LOGINจินซินคร้านจะสนใจคำนินทาเหล่านั้น นางจึงแสร้งทำเป็นลมพัดผ่านหูไปแค่นั้น อีกอย่างวันนี้นางตั้งใจมาทำบุญ ไม่ได้อยากมาทะเลาะกับผู้ใด อีกทั้งคำพูดเหล่านั้นหากจะกล่าวแล้วก็เป็นความจริง ชื่อเสียงของนางย่ำแย่แล้วจะโทษผู้ใดได้เล่า นางทำตนเองทั้งนั้น เช่นนี้แล้วก็ปล่อยวางเสียแล้วใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้ดีก็พอ
เมื่อจินซินเข้ามาในอารามบัวเขียวแล้วก็มอบเงินทำบุญค่าน้ำมันตะเกียงไปหลายตำลึง นางจุดธูปปักลงบนกระถาง พร้อมกับนั่งหลับตาพนมมือเพื่อขอพรอยู่ในใจเงียบๆ
ขอให้ชาตินี้ทุกคนที่อยู่รอบกายข้าแคล้วคลาดปลอดภัย ขอให้้ข้ามีสติตื่นรู้อยู่ทุกเวลา ขอให้ชีวิตของข้าราบรื่นไร้คลื่นลม
สายลมพัดโชยจากด้านนอกพัดเข้ามาปะทะกับใบหน้าของนางวูบหนึ่งจนรู้สึกหนาวสะท้าน ในขณะที่นางกำลังหลับตาอยู่นั้น ในหัวก็ปรากฏภาพของเรื่องราวในชาติก่อน
"เจ้าจะเข้าวังหลวงไปคัดเลือกเป็นพระสนมอย่างนั้นหรือ เพราะเหตุใด"
ลู่จื่อเซวียนเอ่ยถามจินซินอย่างเคร่งเครียด เขาไม่เชื่อว่านางจะกล้ามีความคิดเช่นนี้หากไม่มีคนคอยชี้แนะ คนของเขาบอกว่าระยะนี้นางมักติดต่อกับฉินหงเย่ทั้งยังไปดื่มสุราด้วยกันอยู่เสมอ ท่านอ๋องผู้นั้นอุปนิสัยเสเพลไม่เอาไหน คงไม่ใช่คิดใช้ประโยชน์จากนางหรอกกระมัง
"ตอบมา!"
ลู่จื่อเซวียนตะคอกใส่จินซิน แต่สตรีตรงหน้ากลับหันมามองเขาอย่างไม่พอใจ
"ใช่ ข้าอยากเข้าวังหลวง อยากเป็นพระสนมของฝ่าบาท ครั้งก่อนที่ได้ตามท่านป้าไปร่วมงานเลี้ยงในวังหลวงข้าได้เห็นพระพักตร์ของฝ่าบาทแล้วก็ตกหลุมรักเขาในชั่วข้ามคืน เรื่องนี้ข้าตัดสินใจแล้ว พวกท่านต้องช่วยข้า ข้าจะใช้ฐานะของตระกูลลู่เข้าไปคัดเลือกเป็นพระสนม"
"ข้าขอเตือนเจ้า เปลี่ยนใจเสียเถิด ชีวิตในวังหลวงมิได้งดงามดั่งเช่นที่เจ้าคิด"
"ทำไม หรือว่าท่านเกิดหวงก้างขึ้นมา พี่ลู่ ท่านนี่ช่างดีนัก ตนเองไม่อยากแต่งกับข้า ไปมีใจให้หญิงอื่นแล้วยังคิดจะตัดหนทางของข้าอีกหรือ ได้! ข้าไม่เข้าวังก็ได้ แต่ท่านต้องแต่งข้าเป็นภรรยาเอก ท่านทำได้หรือไม่เล่า"
ลู่จื่อเซวียนกำมือแน่น เขาพยายามสะกดกลั้นอารมณ์โกรธเกรี้ยว จินซินยกยิ้มมุมปากพลางปรายตามองเขาอย่างดูแคลน
“ไม่ได้ใช่หรือไม่ เหอะ คนสับปลับ ผิดสัญญา ท่านผิดต่อข้าก่อน เช่นนั้นท่านต้องสนับสนุนข้าเข้าวังหลวงเพื่อไถ่โทษ พวกท่านทุกคนต้องชดใช้ให้ข้า โทษฐานที่ผิดสัญญา และต่อไปก็อย่าได้มายุ่งเรื่องของข้าอีก จำไว้!”
จินซินย่นหว่างคิ้ว ภาพเก่าๆ ปรากฏขึ้นไม่หยุด จากฉากก่อนหน้านี้ก็ตัดสลับไปยังอีกฉากหนึ่ง
"ฝ่าบาท ตระกูลลู่จงรักภักดีต่อราชวงศ์มาโดยตลอดพวกเราย่อมไม่มีทางทรยศพระองค์ ขอโปรดทรงเมตตาด้วย"
ลู่โหวคุกเข่าขอความเมตตาอย่างน่าเวทนา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองจินซินที่นั่งอยู่ข้างกายฮ่องเต้ครู่หนึ่ง แต่หญิงสาวตรงหน้ากลับมองพวกเขาด้วยแววตาเย็นชาหยามหยัน ราวกับว่าสาแก่ใจยิ่งนักที่ตระกูลลู่พบจุดจบเช่นนี้
เขารู้ว่านางแค้นเคืองตระกูลลู่มาโดยตลอด แต่เขาเองก็ใช่ว่าอยากจะผิดคำสัญญา แต่พูดไปนางก็ไม่เข้าใจเพราะนางผูกใจเจ็บไปแล้ว
ตระกูลลู่ยามนี้ไร้คนช่วยออกหน้า จิ่งไทเฮาก็ล้มป่วยอาการหนักไม่ได้สติ หากพระนางอยู่จะต้องยื่นมือช่วยเป็นแน่ เพราะอย่างไรหลายปีมานี้ความสัมพันธ์ของจิ่งไทเฮาและตระกูลลู่ก็มีความสนิทสนมเป็นอย่างมาก
เห็นทีคราวนี้ตระกูลลู่คงจะถึงกาลพินาศแล้ว
ฉินฮ่องเต้ยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"หลักฐานชัดเจนแจ่มแจ้งถึงเพียงนี้ พวกท่านยังคิดจะแก้ต่างอีกอย่างนั้นหรือ ลอบซ่องสุมกำลังทหาร แอบผลิตดินปืน ทุกอย่างล้วนอยู่ในแผนการของพวกเจ้า คงคิดว่าข้าโง่กระมัง เอาเถอะ เห็นแก่ที่เจ้าเป็นคนโปรดเก่าแก่ของเสด็จพ่อและเสด็จแม่ ข้าจะเมตตาพวกเจ้าสักครั้ง ข้าจะไม่ฆ่าพวกเจ้าแต่จะเนรเทศพวกเจ้าไปที่ชายแดน ชั่วชีวิตนี้อย่าได้คิดจะกลับเมืองหลวงอีก ส่วนกองกำลังทหารทั้งหมดข้าจะยึดเอาไว้เอง จินกุ้ยเฟย เป็นอย่างไรเจ้าว่าเราตัดสินเช่นนี้ยุติธรรมดีหรือไม่ หรือคิดว่าไม่เหมาะสม อย่างไรเจ้าก็มาจากตระกูลลู่"
ฉินหงเยี่ยนหันมาทางจินซิน หญิงสาวเหยียดยิ้มพลางเอ่ยตอบ
"ฝ่าบาททรงพระปรีชายิ่งเพคะ คนทำชั่วย่อมต้องได้รับผลกรรม อีกอย่าง หม่อมฉันแซ่จิน มิใช่แซ่ลู่เสียหน่อย จะเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร"
นางพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไม่คิดจะออกหน้าช่วยตระกูลลู่เลยด้วยซ้ำ ลู่จื่อเซวียนที่ได้ยินเช่นนั้นก็กำมือแน่น บุญคุณของตระกูลลู่นางไม่สำนึกก็ช่างเถอะ แต่กลับไม่ยอมออกหน้าช่วยพูดแทนสักคำช่างใจดำยิ่งนัก เรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล เหมือนว่าจะมีคนต้องการทำร้ายตระกูลลู่ให้ตกต่ำ
แล้วเป็นฝีมือใครกันเล่า?
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองจินซินที่นั่งอยู่ข้างกายฉินหงเยี่ยน ในใจของเขาเต้นถี่ระรัวอย่างบ้าคลั่ง คล้ายมีคำตอบแต่กลับไม่กล้ายอมรับความจริง
นางจะอำมหิตกับพวกเขาถึงเพียงนี้จริงหรือ เป็นฝีมือของนางใช่หรือไม่
"ลากออกไปขังเอาไว้ แล้วค่อยส่งตัวไปชายแดน"
ทว่าต่อมาตระกูลลู่กลับสามารถหลบหนีไปได้ นางที่แค้นสุดใจจึงขโมยตราพยัคฆ์ของตระกูลลู่มาจากฉินหงเยี่ยน มอบให้ฉินหงเย่ ให้เขานำกำลังทหารไปจับตายตระกูลลู่ แต่ใครจะรู้ว่าหลังจากที่เขาสังหารคนตระกูลลู่หมดสิ้นแล้ว จะย้อนกลับมาตลบหลังนาง
ความรักครั้งแรกกับลู่จื่อเซวียนไม่สมหวัง ความรักครั้งที่สองกับฉินหงเย่ก็เป็นเพียงการหลอกลวง ชีวิตของนางช่างอัปยศเหลือจะกล่าว
จินซินรู้สึกปวดร้าวที่ศีรษะจนแทบทนไม่ไหว นางอยากร้องไห้แต่น้ำตามันเหือดแห้งไปหมดแล้วมันช่างทรมานเหลือเกิน นี่พระโพธิสัตว์คงกำลังย้ำเตือนนางว่า ชาติก่อนนางทำชั่วมามากใช่หรือไม่ จึงต้องทนกับความเจ็บปวดเช่นนี้
ช่างทรมานเหลือเกิน บาปกรรมที่ทำมาดูเหมือนจะตามติดตัวนางราวกับเงา
กว่าพักใหญ่นางถึงจะสามารถหลุดพ้นจากพันธนาการในชาติก่อน หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าออกช้าๆ ใบหน้าของนางซีดเผือด หยางซานที่รออยู่ด้านอกอารามบัวเขียวเมื่อเห็นว่าจินซินดูไม่ค่อยปกติ จึงรีบเข้ามาหานางทันที
"คุณหนู เป็นอะไรขอรับ"
จินซินที่ได้ยินก็หันมาส่ายหน้าให้หยางซาน
"ไม่เป็นอันใด ข้าเพียงหายใจไม่สะดวก คงเพราะกลิ่นธูปฉุนเกินไป พวกเรากลับกันเถอะ"
"ขอรับ"
หยางซานรับคำ เขาจำได้ว่าที่นางไม่ชอบเข้าวัดเพราะไม่ชอบกลิ่นธูปเหล่านี้ คราวนี้นางคงไม่สบายตัวจริงๆ
จินซินค่อยๆ ลุกขึ้น แล้วเดินออกมาจากอารามบัวเขียว เมื่อได้สูดอากาศบริสุทธิ์เต็มปอดแล้วนางก็รู้สึกดีขึ้นมาก จากนั้นนางก็รีบเดินมาที่รถม้าทันที ก้าวขึ้นรถม้าและบอกให้หยางซานพากลับจวนตระกูลลู่โดยไม่รอช้า
ระหว่างทางรถม้ากลับหยุดลงกระทันหัน จินซินที่นั่งอยู่กับสาวใช้ศีรษะกระแทกกับผนังรถก็ย่นหว่างคิ้วแล้วจึงเลิกผ้าม่านส่งเสียงถามหยางซาน
"อาซาน เกิดเรื่องใดขึ้นหรือ เหตุใดรถม้าจึงหยุดลงกระทันหันเล่า"
หยางซานเดินมาที่หน้าต่างรถม้า พร้อมกับตอบหญิงสาว
"ดูเหมือนว่าด้านหน้าจะเกิดเรื่องขอรับ"
หยางซานบอกพลางชี้มือไปด้านหน้า จินซินมองตามมือของชายหนุ่มก่อนจะพบว่ายามนี้มีพวกอันธพาลกลุ่มหนึ่ง กำลังทุบตีชายชราร่างกายผอมแห้งอย่างไร้ความปรานี ข้างกันนั้นมีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังจะถูกลวนลามต่อหน้าผู้คน
"ข้าจะไปดูเสียหน่อย"
นางเอ่ยจบก็ก้าวลงจากรถม้าและเดินฝ่าฝูงคนเข้าไปยังที่เกิดเหตุทันที หยางซานรีบเดินตามไปอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงนางก็ได้ทราบว่า ขายชราและเด็กสาวเป็นพ่อลูกกัน ก่อนหน้านี้ชายชราเกิดล้มป่วย ลูกสาวจนปัญญาจะหาเงินซื้อยาจึงเอาร้านค้าไปจำนองกับพ่อค้าหน้าเลือดที่มีลูกน้องเป็นกลุ่มอันธพาลภายหลังไม่มีเงินจ่ายดอกเบี้ย พวกเขาจึงตามมาทวงเงินสองพ่อลูกอย่างโหดเหี้ยม ผู้คนที่ยืนมุงดูก็ไม่กล้ายื่นมือเข้ามาช่วยเพราะเกรงว่าจะโดนลูกหลง ทำได้เพียงยืนมองดูอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ
"เอาเงินมา ครั้งนี้เจ้านายบอกให้จ่ายทั้งต้นทั้งดอก ไม่มีเงินจ่ายก็ให้ยึดร้านค้าของพวกเจ้า"
“ฮือ พี่ชาย หากท่านยึดร้านนี้ไปแล้วพวกเราจะไปอยู่ที่ไหนกันเล่าเจ้าคะ"
"นั่นมันก็เรื่องของพวกเจ้าสิ ใครใช้ให้เป็นหนี้แล้วไม่จ่าย!"
"พี่ชายโปรดเมตตาด้วย"
"ได้ เช่นนั้นเจ้าก็ไปขายตัวที่หอนางโลม เอาเงินมาใช้หนี้ให้พวกข้า!"
ชายหน้าบากผู้นั้นกล่าวจบก็ใช้สายตาหื่นกามมองสตรีตรงหน้าอย่างไม่ปิดบัง สตรีนางนั้นโกรธจึงตบเขาไปฉาดหนึ่ง เขาโมโหมากจึงคิดจะถีบสั่งสอนนาง ทว่ากลับมีหินก้อนหนึ่งขว้างเข้าใส่เบ้าตาของเขาอย่างจัง เขาเจ็บจนร้องสบถออกมา
"ใครกล้าเขวี้ยงหินบัดซบนี่ใส่ข้า ไสหัวออกมาให้ข้าทุบซะดีดี!"
"ข้าเอง!"
ชายหน้าบากหันไปมองก่อนจะต้องตื่นตะลึง หญิงสาวที่ก้าวเข้ามาหน้าตางดงามเป็นเป็นอย่างยิ่ง ยามที่นางเยื้องย่างเดินเข้ามาดูน่ามองและชวนหลงใหลอย่างบอกไม่ถูก
งามพิลาศราวภาพวาด ตราตรึงทุกสรรพสิ่งให้หยุดนิ่งไม่ไหวติง
"นางติดหนี้พวกเจ้าเท่าใด ข้าใช้คืนให้เอง"
หยางซานเมื่อได้ยินว่าจินซินเกิดเรื่องเขาก็รีบวิ่งเข้าไปด้านในทันทีโดยไม่รอลู่จื่อเซวียน ชาติก่อนเขาไม่เคยมาที่นี่ จึงไม่รู้ว่าเรือนปัญญาหยกอยู่ที่ใด ทำได้เพียงถามคนในนั้น จนกระทั่งได้ทราบว่าจินซินถูกพาไปรักษาตัวยังเรือนรับรองของสำนักศึกษาเรียบร้อยแล้วแม้เขาจะร้อนใจมากเพียงใด แต่ก็ยังไม่ลืมว่าอย่างไรยามนี้ตนเองยังคงมีสถานะเป็นเพียงบ่าวย่อมไม่อาจเข้าไปหานางได้โดยพละการ อีกทั้งยามนี้องค์หญิงฉินอันหนิงก็อยู่ด้วย หากเขาทำเกินหน้าที่อาจจะยิ่งทำให้สถาณการณ์ยุ่งยากมากกว่าเดิมกับฉินอันหนิงนั้นเขาเคยเจอนางในชาติก่อนอยู่บ่อยครั้ง เรียกได้ว่านางคือศัตรูตัวฉกาจของจินซินเลยก็ว่าได้ชาตินี้มีเรื่องราวมากมายที่ต่างจากชาติก่อน จินซินได้เข้าเรียนและได้พบกับฉินอันหนิงที่นี่ซ้ำยังช่วยชีวิตฉินอันหนิงเอาไว้ ซึ่งเหตุการณ์นี้อยู่เหนือความคาดหมายของเขาไปมากลู่จื่อเซวียนเดินตามมาถึงเรือนรับรองพร้อมกับเจียงหว่านหรง ตลอดทางเจี่ยงหว่านหรงลอบสังเกตท่าทางของลู่จื่อเซวียนมาตลอดว่าห่วงใยจินซินมากเพียงใด และนางก็ต้องรู้สึกผิดหวังอยู่ในใจเพราะลู่จื่อเซวียนดูห่วงใยจินซินมากจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่คิดจะกล่าวโทษจิ
จินซินยังไม่ทันเอ่ยจบประโยค อยู่ๆ ฉินอันหนิงก็ฟาดฝ่ามือตบเข้ามาที่ใบหน้าของนางอย่างแรง จนคนถูกตบเจ็บร้าวไปทั้งแก้มซีกขวา"มาเดินชมดอกไม้กับข้า แต่ทำหน้าตาเหมือนไม่เต็มใจ เป็นแค่บุตรสาวคหบดีแต่ทำตัวไม่รู้จักกฎระเบียบ เจ้าไปเอาความกล้ามาจากที่ใดกัน อยากถูกลงโทษหรือ!"เจิ้งหลานที่เห็นเช่นนั้นก็อยากจะหัวเราะออกมาดังๆ แต่ต้องเก็บอาการเอาไว้ เจี่ยงหว่านหรงปรายตามองเจิ้งหลานแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมาพูดกับฉินอันหนิง"ทูลองค์หญิง วันนี้พวกเรามาชมดอกไม้เพื่อความสุนกสนาน ขอองค์หญิงโปรดละเว้นนางสักครั้ง อย่าทรงกริ้วเลยเพคะ"ฉินอันหนิงหันมามองเจี่ยงหว่านหรง จำได้ว่านางคือบุตรตรีของราชครูเจี่ยง ฐานะสูงส่งไม่ธรรมดา"คุณหนูเจี่ยงช่างมีเมตตายิ่งนัก ถึงขนาดออกรับแทนนางเช่นนี้ แต่นางไม่รู้มรรยาท ข้าควรจะต้องสั่งสอนนางสักหน่อย"ฉินอันหนิงตอบเจี่ยงหว่านหรงอย่างไม่ใส่ใจ เจี่ยงหว่านหรงคิดจะออกหน้าอีกครั้ง แต่จินซินกลับส่ายหน้าให้นางเป็นเชิงห้ามปรามเพราะไม่อยากให้เจี่ยงหว่านหรงต้องพลอยฟ้าพลอยฝนเดือดร้อนไปด้วย เจี่ยงหว่านหรงกำมือแน่นพลางตวัดสายตาคมมองเจิ้งหลาน นางคิดในใจว่าเจิ้งหลานน่าจะพูดเป่าหูอะไรองค์หญิงเพราะเ
ด้านจินซินนั้นเมื่อออกจากจวนตระกูลลู่มาแล้วก็รีบมุ่งหน้าไปยังสำนักศึกษาไป๋กวนฮวาทันที ก่อนไปนางยังกำชับอาซีและอาหลิงว่าให้ดูแลหยางซานให้ดีๆเมื่อมาถึงสำนักศึกษาไป๋กวนฮวาแล้ว จินซินก็นั่งเรียนด้วยจิตใจที่ไม่ปกติเท่าใดนัก เพราะนางเป็นห่วงหยางซาน ด้านเจิ้งหลานก็ลอบชำเลืองมองจินซินเป็นระยะก่อนจะยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ ด้านเจี่ยงหว่านหรงก็มองจินซินอยู่ห่างๆ ระยะนี้นางเริ่มจะรู้สึกดีกับจินซินอยู่บ้างวันนี้ที่สำนักศึกษาไป๋กวนฮวาคึกคักกว่าทุกวัน เพราะองค์หญิงฉินอันหนิงเสด็จมาร่วมเรียนด้วยทุกคนต่างรีบลุกขึ้นถวายพระพรองค์หญิง จินซินลอบมองฉินอันหนิงเล็กน้อย เพราะชาติที่แล้วนางไม่ได้เข้าเรียนที่สำนักศึกษาจึงไม่ได้พบเจอฉินอันหนิงที่นี่ แต่ได้พบกันหลังจากที่นางเข้าวังหลวงไปเป็นพระสนมแล้วเมื่อมีองค์หญิงมาร่วมเรียนด้วย แน่นอนว่าการเรียนวันนี้จึงค่อนข้างพิเศษมาก เหล่าคุณหนูคนอื่นๆ ต่างพากันกระตือรือร้น บางคนถึงขนาดพยายามประจบประแจงทำดีกับฉินอันหนิงเพราะอยากจะได้รับเลือกให้เข้าไปร่วมเรียนในวังเป็นพระสหาย แต่จินซินกลับไม่สนใจเลยแม้แต่น้อยในสมองของนางตอนนี้มีแต่เรื่องของหยางซานไม่นานก็หมดเวลาเรียน
เมื่อกินมื้อเย็นอิ่มแล้ว จินซินก็แวะมาดูหยางซานต่อทันที เมื่อเห็นว่าเขากำลังนอนหลับอยู่นางจึงไม่อยากจะรบกวน เพียงกำชับให้คนดูแลเขาให้ดี จากนั้นหญิงสาวก็กลับมายังเรือนพักของตน หลังจากจัดการผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์เรียบร้อยแล้ว นางก็สั่งให้อาซีและอาหลิงไปช่วยกันยกหีบสมบัติออกมาที่กลางห้องอาซีและอาหลิงแม้จะสงสัยแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยถามอะไรให้มากความ เพียงขมีขมันทำตามที่เจ้านายสั่ง เมื่อสาวใช้ทั้งสองนำหีบสมบัติมาวางเอาไว้แล้ว หญิงสาวจึงเปิดหีบสำรวจดูสมบัติแต่ละชิ้นอย่างพิจารณาสมบัติที่เก็บไว้มีอยู่มาก ต่อให้นางไม่ทำงานทำการก็ยังมีกินมีใช้ตลอดชาติ น่าเสียดายที่ชาติก่อนนางไม่รู้จักคุณค่าของทรัพย์สินเงินทองเหล่านี้นางจัดการรื้อค้นข้าวของทุกอย่างออกมาดูทีละชิ้น นอกจากตั๋วเงินและก้อนเงินแล้วยังมีเครื่องประดับราคาแพงอีกมากมาย นอกจากนี้ยังมีเครื่องประดับจำพวกปิ่นเงินรวมอยู่ด้วย นางคิดว่าจะมอบปิ่นเงินเหล่านี้ให้สาวใช้เพราะตนเองก็ไม่ได้ใช้จึงไม่อยากเก็บเอาไว้ให้ฝุ่นจับจินซินจัดการข้าวของอยู่เป็นนาน ในที่สุดนางก็เจอของที่ต้องการเสียที หญิงสาวยื่นมือไปหยิบกล่องใบหนึ่งขึ้นมาเปิดออก ในนั้นมีพู่หยกชิ้น
เมื่อคิดได้เช่นนั้นชายหนุ่มก็อดที่จะยิ้มออกมามิได้ ความจริงหยางซานก็ไม่เลว ถึงจะเป็นบ่าวแต่ก็มีความสามารถอยู่ไม่น้อยเลย มิสู้รอให้หยางซานหายดีแล้วเขาค่อยเอ่ยปากขอตัวคนผู้นี้มาจากจินซินให้เข้ามาฝึกในค่ายทหารดีหรือไม่ หากเขาทำความดีความชอบจนได้เลื่อนขั้น เช่นนี้ยามที่ตกลงปลงใจกับจินซินจะได้เหมาะสมกันมากขึ้นเยี่ยมไปเลย เช่นนี้นับว่าดี!ด้านจินซินเมื่อพาหยางซานมานอนที่เรือนแล้ว นางก็อยู่เฝ้าเขา คอยดูชายหนุ่มกินอาหารและยาอย่างเคร่งครัด หยางซานดีใจมาก เพียงแค่นางใส่ใจเขาเช่นนี้ก็ทำให้เขามีแรงจะต่อสู้กับอาการบาดเจ็บแล้วแม้เบื้องหน้าจะยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน แต่ภายในใจของเขากลับครุ่นคิดถึงเรื่องต่างๆ มากมาย นักฆ่าที่ปรากฏตัววันนี้ไม่ธรรมดา เป็นไปได้ถึงสิบส่วนว่าจะเป็นฝีมือของฉินหงเย่ ทว่าท่วงท่าการต่อสู้กลับเหมือนพวกทหารในวังหลวง ชาติก่อนตอนที่เขาเป็นขันทีก็ได้เห็นมาบ้างว่ายามทหารพวกนั้นฝึกฝนเป็นเช่นไร เขายังแอบลอบจดจำท่าทางมาฝึกฝนในยามว่างด้วยซ้ำไม่คิดว่าฉินหงเย่จะชิงลงมือรวดเร็วเช่นนี้ ชาติก่อนนั้นเขาไม่ได้กระทำการอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้มิใช่หรือยิ่งคิดเขาก็ยิ่งเกิดความสงสัย เรื่องนักฆ่าก็อ
เมื่อรถม้ามาจอดที่ด้านหน้าจวนตระกูลลู่ จินซินก็กระโดดลงมาจากรถม้าโดยไม่ต้องรอให้ผู้ใดมาช่วยประคอง หญิงสาววิ่งเข้ามาในจวนอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงก็พบกับอาซีและอาหลิงที่กำลังยืนรอนางอยู่ยามนี้สาวใช้ทั้งสองดวงตาแดงก่ำคล้ายกับเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก"คุณหนู!"“เกิดเรื่องอะไรขึ้น"นางส่งห่อเครื่องเขียนและห่อขนมให้กับสาวใช้พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน อาซียกมือขึ้นเช็ดน้ำตาแล้วจึงตอบด้วยน้ำเสียงเจือสะอื้น"พี่อาซานเจ้าค่ะ พี่อาซานตายแล้ว""เจ้าว่าอะไรนะ!"จินซินที่ได้ยินก็รู้สึกราวกับว่าเลือดในกายวูบวาบจนยืนไม่อยู่ อาซีกับอาหลิงที่เห็นจึงรีบเข้ามาประคองนางเอาไว้"พาข้าไปหาอาซานเดี๋ยวนี้ พาข้าไปสิ!"นางบอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ในลำคอแห้งผากไปหมด อาซีและอาหลิงรีบพาเจ้านายไปที่ห้องของหยางซานทันที เมื่อมาถึงก็พบลู่จื่อเซวียนที่กำลังเดินวนไปวนมาอยู่ที่หน้าห้องของหยางซาน บนศีรษะของเขามีผ้าสีขาวพันเอาไว้อีกทั้งยังมีโลหิตไหลซึมออกมาอีกด้วย"ลูกพี่ลู่!"ลู่จื่อเซวียนหันขวับมาทันที เมื่อเห็นว่าเป็นจินซินแววตาของเขาก็ฉายแววรู้สึกผิดขึ้นมา ชายหนุ่มยังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใด หญิงสาวก็พุ่งเข้ามาจับแข







