Mag-log inร่างผอมบางพลันทรุดฮวบลงกับพื้น ไม้กวาดเก่าที่คว้ามาหมายจะใช้ขับไล่หลุดจากมือ เสียงไอโขลกจนตัวงอคุดคู้ เลือดสดสีคล้ำซึมทะลักผ่านซอกนิ้วหยดลงบนพื้นดินแห้งกรัง
เซิ่งอี้หว่านที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านไม้ไผ่ผุพังพลันปรี่ออกมา ตะกร้าสะพายหลังหล่นกระแทกพื้น ผักป่าเกลื่อนกลาด นางถลาเข้าไปประคองร่างมารดาด้วยแขนสั่นเทา
“ท่านแม่!”
“หว่านเอ๋อร์... อย่า... อย่าไปฟังคนพวกนั้น...” เซิ่งหลานเวยพยายามซ่อนฝ่ามือเปื้อนเลือดไว้ด้านหลัง เมื่อเห็นว่าคนพวกนั้นยังไม่ไป ทว่าดวงตากลมโตฉ่ำน้ำคู่นั้นคงได้ยินได้เห็นทุกสิ่งหมดแล้ว
สายตาเย็นเยียบของมู่หรงเหยียนตวัดมองเด็กสาวในชุดผ้าฝ้ายหยาบกระด้าง ใบหน้างดงามหมดจดถอดแบบมารดามาไม่ผิดเพี้ยน แม้ใบหน้าจะเปรอะคราบฝุ่น แววตาซื่อตรงระคนดื้อรั้นนั้นทำให้นายทหารหนุ่มหยักยิ้มบาง
“คุณหนูรอง... ท่านตัดสินใจเองเถิด”
“ข้าจะไป...ข้ายอมไป”
เสียงหวานเอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่น
เพียะ!
มือของคนเป็นแม่ฟาดลงบนแก้มนวลอย่างแรงจนหน้าหัน เซิ่งหลานเวยเบิกตากว้างทั้งน้ำตา ไหล่สั่นสะท้านด้วยโทสะระคนร้าวรานใจ
“ข้าเลี้ยงดูเจ้ามาสิบห้าปีเพื่อให้เจ้าทำเรื่องโง่เขลาเช่นนี้หรือ! ปล่อยให้ข้าตายอยู่ที่นี่เสียยังดีกว่าเห็นเจ้าเดินเข้าดงเสือไปให้พวกมันฉีกเนื้อกิน!”
เซิ่งอี้หว่านสองมือคว้ากอดเอวมารดาแน่นพลางซบหน้าลงกับตัก น้ำตาอุ่นร้อนรินรดหลังมือสาก
“ข้าทนเห็นท่านแม่ตายต่อหน้าไม่ได้เจ้าค่ะ... ต่อให้เมืองหลวงนั้นเป็นถ้ำเสือวังมังกร หากแลกกับชีวิตท่านแม่ ข้าก็ยอมเดินเข้าไป!”
“เด็กโง่...เจ้า!” เซิ่งหลานเวยน้ำตารื้น จมูกแสบไปหมด นางรู้ว่าเด็กคนนี้ทำได้ทุกอย่างเพื่อให้นางอยู่รอด แต่ชีวิตนางเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว
“แม่ไม่เคยหวังให้เจ้าต้องกตัญญูต่อแม่...แม่หวังให้เจ้าอยู่อย่างสงบสุข”
“แต่ท่านแม่...ไม่ใช่ว่าคนพวกนั้นเป็นคนของแม่ทัพหรือ แล้วพวกเราจะมีวันสงบสุขจริงหรือเจ้าคะ”
เซิ่งหลานเวยคิดเช่นเดียวกับบุตรสาว นางสองแม่ลูกจะมีวันสงบสุขอีกหรือ สุดท้ายได้แต่กอดกันแน่น
สองแม่ลูกกอดกันร่ำไห้จนกระทั่งฟ้าเริ่มสาง ตะวันเริ่มสาดแสงเหล่าชาวบ้านที่สนใจเริ่มมองดูบ้านหลังเล็กท้ายหมู่บ้าน ที่มีคนแปลกหน้ามาเยือน
มู่หรงเหยียนทิ้งทหารม้าไว้สองนายคอยคุมเชิงหน้าเรือนแล้วควบม้าจากไป ทิ้งไว้เพียงคำขาดที่ไม่อาจย้อนคืน
สามวันผ่านไป เซิ่งหลานเวยล้มป่วยหนัก จนกระทั่งไข้ขึ้น เซิ่งอี้หว่านจึงไปคุกเข่าขอร้องให้ท่านปู่ที่มีความรู้สมุนไพรในหมู่บ้านมาช่วยดู แม้แต่ท่านปู่ยังส่ายหน้า แต่นางไม่มีตำลึงบากหน้าไปเชิญท่านหมอ ทำได้เพียงรอให้ท่านแม่ตื่น
“มารดาของเจ้า...” ท่านปู่กล่าวเพียงเท่านั้นก็ลุกขึ้น ทำให้น้ำตาของเซิ่งอี้หว่านหลั่งอีกรอบ นางต้มน้ำเช็ดตัวให้มารดา ต้มผักป่าให้มารดาดื่ม เดินไปขอยืมข้าวบ้านของเพื่อนบ้านที่พอมีน้ำใจมาหนึ่งกำมือต้มให้มารดาดื่มจนกระทั่งมีแรงตื่นขึ้น
“ท่านแม่” อี้หว่านดีใจที่มารดาลืมตาเสียที
“แม่หลับไปนานหรือ”
“สามวันเจ้าค่ะ” อี้หว่านตอบพลางสะอื้น นางกลัวเหลือเกินว่ามารดาจะไม่ตื่นขึ้นมา
“ท่านแม่...ให้ข้าไปเถอะ...อย่างน้อยโรคเก่าของท่านก็ยังมีทาง แค่แต่งงานไม่ใช่หรือเจ้าคะ” อี้หว่านไม่รู้ว่าโลกภายนอกเป็นอย่างไร รู้แค่บ้านป่ามีแต่ความจริงใจ นางจึงไม่เข้าใจว่าคนใจร้ายจริง ๆ นั้นร้ายได้แค่ไหน
“เด็กโง่...ปล่อยให้แม่ตายเถอะ”
“ไม่ท่านแม่ หากข้าปล่อยให้ท่านตายข้าขอตายก่อนท่านเถอะ ชีวิตข้ามีแค่ท่านเท่านั้น” อี้หว่านไม่พูดเปล่าแต่เอามีดขึ้นมาจ่อที่คอ ปลายแหลมคมนั้นจิ้มไปในเนื้อจนเลือดไหลซึมออกมา
เซิ่งหลานเวยรีบห้าม “หยุดนะ...วางมีดลง”
“ท่านรับปากข้าสิ” เซิ่งหลานเวยแม้เจ็บปวดใจที่จะให้บุตรสาวต้องเดินเข้ากองไฟ แต่ก็ไม่อาจทำใจเห็นนางจากไปก่อนได้เช่นกัน
“ได้!”
สายหมอกยังคงโรยตัวหนาทึบ อี้หว่านก้มกราบแทบเท้ามารดาที่หลับหันหลังให้ ร่างน้อยสะพายห่อผ้าเก่าที่มีเพียงชุดสองชุดกับของใช้ไม่กี่อย่างเดินก้าวพ้นธรณีประตูมุ่งหน้าสู่ถนนดินแดงเพียงลำพัง
นางเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมืองหลวงไปทางไหน แต่อีกไม่กี่เดือนก็จะเข้าหน้าหนาว คนผู้นั้นบอกว่าหากนางเดินทางเข้าจวนในเมืองหลวงได้ ทั้งหมอและตำลึงซื้อยาก็จะส่งมา ท่านปู่ที่มาดูอาการกระซิบว่า หากไม่มียามารดาของนางคงไม่ผ่านฤดูหนาวนี้ได้
“อี้หว่าน! รอข้าก่อน!”
เสียงฝีเท้าเร่งร้อนตามมา ฉู่ต้าเฉิงในชุดล่าสัตว์วิ่งกระหืดกระหอบตามมาจนทัน ใบหน้าคมเข้มของพรานหนุ่มเปรอะเหงื่อ เขาคว้าแขนเรียวไว้ก่อนจะยัดห่ออีแปะลงในมือนาง
“นี่เงินอีแปะที่ข้าเก็บไว้... เจ้าเอาติดตัวไปใช้ที่เมืองหลวง”
“พี่เฉิง...ข้ารับอีแปะท่านไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ” ฉู่ต้าเฉิงเป็นพี่ชายข้างบ้าน เขามีอาชีพเป็นนายพรานล่าสัตว์ หากมีเนื้อสัตว์มักจะแบ่งให้บ้านนางเป็นประจำ นี่น่าจะเป็นอีแปะที่ได้จากการขายสัตว์ที่ล่าได้
ไม่เพียงเท่านั้น มือหนายังหยิบปิ่นเงินแท่งเกลี้ยงสลักรูปดอกเหมยขึ้นมาเสียบลงบนมวยผมของนางอย่างเบามือ
“ป้าเซิ่งฝากข้ามาเมื่อคืน...นางแอบไปบอกข้าให้เดินทางไปเป็นเพื่อนเจ้าสักครั้ง”
หยดน้ำตาร่วงเผาะลงบนหลังมือ อี้หว่านยกมือลูบปิ่นเงินบนศีรษะ ขอบตาร้อนผ่าว “พี่ต้าเฉิง...”
“อย่าร้อง” ต้าเฉิงกระชับคันธนูบนแผ่นหลัง แววตามุ่งมั่นไม่สั่นคลอน “หนทางพันลี้ สตรีตัวคนเดียวจะรอดเงื้อมมือคนชั่วได้อย่างไร...ข้าจะไปเมืองหลวงเป็นเพื่อนเจ้า!”
ทหารม้าสองนายที่ถูกทิ้งเอาไว้ดูสถานการณ์ปรายตามองอย่างดูแคลนแล้วกระตุกบังเหียนม้ารีบกลับไปรายงานที่เมืองหลวง
อี้หว่านหันกลับไปมองกระท่อมซอมซ่อหลังสุดท้ายก่อนจะกัดริมฝีปากแน่น
“ท่านแม่ท่านอดทนนะ...ข้าจะรีบไปให้ถึงเมืองหลวงแล้วส่งข่าวมา หวังว่าคนตระกูลแม่ทัพจะรักษาสัญญา”
เท้าคู่เล็กย่ำผ่านป่าตัดขาดจากผืนดินอวิ๋นซี มุ่งหน้าเข้าเมืองหลวงพร้อมกับพี่ชายคนสนิทอย่างฉู่ต้าเฉิง
“ของพวกนั้นเป็นของท่าน แต่ท่านแม่เป็นของข้า!” เสี่ยวเฉินแผดเสียงสู้ “หากท่านกล้าใช้กำลัง ข้าจะสั่งกองทัพของข้ามาปิดล้อมจวน!”“กองทัพ? เจ้ามีกองทัพด้วยรึ” จ้าวฉางอันแค่นหัวเราะยังไม่ทันที่ท่านอ๋องจะกล่าวจบ เสียงคำรามกึกก้องปานฟ้าผ่าก็ดังแว่วมาจากสวนหลังจวนโฮก!เงาร่างสีขาวขนาดยักษ์พุ่งทะยานข้ามกำแพงหินเข้ามาอย่างรวดเร็ว นั่นคือ หมาป่าหิมะยักษ์แดนเหนือ ร่างมหึมาราวกับลูกม้า ขนสีขาวบริสุทธิ์ แววตาดุร้ายกระหายเลือด สัตว์ร้ายที่แม้แต่องครักษ์หลวงยังไม่กล้าเข้าใกล้ ทว่าทันทีที่มันวิ่งมาถึงศาลา เจ้าหมาป่ายักษ์กลับหมอบกายลงแนบพื้น กระดิกหางรัว ๆ พลางยื่นหัวโต ๆ เข้ามาให้เสี่ยวเฉินลูบอย่างว่าง่าย!“ต้าไป๋! ดีมาก!” เสี่ยวเฉินปีนขึ้นไปนั่งบนหลังหมาป่ายักษ์อย่างคุ้นเคย กอดอกเชิดหน้ามองบิดา “นี่คือรองแม่ทัพของข้า! แล้วยังมีกองทัพพยัคฆ์น้อยแห่งเมืองหลวงอีกสิบสองคน คอยส่งของบรรณาการให้ข้าทุกวัน หากท่านยังคิดผลาญเงิน ข้าจะให้ต้าไป๋ไปคาบรองเท้าของท่านไปทิ้งบ่อปลาให้หมด!”พูดจบ กงจื่อตัวน้อยก็ตบสะโพกหมาป่าเบา ๆ “ต้าไป๋ ไป! เราไปเก็บส่วยที่เรือนท่านยายกับท่านยายทวดกัน!”หมาป่ายักษ์ลุกขึ้นก้าวย่างอย่าง
ยามสายของฤดูใบไม้ร่วง แสงแดดอุ่นส่องกระทบผืนกระเบื้องเคลือบสีมรกตของจวนโจวอ๋อง บรรยากาศที่ควรจะเงียบสงบสมฐานะตำหนักอ๋องผู้ทรงอำนาจบัดนี้กลับอบอวลไปด้วยความกดดันแปลกประหลาดณ ศาลาแปดเหลี่ยมกลางสระบัว ร่างกลมป้อมของเด็กชายวัยสามขวบในชุดคลุมผ้าไหมสีครามเข้ม ปักลายพยัคฆ์เหยียบเมฆาอย่างประณีต กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งไม้แกะสลัก ใบหน้าเล็กอิ่มเอิบขาวเนียนดั่งก้อนแป้ง ทว่าคิ้วดาบคมเข้มกลับขมวดมุ่นริมฝีปากหยักจิ้มลิ้มเหยียดตรงเป็นเส้นขนาน นัยน์ตาดำขลับวาวโรจน์ฉายประกายเย็นชาดุร้าย... ช่างถอดแบบมาจากโจวอ๋องจ้าวฉางอันราวกับเคาะออกมาจากพิมพ์เดียวกันไม่มีผิดเพี้ยน!นั่นคือ จ้าวอี้เฉิน หรือ ‘เสี่ยวเฉิน’ กงจื่อตัวน้อยแห่งจวนโจวอ๋องมือป้อมสั้นกุมพู่กันด้ามโต ลากเส้นหมึกสีชาดขีดฆ่าลงบนสมุดบัญชีเล่มหนาดัง ฟึ่บ! ก่อนจะตวัดสายตาคมกริบมองบุรุษร่างยักษ์ที่กำลังคุกเข่าเหงื่อตกอยู่เบื้องหน้า“อู่โม่...”สุรเสียงเล็กแหลมทว่าเยียบเย็นดังก้อง “เจ้าเห็นข้าเป็นเด็กสามขวบหลอกง่ายหรืออย่างไร”อู่โม่ลอบกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก ชายหนุ่มผู้เคยกรำศึกมานับร้อยสมรภูมิ บัดนี้กลับสั่นสะท้านต่อสายตาของกงจื่อน้อย[1] “ขะ.
ใบหน้านวลเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดในชั่วพริบตา นางยกมือขึ้นปิดปาก ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความพะอืดพะอมอย่างรุนแรง“หว่านเอ๋อร์ เป็นอะไรไป?” จ้าวฉางอันที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ขมวดคิ้วแน่น รีบวางตะเกียบลงทันที“ข้า...ฮึก...แหวะ!”เซิ่งอี้หว่านไม่ทันได้ตอบ นางหันขวับคว้ากระโถนข้างตั่งแล้วโก่งคออาเจียนออกมาอย่างรุนแรงจนตัวโยน กลิ่นหมูหันที่เคยชอบกินกลายเป็นกลิ่นเหม็นคาวชวนคลื่นเหียนจนทนไม่ไหว หยวนเป่าหน้าตาตื่นรีบวิ่งเข้ามาลูบหลังให้ ส่วนโจวอ๋องผู้เยือกเย็นบัดนี้ลนลานจนทำถ้วยน้ำชาหกเลอะเทอะ“ตามหมอหลวง! อู่โม่! ไปลากตัวหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้!” สุรเสียงทรงอำนาจแผดก้องลั่นจวนจนนกที่เกาะบนกิ่งไม้บินแตกฮือไม่ถึงหนึ่งเค่อ หมอหลวงเฒ่าก็ถูกหิ้วปีกเหาะข้ามกำแพงจวนเข้ามาในสภาพผมเผ้ากระเซิง เขารีบคุกเข่าวางผ้าไหมบางทาบลงบนข้อมือของพระชายาอย่างสั่นเทา ท่ามกลางสายตาดุร้ายจ้าวฉางอันที่ยืนจ้องเขม็งราวกับว่าหากตรวจไม่พบสาเหตุจะสั่งตัดหัวเขาทันทีปลายนิ้วของหมอหลวงแตะชีพจรอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าที่ตื่นตระหนกก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความยินดี ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น“ทะ... ท่านอ๋อง! พระชายามิได้ทรงประชวร พ่ะย่
คลื่นลมพายุใหญ่ที่เคยโหมกระหน่ำราชสำนักเมืองหลวงมานานนับสิบแปดปี ในที่สุดก็สงบลงอย่างราบคาบซั่วอ๋องขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้องค์ใหม่อย่างชอบธรรม นำพาความสงบร่มเย็นกลับคืนสู่แผ่นดิน ทันทีที่ขึ้นครองบัลลังก์ พระองค์ก็มีพระประสงค์จะปูนบำเหน็จมอบตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีและคุมกองทัพหลวงให้แก่หลานชายอย่างจ้าวฉางอันทว่าโจวอ๋องกลับปฏิเสธ เขาไม่คิดจะเอาชีวิตอันมีค่าไปผูกติดกับเก้าอี้ขุนนางหรือการเมืองในวังหลวงให้ปวดหัว สิ่งเดียวที่เขาขอพระราชทานเป็นการตอบแทน คือส่วนแบ่งจากการค้าทางทะเลและสัมปทานเหมืองเกลือเพียงเล็กน้อย... ซึ่งคำว่า ‘เล็กน้อย’ ของเขากับจินซื่อหยวนนั้น เพียงพอจะทำให้จวนโจวอ๋องสุขสบายไปอีกหลายชั่วอายุคน!ส่วนผู้ที่เคยก่อกรรมทำชั่วล้วนได้รับผลกรรมอย่างสาสม อดีตฮ่องเต้จ้าวจิ้งชวนถูกถอดพระยศเป็นสามัญชน เนรเทศไปใช้แรงงานหนักที่ชายแดนจนสิ้นพระชนม์อย่างอนาถ หลินไท่เฟยถูกประทานผ้าขาว สิ้นชีพตามกฎมณเฑียรบาลแห่งวังหลัง ไทเฮาขอไปอยู่อารามหลวงไม่เกี่ยวข้องกับวังหลวงตลอดชีวิต จวนแม่ทัพหลี่สายหลักล่มสลาย หลี่เจิ้นหรงและมู่หรงเหยียนถูกประหารชีวิตเพื่อชดใช้ความผิดฐานกบฏปลงพระชนม์อดีตฮ่องเต้ ฉุยซี
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องบรรทมในบัดดลหยดน้ำอุ่นที่รินรดลงบนแก้มทำให้เซิ่งอี้หว่านชาวาบไปทั้งร่าง นางนอนนิ่ง สบสายตากับบุรุษที่อยู่เหนือร่างอย่างไม่อยากเชื่อสายตาโจวอ๋องผู้เยือกเย็น...ยามนี้ดวงตาของเขากลับแดงก่ำและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดร้าวราน ราวกับเด็กหนุ่มที่กำลังหวาดกลัวการสูญเสียสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต‘ข้ารักเจ้าจนแทบบ้าตายอยู่แล้ว...’ประโยคนั้นดังก้องซ้ำไปซ้ำมาในหัวของนางแท้จริงแล้ว... เงินหนึ่งพันตำลึงที่เขาให้ทุกค่ำคืน มิใช่ข้อแลกเปลี่ยนอันเย็นชา มิใช่ความใคร่ชั่วครู่ชั่วยาม และมิใช่การซื้อขายร่างกาย... แต่มันคือสิ่งเดียวที่เขารู้ว่านางให้ความสำคัญ เขาเพียงใช้มันเป็นข้ออ้าง เป็นสายใยบาง ๆ เพื่อเหนี่ยวรั้งให้นางยอมอยู่เคียงข้างเขา ยอมให้นางมองเห็นเขา และไม่คิดหนีจากเขาไป“ท่านอ๋อง...”เสียงเรียกของนางสั่นเครือ หยาดน้ำตาเม็ดโตไหลรินอาบสองแก้มอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้อีกต่อไปเมื่อเห็นน้ำตาของนาง จ้าวฉางอันที่กำลังคลั่งก็พลันได้สติ มือหนาที่เคยกดตรึงข้อมือนางไว้ค่อย ๆ คลายออกอย่างแผ่วเบา แววตาดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความตระหนกและปวดร้าว ชายหนุ่มรีบยกมือขึ้นเกลี่ยเช็ดน้ำตาให้นางอย่าง
เสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังก้องอยู่ในความมืดสลัว ริมฝีปากที่ถูกบดขยี้อย่างรุนแรงเพิ่งได้รับอิสระ เซิ่งอี้หว่านยังไม่ทันได้สูดอากาศเข้าปอด ร่างทั้งร่างก็ลอยวืดขึ้นจากพื้น จ้าวฉางอันอุ้มนางก้าวฉับ ๆ ไปยังเตียงนอนหลังใหญ่ ก่อนจะเหวี่ยงร่างเล็กลงบนฟูกนุ่มอย่างไม่คิดจะถนอมแรงตุบ!ร่างบางจมลงบนฟูกหนา นางผวาจะยันกายลุกขึ้น ทว่าเงาดำทะมึนของร่างสูงใหญ่ก็ทาบทับลงมาปิดกั้นทุกทิศทางทันควันสองแขนแกร่งดั่งยันต์ขนาบข้างลำตัวนางไว้ นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นวาวโรจน์ไปด้วยโทสะและความหึงหวงที่เดือดพล่าน คุกคามราวกับพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะฉีกเหยื่อตรงหน้าเป็นชิ้น ๆ เส้นเลือดข้างขมับปูดโปน ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดพวงแก้มจนแสบร้อนเซิ่งอี้หว่านมองสีหน้าดุดันนั้นด้วยความงุนงง ดวงตากลมโตกะพริบปริบ ๆ นางคิดเพียงว่าเขากำลังหาเรื่องกลั่นแกล้งและอยากอุ่นเตียงเหมือนเช่นทุกวัน มือเรียวเล็กจึงรีบยกขึ้นมาตรงหน้า แบมือข้างขวาออกพร้อมเอ่ยทวงอย่างเคยชิน“คืนนี้ท่านอ๋องต้องจ่ายข้าพันห้าร้อยตำลึงนะ เพคะ!”จ้าวฉางอันชะงัก สายตาที่จ้องมองนางพลันเยียบเย็นลงอีกหลายส่วน “อะไรนะ?”“พันห้าร้อยตำลึงเพคะ” อี้หว่านพยักหน้าสำทับ เม้มปาก







