Masukเมืองหลวง แคว้นต้าเฉิง
กลิ่นกำยานไม้กฤษณาหอมฉุนลอยอวลทั่วโถงเรือนหลักอันโอ่อ่าของจวนแม่ทัพหลี่ ทว่าไออุ่นจากกระถางทองเหลืองกลับมิอาจขับไล่บรรยากาศอึมครึมชวนอึดอัดที่แผ่ซ่านลงมาได้
ม้วนผ้าไหมสีทองอร่ามปักลวดลายมังกรวิจิตรวางนิ่งอยู่บนโต๊ะไม้พะยูงสีเข้ม นี่คือพระราชโองการสมรสพระราชทานที่เพิ่งถูกส่งตรงมาจากตำหนักหยางซิน ลายพระหัตถ์อันคมกริบประหนึ่งสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงมากลางอกของหลี่เจิ้นหรง แม่ทัพใหญ่ผู้กุมกำลังทหารรักษาเมืองหลวง
“สมรสพระราชทาน...”
เสียงทุ้มต่ำสบถรอดไรฟัน ฝ่ามือหยาบกร้านที่กรำศึกมาค่อนชีวิตตบลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น ถ้วยชาเคลือบเนื้อดีสะเทือนจนน้ำชากระฉอก “ฮ่องเต้ทรงเห็นข้าเป็นสิ่งใด! คิดจะดึงอำนาจทหารของข้าไปคานกับจวนโจวอ๋อง หรือทรงคิดจะเหยียบย่ำหน้าข้ากันแน่ ถึงได้กล้าประทานงานแต่งที่แสนอัปมงคลกับบุตรทรราชเช่นนั้น!”
แม่ทัพหลี่หรือจะไม่รู้ว่าฮ่องเต้ผู้นี้ชื่นชอบการเชื่อมสัมพันธ์ต่างขั้ว เพื่อให้เหล่าขุนนางเปิดศึกกันเองภายในครอบครัวให้ราชสำนักไม่วุ่นวาย แต่ให้บ้านขุนนางตีกันตายจนไม่มีเวลามาคิดล้มอำนาจแทน
จวนของเขาต้องเชื่อมสัมพันธ์กับจวนโจวอ๋องหรือ เห็นชัด ๆ ว่าเขากับโจวอ๋องแทบจะไม่มองหน้ากัน ตั้งแต่ครั้งอดีตฮ่องเต้ ยามนี้ยังจะยัดเยียดพระราชทานสมรสให้อีก
“ท่านพี่... โปรดระงับโทสะก่อนเถิดเจ้าค่ะ”
ฉุยซีหลิงในอาภรณ์ผ้าไหมปักดิ้นทองหรูหราเดินเยื้องกรายเข้ามา มือเรียวขาวผ่องยกขึ้นลูบแผ่นอกสามีเบา ๆ แววตางดงามทอประกายความร้ายกาจ
“ฝ่าบาทมีพระประสงค์อย่างไร คนทั้งเมืองหลวงล้วนมองออก หากเราปฏิเสธ ย่อมกลายเป็นขัดพระราชโองการ มีโทษถึงริบทรัพย์และปลดจากตำแหน่ง แต่หากจะให้เยว่เอ๋อร์... บุตรสาวอันล้ำค่าของพวกเราแต่งเข้าไปในจวนอ๋องร้างที่ไร้อำนาจเช่นนั้น ข้าในฐานะมารดายอมควักหัวใจตัวเองทิ้งเสียดีกว่า” แน่นอนว่านางปรารถนาให้บุตรสาวขึ้นเป็นมารดาแผ่นดิน หาใช่ชายาไร้อำนาจราชศักดิ์เช่นนั้น
หลี่เจิ้นหรงขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน “แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร! ในเมื่อพระราชโองการระบุชัดแจ้งว่า ‘บุตรสาวสายเลือดตระกูลหลี่’ มีหรือที่ข้าจะยอมส่งเยว่เอ๋อร์ไปตกระกำลำบาก!”
รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของฮูหยินใหญ่ นางหรี่ตาลงพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ท่านพี่ลืมไปแล้วหรือเจ้าคะ... ว่าสายเลือดตระกูลหลี่ของท่าน หาได้มีเพียงเยว่เอ๋อร์คนเดียวไม่”
หลี่เจิ้นหรงชะงักสีหน้าหันมองภรรยาที่เก่งกาจด้านการวางแผน “เจ้าหมายถึงบ้านรองกับบ้านสามหรือ”
ฉุยซื่อหรือฉุยซีหลิงส่ายหน้าให้สามี “ท่านพี่...หากให้บ้านรองและบ้านสามรับสมรสพระราชทาน ไม่เท่ากับส่งตำแหน่งผู้นำตระกูลให้พวกเขาถือหรือ...ท่านลืมเซิ่งหลานเวยไปได้ยังไง ไม่ใช่นางก็คลอดบุตรสาวคนหนึ่ง”
คำว่าเซิ่งหลานเวยทำให้หลี่เจิ้นหรงกำหมัดแน่น สิบห้าปีแล้วที่เขาไม่ได้ยินชื่อนี้ หากแต่เรื่องเมื่อคราวนั้นไม่ใช่ว่านางคบชู้สู่ชายหรือ...
“แต่บุตรสาวของนางหาใช่สายเลือดของข้า?” หลี่เจิ้นหรงขมวดคิ้วเพ่งมองภรรยา ก่อนได้รับมือนุ่มนิ่มที่ลูบหลังมือเบา ๆ
“ใช่หรือไม่อยู่ที่ท่านจะรับหรือไม่เจ้าค่ะ...ไม่สู้บอกว่าบุตรสาวที่เติบโตอยู่เรือนนอกที่ชนบทหรือเจ้าคะ” นางโน้มนาวใจสามีให้เห็นดีเห็นงาม
“ท่านคิดว่าโจวอ๋องจะแต่งงานดี ๆ ไม่ฉีกหน้าท่านหรือ”
แน่นอนว่าเขาไม่คิดว่าโจวอ๋องจะยอมเป็นลูกเขยเขาดี ๆ แน่ หากแต่เขาจะส่งบุตรสาวดี ๆ ของตนไปแต่งงานด้วยทำไม ในเมื่อเป็นเช่นนั้นเขาก็ชิงหักหน้าโจวอ๋องเสียก่อน พระราชทานสมรสแค่ระบุว่าเป็นสายเลือดตระกูหลี่ ไม่ได้ระบุเสียหน่อยว่าเป็นบุตรสาวคนใด ที่สำคัญแค่ระบุว่าเป็นสายเลือดย่อมใช้เรื่องบุตรบุญธรรมไม่ได้
“เอาตามนั้นเถอะ ข้าจะให้มู่หรงเหยียนไปจัดการ”
มู่หรงเหยียนเป็นรองแม่ทัพคนสนิทและยังสนิทสนมกับภรรยาของเขาด้วย เนื่องจากตระกูลมู่และตระกูลฉุยไปมาหาสู่กัน และทั้งสองก็นับถือเป็นพี่น้อง เรื่องเช่นนั้นย่อมต้องมอบหมายให้คนที่ไว้ใจได้จัดการ
“เช่นนั้นท่านพี่...ข้าคิดว่าจะกลับบ้านเดิมตระกูลฉุยเสียหน่อย ไม่สู้ให้ข้าเดินทางไปพร้อมกับมู่หรงเหยียน อยู่ที่นั่นสักหนึ่งเดือนแล้วค่อยกลับเมืองหลวงพร้อมเขาขากลับดีหรือไม่”
หลี่เจิ้นหรงเห็นด้วยเรื่องที่ภรรยาจะกลับไปเยี่ยมบ้านเดิม นี่ก็นานแล้วที่ยังไม่ได้กลับไป แต่เขาต้องประชุมเช้าทุกสามวันย่อมติดตามไปด้วยไม่ได้
“เช่นนั้นเจ้าเดินทางดี ๆ เล่า รักษาเนื้อรักษาตัวด้วย”
“เจ้าค่ะ...ข้าจะให้ปี้เถาอยู่ทางนี้คอยส่งข่าวหากมีเรื่องด่วนข้าจะได้รีบกลับมา”
นางหันไปมองปี้เถาก่อนจะหันมายิ้มให้กับสามี ปี้เถาเป็นบ่าวคนสนิทที่รักเหมือนลูกสาวตนเอง ทั้งไว้ใจให้นางเป็นหูเป็นตาแทนมาตลอด
“เช่นนั้นเจ้าก็จัดการเถอะ ข้าจะไปห้องหนังสือก่อน” เมื่อเรื่องราวพระราชทานสมรสจบลง หลี่เจิ้นหรงพลันสบายใจที่หาทางออกได้
“ของพวกนั้นเป็นของท่าน แต่ท่านแม่เป็นของข้า!” เสี่ยวเฉินแผดเสียงสู้ “หากท่านกล้าใช้กำลัง ข้าจะสั่งกองทัพของข้ามาปิดล้อมจวน!”“กองทัพ? เจ้ามีกองทัพด้วยรึ” จ้าวฉางอันแค่นหัวเราะยังไม่ทันที่ท่านอ๋องจะกล่าวจบ เสียงคำรามกึกก้องปานฟ้าผ่าก็ดังแว่วมาจากสวนหลังจวนโฮก!เงาร่างสีขาวขนาดยักษ์พุ่งทะยานข้ามกำแพงหินเข้ามาอย่างรวดเร็ว นั่นคือ หมาป่าหิมะยักษ์แดนเหนือ ร่างมหึมาราวกับลูกม้า ขนสีขาวบริสุทธิ์ แววตาดุร้ายกระหายเลือด สัตว์ร้ายที่แม้แต่องครักษ์หลวงยังไม่กล้าเข้าใกล้ ทว่าทันทีที่มันวิ่งมาถึงศาลา เจ้าหมาป่ายักษ์กลับหมอบกายลงแนบพื้น กระดิกหางรัว ๆ พลางยื่นหัวโต ๆ เข้ามาให้เสี่ยวเฉินลูบอย่างว่าง่าย!“ต้าไป๋! ดีมาก!” เสี่ยวเฉินปีนขึ้นไปนั่งบนหลังหมาป่ายักษ์อย่างคุ้นเคย กอดอกเชิดหน้ามองบิดา “นี่คือรองแม่ทัพของข้า! แล้วยังมีกองทัพพยัคฆ์น้อยแห่งเมืองหลวงอีกสิบสองคน คอยส่งของบรรณาการให้ข้าทุกวัน หากท่านยังคิดผลาญเงิน ข้าจะให้ต้าไป๋ไปคาบรองเท้าของท่านไปทิ้งบ่อปลาให้หมด!”พูดจบ กงจื่อตัวน้อยก็ตบสะโพกหมาป่าเบา ๆ “ต้าไป๋ ไป! เราไปเก็บส่วยที่เรือนท่านยายกับท่านยายทวดกัน!”หมาป่ายักษ์ลุกขึ้นก้าวย่างอย่าง
ยามสายของฤดูใบไม้ร่วง แสงแดดอุ่นส่องกระทบผืนกระเบื้องเคลือบสีมรกตของจวนโจวอ๋อง บรรยากาศที่ควรจะเงียบสงบสมฐานะตำหนักอ๋องผู้ทรงอำนาจบัดนี้กลับอบอวลไปด้วยความกดดันแปลกประหลาดณ ศาลาแปดเหลี่ยมกลางสระบัว ร่างกลมป้อมของเด็กชายวัยสามขวบในชุดคลุมผ้าไหมสีครามเข้ม ปักลายพยัคฆ์เหยียบเมฆาอย่างประณีต กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งไม้แกะสลัก ใบหน้าเล็กอิ่มเอิบขาวเนียนดั่งก้อนแป้ง ทว่าคิ้วดาบคมเข้มกลับขมวดมุ่นริมฝีปากหยักจิ้มลิ้มเหยียดตรงเป็นเส้นขนาน นัยน์ตาดำขลับวาวโรจน์ฉายประกายเย็นชาดุร้าย... ช่างถอดแบบมาจากโจวอ๋องจ้าวฉางอันราวกับเคาะออกมาจากพิมพ์เดียวกันไม่มีผิดเพี้ยน!นั่นคือ จ้าวอี้เฉิน หรือ ‘เสี่ยวเฉิน’ กงจื่อตัวน้อยแห่งจวนโจวอ๋องมือป้อมสั้นกุมพู่กันด้ามโต ลากเส้นหมึกสีชาดขีดฆ่าลงบนสมุดบัญชีเล่มหนาดัง ฟึ่บ! ก่อนจะตวัดสายตาคมกริบมองบุรุษร่างยักษ์ที่กำลังคุกเข่าเหงื่อตกอยู่เบื้องหน้า“อู่โม่...”สุรเสียงเล็กแหลมทว่าเยียบเย็นดังก้อง “เจ้าเห็นข้าเป็นเด็กสามขวบหลอกง่ายหรืออย่างไร”อู่โม่ลอบกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก ชายหนุ่มผู้เคยกรำศึกมานับร้อยสมรภูมิ บัดนี้กลับสั่นสะท้านต่อสายตาของกงจื่อน้อย[1] “ขะ.
ใบหน้านวลเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดในชั่วพริบตา นางยกมือขึ้นปิดปาก ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความพะอืดพะอมอย่างรุนแรง“หว่านเอ๋อร์ เป็นอะไรไป?” จ้าวฉางอันที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ขมวดคิ้วแน่น รีบวางตะเกียบลงทันที“ข้า...ฮึก...แหวะ!”เซิ่งอี้หว่านไม่ทันได้ตอบ นางหันขวับคว้ากระโถนข้างตั่งแล้วโก่งคออาเจียนออกมาอย่างรุนแรงจนตัวโยน กลิ่นหมูหันที่เคยชอบกินกลายเป็นกลิ่นเหม็นคาวชวนคลื่นเหียนจนทนไม่ไหว หยวนเป่าหน้าตาตื่นรีบวิ่งเข้ามาลูบหลังให้ ส่วนโจวอ๋องผู้เยือกเย็นบัดนี้ลนลานจนทำถ้วยน้ำชาหกเลอะเทอะ“ตามหมอหลวง! อู่โม่! ไปลากตัวหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้!” สุรเสียงทรงอำนาจแผดก้องลั่นจวนจนนกที่เกาะบนกิ่งไม้บินแตกฮือไม่ถึงหนึ่งเค่อ หมอหลวงเฒ่าก็ถูกหิ้วปีกเหาะข้ามกำแพงจวนเข้ามาในสภาพผมเผ้ากระเซิง เขารีบคุกเข่าวางผ้าไหมบางทาบลงบนข้อมือของพระชายาอย่างสั่นเทา ท่ามกลางสายตาดุร้ายจ้าวฉางอันที่ยืนจ้องเขม็งราวกับว่าหากตรวจไม่พบสาเหตุจะสั่งตัดหัวเขาทันทีปลายนิ้วของหมอหลวงแตะชีพจรอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าที่ตื่นตระหนกก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความยินดี ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น“ทะ... ท่านอ๋อง! พระชายามิได้ทรงประชวร พ่ะย่
คลื่นลมพายุใหญ่ที่เคยโหมกระหน่ำราชสำนักเมืองหลวงมานานนับสิบแปดปี ในที่สุดก็สงบลงอย่างราบคาบซั่วอ๋องขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้องค์ใหม่อย่างชอบธรรม นำพาความสงบร่มเย็นกลับคืนสู่แผ่นดิน ทันทีที่ขึ้นครองบัลลังก์ พระองค์ก็มีพระประสงค์จะปูนบำเหน็จมอบตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีและคุมกองทัพหลวงให้แก่หลานชายอย่างจ้าวฉางอันทว่าโจวอ๋องกลับปฏิเสธ เขาไม่คิดจะเอาชีวิตอันมีค่าไปผูกติดกับเก้าอี้ขุนนางหรือการเมืองในวังหลวงให้ปวดหัว สิ่งเดียวที่เขาขอพระราชทานเป็นการตอบแทน คือส่วนแบ่งจากการค้าทางทะเลและสัมปทานเหมืองเกลือเพียงเล็กน้อย... ซึ่งคำว่า ‘เล็กน้อย’ ของเขากับจินซื่อหยวนนั้น เพียงพอจะทำให้จวนโจวอ๋องสุขสบายไปอีกหลายชั่วอายุคน!ส่วนผู้ที่เคยก่อกรรมทำชั่วล้วนได้รับผลกรรมอย่างสาสม อดีตฮ่องเต้จ้าวจิ้งชวนถูกถอดพระยศเป็นสามัญชน เนรเทศไปใช้แรงงานหนักที่ชายแดนจนสิ้นพระชนม์อย่างอนาถ หลินไท่เฟยถูกประทานผ้าขาว สิ้นชีพตามกฎมณเฑียรบาลแห่งวังหลัง ไทเฮาขอไปอยู่อารามหลวงไม่เกี่ยวข้องกับวังหลวงตลอดชีวิต จวนแม่ทัพหลี่สายหลักล่มสลาย หลี่เจิ้นหรงและมู่หรงเหยียนถูกประหารชีวิตเพื่อชดใช้ความผิดฐานกบฏปลงพระชนม์อดีตฮ่องเต้ ฉุยซี
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องบรรทมในบัดดลหยดน้ำอุ่นที่รินรดลงบนแก้มทำให้เซิ่งอี้หว่านชาวาบไปทั้งร่าง นางนอนนิ่ง สบสายตากับบุรุษที่อยู่เหนือร่างอย่างไม่อยากเชื่อสายตาโจวอ๋องผู้เยือกเย็น...ยามนี้ดวงตาของเขากลับแดงก่ำและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดร้าวราน ราวกับเด็กหนุ่มที่กำลังหวาดกลัวการสูญเสียสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต‘ข้ารักเจ้าจนแทบบ้าตายอยู่แล้ว...’ประโยคนั้นดังก้องซ้ำไปซ้ำมาในหัวของนางแท้จริงแล้ว... เงินหนึ่งพันตำลึงที่เขาให้ทุกค่ำคืน มิใช่ข้อแลกเปลี่ยนอันเย็นชา มิใช่ความใคร่ชั่วครู่ชั่วยาม และมิใช่การซื้อขายร่างกาย... แต่มันคือสิ่งเดียวที่เขารู้ว่านางให้ความสำคัญ เขาเพียงใช้มันเป็นข้ออ้าง เป็นสายใยบาง ๆ เพื่อเหนี่ยวรั้งให้นางยอมอยู่เคียงข้างเขา ยอมให้นางมองเห็นเขา และไม่คิดหนีจากเขาไป“ท่านอ๋อง...”เสียงเรียกของนางสั่นเครือ หยาดน้ำตาเม็ดโตไหลรินอาบสองแก้มอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้อีกต่อไปเมื่อเห็นน้ำตาของนาง จ้าวฉางอันที่กำลังคลั่งก็พลันได้สติ มือหนาที่เคยกดตรึงข้อมือนางไว้ค่อย ๆ คลายออกอย่างแผ่วเบา แววตาดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความตระหนกและปวดร้าว ชายหนุ่มรีบยกมือขึ้นเกลี่ยเช็ดน้ำตาให้นางอย่าง
เสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังก้องอยู่ในความมืดสลัว ริมฝีปากที่ถูกบดขยี้อย่างรุนแรงเพิ่งได้รับอิสระ เซิ่งอี้หว่านยังไม่ทันได้สูดอากาศเข้าปอด ร่างทั้งร่างก็ลอยวืดขึ้นจากพื้น จ้าวฉางอันอุ้มนางก้าวฉับ ๆ ไปยังเตียงนอนหลังใหญ่ ก่อนจะเหวี่ยงร่างเล็กลงบนฟูกนุ่มอย่างไม่คิดจะถนอมแรงตุบ!ร่างบางจมลงบนฟูกหนา นางผวาจะยันกายลุกขึ้น ทว่าเงาดำทะมึนของร่างสูงใหญ่ก็ทาบทับลงมาปิดกั้นทุกทิศทางทันควันสองแขนแกร่งดั่งยันต์ขนาบข้างลำตัวนางไว้ นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นวาวโรจน์ไปด้วยโทสะและความหึงหวงที่เดือดพล่าน คุกคามราวกับพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะฉีกเหยื่อตรงหน้าเป็นชิ้น ๆ เส้นเลือดข้างขมับปูดโปน ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดพวงแก้มจนแสบร้อนเซิ่งอี้หว่านมองสีหน้าดุดันนั้นด้วยความงุนงง ดวงตากลมโตกะพริบปริบ ๆ นางคิดเพียงว่าเขากำลังหาเรื่องกลั่นแกล้งและอยากอุ่นเตียงเหมือนเช่นทุกวัน มือเรียวเล็กจึงรีบยกขึ้นมาตรงหน้า แบมือข้างขวาออกพร้อมเอ่ยทวงอย่างเคยชิน“คืนนี้ท่านอ๋องต้องจ่ายข้าพันห้าร้อยตำลึงนะ เพคะ!”จ้าวฉางอันชะงัก สายตาที่จ้องมองนางพลันเยียบเย็นลงอีกหลายส่วน “อะไรนะ?”“พันห้าร้อยตำลึงเพคะ” อี้หว่านพยักหน้าสำทับ เม้มปาก





![คุณหมอจองจำรัก [นิยายชุด จำยอมรัก 1]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

