LOGINสองนายบ่าวไม่กล้าใช้ฤทธิ์ เพราะกลัวจะถูกพบร่องรอย จึงต้องพากันเดินไปเรื่อย ๆ ทั้งคู่เดินกันมาพักใหญ่แล้ว จนเข้าเขตเมืองโดยไม่รู้ตัว ฝนที่ตกก็ไม่มีทีท่าว่าจะซาลงเลยแม้แต่น้อย
"องค์หญิง...พวกเราเดินกันมานานแล้วนะเพคะ ฟ้าก็ใกล้จะมืดแล้วด้วย เราจะมาเดินสะเปะสะปะเช่นนี้ถึงเมื่อใดกัน"
"เสี่ยวเซี่ย...ถ้าจะตามมาก็อย่าบ่น หากไม่ไหวก็กลับไปเสีย"
ฉีลู่ส่ายหัวรำคาญ เสี่ยวเซี่ยจึงต้องสงบปาก ทั้งคู่เดินมาจนถึงศาลแห่งหนึ่ง
"องค์หญิง...ที่นี่คือที่ใดเพคะ"
"ข้าก็ไม่รู้...พวกเราเข้าไปดูข้างในกันเถิด หากพอพักพิงได้ คืนนี้ก็พักที่นี่แล้วกัน"
ฉีลู่ผลักประตูบานใหญ่ให้เปิดออก นางชะโงกหน้าเข้าไปมองก่อน
"มีผู้ใดอยู่บ้างหรือไม่"
ฉีลู่ตะโกนถามเข้าไปข้างใน แต่ไม่มีเสียงตอบรับ นางจึงเดินเข้าไป เสี่ยวเซี่ยเดินตามหลังเข้าไปด้วย
"ดูเหมือนที่นี่จะไม่มีผู้ใดอยู่นะเพคะองค์หญิง"
ฉีลู่พยักหน้าเบา ๆ พวกนางเดินเข้าไปถึงด้านในศาล ภายในมีรูปปั้นเจ้าแม่องค์ใหญ่เกือบถึงเพดาน มีกระถางธูปและเครื่องเซ่นเพียงเล็กน้อย
"องค์หญิง...ที่นี่คือสถานที่ใดกันแน่เพคะ ไยจึงเงียบงันนัก"
"ข้าจะรู้ได้อย่างไร ก็เพิ่งมาถึงพร้อมกับเจ้าไม่ใช่หรือ คืนนี้พวกเราพักที่นี่เถิด พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ"
ฉีลู่นั่งลงบนพื้น พวกนางแม้เดินตากฝนมาไกล แต่ไม่เปียกเลยสักนิด ภายนอกฝนยังไม่ซา พลันมีเสียงคนเดินเข้ามาในศาล ฉีลู่กับเสี่ยวเซี่ยรีบร่ายเวทย์กำบังตนไม่ให้ผู้ใดได้พบเห็น
สตรีโฉมสราญนางหนึ่งเดินเข้ามาในศาลพร้อมสาวใช้ ภายนอกมีองครักษ์รออยู่หลายคน สตรีนางนั้นสวมเสื้อคลุมยาวและเปียกปอนไปทั้งตัว
"องค์หญิง...ภายนอกฝนตกหนัก พวกเราคงต้องพักที่ศาลนี้สักครู่นะเพคะ"
"อื้ม...ข้าจะขอไหว้เจ้าแม่ก่อน"
สตรีนางนั้นถอดผ้าคลุมที่เปียกปอนออก เผยให้เห็นใบหน้าหวานซึ้งงดงาม ทว่ากลับซีดเซียวไร้สีเลือด นางยังไอออกมาอีกหลายที สาวใช้เข้ามาจับแขนนาง
"องค์หญิง..."
"ข้าไม่เป็นอันได เจ้าถอยไปรอด้านนอกก่อน"
"เพคะ..."
สาวใช้เดินออกไปนอกศาล สตรีโฉมงามมาคุกเข่าไหว้เจ้าแม่ ฉีลู่กับเสี่ยวเซี่ยได้เห็นหน้านางชัด ๆ ก็อดตกใจไม่ได้
"องค์หญิง...ไยนางหน้าเหมือนท่านเล่าเพคะ"
"นั่นสิ...ไยนางหน้าตาเหมือนข้าเช่นนี้"
ฉีลู่จับจ้องมองสตรีสูงศักดิ์นางนั้น และเดินมามองใกล้ ๆ ยิ่งดูก็ยิ่งเหมือน ได้ยินสตรีนางนั้นกล่าวว่า
"ข้าแต่เจ้าแม่หนวี่วา..."
"ห๊ะ!...นี่คือเจ้าแม่หนวี่วาหรือ"
ฉีลู่พึมพำแล้วคุกเข่าลงไหว้เจ้าแม่ข้าง ๆ สตรีนางนั้น
"...ตัวข้าเป็นธิดาคนโตของแคว้นฝานหรง (繁榮) ด้วยน้องชายเพียงคนเดียวของข้ายังเด็กนัก...เพิ่งอายุ 13 ปี ข้าจึงต้องแบกรับภาระบ้านเมือง บัดนี้บ้านเมืองเราต้องเผชิญกับปัญหามากมาย แม้ข้าจะเป็นสตรี...ก็ไม่เคยเกี่ยงงอนแบ่งเบาภาระเสด็จพ่อ แต่ตัวข้ากลับอ่อนแอ ร่างกายเหมือนเทียนไขที่ใกล้ดับ..."
องค์หญิงผู้นั้นร้องไห้ออกมา ฉีลู่หันมามองและนึกสงสาร
"...ข้าไม่รู้ควรทำฉันใด จึงจะช่วยแคว้นและชาวประชาไม่ให้ต้องลำบากจากภัยสงครามและความอดอยาก ขอเจ้าแม่ผู้ศักดิ์สิทธิ์...ได้โปรดยืดอายุให้ข้าได้ยืนยาวอีกสัก 5 ปี รอให้อนุชาของข้าเติบใหญ่พอจะช่วยบ้านเมืองได้ ข้าขอวิงวอน...เจ้าแม่ได้โปรดช่วยข้าด้วย"
องค์หญิงก้มกราบทั้งน้ำตา ฉีลูสงสารนางจับใจ จึงปรากฏร่างออกมา
"เอ๊า!....องค์หญิง ไยจึงเผยตัวเช่นนี้เล่า"
เสี่ยวเซี่ยไม่คิดว่าจู่ ๆ ฉีลู่จะคลายเวทย์เผยตัว นางจะคลายบ้าง แต่ฉีลู่หันไปส่ายหัวให้ เสี่ยวเซี่ยจึงยังคงกำบังตนต่อไป
องค์หญิงเงยหน้าจากกราบเจ้าแม่ เห็นฉีลู่ยืนอยู่ก็ตกใจ ลุกขึ้นถามนางเสียงสั่น
"เจ้า...เจ้าคือผู้ใดกัน"
"ข้าผ่านเข้ามาหลบฝน และคิดค้างคืนที่นี่ เมื่อครู่ได้ยินที่เจ้าพูดคุยกับเจ้าแม่...ก็เลยออกมาดู"
"เจ้าแอบฟังข้าหรือ"
"ไยข้าต้องแอบฟัง ข้าเข้ามาอยู่ก่อนเจ้านานแล้ว"
องค์หญิงมองฉีลู่ที่หน้าตาคล้ายตน ก็นึกแปลกใจ
"ช่างน่าประหลาดนัก ไยแม่นางผู้นี้จึงละม้ายข้าเช่นนี้ ราวกับข้าส่องกระจกมองตนเองก็ไม่ปาน นางเป็นใครกันนะ..."
ฉีลู่ได้ยินเสียงความคิดนาง ก็บอกไปว่า
"หน้าเราสองคนละม้ายกันดังฝาแฝด ขอถามนามท่านจะได้หรือไม่"
"ข้าชื่อฉีลู่...เป็นองค์หญิงของแคว้นฝานหรงนี้"
"อะไรนะ...เจ้าก็ชื่อฉีลู่หรือ"
องค์หญิงพยักหน้า
"ประหลาดจริง ข้าก็ชื่อฉีลู่เช่นกัน ข้าเป็นองค์หญิงจากหนันไห่"
"หนันไห่...ท่านมาจากแคว้นทางใต้หรือ ท่านมาทำอันใดที่นี่"
"บอกตามตรงนะ...ข้าหนีออกจากบ้านมา ข้าทำความผิด...เสด็จพ่อจะจับข้าขังไว้ที่เจดีย์เทียนคง"
"ห๊า!...เจดีย์เทียนคง ที่อยู่บนสรวงสวรรค์นะหรือ"
ฉีลู่พยักหน้า องค์หญิงไม่เชื่อก็หัวเราะออกมา
"เจ้าไม่เชื่อข้าหรือ"
"ขออภัย...ข้าไม่อาจเชื่อท่านได้ มนุษย์จะขึ้นไปบนสวรรค์ได้อย่างไร ต่อให้เป็นฮ่องเต้...ก็ไม่อาจขึ้นไปได้"
"ข้าขึ้นได้นะ...ขึ้นไปหลายครั้งแล้วด้วย"
"แม่นาง...ท่านอย่าล้อเล่นเช่นนี้เลย สวรรค์ไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาพูดเล่นสนุกปากได้นะ"
"ข้าไม่ได้โกหกเจ้าจริง ๆ นะ ข้าเคยขึ้นไปบนสวรรค์แล้วจริง ๆ ซ้ำยังไปทั้งครอบครัวด้วย เพราะเสด็จพ่อของข้าคือเจ้าสมุทรหนันไห่"
"อะไรนะ...เช่นนั้นท่านก็เป็นธิดาเจ้าสมุทรน่ะสิ"
"ใช่...ข้าคือธิดาเจ้าสมุทร"
ฉีลู่พูดจบก็คืนร่างเป็นมังกรให้ดู องค์หญิงตกใจอ้าปากค้าง
"เชื่อหรือยัง..."
นางพยักหน้าเบา ๆ ฉีลู่ก็แปลงกลับมาเป็นมนุษย์
"มังกรหรือ...นับเป็นวาสนาที่ข้าได้พบมังกรก่อนตาย"
องค์หญิงไอออกมาชุดใหญ่ นางเอามือปิดปาก พอเอามือออก ก็เห็นเลือดติดอยู่ที่ฝ่ามือ สีหน้านางที่ซีดอยู่แล้ว กลับซีดลงไปอีก
ฉีลู่เห็นเลือดสด ๆ บนมือองค์หญิงก็ตกใจเช่นกัน องค์หญิงกำมือน้ำตาไหล
"เลือด...ไยเจ้าจึงมีเลือด เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือ"
ฉีลู่ถามอย่างเป็นห่วง องค์หญิงใบหน้าซีดเซียว รู้ว่าชีวิตตนคงอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว
"ข้าเป็นโรคร้าย ร่างกายอ่อนแอ หมอหลวงบอกว่า หากข้าไอเป็นเลือดเมื่อไร นั่นหมายถึงว่า...ชีวิตข้าใกล้ถึงวาระสุดท้ายแล้ว"
องค์หญิงร้องไห้น่าสงสาร
"หมอรักษาไม่ได้หรือ"
"ไม่ได้...ข้ากินยามานาน เสด็จพ่อหาหมอทั้งแผ่นดินมารักษาข้า แต่ทำได้เพียงประทังชีวิตเท่านั้น"
"อะไรกัน...หมอในแดนมนุษย์ช่างไร้ฝีมือนัก เจ้าไปกับข้า...ข้าจะพาเจ้าไปให้หมอบนสวรรค์รักษาเอง"
ฉีลู่จับมือองค์หญิงจะพานางออกไป แต่นางกลับดึงแขตฉีลู่ไว้
"ไม่ได้...ข้าเป็นมนุษย์ ขึ้นไปบนสวรรค์ทั้งที่ยังมีชีวิตไม่ได้หรอก น้ำใจของท่าน...ข้าขอรับด้วยใจ"
องค์หญิงเปลี่ยนคำเรียกฉีลู่
"เจ้าจะยอมตายง่าย ๆ เช่นนี้หรือ"
"ข้าเลือกได้หรือ หากเลือกได้...ข้าย่อมเลือกที่จะไม่ตาย แต่เมื่อมันถึงคราวสิ้นอายุขัยของข้าแล้ว ข้าย่อมหลีกหนีไม่พ้น ข้าเกิดมาสูงศักดิ์ เป็นองค์หญิงใหญ่แห่งแคว้น แต่ช่างน่าเสียดาย...ที่ข้าต้องมาตายทั้งที่มีอายุเพียง 15 ปีเท่านั้น"
"เจ้าช่างน่าสงสารนัก"
"ท่าน...ก็ชื่อฉีลู่หรือ"
ใช่...เพราะข้าเกิดมาพร้อมหยกวิเศษ แล้วเจ้าเล่า..."
"เสด็จแม่เล่าว่า...ตอนที่ข้าเกิด มีราษฏรขุดพบหยกก้อนใหญ่ หยกนั้นถูกนำมาแกะเป็นพระพุทธรูป และนำไปประดิษฐานที่วัดหลวง พวกท่านจึงตั้งชื่อข้าว่าฉีลู่..."
ทั้งสองนางยืนมองและยิ้มให้กัน องค์หญิงคิดว่าตนใกล้ตาย จึงไม่เกรงกลัวมังกรสาว ฉีลู่ก็เห็นอกเห็นใจและสงสารองค์หญิงผู้นี้ ทั้งคู่จับมือกันแน่นด้วยความเห็นกัน
องค์ชายตานเช่อได้รับรายงานจากคนสนิทแล้ว ก็ทำนิ่งเฉยไว้ก่อน เขารอจนทำพิธีไว้อาลัยเสร็จสิ้น ก็ทูลลาฮ่องเต้กลับ เขากับคนสนิทมาที่กระต๊อบของเหวินซิน เมื่อมองจนแน่ใจแล้วว่าเขายังหลับอยู่ในนั้น และใช่เหวินซินจริง ๆองค์ชายตานเช่อก็สั่งให้คนจุดไฟเผากระต๊อบของเหวินซิน เพราะกระต๊อบสร้างด้วยไม้กับฟาง จึงติดไฟอย่างรวดเร็ว และลุกลามไปทั้งหลัง เหวินซินตื่นเพราะร้อนและสำลักควัน เขาพยายามจะออกไปข้างนอกแต่ก็ออกไปไม่ได้"ช่วยด้วย...ช่วยข้าด้วย"เสียงร้องโหยหวนของเหวินซินตะโกนออกมา องค์ชายตานเช่อหัวเราะเสียงดัง"เหวินซิน...ชอบของขวัญของข้าหรือไม่ หากเจ้าไม่ทรยศข้า...เจ้าก็ไม่ต้องเป็นเช่นนี้""ตานเช่อ...ไอ้สารเลว""เสียงคนใกล้ตายนี่ช่างไพเราะนัก เหวินซิน...จงตายชดใข้ความผิดของเจ้าเถิด...ไอ้คนทรยศ""ไม่...ม่ายยยยย"เสียงร้องโหยหวนเงียบลง พร้อมกับกระต๊อบที่ไฟลุกโชน ตัวเหวินซินก็พลอยถูกเผามอดไหม้ไปด้วย"จบสิ้นกันเสียที ข้าจะกลับไปรวบรวมกองทัพ แล้วยกมาบดขยี้แคว้นฮุยหวงอีกครา ข้าต้องยึดครองดินแดนจงหยวนให้จงได้"องค์ชายตานเช่อยังไม่ยอมเลิกล้มความคิดที่จะยึดครองจงหยวน เขาและคนสนิทขี่ม้ากลับปาเจ๋อ ไม่มีผู้ใดล่ว
ทางแคว้นปาเจ๋อ...ม่อหลัวข่านกับองค์ชายตานเช่อก็ได้รู้เรื่องนี้ สองพ่อลูกที่ยังเคืองแค้นเหวินซิน นั่งพูดคุยปรึกษากัน"ท่านพ่อจะไปร่วมงานหรือไม่""ต้องไปสิ...เพราะเรายังต้องส่งเครื่องบรรณาการให้แคว้นฮุยหวงนี่""เฮอะ!...พูดแล้วก็เจ็บใจ ข้ายังแค้นใจไอ้เหวินซินไม่หาย ยังไม่ได้ชำระแค้นมันเลย""พ่อได้ยินว่ามันก่อกบฎไม่สำเร็จ ไม่รู้ว่าหนีตายไปที่ใดแล้ว""สมน้ำหน้ามัน...รนหาที่เองแท้ ๆ เสด็จพ่อ...ท่านให้ข้าเป็นตัวแทนไปร่วมงานได้หรือไม่ ข้าจะไปสืบหาไอ้คนทรยศเหวินซินให้พบ...แล้วสังหารมันเสีย หากไม่ใช่เพราะมัน...เราคงได้ปกครองฮุยหวงไปแล้ว""ก็ดี...พ่ออายุมากแล้ว ไม่อยากเดินทางไกล เจ้าก็ไปเป็นตัวแทนพ่อก็แล้วกัน เอาคนไปมากหน่อย""ไม่ต้อง...ข้าจะพายอดฝีมือไปเพียง 10 คนก็พอ จะขี่ม้าเร็วไปเอง""ได้...พ่อตามใจเจ้า"องค์ชายตานเช่อตาวาว มุ่งมั่นจะตามสังหารเหวินซินให้ได้ เพราะคิดว่าเขาคือคนทรยศ...ที่ทำให้แผนยึดครองแคว้นฮุยหวงของเขาไม่สำเร็จ และทำให้ปาเจ๋อต้องส่งเครื่องบรรณาการแก่แคว้นฮุยหวงทุกปีด้วยเหวินซินที่บาดเจ็บ...หนีออกจากวังหลวงในช่วงที่ทุกคนกำลังวุ่นวายในการปราบกบฎ เขาจะออกนอกเมืองก็ไม่ได้ จึงปลอ
ในขณะเดียวกัน...เทวีซีไห่ก็กลับมาที่วังในทะเลซีไห่เช่นกัน แต่พอนางจะเข้าไปในวัง กลับถูกทหารที่ครึ่งบนเป็นคนครึ่งล่างเป็นปลาสองตนขวางไว้"ไยพวกเจ้าจึงมาขวางข้า""พวกข้าได้รับคำสั่งจากท่านเจ้าสมุทร ห้ามท่านเข้าไปในวังอีกต่อไป เพราะท่านเจ้าสมุทรได้ขับท่านออกจากซีไห่แล้ว...จงไปเสีย""ไม่จริง...เสด็จพี่จะไม่ทำเช่นนี้กับข้า พวกเจ้าถอยไปนะ อย่ามาขวางข้า"ทหารปลาสองตนไม่เพียงไม่ถอย ยังใช้อาวุธในมือที่เป็นก้านปะการังตีนาง เทวีซีไห่โกรธมาก นางอ้าปากจะใช้ไฟเผาทหารปลาสองตนนั้น แต่กลับพ่นไฟออกมาไม่ได้ นางจะใชเฤทธิ์อะไรก็ไม่ได้ เพราะท่านเจ้าสมุทรได้ผนึกไม่ให้นางใช้ฤทธิ์ได้เมื่อลงทะเลทหารปลาส่งเสียงแหลมเล็กบาดหู...เรียกพรรคพวกออกมาช่วย พวกทหารปลาถือกิ่งปะการังออกมาหลายตน พวกนั้นใช้กิ่งปะการังรุมตีจนนางต้องร้องเรียกสวามีให้ช่วย"เสด็จพี่...ช่วยข้าด้วยเพคะ"เทวีซีไห่ล้มลงกับพื้น เสียงประตูวังเปิดออก ท่านเจ้าสมุทรซีไห่และโอรสทั้งสามเดินออกมา เทวีซีไห่ดีใจร้องเรียกพวกเขา"เสด็จพี่...ลูกแม่ "ทุกคนมองเทวีซีไห่ด้วยสายตาเย็นชา นางเองก็รู้สึกได้ว่าสวามีและโอรสหมางเมินเหินห่าง"ข้าบอกว่าขับเจ้าออกจากซีไห่แล
เวยหลงกับเพ่ยหลงเดินมาสวมกอดฉีลู่ คราวนี้สามพี่น้องต้องจากกันจริง ๆ แล้ว พวกเขาใจหายที่ฉีลู่จะไม่ได้ไปอยู่ที่วังมรกตด้วยกันอีก"น้องสาม...ดูแลตนเองให้ดีนะ หากมีสิ่งใดให้พี่ช่วยเหลือ ก็เรียกพี่ดัง ๆ ไม่ว่าเจ้าจะอยู่หนใด พี่ก็จะรีบไปช่วยเจ้าแน่นอน"เวยหลงบอกฉีลู่ นางเม้มปากพยักหน้าน้ำตาไหล"เจ้าห้ามลืมพี่รองคนนี้นะ พาเหว่ยเอ๋อร์มาหาพวกเราบ่อย ๆ ด้วย""รู้แล้ว...พวกท่านเป็นพี่ชายที่ข้ารักที่สุดนะ พวกท่านก็ห้ามลืมข้าด้วย"ฉีลู่ร้องไห้กอดพี่ชายทั้งสอง เหวินเชียนรู้ว่าท่านเจ้าสมุทรและเทวีรักและเป็นห่วงฉีลู่มาก จึงกล่าวกับทั้งสองว่า"เสด็จพ่อเสด็จแม่และท่านพี่ทั้งสองไม่ต้องเป็นห่วงลู่เอ๋อร์ ข้าจะดูแลนางให้ดีที่สุด""พ่อเชื่อ...ว่าเจ้าทำได้"ท่านเจ้าสมุทรตบไหล่เหวินเชียน"มีเจ้าดูแลพี่ก็วางใจ พี่ฝากลู่เอ๋อร์กับหลานด้วยนะ"เวยหลงยิ้มบอกเขา เหวินเชียนประสานมือคารวะต่อทุกคน เทวีหนันไห่เสกถุงทองถุงหนึ่งส่งให้ฉีลู่"เก็บไว้ใช้ยามจำเป็นนะลูก""ขอบพระทัยเสด็จแม่เพคะ"เซินเค่อลูบเคราบอกเหวินเชียนและฉีลู่ว่า"มีอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องบอกพวกเจ้าทั้งสองคน แม้ตอนนี้องค์หญิงฉีลู่จะเป็นมนุษย์แล้ว แต่ดวงจิ
ฉีลู่กระพริบตาทำหน้างง ๆ นางหันมาเห็นเจ้าแม่หนวี่วา ก็รีบคุกเข่าลงคารวะเจ้าแม่"คารวะเจ้าแม่หนวี่วา""ลู่เอ๋อร์...ลูกแม่"เทวีหนันไห่เดินมากอดนาง"เสด็จแม่...เสด็จพ่อ พี่ใหญ่...พี่รอง เหว่ยเอ๋อ พวกท่านก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือ แล้ว..."ฉีลู่เหลียวมองรอบตัว"เสด็จพี่เหวินเชียนเล่า เขาอยู่ที่ใดหรือเพคะ"เทวีหนันไห่อ้ำอึ้ง ไม่รู้จะตอบฉีลู่อย่างไร เวยหลงปล่อยองค์ชายน้อยให้วิ่งไปหามารดา ฉีลู่กอดหอมแก้มลูกด้วยความคิดถึงสุดหัวใจ"ซาเด็ดแม่"องค์ชายน้อยเบะปากจะร้องไห้ ฉีลู่รีบกอดปลอบไม่ให้เขาร้อง"เด็กดี...ไม่ร้องนะจ๊ะ แม่มาหาเจ้าแล้ว"ฉีลู่กอดปลอบโอรสน้อย เจ้าแม่หนวี่วาตรัสกับนางว่า"ฉีลู่...ดวงจิตมังกรของเจ้าถูกทำลายจนแตกสลายไปแล้ว แต่เจ้ายังเหลือกายเนื้อและหยกสีรุ้ง ทำให้เจ้าคืนชีวิตมาได้ นับแต่นี้...เจ้าจะกลายเป็นมนุษย์ธรรมดาแล้วนะ""เช่นนั้น...ข้าก็กลับหนันไห่ไม่ได้อีกแล้วสิเพคะ""ด้วยอานุภาพแห่งหยกสีรุ้งในกายเจ้า เจ้ายังสามารถกลับหนันไห่ได้ แต่เจ้าจะคืนรางเป็นมังกรไม่ได้อีกแล้ว ใช้เวทย์ก็ไม่ได้ เว้นแต่เจ้าจะหมั่นเพียรฝึกมันขึ้นมาใหม่"ฉีลู่พยักหน้าเข้าใจ"แม้ดวงจิตมังกรของเจ้าจะแตกสลายไปแล้ว
"ข้าก็จะฟ้องร้องต่อสวรรค์ เจ้าทำลายชีวิตลูกและสะใภ้ของข้า ข้าจะขอให้สวรรค์เลาะเอ็นเฉือนกระดูกของเจ้า...ทำให้เจ้าอัปยศไปทั้งชีวิต"ซูฮองเฮาก็ชี้หน้าเทวีซีไห่ทั้งน้ำตา"ไม่นะ...พวกเจ้าจะทำเช่นนี้กับข้าไม่ได้"ซูฮองเฮาสะบัดหน้าเมิน เดินไปประคองไทเฮาพาเดินออกจากตำหนัก ฮ่องเต้และทุกคนก็เดินตามออกไป ท่านเจ้าสมุทรหนันไห่คืนร่างเป็นมังกร เทวีหนันไห่ก็เปลี่ยนรางเป็นดวงไฟ ทะยานขึ้นฟ้าหายไปด้วยกันเหลือเพียงเทวีซีไห่ นางมองไปรอบ ๆ ตัวที่มีแต่ซากศพนอนเกลื่อน แต่ก็ยังคิดเข้าข้างว่าตนเองไม่ผิด และไม่คิดว่าสวามีจะตัดเป็นตัดตายกับนางจริง ๆ เทวีซีไห่คืนร่างเป็นมังกรทะยานขึ้นฟ้า คิดจะกลับไปง้อสวามีให้เขายกโทษให้ณ.ชายหาดริมฝั่งทะเลหนันไห่ท่านเจ้าสมุทรและเทวีมาปรากฏตัว ณ.ที่นั้นมีเวยหลงที่อุ้มองค์ชายน้อยและเพ่ยหลงยืนรออยู่ พอเห็นท่านเจ้าสมุทรกับเทวีมา สองพี่น้องก็ก้มหัวคารวะ เทวีมาหอมแก้มองค์ชายน้อยที่เวยหลงอุ้มอยู่"เวยเอ๋อร์...เพ่ยเอ๋อร์ พวกเจ้ามาทำอันใดที่นี่ มารอพ่อกับแม่หรือ"ท่านเจ้าสมุทรถามโอรสทั้งสอง"พะย่ะค่ะ...เหว่ยเอ๋อร์ร้องเรียกหามารดา ข้าจึงพาเขามารอน้องสามที่นี่ แล้วน้องสามเล่า พวกท่านบอก
ในพระตำหนัก...ฮ่องเต้ประทับรอไต้กุ้ยเหริน เพราะได้ยินเสียงเอะอะจึงให้อี้กงกงออกไปดู อี้กงกงนำพระสนมทั้งสองเข้ามา จินกุ้ยเฟยพอเห็นพระพักตร์ฮ่องเต้...ก็บีบน้ำตา"ฝ่าบาทเพคะ...ข้าเจ็บเหลือเกิน""กุ้ยเฟย...เจ้าเป็นอันใด"ฮ่องเต้ตกใจที่เห็นนางเหมือนจะบาดเจ็บ จินกุ้ยเฟยทำมารยา...ถลาเข้าสู่อ้อมกอดของฮ่องเ
ฉินวานยืนเด่นอยู่กลางลาน ในมือมีรายชื่อของเหล่าชายฉกรรจ์ที่มารับการคัดเลือก ซึ่งมีทั้งสิ้น 42 คน"ข้าชื่อฉินวาน...เป็นหัวหน้ากรมองครักษ์ ข้าจะเรียกชื่อพวกเจ้าคราละ 2 คนให้ออกมาประลองกัน การประลองครานี้จะหาผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว เพื่อรับตำแหน่งหัวหน้าหน่วยกิเลน จะมีการประลอง 3 อย่าง อย่างแรกคือประลอง
แต่พอเหวินเชียนกับฉีลู่เดินมาถึงหน้าห้อง ก็พบมู่จินมาคุกเข่ารอ ฉินวานถือดาบยืนกอดอกอยู่หน้าตำหนัก ฉีลู่มองมู่จิ่นนิ่ง เหวินเชียนขมวดคิ้วไม่พอใจ มู่จิ่นส่งสายตาอ้อนมองมาที่เขา"คารวะองค์รัชทายาท...และพระชายาเพคะ"มู่จิ่นกล่าวตอนท้ายด้วยเสียงแผ่วเบา คล้ายไม่เต็มใจ"ไยมาอยู่ตรงนี้ เมื่อครู่ไยไม่มาถวาย
เหวินเชียนพาฉีลู่มาส่งที่ห้อง เขาเปิดตู้หยิบเสื้อผ้า 2-3 ชุดมาเตรียมไว้"เจ้ารีบเข้านอนเถิด...พรุ่งนี้เราสองคนต้องไปถวายพระพรแต่เช้า"ยังไม่ทันที่ฉีลู่จะตอบ หูของฉีลู่กับเหวินเชียนก็ได้ยินเสียงกุกกักเบา ๆ บนหลังคา เขายกมือขึ้นห้ามไม่ให้นางพูด เดินมาเอาจอกใบหนึ่ง เปิดประตูออกจากห้อง และปาขึ้นไปบนหลัง







