Share

บทที่ 6 ไปวัด

last update Last Updated: 2026-02-23 13:58:12

หยางซานกลับจวนตระกูลลู่มาอย่างราบรื่นปลอดภัย เขาหลบเลี่ยงสายตาผู้คนมาได้อย่างไม่เผยพิรุธ เมื่อกลับมาที่ห้องนอนแล้วชายหนุ่มทิ้งกายลงนอนบนเตียงพร้อมกับใคร่ครวญเรื่องของจินซินไม่หยุด

ชาติก่อนนั้นจินซินไม่ได้เป็นเช่นนี้ นางไม่สนใจใครทั้งสิ้น และแน่นอนว่านางไม่เคยใส่ใจด้วยซ้ำว่าบ่าวไพร่จะเป็นจะตายเช่นไร บ่าวคนไหนป่วยใกล้ตายนางก็ให้เอาไปโยนทิ้งที่ป่าร้างนอกจวน บ่าวคนไหนไม่เชื่อฟังนางก็ทุบตีจนตาย ไร้ซึ่งความเมตตาปรานีอย่างไม่น่าให้อภัย ทว่าในชาตินี้นางกลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ดูแลเอาใจใส่บ่าวไพร่ อีกทั้งยังดีกับเขามาก

หยางซานแม้จะสงสัยมากเพียงใดแต่ยามนี้คงทำได้เพียงเก็บความสงสัยนี้เอาไว้ในใจก่อน เขาอยากจะรอดูให้แน่ใจอีกสักหน่อย จากนั้นค่อยหาทางสอบถามนางดูว่า นางใช่ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่เช่นเดียวกับเขาหรือไม่

ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาหนักๆ ทีหนึ่ง แม้เขาจะดีใจที่นางและเขาได้กลับมาพบกันใหม่อีกครั้ง แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นเพียงบ่าวฐานะต่ำต้อย สิ่งที่จะสามารถทำได้คงเป็นเพียงการปกป้องนางให้ปลอดภัย คอยชี้นำให้นางเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง

เขาหลงรักนางมาตั้งแต่วัยเยาว์ ไม่ว่านางจะมีนิสัยเลวร้ายมากเพียงไร ผู้คนจะเกลียดชังนางมากแค่ไหน แต่ว่าเขาก็ไม่เคยกล่าวโทษนางเลย

เรื่องราวในชาติก่อนหนักหนาสาหัสเกินไป ทุกคนกลายเป็นเพียงหมากบนกระดานของฉินหงเย่เท่านั้น นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เขาคิดหนัก การจะจัดการฉินหงเย่คงไม่ง่ายนัก

แต่ช่างเถอะ วันคืนยังอีกยาวไกล เขาค่อยๆ คิดหาหนทางก็ยังไม่สาย

เขาในชาติก่อนหวาดกลัวขี้ขลาด ไม่กล้าลุกขึ้นมาทำร้ายคน ไม่กล้าปรามนาง แต่นับจากนี้ไปเขาจะไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว

ทางด้านจินซินนั้นเมื่อกลับมาถึงเรือนแล้ว อาซีและอาหลิงก็บอกว่าโหวฮูหยินสั่งให้คนนำมื้อเย็นมาให้นางที่เรือน เพราะเกรงว่านางจะหิวกลางดึก จินซินพยักหน้าแย้มยิ้มออกมา นางรู้สึกอบอุ่นในหัวใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก หญิงสาวทิ้งกายลงที่เก้าอี้และกินอาหารจนอิ่ม หลังจากกินอิ่มแล้วนางก็มานั่งมองท้องฟ้าอยู่ที่หน้าเรือน พลางครุ่นคิดเรื่องของหยางซาน

นางรู้สึกได้จริงๆ ว่าหยางซานดูแปลกไป แต่แปลกตรงที่ใดนางก็มองไม่ออก เหตุผลที่เขาบอกกับนางมันก็สมเหตุสมผลไม่ได้มีสิ่งใดน่าสงสัย หรือบางครานางอาจจะคิดมากเกินไปกระมัง

หญิงสาวส่ายหน้าไปมาช้าๆ เพื่อไล่ความคิดที่น่าปวดหัวออกไป หลังจากนั่งรับลมจนพอใจแล้ว นางก็หันมาเอ่ยกับอาซีและอาหลิง

"วันพรุ่งข้าอยากจะไปไหว้พระที่วัด"

อาซีและอาหลิงคิดว่าตนเองหูฝาดไปชั่วขณะ แต่ไหนแต่ไรคุณหนูของพวกนางเคยเข้าวัดไหว้พระเสียที่ไหนกัน อีกทั้งยังบ่นว่าในวัดเหม็นกลิ่นควันกลิ่นธูป แต่อยู่ๆ วันนี้กลับบอกว่าอยากเข้าวัดเสียได้

จินซินมีหรือจะมองไม่เห็นสายตาสงสัยใคร่รู้ของสาวใช้ทั้งสองแต่นางคร้านจะสนใจ หญิงสาวรีบล้างหน้าล้างตาให้สะอาดและเข้านอนแต่หัววัน

ตกกลางดึกนางกลับฝัน

นางฝันเห็นเรื่องราวที่ผ่านมา ฝันเห็นเรื่องชั่วช้าที่ตนเองทำ ในฝันนั้นยังมีเสียงกรีดร้องขอความเมตตาจากคนที่นางเคยทำร้ายดังแว่วเข้ามาในหูไม่หยุด

จินซินสะดุ้งตื่นและผุดลุกขึ้นมานั่งบนเตียง เหงื่อเย็นไหลซึมออกมาเต็มหน้าผาก นางยกมือขึ้นเช็ดมันออกอย่างลวกๆ พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

ความฝันนั้นตามหลอกหลานนางแทบจะทุกคืน

หญิงสาวส่ายหน้าไปมาเพื่อไล่ภาพอดีตเหล่านี้ออก ก่อนจะพยายามข่มตานอนให้หลับ แต่พยายามเท่าใดก็ไม่หลับเสียที นางจึงนอนมองเพดานไปเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งถึงเวลารุ่งสางจึงลุกขึ้นมาแต่เช้า หลังกินมื้อเช้าอิ่มแล้ว นางจึงบอกกับคนตระกูลลู่ว่าตนเองจะขอไปไหว้พระที่วัดเพื่อขอพร

โหวฮูหยินและลู่โหวถึงกับมองหน้ากันครู่หนึ่ง หากบอกว่านางจะไปหาเรื่องคนยังจะน่าเชื่อมากกว่า แต่นี่มาบอกว่าจะไปไหว้พระถึงแม้จะมีความสงสัยมากมายในจิตใจ ทว่าโหวฮูหยินก็ยังอนุญาตและบอกให้บ่าวไพร่ไปเตรียมรถม้าให้นาง จินซินย่อกายขอบคุณอย่างนอบน้อม แล้วเดินไปที่รถม้าทันที ครั้งนี้นางให้อาซี อาหลิงและหยางซานติดตามไปด้วย จังหวะที่นางยังไม่ทันจะเดินขึ้นรถม้า ลู่จื่อเซวียนก็มาขวางทางนางเอาไว้เสียก่อน อีกทั้งยังใช้สายตาแปลกประหลาดจับจ้องนางไม่หยุด

เมื่อคิดถึงเรื่องในวันนั้นที่นางเมาหัวทิ่มต่อหน้าเขา จินซินก็รู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง แต่ช่างเถอะ ในเมื่อเรื่องมันผ่านไปแล้วจะแก้ไขสิ่งใดก็มิได้

"ลูกพี่ลู่ ท่านมองข้าทำไม มีสิ่งใดจะถามหรือ"

จินซินถามอย่างตรงไปตรงมา ลู่จื่อเซวียนมีท่าทีไม่ไว้วางใจในตัวหญิงสาวพลางกล่าวตรงๆ ว่า

"เจ้าคงไม่ใช่ จะไปเผาวัดหรอกนะ"

จินซิน "......"

จินซิินถึงกับเอ่ยวาจาใดไม่ออก นี่เขาเห็นนางเป็นพวกมารศาสนาหรือไรกัน เหลือเกินจริงเชียว!

"ลูกพี่ลู่ ข้าจะไปไหว้พระไหว้เจ้า ทำไม? ข้าจะเข้าวัดทำบุญไม่ได้หรือ กรุณาหลีกทางด้วยเจ้าค่ะ"

"ช้าก่อน"

"ทำไมอีกเจ้าคะ"

"ท่านแม่ให้นำถุงเงินนี่มามอบให้เจ้า เผื่อว่าเจ้าต้องการใช้เงิน อย่างไรเจ้าก็อยู่ในจวนตระกูลลู่พวกเราย่อมต้องดูแลเจ้า"

เขาโยนถุงเงินมาให้นาง จินซินยื่นมือมารับเอาไว้ พลางกล่าวว่า

"ไม่เป็นอันใด ข้ามี...."

"ข้ารู้ว่าเจ้ามีเงินมากมาย แต่อย่างไรเจ้าก็อยู่ในความดูแลของท่านพ่อท่านแม่ข้า รับไปเสีย แล้วก็อย่าคิดว่าข้าทำไปเพราะชอบเจ้าล่ะ"

"รู้แล้วน่า ฝากขอบคุณท่านลุงท่านป้าด้วย"

นางรับถุงเงินมาและกล่าวขอบคุณ ก่อนจะเดินขึ้นรถม้าเพื่อออกเดินทาง ลู่จื่อเซวียนมองตามรถม้าของจินซินไปจนลับสายตา ชายหนุ่มรู้สึกว่าระยะนี้หญิงสาวดูแปลกไปมากจริงๆ นางไม่ทุบตีด่าทอบ่าวไพร่เหมือนแต่ก่อน สาวใช้ในจวนเขาก็เริ่มพูดถึงนางในทางที่ดีมากขึ้น และที่สำคัญนางไม่เอาแต่ตามติดเขาเหมือนเช่นแต่ก่อน

เดิมทีแม้เขาจะไม่ได้ชอบพอในตัวนาง แต่ถ้าหากนางทำตัวดีสักหน่อย ไม่ก่อปัญหาให้เขา เขาเองก็ไม่รังเกียจที่จะเอ็นดูนางเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง

ทางด้านจินซินที่นั่งอยู่ในรถม้าก็กำลังมองดูถุงเงินในมือก่อนจะยื่นมือไปเปิดผ้าม่านออกเพื่อมองดูทิวทัศน์ข้างทาง วันนี้หยางซานรับหน้าที่เป็นสารถีคอยขับรถม้าให้กับนาง

หยางซานในความทรงจำของนางนั้นเขามีความสามารถอยู่ไม่น้อย แม้บิดาของนางจะรับเขามาเลี้ยงดูในฐานะบ่าว แต่ให้ความเอ็นดูรักใคร่เมตตาให้เขาได้เรียนหนังสือ และยังจ้างอาจารย์มาสอนวรยุทธ์ให้กับเขา แต่เพราะหยางซานมีนิสัยเจียมเนื้อเจียมตัวเขาจึงไม่เคยโอ้อวดความสามารถของตนเองเลยสักครั้ง อีกทั้งยังบอกว่าเขาเป็นเพียงบ่าวจะทำตัวโดดเด่นไปทำไมกัน

หยางซานคอยดูแลนางไม่ห่าง แม้นางจะชอบทุบตีด่าทอเขาแต่เขาก็ไม่เคยไปจากนาง จนกระทั่งวันที่นางเข้าวังหลวงไปเป็นพระสนม เขายังใจเด็ดตัดความเป็นชายของตนเองทิ้งและติดตามนางเข้าวังหลวงในฐานะขันที และกลายเป็นขันทีคนสนิทของนาง

คนรอบตัวล้วนทำเพื่อนางมากมายเหลือเกิน แต่นางกลับไม่เคยมองเห็นคุณค่า นางมองเห็นเพียงความต้องการของตนเองเท่านั้น

ยามนี้นางได้รับโอกาสให้กลับมาแก้ไขแล้ว นางจะไม่ยอมให้หยางซานทำเช่นนั้นอีก คนกตัญญูเช่นเขาควรจะได้พบกับสตรีดีดีและแต่งงานครองคู่กันไปชั่วชีวิต ไม่ควรต้องเอาชีวิตมาจมปลักอยู่ข้างกายนาง

ใช้เวลาไม่นานก็เดินทางมาถึงวัดชิงเหลียนอานเสียที วัดแห่งนี้ตั้งอยู่บนเขา ท่ามกลางบรรยากาศที่ร่มรื่น ผู้คนมักพากันมากราบไหว้ขอพรพระโพธิสัตว์ที่อารามบัวเขียวของวัดแห่งนี้ หญิงสาวได้ยินมานานแล้วว่าพระโพธิสัตว์ของวัดนี้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ผู้ใดได้มากราบไหว้ขอพรก็จะแคล้วคลาดปลอดภัยไร้ทุกข์ไร้โศก และประสบความสำเร็จดั่งใจปรารถนา

"ถึงแล้วขอรับคุณหนู"

หยางซานเลิกผ้าม่านขึ้นและบอกกับนางอย่างอ่อนโยน จินซินพยักหน้าก่อนจะก้าวลงมาจากรถม้า และเดินตรงเข้าไปในวัดชิงเหลียนอานอย่างช้าๆ

เมื่อนางก้าวเดินเข้ามาในวัด ก็พบว่าวันนี้ผู้คนค่อนข้างคับคั่งไม่น้อย เมื่อสอบถามก็ได้ความว่าวันนี้ผู้คนมากราบไหว้ไต้ซือชื่อดังเพื่อขอพร บรรยากาศจึงค่อนข้างคึกคักจินซินไม่ได้เอ่ยวาจาอะไร เพียงเดินมุ่งหน้าไปที่อารามบัวเขียวนางเพียงอยากมาไหว้พระ ทำบุญจากนั้นก็จะกลับจวนแล้ว

ทว่าเมื่อนางเข้ามาในอารามบัวเขียวก็พบเข้ากับสายตาของเหล่าผู้คนที่มองมา มีทั้งความสงสัยใคร่รู้ ไม่อยากจะเชื่อและดูแคลนอยู่ในที บางคนถึงขนาดซุบซิบกันว่า

ดูสิ ตัวอัปมงคลเข้าวัดมาได้อย่างไรกัน

ให้ตายเถอะ ลมอันใดหอบนางมาถึงนี่ วันนี้ไม่ไปหาเรื่องทะเลาะกับผู้อื่นหรอกหรือ

ได้ยินว่านางป่าวประกาศไปทั่วว่าตนเองจะได้เป็นฮูหยินน้อยจวนโหว ช่างหน้าไม่อาย เหมือนว่าไม่นานมานี้นางจะตบตีสตรีน้อยที่แอบมองลู่ซื่อจื่อด้วย

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ชาตินี้นางร้ายเช่นข้าจะขอขีดเส้นด้ายวาสนาด้วยตนเอง   บทที่ 18 บาดเจ็บ

    หยางซานเมื่อได้ยินว่าจินซินเกิดเรื่องเขาก็รีบวิ่งเข้าไปด้านในทันทีโดยไม่รอลู่จื่อเซวียน ชาติก่อนเขาไม่เคยมาที่นี่ จึงไม่รู้ว่าเรือนปัญญาหยกอยู่ที่ใด ทำได้เพียงถามคนในนั้น จนกระทั่งได้ทราบว่าจินซินถูกพาไปรักษาตัวยังเรือนรับรองของสำนักศึกษาเรียบร้อยแล้วแม้เขาจะร้อนใจมากเพียงใด แต่ก็ยังไม่ลืมว่าอย่างไรยามนี้ตนเองยังคงมีสถานะเป็นเพียงบ่าวย่อมไม่อาจเข้าไปหานางได้โดยพละการ อีกทั้งยามนี้องค์หญิงฉินอันหนิงก็อยู่ด้วย หากเขาทำเกินหน้าที่อาจจะยิ่งทำให้สถาณการณ์ยุ่งยากมากกว่าเดิมกับฉินอันหนิงนั้นเขาเคยเจอนางในชาติก่อนอยู่บ่อยครั้ง เรียกได้ว่านางคือศัตรูตัวฉกาจของจินซินเลยก็ว่าได้ชาตินี้มีเรื่องราวมากมายที่ต่างจากชาติก่อน จินซินได้เข้าเรียนและได้พบกับฉินอันหนิงที่นี่ซ้ำยังช่วยชีวิตฉินอันหนิงเอาไว้ ซึ่งเหตุการณ์นี้อยู่เหนือความคาดหมายของเขาไปมากลู่จื่อเซวียนเดินตามมาถึงเรือนรับรองพร้อมกับเจียงหว่านหรง ตลอดทางเจี่ยงหว่านหรงลอบสังเกตท่าทางของลู่จื่อเซวียนมาตลอดว่าห่วงใยจินซินมากเพียงใด และนางก็ต้องรู้สึกผิดหวังอยู่ในใจเพราะลู่จื่อเซวียนดูห่วงใยจินซินมากจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่คิดจะกล่าวโทษจิ

  • ชาตินี้นางร้ายเช่นข้าจะขอขีดเส้นด้ายวาสนาด้วยตนเอง   บทที่ 17-2 องค์หญิงเจ้าอารมณ์

    จินซินยังไม่ทันเอ่ยจบประโยค อยู่ๆ ฉินอันหนิงก็ฟาดฝ่ามือตบเข้ามาที่ใบหน้าของนางอย่างแรง จนคนถูกตบเจ็บร้าวไปทั้งแก้มซีกขวา"มาเดินชมดอกไม้กับข้า แต่ทำหน้าตาเหมือนไม่เต็มใจ เป็นแค่บุตรสาวคหบดีแต่ทำตัวไม่รู้จักกฎระเบียบ เจ้าไปเอาความกล้ามาจากที่ใดกัน อยากถูกลงโทษหรือ!"เจิ้งหลานที่เห็นเช่นนั้นก็อยากจะหัวเราะออกมาดังๆ แต่ต้องเก็บอาการเอาไว้ เจี่ยงหว่านหรงปรายตามองเจิ้งหลานแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมาพูดกับฉินอันหนิง"ทูลองค์หญิง วันนี้พวกเรามาชมดอกไม้เพื่อความสุนกสนาน ขอองค์หญิงโปรดละเว้นนางสักครั้ง อย่าทรงกริ้วเลยเพคะ"ฉินอันหนิงหันมามองเจี่ยงหว่านหรง จำได้ว่านางคือบุตรตรีของราชครูเจี่ยง ฐานะสูงส่งไม่ธรรมดา"คุณหนูเจี่ยงช่างมีเมตตายิ่งนัก ถึงขนาดออกรับแทนนางเช่นนี้ แต่นางไม่รู้มรรยาท ข้าควรจะต้องสั่งสอนนางสักหน่อย"ฉินอันหนิงตอบเจี่ยงหว่านหรงอย่างไม่ใส่ใจ เจี่ยงหว่านหรงคิดจะออกหน้าอีกครั้ง แต่จินซินกลับส่ายหน้าให้นางเป็นเชิงห้ามปรามเพราะไม่อยากให้เจี่ยงหว่านหรงต้องพลอยฟ้าพลอยฝนเดือดร้อนไปด้วย เจี่ยงหว่านหรงกำมือแน่นพลางตวัดสายตาคมมองเจิ้งหลาน นางคิดในใจว่าเจิ้งหลานน่าจะพูดเป่าหูอะไรองค์หญิงเพราะเ

  • ชาตินี้นางร้ายเช่นข้าจะขอขีดเส้นด้ายวาสนาด้วยตนเอง   บทที่ 17-1 องค์หญิงเจ้าอารมณ์

    ด้านจินซินนั้นเมื่อออกจากจวนตระกูลลู่มาแล้วก็รีบมุ่งหน้าไปยังสำนักศึกษาไป๋กวนฮวาทันที ก่อนไปนางยังกำชับอาซีและอาหลิงว่าให้ดูแลหยางซานให้ดีๆเมื่อมาถึงสำนักศึกษาไป๋กวนฮวาแล้ว จินซินก็นั่งเรียนด้วยจิตใจที่ไม่ปกติเท่าใดนัก เพราะนางเป็นห่วงหยางซาน ด้านเจิ้งหลานก็ลอบชำเลืองมองจินซินเป็นระยะก่อนจะยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ ด้านเจี่ยงหว่านหรงก็มองจินซินอยู่ห่างๆ ระยะนี้นางเริ่มจะรู้สึกดีกับจินซินอยู่บ้างวันนี้ที่สำนักศึกษาไป๋กวนฮวาคึกคักกว่าทุกวัน เพราะองค์หญิงฉินอันหนิงเสด็จมาร่วมเรียนด้วยทุกคนต่างรีบลุกขึ้นถวายพระพรองค์หญิง จินซินลอบมองฉินอันหนิงเล็กน้อย เพราะชาติที่แล้วนางไม่ได้เข้าเรียนที่สำนักศึกษาจึงไม่ได้พบเจอฉินอันหนิงที่นี่ แต่ได้พบกันหลังจากที่นางเข้าวังหลวงไปเป็นพระสนมแล้วเมื่อมีองค์หญิงมาร่วมเรียนด้วย แน่นอนว่าการเรียนวันนี้จึงค่อนข้างพิเศษมาก เหล่าคุณหนูคนอื่นๆ ต่างพากันกระตือรือร้น บางคนถึงขนาดพยายามประจบประแจงทำดีกับฉินอันหนิงเพราะอยากจะได้รับเลือกให้เข้าไปร่วมเรียนในวังเป็นพระสหาย แต่จินซินกลับไม่สนใจเลยแม้แต่น้อยในสมองของนางตอนนี้มีแต่เรื่องของหยางซานไม่นานก็หมดเวลาเรียน

  • ชาตินี้นางร้ายเช่นข้าจะขอขีดเส้นด้ายวาสนาด้วยตนเอง   บทที่ 16 พู่หยก

    เมื่อกินมื้อเย็นอิ่มแล้ว จินซินก็แวะมาดูหยางซานต่อทันที เมื่อเห็นว่าเขากำลังนอนหลับอยู่นางจึงไม่อยากจะรบกวน เพียงกำชับให้คนดูแลเขาให้ดี จากนั้นหญิงสาวก็กลับมายังเรือนพักของตน หลังจากจัดการผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์เรียบร้อยแล้ว นางก็สั่งให้อาซีและอาหลิงไปช่วยกันยกหีบสมบัติออกมาที่กลางห้องอาซีและอาหลิงแม้จะสงสัยแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยถามอะไรให้มากความ เพียงขมีขมันทำตามที่เจ้านายสั่ง เมื่อสาวใช้ทั้งสองนำหีบสมบัติมาวางเอาไว้แล้ว หญิงสาวจึงเปิดหีบสำรวจดูสมบัติแต่ละชิ้นอย่างพิจารณาสมบัติที่เก็บไว้มีอยู่มาก ต่อให้นางไม่ทำงานทำการก็ยังมีกินมีใช้ตลอดชาติ น่าเสียดายที่ชาติก่อนนางไม่รู้จักคุณค่าของทรัพย์สินเงินทองเหล่านี้นางจัดการรื้อค้นข้าวของทุกอย่างออกมาดูทีละชิ้น นอกจากตั๋วเงินและก้อนเงินแล้วยังมีเครื่องประดับราคาแพงอีกมากมาย นอกจากนี้ยังมีเครื่องประดับจำพวกปิ่นเงินรวมอยู่ด้วย นางคิดว่าจะมอบปิ่นเงินเหล่านี้ให้สาวใช้เพราะตนเองก็ไม่ได้ใช้จึงไม่อยากเก็บเอาไว้ให้ฝุ่นจับจินซินจัดการข้าวของอยู่เป็นนาน ในที่สุดนางก็เจอของที่ต้องการเสียที หญิงสาวยื่นมือไปหยิบกล่องใบหนึ่งขึ้นมาเปิดออก ในนั้นมีพู่หยกชิ้น

  • ชาตินี้นางร้ายเช่นข้าจะขอขีดเส้นด้ายวาสนาด้วยตนเอง   บทที่ 15-2 ตายแล้ว

    เมื่อคิดได้เช่นนั้นชายหนุ่มก็อดที่จะยิ้มออกมามิได้ ความจริงหยางซานก็ไม่เลว ถึงจะเป็นบ่าวแต่ก็มีความสามารถอยู่ไม่น้อยเลย มิสู้รอให้หยางซานหายดีแล้วเขาค่อยเอ่ยปากขอตัวคนผู้นี้มาจากจินซินให้เข้ามาฝึกในค่ายทหารดีหรือไม่ หากเขาทำความดีความชอบจนได้เลื่อนขั้น เช่นนี้ยามที่ตกลงปลงใจกับจินซินจะได้เหมาะสมกันมากขึ้นเยี่ยมไปเลย เช่นนี้นับว่าดี!ด้านจินซินเมื่อพาหยางซานมานอนที่เรือนแล้ว นางก็อยู่เฝ้าเขา คอยดูชายหนุ่มกินอาหารและยาอย่างเคร่งครัด หยางซานดีใจมาก เพียงแค่นางใส่ใจเขาเช่นนี้ก็ทำให้เขามีแรงจะต่อสู้กับอาการบาดเจ็บแล้วแม้เบื้องหน้าจะยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน แต่ภายในใจของเขากลับครุ่นคิดถึงเรื่องต่างๆ มากมาย นักฆ่าที่ปรากฏตัววันนี้ไม่ธรรมดา เป็นไปได้ถึงสิบส่วนว่าจะเป็นฝีมือของฉินหงเย่ ทว่าท่วงท่าการต่อสู้กลับเหมือนพวกทหารในวังหลวง ชาติก่อนตอนที่เขาเป็นขันทีก็ได้เห็นมาบ้างว่ายามทหารพวกนั้นฝึกฝนเป็นเช่นไร เขายังแอบลอบจดจำท่าทางมาฝึกฝนในยามว่างด้วยซ้ำไม่คิดว่าฉินหงเย่จะชิงลงมือรวดเร็วเช่นนี้ ชาติก่อนนั้นเขาไม่ได้กระทำการอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้มิใช่หรือยิ่งคิดเขาก็ยิ่งเกิดความสงสัย เรื่องนักฆ่าก็อ

  • ชาตินี้นางร้ายเช่นข้าจะขอขีดเส้นด้ายวาสนาด้วยตนเอง   บทที่ 15-1 ตายแล้ว

    เมื่อรถม้ามาจอดที่ด้านหน้าจวนตระกูลลู่ จินซินก็กระโดดลงมาจากรถม้าโดยไม่ต้องรอให้ผู้ใดมาช่วยประคอง หญิงสาววิ่งเข้ามาในจวนอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงก็พบกับอาซีและอาหลิงที่กำลังยืนรอนางอยู่ยามนี้สาวใช้ทั้งสองดวงตาแดงก่ำคล้ายกับเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก"คุณหนู!"“เกิดเรื่องอะไรขึ้น"นางส่งห่อเครื่องเขียนและห่อขนมให้กับสาวใช้พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน อาซียกมือขึ้นเช็ดน้ำตาแล้วจึงตอบด้วยน้ำเสียงเจือสะอื้น"พี่อาซานเจ้าค่ะ พี่อาซานตายแล้ว""เจ้าว่าอะไรนะ!"จินซินที่ได้ยินก็รู้สึกราวกับว่าเลือดในกายวูบวาบจนยืนไม่อยู่ อาซีกับอาหลิงที่เห็นจึงรีบเข้ามาประคองนางเอาไว้"พาข้าไปหาอาซานเดี๋ยวนี้ พาข้าไปสิ!"นางบอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ในลำคอแห้งผากไปหมด อาซีและอาหลิงรีบพาเจ้านายไปที่ห้องของหยางซานทันที เมื่อมาถึงก็พบลู่จื่อเซวียนที่กำลังเดินวนไปวนมาอยู่ที่หน้าห้องของหยางซาน บนศีรษะของเขามีผ้าสีขาวพันเอาไว้อีกทั้งยังมีโลหิตไหลซึมออกมาอีกด้วย"ลูกพี่ลู่!"ลู่จื่อเซวียนหันขวับมาทันที เมื่อเห็นว่าเป็นจินซินแววตาของเขาก็ฉายแววรู้สึกผิดขึ้นมา ชายหนุ่มยังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใด หญิงสาวก็พุ่งเข้ามาจับแข

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status