LOGINทหารที่หน้าประตูยืนเข้าแถวกันอย่างเป็นระเบียบ มีหัวหน้ากองเป็นมังกรกำลังออกคำสั่งกับพวกทหาร
"องค์หญิงทรงหนีออกจากห้องบรรทมไปเมื่อครู่ หากพระเทวีไม่ไปเยี่ยม...ก็คงไม่มีผู้ใดรู้ ฝ่าบาทจึงทรงมีรับสั่งให้ทุกคนออกค้นหา พวกเจ้าส่วนหนึ่งเฝ้าที่หน้าประตูนี้ อีกส่วนตามข้าไปตรวจดูโดยรอบ ต้องจับตัวองค์หญิงให้ได้...ก่อนที่พระนางจะหนีไป"
"รับทราบ"
ทหารทุกตนรับคำแข็งขัน ฉีลู่กับเสี่ยวเซี่ยได้ยินชัดเจน ทั้งคู่รีบถอยออกจากตรงนั้น กลับมาหลบคุยกันแถวกลุ่มต้นปะการัง
"องค์หญิง...ท่านได้ยินแล้วนะ ข้าว่าท่านหนีไม่พ้นหรอกเพคะ...ยอมจำนนเถิด"
"ไม่...ข้าไม่มีวันยอมจำนน"
"ท่านจะทำอย่างไร"
"ข้ามีวิธีของข้า เจ้าไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ รีบกลับไปเถิด"
"ท่านจะเสือกไสข้าหรือ"
"ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย"
"ไม่นะองค์หญิง...ข้ารับใช้ท่านมาช้านาน...ท่านอย่าทอดทิ้งข้าเลยนะ...ให้ข้าไปกับทานเถิด"
"ข้าหนีตนเดียวก็พอ เจ้าซุ่มซ่าม...ข้าเกรงเจ้าจะทำเสียเรื่อง"
"ไม่ ๆ ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำให้ท่านเสียเรื่องแน่ ท่านพาข้าไปด้วยเถิดนะ"
เสี่ยวเซี่ยวิงวอนขอตามไปด้วย นางเป็นห่วงฉีลู่...เกรงจะไม่มีใครดูแล
"จะทำอันใดก็รีบทำเถิดองค์หญิง พวกทหารกำลังจะออกตามหาท่านกันแล้วนะ ไม่รีบหนีตอนนี้...จะหนีไม่ทัน"
"จริงด้วย..."
ฉีลู่แปลงร่างตัวเองเป็นทหารกุ้ง
"แล้วข้าเล่า"
"เจ้าหดตัวให้เล็กกว่านี้ แล้วมาหลบในเสื้อข้าก่อน"
เสี่ยวเซี่ยพยักหน้า หดตัวเองให้เล็กลงกว่าเดิม ฉีลู่จับตัวเสี่ยวเซี่ยมาซ่อนไว้ในอกเสื้อ แล้วแอบย่องไปรวมกลุ่มกับทหารหน่วยลาดตระเวณ
ทหารองครักษ์มังกรพาพวกหน่วยลาดตระเวณออกประตูใหญ่ ฉีลู่ก็ตีเนียนเดินตามไปด้วย พอพ้นเขตประตูใหญ่ที่มีอานุภาพของมุกหนันไห่ สัตว์น้ำทุกตัวก็ต้องกลับสู่สภาพดังเดิม
แต่ฉีลู่มีหยกวิเศษประจำกาย นางจึงไม่กลายร่างเป็นมังกรในทันที แต่กลับแปลงเป็นปลาน้อย หนีไปหลบแถวต้นปะการังกับเสี่ยวเซี่ย มองจนพวกทหารไปจนหมด ก็รีบว่ายไปอีกทางหนึ่งที่ตรงข้ามกัน
ปลา 2 ตัวพากันว่ายทวนกระแสน้ำและคอยหลบหลีกปลาตัวใหญ่ที่จะจับพวกนางกินไปได้อย่างหวุดหวิด
"หนอย...เจ้าปลาบังอาจพวกนี้ คิดจะกินข้าหรือ...ฝากไว้ก่อนเถิด หากไม่เกรงว่าใช้ฤทธิ์แล้วเสด็จพ่อจะรู้นะ ข้าคงทุบพวกเจ้าแหลกไปแล้ว"
"ไปกันเถิดองค์หญิง เรายังไม่พ้นเขตหนันไห่นะเพคะ"
ฉีลู่เห็นดีด้วย ทั้งคู่ว่ายน้ำไปจนออกพ้นเขตทะเลหนันไห่ ฉีลู่คืนร่างเป็นมังกรสาว พาเสี่ยวเซียที่เกาะเกล็ดมังกรไว้แน่น ทะยานขึ้นสู่ผิวน้ำ ทั้งคู่ขึ้นมาถึงชายหาดได้สำเร็จ และแปลงร่างเป็นมนุษย์ พลันฉีลู่กับเสี่ยวเซี่ยต้องตกใจสุดขีด เพราะได้ยินเสียงโห่ร้องมาจากในทะเล
"แย่แล้วองค์หญิง..,ท่านเจ้าสมุทรเสด็จมาแล้ว"
"ไยเสด็จพ่อจึงรู้เรื่องเร็วนัก...ไปเร็วเสี่ยวเซี่ย"
ฉีลู่คืนร่างเป็นมังกรอีก เสี่ยวเซี่ยขึ้นเกาะหลัง นางทะยานเลื้อยหนีไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานนัก...กองทัพของท่านเจ้าสมุทรหนันไห่ก็มาถึงชายหาด
"ทูลท่านเจ้าสมุทร องค์หญิงต้องหนีไปเมืองมนุษย์แน่นอนพะย่ะค่ะ"
"น่าโมโหนัก...เจ้าลูกดื้อ ข้าต้องจับนางไปขังยังเจดีย์เทียนคงให้ได้ พวกเจ้ากระจายกำลังกันออกตามหา"
"พะย่ะค่ะ..."
ทหารรับคำสั่ง กำลังจะแยกย้ายกันออกตามหาฉีลู่ แต่...
"ช้าก่อน...ท่านเจ้าสมุทรหนันไห่"
ทุกตนชะงักหันไปมองร่างสีทองอร่ามงดงามของสตรีนางหนึ่งที่ปรากฏขึ้นแก่สายตาของทุกตน เจ้าสมุทรหนันไห่คุกเข่าลงแสดงการคารวะต่อนาง
"เจ้าสมุทรหนันไห่...ขอคารวะเจ้าแม่หนวี่วา (女娲娘娘)"
ท่านเจ้าสมุทรคำนับศรีษะจรดพื้น
"คารวะเจ้าแม่หนวี่วา"
เหล่าบริวารก้มหัวคำนับเจ้าแม่
"พวกเจ้าลุกขึ้นเถิด"
เจ้าสมุทรและเหล่าบริวารลุกขึ้นยืน เจ้าสมุทรประสานมือถามเจ้าแม่
"เจ้าแม่มาปรากฏเช่นนี้ ไม่ทราบมีสิ่งใดให้ข้ารับใช้หรือ"
"ข้าเพียงมายับยั้งท่าน..."
"ยับยั้งข้า...ยับยั้งเรื่องใด"
"ท่านไม่ต้องตามหาองค์หญิงสามแล้ว นางมีชะตากรรมต้องไปช่วยเหลือแคว้นฮุยหวง (輝煌國家) และชดใช้หนี้ที่นางเคยติดค้างคนผู้หนึ่งไว้"
"ชด...ใช้หนี้หรือ"
ท่านเจ้าสมุทรครุ่นคิดทำหน้างง
"ข้าไม่เข้าใจ ขอเจ้าแม่โปรดชี้แจงด้วยเถิด"
"เมื่อชาติปางก่อน องค์หญิงสามกำเนิดเป็นเพียงปลาน้อยและถูกชาวประมงค์จับ แต่นางถูกชายหนุ่มจิตใจดีผู้หนึ่งช่วยชีวิต และช่วยชีวิตนางถึง 3 คราในวันเดียวกัน นางจึงอธิษฐานจิตว่า จะขอเกิดมาเป็นคู่ครอง...เพื่อชดใช้ดูแลชายหนุ่มผู้นั้น"
ท่านเจ้าสมุทรพยักหน้าเบา ๆ
"บัดนี้...ด้วยความดีที่ชายหนุ่มผู้นั้นสร้างมาหลายภพหลายชาติ ทำให้เขาได้มาเกิดเป็นรัชทายาทแห่งแคว้นฮุยหวง และเขาคือเนื้อคู่ขององค์หญิงสามฉีลู่อย่างไรเล่า"
เจ้าสมุทรตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน
"เจ้าแม่...มนุษย์กับมังกรจะเป็นเนื้อคู่กันได้อย่างไร"
"เรื่องนั้นย่อมมีทางแก้ไข ท่านอย่าเพิ่งร้อนใจ ปล่อยให้ฉีลู่ไปตามชะตากรรมของนางเถิด เพราะต่อให้ท่านขัดขวาง...ก็ไม่สำเร็จ ข้ามาบอกท่านเพียงเท่านี้"
กล่าวจบร่างสีทองก็หายวับไป ท่านเจ้าสมุทรถอนใจ เป็นห่วงก็เป็นห่วง แต่จำต้องตัดใจพาบริวารกลับคืนสู่ทะเล เพราะไม่อาจฝืนชะตาของฉีลู่ได้
ฉีลู่กับเสี่ยวเซี่ยหนีมาจนไกลพอสมควร...ก็แปลงร่างเป็นคน ทั้งสองเหลียวมองรอบกาย ไม่รู้ว่าพวกตนหนีมาถึงไหนแล้ว
"องค์หญิง...ที่นี่คือที่ใดกันหรือ"
ฉีลู่ส่ายหัว เหลียวมองไปรอบตัว ไม่รู้จะเดินไปทางไหน
"เสี่ยวเซี่ย...พวกเราพักสักครู่เถิด เสด็จพ่อคงตามเรามาไม่ทันแล้วล่ะ"
ฉีลู่นั่งลงที่โคนต้นไม้ใหญ่ เสี่ยวเซี่ยมายืนข้าง ๆ นางจึงดึงแขนเสี่ยวเซี่ยให้นั่งลงด้วยกัน
"ไม่รู้ว่าที่นี่เป็นแว่นแคว้นใดกัน"
เสี่ยวเซี่ยกอดตัวเอง นางเริ่มกลัวเสียแล้ว ฉีลู่โอบไหล่นาง
"หากเจ้ากลัว...จะกลับไปก็ได้นะ ข้าไม่ตำหนิเจ้าหรอก"
"ไม่ ๆ ข้าไม่กลัว ข้าจะไปกับท่าน"
"เอ้อ!...ข้าเองยังไม่รู้จะไปทางใดเลย อย่างไรเสียเราก็ต้องหาที่พักก่อน เจ้าอยู่ห่างน้ำเช่นนี้...ทนไหวหรือไม่"
"ไหวเพคะ...ข้ามีมุกวิเศษคุ้มกาย อยู่ห่างน้ำได้ 7 วัน หากได้แช่น้ำทุก ๆ 7 วัน...ขอเพียงเป็นน้ำ ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นน้ำจืดหรือน้ำเค็ม ก็จะอยู่ได้นานเพคะ"
"ที่นี่ดูอุดมสมบูรณ์ ต้องมีน้ำให้เจ้าแช่ตัวแน่ ข้าโชคดีกว่าเจ้า อยู่ได้ทั้งในน้ำและบนบก หากเจ้าหายเหนื่อยแล้ว...ก็ไปกันต่อเถิดนะ"
เสี่ยวเซี่ยแหงนมองท้องฟ้า ฟ้าครึ้ม ๆ ทำท่าฝนจะตก
"องค์หญิง...ฝนทำท่าจะตกแล้วนะเพคะ ไม่รู้วันนี้ผู้ใดเป็นผู้ให้ฝน"
ฉีลู่แหงนดูท้องฟ้าบ้าง
"ข้าก็ไม่รู้..."
ฉีลู่คุกเข่าลง หันหน้าไปทางทะเลหนันไห่ นางก้มคำนับ 3 ครั้ง
"เสด็จพ่อ...เสด็จแม่ ขออภัยที่ลู่เอ๋่อร์ดื้อรั้นเอาแต่ใจ ลูกขอออกมาท่องเที่ยวสักพัก รอให้เสด็จพ่อคลายโทสะ ลูกจะกลับไปกราบขออภัยพวกท่าน"
ฉีลู่หันไปบอกเสี่ยวเซี่ย
"เราไปกันเถิด"
ฉีลู่ลุกขึ้น และช่วยดึงแขนเสี่ยวเซี่ยให้ลุกขึ้นด้วย ไม่นานฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่ เสี่ยวเซี่ยกับฉีลู่เล่นน้ำฝนกันอย่างสนุกสนาน พวกนางชอบน้ำ จึงเดินฝ่าสายฝนที่ตกกระหน่ำได้สบาย
ฉีลู่ตรวจดูบาดแผลอย่างใกล้ชิด ปากก็ถามเเหวินหงว่า"เจ้ายังจำดอกไม้ที่ทำให้เจ้าคันหน้าได้หรือไม่""จำได้เพคะ...เป็นดอกไม้สีแดงสด ตรงกลางมีอะไรสีเหลือง ๆ ยื่นออกมาด้วย...แต่ข้าไม่รู้จักชื่อ""หากมีลักษณะดังที่เจ้าเล่า ข้าคิดว่ามันคือดอกอันจู่ (安祖花 = ดอกหน้าวัว)""ดอกอันจู่หรือ...ข้าจำได้ว่าในอุทยานหลวงไม่มีดอกไม้ชนิดนี้นะ มันมีพิษหรือเพคะ"แม่นมผิงถามฉีลู่"มีสิ...ยางของมันมีพิษระคายผิว เพียงสัมผัสถูกเท่านั้น...ผิวจะบวมแดง ยิ่งเกาก็ยิ่งลาม"แม่นมผิงนิ่งไปพักใหญ่ เหมือนคิดอะไรอยู่"แม่นมผิง...ท่านคิดอันใดอยู่"ฉีลู่ถามนาง"ข้าจำได้แล้ว...เมื่อหลายปีก่อน แคว้นถูลู่มาถวายบรรณาการ หนึ่งในนั้นคือดอกอันจู่ เป็นดอกไม้ประหลาด ดอกสีแดงสด และมีหงอนสีเหลืองอยู่ตรงกลางดอก ฝ่าบาททรงประทานให้เหล่าสนมคนละต้นเพคะ""แคว้นถูลู่อีกแล้วเหรอ มู่ถูเกอผู้นี้ช่างเจ้าอุบายนัก เขาไม่ประสงค์ดีต่อแคว้นนี้แน่นอน"ฉีลู่คิดในใจ"น้องสี่...ใบหน้าเจ้าถูกพิษ ไยจึงบอกผู้อื่นว่าถูกน้ำร้อนลวกเล่า""ตอนนั้นเกาเฟยได้รับความโปรดปรานจากเสด็จพ่อยิ่งนัก ข้าเองก็ยังเยาว์ จะกล่าวหาคนโปรดของเสด็จพ่อได้อย่างไร ไม่มีผู้ใดเชื่อข้าหรอก
ฉีลู่กับเสี่ยวเซี่ยไปผูกมิตรกับทุกตำหนักมาแล้ว และสืบหาข่าวคราวพวกกบฎด้วย แต่ก็ยังไม่ได้เบาะแสอะไรเพิ่มเติม วันนี้จึงมาที่ตำหนักองค์หญิงเหวินหง เสี่ยวเซี่ยถือขนมมาด้วยหนึ่งกล่อง แม่นมผิงเดินออกมาพบ ก็รีบมาคารวะฉีลู่"คารวะพระชายา ขออภัยที่ออกมาต้อนรับช้าเพคะ"ฉีลู่ประคองแม่นมผิงขึ้นมา"แม่นมผิง...ไม่ต้องมากพิธี ข้าเอาขนมมาเยี่ยมน้องสี่""พระชายาทรงเมตตานัก หากองค์หญิงรู้...ต้องดีพระทัยแน่ ทูลเชิญพระชายาเพคะ"แม่นมผิงเดินนำฉีลู่และเสี่ยวเซี่ยเข้าไปด้านในตำหนัก ฉีลู่มองไปรอบ ๆ นอกจากสวนที่สวยงามแล้ว ที่นี่ก็ดูไม่มีอะไรน่าสนใจเลย เหวินหงนั่งอยู่ในห้อง แม่นมผิงเดินเข้าไปบอกนาง"องค์หญิง...พระชายารัชทายาทเสด็จมาเพคะ""หา!...อาซ้อใหญ่มาหรือ"เหวินหงรีบลุกขึ้นมา จะย่อตัวคำนับฉีลู่ แต่นางจับแขนห้ามไว้เสียก่อน"น้องสี่...ตามสบายเถิด""อาซ้อ...ข้าไม่คิดว่าท่านจะมาเยี่ยมข้าอีก พี่ใหญ่เล่า...ไม่ได้มาด้วยหรือเพคะ""เสด็จพี่เข้าวังแต่เช้า ข้าว่างเลยมาหาเพื่อนคุย""เชิญนั่งเพคะ"เหวินหงจับมือฉีลู่มานั่งด้วยกัน แม่นมผิงกับเสี่ยวเซี่ยเดินออกไป ฉีลู่กับเสี่ยวเซี่ยมองสบตารู้กัน"ข้าขอบคุณอาซ้อ...ที่ไม่ร
ฉีลู่สะบัดมืออีกที...แม่ทัพนอกด่านก็ขยับตัวได้ คราวนี้เขาทั้งต่อยทั้งเตะเจ้ากรมการศึกษาจนล้มลงกองกับพื้น...สติกลับคืนมา และร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด"โอ๊ย!...ท่านแม่ทัพ ไยจึงทำร้ายข้าเช่นนี้เล่า""เป็นเจ้าที่ตบตีข้าโดยไร้เหตุผลก่อน เจ้าแก่ชั่ว...ข้าจะไม่คบค้ากับเจ้าอีก นับแต่นี้...ไมตรีเจ้ากับข้าขาดกัน"แม่ทัพนอกด่านค้นเอาขวดยาจากตัวเจ้ากรมการศึกษา แล้วเดินออกไปอย่างฉุนเฉียว เจ้ากรมการศึกษานั่งคร่ำครวญอยู่บนพื้น"นี่มันเรื่องอันใดกัน หมด...หมดแล้ว ความหวังข้าพังทลายหมดแล้ว"ฉีลู่มองเขาแล้วยิ้มสมน้ำหน้า นางลอยตามแม่ทัพนอกด่านผู้นั้นไป อยากรู้ว่าเขาจะไปไหน แม่ทัพผู้นั้นเดินไปยังที่พักของพวกเจ้าแคว้นที่ยังไม่กลับ ฉีลู่คิดจะตามเข้าไป แต่ฟ้าเริ่มสางเสียก่อน นางจึงต้องรีบกลับ ก่อนที่อาเถาจะเข้ามาแล้วไม่พบนาง...คนจะสงสัยเอาได้เหวินเชียนไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้แต่เช้า ฉีลู่จึงคิดจะไปเยี่ยมเยี่ยนเหล่าสนม นางกับเสี่ยวเซี่ยเดินออกมาด้วยกัน กำลังคิดว่าจะไปตำหนักไหนก่อนดี กลับพบมู่ถูเกอเดินยิ้มเข้ามาหา"องค์หญิง...ไม่คิดว่าจะได้พานพบท่านนะ""ท่านยังไม่กลับอีกหรือ""ข้ายังเที่ยวไม่ทั่วเลย จึงขอฮ่องเต้อยู่ต
เหวินเชียนเห็นนางจ้องตาแป๋ว ก็ยิ้มเอ็นดู ค่อย ๆ เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ออกมาให้ฟัง"เมื่อหลายเดือนก่อนหน้าที่เจ้าจะมา ฉินวานจับคนส่งสาส์นลับได้ผู้หนึ่ง แต่ยังไม่ทันไต่สวน..มันก็ถูกลอบสังหารเสียก่อน""สาส์นลับอันใดเพคะ""สาส์นลับของคนขายชาติ ที่แอบติดต่อกับเผ่านอกด่าน หวังจะมายึดแคว้นฮุยหวงของเราอย่างลับ ๆ""ผู้ใดทำเช่นนี้กัน ช่างต่ำช้านัก แล้วเสด็จพี่ทำอย่างไรเพคะ ได้ทูลต่อเสด็จพ่อหรือไม่""ทูลสิ...ข้าทูลต่อเสด็จพ่อแล้ว พระองค์ให้ข้าแอบสืบเงียบ ๆ ข้าจึงส่งฉินวานออกไปสืบเรื่องนี้ที่นอกวัง โดยบอกทุกคนว่าเขาลากลับบ้าน ส่วนข้าก็คอยหาข่าวในวัง ฉินวานกลับมาก่อนงานอภิเษกของเรา เขานำรายชื่อคนกลุ่มหนึ่งมาให้ข้า""เป็นรายชื่อของผู้ต้องสงสัยใช่หรือไม่เพคะ""ใช่...แต่น่าแปลก รายชื่อเหล่านั้นล้วนเป็นขุนนางชั้นผู้น้อย ฉินวานบอกว่า...คนส่งสารส่วนใหญ่จะเป็นชาวบ้านธรรมดา พอเสร็จงานก็จะถูกปิดปาก ทำให้สืบอะไรไม่ได้มาก""อืม...พวกมันฉลาดจริง ๆ""ข้าไม่เข้าใจ...ไยผู้ที่ร่วมมือกับพวกคนนอกด่าน ไยจึงเป็นเพียงข้าราชการชั้นผู้น้อยกันนะ""แล้วท่านรู้หรือไม่...เป็นคนนอกด่านชนเผ่าใดเพคะ"เหวินเชียนส่ายหัวสีหน้ากลัดก
ดึกดื่นคืนนั้น...เหวินเชียนแต่งชุดดำรัดกุม ออกจากห้องลับไปกับฉินวาน ฉีลู่คิดเรื่องหมอเว่ยทั้งวัน นางคิดจะปรึกษาเรื่องนี้กับเหวินเชียน จึงลงไปหาเขาที่ห้องลับ แต่เขากลับไม่อยู่"เสด็จพี่...เสด็จพี่เพคะ"ฉีลู่เดินหาจนทั่วห้องก็ไม่เจอเหวินเชียน ในห้องไม่มีหน้าต่าง ไม่มีช่องทางอื่นที่จะออกไปข้างนอกได้ เพราะหากจะออกข้างนอกก็ต้องผ่านห้องของนาง"เสด็จพี่ไปไหน...เขาออกไปได้อย่างไรโดยไม่ผ่านห้องข้า"ฉีลู่ยืนครุ่นคิด แล้วนางก็ตัดสินใจใช้ตามังกรมองหาเหวินเชียน จนเห็นว่าเขาไปกับฉินวาน"เสด็จพี่จะไปไหนกับฉินวานนะ ต้องตามไปดูเสียแล้ว"ฉีลู่หายตัวไปตามเหวินเชียน นางลอยขึ้นไปนั่งบนต้นไม่สูง มองดูเขากับฉินวานทะยานขึ้นสู่หลังคาบ้านของขุนนางขั้น 5 คนหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้ากรมการศึกษา"นั่นไง...ข้าคิดไว้ไม่ผิด เสด็จพี่มีวรยุทธ์จริง ๆ ด้วย แล้วไยต้องปิดบังทุกคนกันนะ ในเมื่อองค์ชายรองกับองค์ชายสามต่างก็ฝึกนี่นา มันต้องมีสิ่งใดแอบแฝงเป็นแน่"ฉีลู่นั่งมองเหวินเชียนกับฉินวานลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่บนหลังคา ไม่นานก็ได้ยินเสียงเอะอะด้านล่่าง แสดงว่าพวกเขาถูกพบเห็นแล้ว ฉีลู่ร่ายเวทย์แล้วชี้นิ้วไปที่พวกเขา กำบังพวกเขาไว้ไม่ให้
ฉีลู่เห็นเหวินเชียนออกไปแล้ว ก็ลอยตามออกมา แล้วรีบเข้าร่างตนเอง พอเหวินเชียนออกมา ฉีลู่ก็ลุกเดินยิ้มมาหาเขา"พบเจออันใดไหมเพคะ""เจอสิ...เจ้าดูเองเถิด"ฉีลู่มองพวกขันทียกข้าวของที่ค้นได้จากห้องหมอเว่ยออกมากอง อี้กงกงมองหมอเว่ยด้วยสายตาเย็นชา"ของเหล่านี้ค้นเจอจากห้องเจ้า บอกมา...เจ้าเป็นเพียงผู้ดูแลโสม ไยจึงมีเงินมากมายปานนี้ คงเอาโสมแพงไปขาย แล้วซื้อของถูกมาสับเปลี่ยนใช่หรือไม่ ทางที่ดี...เจ้าจงรีบสารภาพมาเสีย"อี้กงกงตวาดเสียงดัง หมอเว่ยรีบคุกเข่าลงกับพื้น...ปฏิเสธเสียงสั่น"โสม...โสมเหล่านี้ข้าซื้อมาไว้กินเอง ข้า...ข้าไม่เคยทุจริต เงินนี่เป็นเงินเก็บทั้งชีวิตของข้า องค์รัชทายาท พระชายา ท่านอี้กงกง ได้โปรดให้ความเป็นธรรมแก่ข้าด้วยเถิด"หมอเว่ยก้มกราบศีรษะจรดพื้น"เสด็จพี่...ข้ามีเรื่องอยากถามหมอเว่ยสักหน่อยเพคะ""เอาสิ...เจ้าอยากถามสิ่งใดก็ถามได้เลย""ขอบพระทัยเพคะ"ฉีลู่ยิ้มหวานให้เหวินเชียน แล้วหันมาถามหมอเว่ย"เจ้าบอกว่า...ซื้อโสมมากินเองหรือ เช่นนั้นเจ้าคงรู้สรรพคุณของโสมนี่ดีสินะ...ท่านหมอเว่ย"ฉีลู่เดินมาดูห่อโสมบนโต๊ะ"ทูลพระชายา ขึ้น...ขึ้นชื่อว่าโสม ย่อมมีสรรพคุณในการบำรุงร







