียดสีกัน
“เงียบน่า…” หานเถิงซีก็ไม่เข้าใจตัวเองเช่นเดียวกัน เขารู้สึกแค่ว่าอยากเอาชนะถางเมิ่งหรูให้ได้ หากทำไม่ได้ก็จะไม่หยุด
ถางเมิ่งหรูดิ้นจนเหนื่อย สภาพนางในยามนี้ชุดที่สวมใส่คงดูไม่ได้แล้ว
“ท่านอ๋องอย่าทำให้หม่อมฉันหมดความอดทนนะเพคะ” สตรีหันมาตวาดใส่หน้าโดยลืมความกลัว แต่บุรุษเห็นคนทำตัวดื้อรั้นก็ยิ่งเกิดโทสะ เขาไม่พูดพร่ำให้เปลืองน้ำลายแต่กดท้ายทอยของนางไว้แน่นแล้วประกบริมฝีปากลงมา
“อะอื้อ!” ถางเมิ่งหรูตกใจจนเบิกตาโพลง หานเถิงซีเป็นอะไรไปกันแน่ เขาเกิดอารมณ์พิศวาสขึ้นมาหรืออย่างไร ฝ่ามือเรียวสวยพยายามทุบตีไปที่หน้าอกกว้างของบุรุษองอาจให้หยุดล่วงเกินกัน
คนที่ใช้โทสะนำทางเปลี่ยนจากการบดริมฝีปากอย่างหนักหน่วงมาเป็นลึกซึ้งและเต็มไปด้วยอารมณ์ปรารถนา ลิ้นร้อนล่อลวงหลอกล่อให้โฉมสะคราญคล้อยตามได้อย่างไม่ยากเย็น กระทั่งทำให้หมดเรี่ยวแรงต่อต้านแล้วก็เคลื่อนใบหน้าลงมาที่ซอกคอหอมกรุ่น แล้วฝากรอยจ้ำสีแดงไว้อีกหลายรอย
ถางเมิ่งหรูเคลิ้มไปจนลืมต่อต้าน กระทั่งหานเถิงซีผละตัวออก เขาจึงใช้นิ้วหัวแม่มือสัมผัสที่รอยแดงบนลำคอขาวของนางอย่างเบามือ และแววตานั้นก็ปรากฏความพึงพอใจออกมา สตรีเมื่อถูกปล่อยให้เป็นอิสระก็ทำสีหน้าไม่ถูกไปชั่วขณะหนึ่ง
“กล้ามองข้าด้วยสายตาไม่พอใจเช่นนี้ เจ้าลืมวันที่ขอร้องเพื่อตระกูลถางไปแล้วหรือ” สิ้นคำพูดประโยคนี้ของจวิ้นอ๋อง ถางเมิ่งหรูก็จุกที่ลำคอพูดไม่ออกไปทันที
หานเถิงซีจึงเคลื่อนมือมาปัดปอยผมสตรีที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่พลางสบสายตานิ่ง “ท่านอ๋องตรัสเรื่องนี้ขึ้นมาอีกเพื่อเหตุใดเพคะ หม่อมฉันก็ทำตามที่ท่านอ๋องต้องการทั้งหมดแล้ว” ขณะพูดถางเมิ่งหรูก็เขยิบตัวหนีออกมาไม่ยอมนั่งใกล้ชิดจวิ้นอ๋อง สองมือเรียวสวยรีบจัดเสื้อผ้าและผมเผ้าให้เข้าที่ พวกนางน่าจะเดินทางมาถึงกลางทางแล้ว
บุรุษองอาจเห็นสตรีโฉมสะคราญทำท่าทางห่างเหินก็ส่งเสียงในลำคอออกมาด้วยความขัดใจและไม่พอใจ จากนั้นก็หันหน้าไปคนละทิศทาง กระทั่งรถม้าของจวนจวิ้นอ๋องจอดสนิทที่หน้าทางเข้าวัง รวมทั้งมีรถม้าของเชื้อพระวงศ์คนอื่นที่ทยอยพากันเข้ามา
“เมื่ออยู่ในงานเลี้ยงแล้ว ถ้าองค์หญิงใหญ่ตรัสถาม เจ้าก็คิดหาคำตอบให้ดีเข้าใจหรือไม่” แน่นอนว่าจวิ้นอ๋องยังคงเป็นตัวเลือกที่องค์หญิงใหญ่ชื่นชอบ แม้ว่าจะอภิเษกสมรสกับถางเมิ่งหรูไปหลายปีแล้วก็ตาม
“เพคะ” สตรีโฉมสะคราญตอบเสียงเบา ถึงอย่างไรนางก็มีหน้าที่ทำให้องค์หญิงใหญ่ออกห่างจากท่านอ๋อง ร่างบางเดินลงจากรถม้าตามลงมาทว่าโชคไม่ดีนักที่ใจลอย จึงทำให้สะดุดชายกระโปรงตนเอง
“ว้าย!” ถางเมิ่งหรูคิดว่าตนนั้นไม่รอดแล้ว เพราะตกจากรถม้าเช่นนี้คงไม่มีใครช่วยได้ทัน
แต่ร่างบางถูกประคองโดยบุรุษผู้หนึ่งที่เดินเข้ามาทักทายจวิ้นอ๋องพอดี “พระชายาเป็นอันใดหรือไม่?” น้ำเสียงที่ดูคุ้นเคยดังขึ้นเหนือศีรษะ ถางเมิ่งหรูเมื่อยืนได้มั่นคงแล้วถึงได้ผละตัวออกจากองค์ชายแปด
“ไม่เป็นอะไรมากเพคะ” สตรีโฉมสะคราญยอบกายลงทำความเคารพ ทว่าฝ่ามือของบุรุษผู้นี้เข้ามาแตะที่แขนนางไว้
“ไม่ต้องมากพิธี ถึงอย่างไรพระชายาก็เป็นพี่สะใภ้ข้า” องค์ชายแปดหรือหานหรงชิง ส่งยิ้มให้ถางเมิ่งหรูด้วยสีหน้าเป็นมิตร แต่ผิดกับจวิ้นอ๋องที่ทำหน้าบึ้งยืนอยู่ด้านข้าง
เก้าเดือนต่อมา ถางเมิ่งหรูกำลังเล่นอยู่กับบุตรชายคนที่สามจู่ ๆ ก็เกิดอาการเจ็บท้องขึ้นมากะทันหัน เลี่ยงหมัวมัวจึงให้คนไปตามหมอหลวงแล้วก็อุ้มหานซีเหิงออกมา“เสด็จแม่ไม่สบายหรือ” หานซีเหิงอายุได้เกือบสองปีแล้วถามขึ้นมาเพราะเห็นสีหน้ามารดาไม่ดีนัก“พระชายาจะให้กำเนิดน้องให้องค์ชายแล้วเพคะ” เลี่ยงหมัวมัวตื่นเต้นมาก ที่จะได้เห็นพระพักตร์เจ้านายคนใหม่ของจวนจวิ้นอ๋องแล้ว ส่วนจวิ้นอ๋องเมื่อรู้ข่าวว่าพระชายาจะคลอดแล้วก็รีบเสด็จออกจากวังหลวงพร้อมกันกับหานหลิงหลิงและหานหมิงเฟย ซึ่งทุกคนในครอบครัวตื่นเต้นมากณ ตำหนักปีกซ้าย นางกำนัลจัดเตรียมห้องคลอดด้วยความชำนาญ ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้แล้ว ส่วนหมอหลวงที่เดินทางมาถึงแล้วก็เข้าทำคลอดได้ทันที“พระชายาออกแรงเบ่งอีกสักนิดพ่ะย่ะค่ะ” การทำคลอดครั้งนี้ยากกว่าทุกครั้งไม่เหมือนที่ผ่านมา ใช้เวลายาวนานจากที่ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆหมอก อยู่ดี ๆ ลมก็พัดกระโชกแรงเมฆดำเข้ามาปกคลุมเมืองหลวง รถม้าของจวนจวิ้นอ๋องประสบปัญหาม้าไม่ยอมวิ่งต่อเสียอย่างนั้น“ท่านอ๋องฝนกำลังจะตกนะพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีที่ติดตามเข้าวังไปด้วยพยายามห้
เจ็ดปีต่อมาถางเมิ่งหรูมีบุตรเพิ่มอีกสองคนมีชื่อว่าหลิงหลิงและซีเหิง ส่วนซื่อจื่อน้อยในวันนั้นกลายเป็นเด็กชายอายุสิบสองปีที่หล่อเหลามาก แน่นอนว่าจวนจวิ้นอ๋องนั้นไม่เคยได้ว่างเว้นเลยสักวันเดียว เพราะเหล่าองค์ชายและองค์หญิงมาขอร่วมเรียนหนังสือด้วยเกือบจะทุกวัน“เสด็จพี่ทรงพอพระทัยแล้วใช่หรือไม่เพคะ” ถางเมิ่งหรูพูดประชดใส่เพราะว่านางนั้นกำลังตั้งครรภ์บุตรคนที่สี่ให้กับเขา คนที่คลุกวงในแทบทุกคืนยิ้มกว้าง แล้วรวบตัวโฉมสะคราญมากอดปลอบเบา ๆ“ไม่เอาน่า ท้องนี้จะเป็นท้องสุดท้ายแล้ว พี่ไม่ให้เจ้าลำบากอีกแล้ว” หานเถิงซีไม่คิดว่าตนเองจะมีลูกดกมากขนาดนี้ เพราะในแคว้นเฉินนั้นเชื้อพระวงศ์ไม่นิยมมีลูกเกินสองคน ทว่าเขากลับมีลูกถึงสี่คน เรื่องนี้ทำเอาองค์ชายเจ็ดยกนิ้วเชิดชูยกย่องกันเลยทีเดียว“ตอนที่หม่อมฉันตั้งครรภ์ซีเหิง ท่านอ๋องก็ทรงตรัสเช่นนี้นะเพคะ” ฝ่ามือเรียวสวยทุบที่หน้าอกแข็งแรงหนึ่งหน เล่นเอาเขาร้องเสียงหลง“โอ๊ย! น้องหญิงมือหนักเหมือนเดิมเลยนะ อย่าทำแรงสิ เดี๋ยวลูกตื่น” หานเถิงซีเสแสร้งทำเป็นเจ็บที่ถูกทุบตี ตอนนี้พวกเขายืนมองซีเหิง บุตรชายคนที่สามกำลังนอนหลับอยู่
วันเวลาผ่านไปอย่างมีความสุขจากหน้าหนาวเปลี่ยนเป็นฤดูใบไม้ผลิและเข้าสู่หน้าร้อนวนเวียนไปจนถึงฤดูฝน จวนจวิ้นอ๋องมีแต่เสียงหัวเราะและความสนุกสนาน จากวันเป็นเดือนจากเดือนเป็นปีจนกระทั่งซื่อจื่อน้อยเติบโตขึ้นมีอายุครบห้าปี“เสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ” หานหมิงเฟยพูดจาฉะฉานมีบุคลิกมั่นใจในตนเอง อายุครบห้าปีแต่รอบรู้และเล่นหมากกระดานเก่งไม่แพ้ผู้เป็นบิดา“ลูกเรียนมาเหนื่อย ๆ มานั่งพักเสวยของว่างก่อน” ถางเมิ่งหรูส่งยิ้มไปให้บุตรชายที่โตเกินวัย“พ่ะย่ะค่ะ”บุรุษร่างสูงสองคนเดินตรงเข้ามาในห้องโถง เพียงหานหมิงเฟยเหล่ตาหันไปมองดูก็ต้องดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่“เสด็จอาพ่ะย่ะค่ะ” ซื่อจื่อน้อยทิ้งขนมดอกกุ้ยในมือแล้ววิ่งเข้าไปหาองค์ชายเจ็ด ถางเมิ่งหรูมองตามแล้วส่ายหน้าในความดีใจของบุตรชายหานหลินจึงอ้าแขนทั้งสองออกกว้างเพื่อรับกอดจากซื่อจื่อน้อย “เป็นอย่างไรบ้าง หลานอา” แน่นอนว่าเขามาเยือนจวนจวิ้นอ๋องบ่อยจนสนิทกับหลานชายไปแล้ว“เรียนเหนื่อยมากเลยพ่ะย่ะค่ะ” ระหว่างที่พูดก็ไม่กล้าสบตาบิดาเพราะเกรงว่าจะถูกตำหนิที่โอดครวญ“หมิงเฟยไม่ต้องพยายามมา
ที่ตำหนักปีกซ้ายในห้องบรรทมของซื่อจื่อ จูหมัวมัวสะดุ้งตัวตื่นขึ้นมาแล้วไม่พบซื่อจื่อน้อยในเปลก็ตกใจจนหน้าถอดสี จึงรีบปลุกพวกนางกำนัลที่อยู่ในบริเวณนั้นแล้วถามหา แต่ทว่าไม่มีใครรู้เลยว่าซื่อจื่อหายไปได้เช่นไร“ท่านอ๋อง พระชายา ซื่อจื่อหายตัวไปเพคะ” มี่เอ๋อวิ่งหน้าตาแตกตื่นมาแจ้งข่าวที่ตำหนักใหญ่ แต่ถูกขันทีจางปรามด้วยสายตาดุ ๆ เพราะว่ามาทำเสียงดังหน้าห้องบรรทมสักพักประตูห้องบรรทมก็ถูกเปิดออก จวิ้นอ๋องอุ้มซื่อจื่อออกมาพร้อมกับพระชายา มี่เอ๋อและจูหมัวมัวเห็นดังนั้นก็โล่งใจแล้วรีบคุกเข่าลงทันที“เจ้าดูแลลูกข้าเช่นไร ถึงปล่อยให้ซื่อจื่อเดินมาที่ตำหนักใหญ่ตามลำพัง” หานเถิงซีตวาดเสียงดังลั่น ขันทีจางได้ยินเช่นนั้นก็หน้าถอดสีรวมทั้งนางกำนัลที่เฝ้าอยู่ในบริเวณนั้นทั้งหมดรีบคุกเข่าลงทันที แน่นอนว่าความผิดนี้ร้ายแรงมาก หากซื่อจื่อไม่เสด็จมาที่นี่แต่ไปที่อื่นหรือเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมา แค่คิดก็ใจสั่นแล้ว“หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ” จูหมัวมัวโขลกศีรษะลงกับพื้นเรือน ส่วนมี่เอ๋อก็เช่นเดียวกัน“หม่อมฉันสะเพร่าเองเพคะ ปล่อยให้ซื่อจื่อคลาดสายตา” มี่เอ๋อสารภาพเสียงสั่
ณ ตำหนักปีกซ้ายช่วงบ่าย เปลือกตาคู่หนึ่งก็ลืมตาตื่นขึ้นในขณะที่แม่นมและนางกำนัลแอบงีบหลับตามไปด้วย เจ้าก้อนแป้งตัวขาวอวบปีนลงจากเปลไม้ที่มั่นคงและแข็งแรง เขาแต่งกายด้วยชุดคลุมกันลมที่สั่งทำมาจากขนจิ้งจอกสีขาว“เสด็จแม่...” เพราะเป็นเด็กติดมารดามาก หานหมิงเฟยจึงเดินออกมาจากห้องโดยไม่มีใครสังเกตเห็น เด็กน้อยอายุหนึ่งปีเดินได้แล้วและก็ว่องไวเสียด้วย เขาเดินเตาะแตะไปตามทางอย่างมั่นคง สีหน้าก็บิดเบี้ยวน้ำตาไหลเป็นทางยาวกระทั่งเดินเข้ามาในห้องห้องหนึ่งที่อบอุ่นมาก สายตาเด็กเล็กก็มองไปเห็นชุดที่คล้ายกันกับของมารดา“เสด็จแม่...” เสียงเล็กแผ่วเบามาก หานหมิงเฟยค่อย ๆ เดินไปที่เตียงนอน เห็นบุรุษที่หน้าตาคล้ายกับบิดากำลังนอนกอดมารดาอยู่ คิ้วเล็ก ๆ ก็มุ่นเข้าหากันรู้สึกไม่ชอบใจเท่าไรนัก เขาจึงปีนขึ้นไปบนเตียงด้วยความทุลักทุเลแล้วเข้าไปนอนแทรกกลางระหว่างสองคนนั้นเมื่อถูกแทรกแซงหานเถิงซีก็ลืมตาตื่นขึ้นมามองเพื่อสำรวจดู สองสายตาสบประสาน คนหนึ่งมองด้วยสายตาไม่ค่อยเป็นมิตร ส่วนอีกคนนั้นมองด้วยสายตางงงวย“หมิงเฟย ลูกเข้ามาได้อย่างไร” ถางเมิ่งหรูเห็นหน้าบุตรชายก็ตกใ
ไม่นานหมอหลวงก็เดินทางมาถึงจวนจวิ้นอ๋องสีหน้าเหนื่อยล้ามาก เมื่อล้างแผลและใส่โอสถให้ท่านอ๋องเสร็จก็เอ่ยขึ้นว่า “ช่วงนี้แผลห้ามโดนน้ำนะพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องทรงถนอมพระวรกายด้วยเถิด” หรือจะพูดกันให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าท่านอ๋องได้โปรดอย่าเจ็บป่วยบ่อยอีกเลย เนื่องจากจักรพรรดิติดตามพระอาการของจวิ้นอ๋องอย่างใกล้ชิด คาดว่าพระองค์ก็คงรู้สึกผิดมากเช่นกัน ที่ทำให้หานเถิงซีพิการต้องนั่งรถเข็นนานหลายเดือน“หมอหลวงอย่าทำสีหน้าเช่นนั้นสิ ข้าไม่ให้ท่านต้องลำบากใจนานหรอก” แน่นอนว่าหานเถิงซีบังคับให้หมอหลวงทูลความเท็จกับจักรพรรดิ เรื่องที่เขาพิการนั้นไม่เป็นความจริง เพียงแต่ต้องการความสงบสุขก็เท่านั้น คุณหนูอยากปีนป่ายขึ้นที่สูงพวกนั้นจะได้เลิกฝันลม ๆ แล้ง ๆ เสียทีหมอหลวงยิ้มแห้ง “แล้วเมื่อใดที่ท่านอ๋องจะทรงเลิกเล่นเป็นคนพิการเสียทีพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อพันผ้าสะอาดที่มือให้จวิ้นอ๋องเสร็จแล้วก็สอบถามขึ้น บุรุษองอาจมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใช้ความคิด เขาพยายามคิดทบทวนเรื่องทั้งหมดอย่างถ้วนถี่และละเอียดรอบคอบ องค์หญิงใหญ่อภิเษกสมรสกับองค์ชายสามแล้ว และกำลังทรงพระครรภ์ มู่อิงอิงกลายเป็นชายาของหานหรงชิง







