LOGIN“ข้าจะพักผ่อนแล้ว เจ้าก็ร่ำสุราเงียบ ๆ เข้าใจหรือไม่” วันนี้จวิ้นอ๋องไม่มีอารมณ์มาเดินหมากอะไรทั้งนั้น และยังร่ำสุราเป็นเพื่อนไม่ได้อีกด้วยเพราะมีแผลที่ริมฝีปาก ถึงมันจะไม่ได้เจ็บถึงขั้นเสวยอะไรไม่ได้แต่รู้สึกหงุดหงิดใจ ดังนั้นองค์ชายเจ็ดจึงเกิดความเบื่อหน่ายเต็มทนมองไปทางใดก็มีแค่ขันทีกับนางกำนัล จวิ้นอ๋องก็หายหน้าไปเลย ต่อมาจึงเสด็จกลับตำหนักองค์ชายในช่วงบ่าย
กระทั่งใกล้เวลาเข้าวังหลวง ซ่งเอ๋อที่ได้รับแจ้งจากหัวหน้านางกำนัลว่าวันนี้พระชายาต้องเสด็จเข้าวังพร้อมกับจวิ้นอ๋อง จึงรีบมาปลุกเจ้านายถึงเตียงนอน เพราะหลังจากพระชายาเล่นผีผาเสร็จ ก็เก็บตัวอยู่แต่ในห้องบรรทมไม่เสด็จออกไปที่ใดอีกในตลอดช่วงบ่าย
“พระชายาลุกมาแต่งตัวได้แล้วเพคะ” เสียงของนางกำนัลดังเข้ามาในห้องบรรทม ในขณะที่โฉมสะคราญเพิ่งลืมตาตื่นขึ้นมา นางใช้เวลานอนกลางวันไปมากเลยทีเดียว
“ข้าบอกท่านอ๋องแล้วว่าไม่ไปร่วมงานด้วย” ถางเมิ่งหรูตอบเสียงห้วน จากนั้นก็พลิกตัวนอนตะแคงหันหน้าไปทางอื่น
ซ่งเอ๋อยืนเกาศีรษะด้วยความงุนงงเพราะทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะหนึ่ง ตามปกติแล้วไม่ว่าท่านอ๋องจะมีรับสั่งเช่นไร พระชายาก็ไม่เคยปฏิเสธหรือต่อต้านสักครั้งเดียว
“แต่หลิ่วหมัวมัวบอกว่าถ้าหากพระชายาเสด็จไปหน้าจวนช้า ทำให้ท่านอ๋องต้องรอจะถูกลงโทษโบยนะเพคะ” นางกำนัลข้างกายเอ่ยเสียเบา
ถางเมิ่งหรูนอนตะแคงข้างหลับตาอยู่ ได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วพันกันแน่น รู้สึกขัดใจ “ข้าลุกก็ได้!” แน่นอนว่าภายในไม่เกินครึ่งชั่วยามสตรีโฉมสะคราญก็แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแม้ว่าจะไม่ได้เต็มใจเท่าไรก็ตาม
เมื่อชาติก่อนนางก็ไม่ได้ไปร่วมงานเลี้ยงนี้ด้วย เหตุใดชาตินี้จวิ้นอ๋องถึงได้อยากให้นางไปร่วมงานเลี้ยงคัดเลือกราชบุตรเขยขององค์หญิงใหญ่นัก ถางเมิ่งหรูยืนรอหานเถิงซีด้วยสีหน้าครุ่นคิด สักพักหนึ่งร่างสูงในชุดสีเข้มก็เดินออกมาจากตำหนักใหญ่
“มัวเหม่ออะไรอยู่ รีบขึ้นรถม้าได้แล้ว” หานเถิงซีมองถางเมิ่งหรูตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าคล้ายไม่สบอารมณ์นัก แล้วก็เดินผ่านหน้าไปทันที ความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นแบบนี้มานาน ทว่ามักเป็นนางที่ยอมอยู่เสมอ เพียงแต่ชาตินี้คนที่ได้มีโอกาสกลับมาเกิดใหม่ไม่ได้อยากปล่อยมันผ่านไปอีกแล้ว
“เจอหน้ากันก็พานทำให้หมดอารมณ์” ถางเมิ่งหรูพูดพึมพำเสียงเบาแต่ว่าขันทีข้างกายจวิ้นอ๋องได้ยินเต็มสองรูหู เขากำลังจะอ้าปากฟ้องท่านอ๋องแต่ถูกสตรีโฉมสะคราญกลั่นแกล้งด้วยการเดินไปเหยียบเท้า
“อะ โอ๊ย!” ขันทีจางร้องเสียงหลงจึงทำให้จวิ้นอ๋องที่ขึ้นรถม้าไปแล้วเลิกม่านหน้าต่างรถออกมา จ้องตาเขม็ง
“ถ้าเจ้าไม่พร้อมไปก็ให้ขันทีเหลียนมาแทน” แล้วหานเถิงซีก็ปิดม่านลง ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ถางเมิ่งหรูหันเสี้ยวหน้ามาหยักคิ้วใส่ขันทีขี้ฟ้องและปากมาก เพราะชาติก่อนนั้นนางถูกขันทีผู้นี้กลั่นแกล้งอยู่หลายหน
ขันทีจางอยากก่นด่าพระชายาในตอนนี้มาก แต่ทว่าก็ไม่กล้าทำ เพราะท่านอ๋องทรงประทับอยู่ด้วยกัน พระองค์ไม่ชอบเรื่องจุกจิกจุ้นจ้าน ขันทีเหลียนที่ยืนอยู่ข้างหลังเห็นทุกการกระทำของพระชายาแต่ก็ไม่เอ่ยคำใด ทำเพียงขึ้นมาทำหน้าที่แทนขันทีจาง
“เชิญพระชายาเสด็จพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีเหลียนเอ่ยเสียงไม่หนักไม่เบา ถางเมิ่งหรูได้แก้แค้นขันทีจางสำเร็จเป็นครั้งแรกก็อารมณ์ดีเผลอยิ้มไม่หุบ เมื่อนางเข้าไปในรถม้าและนั่งลงฝั่งทางขวาของที่นั่ง หานเถิงซีสังเกตเห็นสีหน้าของนางก็เอ่ยขึ้นว่า
“เมื่อไปถึงวังหลวงแล้วก็ทำตัวสงบเสงี่ยมอย่าทำให้ข้าต้องอับอาย” หานเถิงซีพูดเพียงเท่านั้นก็หลับตาลง คล้ายไม่อยากมองหน้ากัน
ถางเมิ่งหรูเกิดอาการมันเขี้ยวจวิ้นอ๋องที่พูดเหมือนกับว่านางเป็นตัวปัญหา จึงยกมือขึ้นมาขยำกลางอากาศ ทว่าสายตาคมกลับลืมตาขึ้นมองเสียก่อน
“จะทำอะไร...” หานเถิงซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน ตอนนี้รถม้าออกเดินทางแล้ว ระยะทางจากหน้าประตูวังกับจวนจวิ้นอ๋องนั้นค่อนข้างอยู่ไกลกันมาก แคว้นเฉินมีบริเวณกว้างขวางเป็นอันดับหนึ่ง จากสองแคว้นที่อยู่ล้อมรอบ ซึ่งประกอบด้วยแคว้นชิงและแคว้นจิง ดังนั้นจึงทำให้ในแต่ละตำหนักของเชื้อพระวงศ์มีพื้นที่กว้างขวางหลายหมู่[1]
โฉมสะคราญยกมือค้างกลางอากาศแต่ก็ต้องรีบเอาลงเพราะถูกจับได้ “เปล่าเพคะ”
[1] หมู่ หน่วยวัดจีนโบราณ 1 ไร่จีน/หมู่ = 666.67 ตารางเมตร
เก้าเดือนต่อมา ถางเมิ่งหรูกำลังเล่นอยู่กับบุตรชายคนที่สามจู่ ๆ ก็เกิดอาการเจ็บท้องขึ้นมากะทันหัน เลี่ยงหมัวมัวจึงให้คนไปตามหมอหลวงแล้วก็อุ้มหานซีเหิงออกมา“เสด็จแม่ไม่สบายหรือ” หานซีเหิงอายุได้เกือบสองปีแล้วถามขึ้นมาเพราะเห็นสีหน้ามารดาไม่ดีนัก“พระชายาจะให้กำเนิดน้องให้องค์ชายแล้วเพคะ” เลี่ยงหมัวมัวตื่นเต้นมาก ที่จะได้เห็นพระพักตร์เจ้านายคนใหม่ของจวนจวิ้นอ๋องแล้ว ส่วนจวิ้นอ๋องเมื่อรู้ข่าวว่าพระชายาจะคลอดแล้วก็รีบเสด็จออกจากวังหลวงพร้อมกันกับหานหลิงหลิงและหานหมิงเฟย ซึ่งทุกคนในครอบครัวตื่นเต้นมากณ ตำหนักปีกซ้าย นางกำนัลจัดเตรียมห้องคลอดด้วยความชำนาญ ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้แล้ว ส่วนหมอหลวงที่เดินทางมาถึงแล้วก็เข้าทำคลอดได้ทันที“พระชายาออกแรงเบ่งอีกสักนิดพ่ะย่ะค่ะ” การทำคลอดครั้งนี้ยากกว่าทุกครั้งไม่เหมือนที่ผ่านมา ใช้เวลายาวนานจากที่ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆหมอก อยู่ดี ๆ ลมก็พัดกระโชกแรงเมฆดำเข้ามาปกคลุมเมืองหลวง รถม้าของจวนจวิ้นอ๋องประสบปัญหาม้าไม่ยอมวิ่งต่อเสียอย่างนั้น“ท่านอ๋องฝนกำลังจะตกนะพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีที่ติดตามเข้าวังไปด้วยพยายามห้
เจ็ดปีต่อมาถางเมิ่งหรูมีบุตรเพิ่มอีกสองคนมีชื่อว่าหลิงหลิงและซีเหิง ส่วนซื่อจื่อน้อยในวันนั้นกลายเป็นเด็กชายอายุสิบสองปีที่หล่อเหลามาก แน่นอนว่าจวนจวิ้นอ๋องนั้นไม่เคยได้ว่างเว้นเลยสักวันเดียว เพราะเหล่าองค์ชายและองค์หญิงมาขอร่วมเรียนหนังสือด้วยเกือบจะทุกวัน“เสด็จพี่ทรงพอพระทัยแล้วใช่หรือไม่เพคะ” ถางเมิ่งหรูพูดประชดใส่เพราะว่านางนั้นกำลังตั้งครรภ์บุตรคนที่สี่ให้กับเขา คนที่คลุกวงในแทบทุกคืนยิ้มกว้าง แล้วรวบตัวโฉมสะคราญมากอดปลอบเบา ๆ“ไม่เอาน่า ท้องนี้จะเป็นท้องสุดท้ายแล้ว พี่ไม่ให้เจ้าลำบากอีกแล้ว” หานเถิงซีไม่คิดว่าตนเองจะมีลูกดกมากขนาดนี้ เพราะในแคว้นเฉินนั้นเชื้อพระวงศ์ไม่นิยมมีลูกเกินสองคน ทว่าเขากลับมีลูกถึงสี่คน เรื่องนี้ทำเอาองค์ชายเจ็ดยกนิ้วเชิดชูยกย่องกันเลยทีเดียว“ตอนที่หม่อมฉันตั้งครรภ์ซีเหิง ท่านอ๋องก็ทรงตรัสเช่นนี้นะเพคะ” ฝ่ามือเรียวสวยทุบที่หน้าอกแข็งแรงหนึ่งหน เล่นเอาเขาร้องเสียงหลง“โอ๊ย! น้องหญิงมือหนักเหมือนเดิมเลยนะ อย่าทำแรงสิ เดี๋ยวลูกตื่น” หานเถิงซีเสแสร้งทำเป็นเจ็บที่ถูกทุบตี ตอนนี้พวกเขายืนมองซีเหิง บุตรชายคนที่สามกำลังนอนหลับอยู่
วันเวลาผ่านไปอย่างมีความสุขจากหน้าหนาวเปลี่ยนเป็นฤดูใบไม้ผลิและเข้าสู่หน้าร้อนวนเวียนไปจนถึงฤดูฝน จวนจวิ้นอ๋องมีแต่เสียงหัวเราะและความสนุกสนาน จากวันเป็นเดือนจากเดือนเป็นปีจนกระทั่งซื่อจื่อน้อยเติบโตขึ้นมีอายุครบห้าปี“เสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ” หานหมิงเฟยพูดจาฉะฉานมีบุคลิกมั่นใจในตนเอง อายุครบห้าปีแต่รอบรู้และเล่นหมากกระดานเก่งไม่แพ้ผู้เป็นบิดา“ลูกเรียนมาเหนื่อย ๆ มานั่งพักเสวยของว่างก่อน” ถางเมิ่งหรูส่งยิ้มไปให้บุตรชายที่โตเกินวัย“พ่ะย่ะค่ะ”บุรุษร่างสูงสองคนเดินตรงเข้ามาในห้องโถง เพียงหานหมิงเฟยเหล่ตาหันไปมองดูก็ต้องดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่“เสด็จอาพ่ะย่ะค่ะ” ซื่อจื่อน้อยทิ้งขนมดอกกุ้ยในมือแล้ววิ่งเข้าไปหาองค์ชายเจ็ด ถางเมิ่งหรูมองตามแล้วส่ายหน้าในความดีใจของบุตรชายหานหลินจึงอ้าแขนทั้งสองออกกว้างเพื่อรับกอดจากซื่อจื่อน้อย “เป็นอย่างไรบ้าง หลานอา” แน่นอนว่าเขามาเยือนจวนจวิ้นอ๋องบ่อยจนสนิทกับหลานชายไปแล้ว“เรียนเหนื่อยมากเลยพ่ะย่ะค่ะ” ระหว่างที่พูดก็ไม่กล้าสบตาบิดาเพราะเกรงว่าจะถูกตำหนิที่โอดครวญ“หมิงเฟยไม่ต้องพยายามมา
ที่ตำหนักปีกซ้ายในห้องบรรทมของซื่อจื่อ จูหมัวมัวสะดุ้งตัวตื่นขึ้นมาแล้วไม่พบซื่อจื่อน้อยในเปลก็ตกใจจนหน้าถอดสี จึงรีบปลุกพวกนางกำนัลที่อยู่ในบริเวณนั้นแล้วถามหา แต่ทว่าไม่มีใครรู้เลยว่าซื่อจื่อหายไปได้เช่นไร“ท่านอ๋อง พระชายา ซื่อจื่อหายตัวไปเพคะ” มี่เอ๋อวิ่งหน้าตาแตกตื่นมาแจ้งข่าวที่ตำหนักใหญ่ แต่ถูกขันทีจางปรามด้วยสายตาดุ ๆ เพราะว่ามาทำเสียงดังหน้าห้องบรรทมสักพักประตูห้องบรรทมก็ถูกเปิดออก จวิ้นอ๋องอุ้มซื่อจื่อออกมาพร้อมกับพระชายา มี่เอ๋อและจูหมัวมัวเห็นดังนั้นก็โล่งใจแล้วรีบคุกเข่าลงทันที“เจ้าดูแลลูกข้าเช่นไร ถึงปล่อยให้ซื่อจื่อเดินมาที่ตำหนักใหญ่ตามลำพัง” หานเถิงซีตวาดเสียงดังลั่น ขันทีจางได้ยินเช่นนั้นก็หน้าถอดสีรวมทั้งนางกำนัลที่เฝ้าอยู่ในบริเวณนั้นทั้งหมดรีบคุกเข่าลงทันที แน่นอนว่าความผิดนี้ร้ายแรงมาก หากซื่อจื่อไม่เสด็จมาที่นี่แต่ไปที่อื่นหรือเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมา แค่คิดก็ใจสั่นแล้ว“หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ” จูหมัวมัวโขลกศีรษะลงกับพื้นเรือน ส่วนมี่เอ๋อก็เช่นเดียวกัน“หม่อมฉันสะเพร่าเองเพคะ ปล่อยให้ซื่อจื่อคลาดสายตา” มี่เอ๋อสารภาพเสียงสั่
ณ ตำหนักปีกซ้ายช่วงบ่าย เปลือกตาคู่หนึ่งก็ลืมตาตื่นขึ้นในขณะที่แม่นมและนางกำนัลแอบงีบหลับตามไปด้วย เจ้าก้อนแป้งตัวขาวอวบปีนลงจากเปลไม้ที่มั่นคงและแข็งแรง เขาแต่งกายด้วยชุดคลุมกันลมที่สั่งทำมาจากขนจิ้งจอกสีขาว“เสด็จแม่...” เพราะเป็นเด็กติดมารดามาก หานหมิงเฟยจึงเดินออกมาจากห้องโดยไม่มีใครสังเกตเห็น เด็กน้อยอายุหนึ่งปีเดินได้แล้วและก็ว่องไวเสียด้วย เขาเดินเตาะแตะไปตามทางอย่างมั่นคง สีหน้าก็บิดเบี้ยวน้ำตาไหลเป็นทางยาวกระทั่งเดินเข้ามาในห้องห้องหนึ่งที่อบอุ่นมาก สายตาเด็กเล็กก็มองไปเห็นชุดที่คล้ายกันกับของมารดา“เสด็จแม่...” เสียงเล็กแผ่วเบามาก หานหมิงเฟยค่อย ๆ เดินไปที่เตียงนอน เห็นบุรุษที่หน้าตาคล้ายกับบิดากำลังนอนกอดมารดาอยู่ คิ้วเล็ก ๆ ก็มุ่นเข้าหากันรู้สึกไม่ชอบใจเท่าไรนัก เขาจึงปีนขึ้นไปบนเตียงด้วยความทุลักทุเลแล้วเข้าไปนอนแทรกกลางระหว่างสองคนนั้นเมื่อถูกแทรกแซงหานเถิงซีก็ลืมตาตื่นขึ้นมามองเพื่อสำรวจดู สองสายตาสบประสาน คนหนึ่งมองด้วยสายตาไม่ค่อยเป็นมิตร ส่วนอีกคนนั้นมองด้วยสายตางงงวย“หมิงเฟย ลูกเข้ามาได้อย่างไร” ถางเมิ่งหรูเห็นหน้าบุตรชายก็ตกใ
ไม่นานหมอหลวงก็เดินทางมาถึงจวนจวิ้นอ๋องสีหน้าเหนื่อยล้ามาก เมื่อล้างแผลและใส่โอสถให้ท่านอ๋องเสร็จก็เอ่ยขึ้นว่า “ช่วงนี้แผลห้ามโดนน้ำนะพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องทรงถนอมพระวรกายด้วยเถิด” หรือจะพูดกันให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าท่านอ๋องได้โปรดอย่าเจ็บป่วยบ่อยอีกเลย เนื่องจากจักรพรรดิติดตามพระอาการของจวิ้นอ๋องอย่างใกล้ชิด คาดว่าพระองค์ก็คงรู้สึกผิดมากเช่นกัน ที่ทำให้หานเถิงซีพิการต้องนั่งรถเข็นนานหลายเดือน“หมอหลวงอย่าทำสีหน้าเช่นนั้นสิ ข้าไม่ให้ท่านต้องลำบากใจนานหรอก” แน่นอนว่าหานเถิงซีบังคับให้หมอหลวงทูลความเท็จกับจักรพรรดิ เรื่องที่เขาพิการนั้นไม่เป็นความจริง เพียงแต่ต้องการความสงบสุขก็เท่านั้น คุณหนูอยากปีนป่ายขึ้นที่สูงพวกนั้นจะได้เลิกฝันลม ๆ แล้ง ๆ เสียทีหมอหลวงยิ้มแห้ง “แล้วเมื่อใดที่ท่านอ๋องจะทรงเลิกเล่นเป็นคนพิการเสียทีพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อพันผ้าสะอาดที่มือให้จวิ้นอ๋องเสร็จแล้วก็สอบถามขึ้น บุรุษองอาจมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใช้ความคิด เขาพยายามคิดทบทวนเรื่องทั้งหมดอย่างถ้วนถี่และละเอียดรอบคอบ องค์หญิงใหญ่อภิเษกสมรสกับองค์ชายสามแล้ว และกำลังทรงพระครรภ์ มู่อิงอิงกลายเป็นชายาของหานหรงชิง







