LOGINเรือนฝูโซ่วท้ายจวนเงียบสงัด มีเพียงกลิ่นกำยานไม้จันทน์กับเสียงเคาะปลาไม้สวดมนต์ของหลี่เหล่าฝูเหริน ทว่าเสียงเคาะไม้ชะงักลงเมื่อเหยียนหมัวมัวรีบก้าวเข้ามาคุกเข่าข้างตั่ง
“เหล่าฝูเหรินเจ้าคะ นายท่านใหญ่สั่งให้รองแม่ทัพมู่หรงเหยียนมุ่งหน้าไปอวิ๋นซีแล้วเจ้าค่ะ... ฮูหยินใหญ่เป่าหูให้ส่งคนไปรับตัวบุตรสาวอนุเซิ่งมารับสมรสพระราชทานแทนคุณหนูใหญ่”
หลี่เหล่าฝูเหรินลืมตาขึ้นช้า ๆ แววตาฉายแววสังเวชใจ “จิตใจนางช่างเหี้ยมโหดนัก ขับไล่สองแม่ลูกไปสิบห้าปี ยามนี้กลับจะลากเด็กไม่รู้ความมาตายแทนบุตรสาวตนเอง ไปเรียกเจิ้นหรงมาพบข้าเดี๋ยวนี้!”
ไม่นานนัก หลี่เจิ้นหรงก็ก้าวเข้ามาในห้อง ทว่าเมื่อเห็นมารดานั่งหน้าตึง โดยมีหลี่จงเหว่ยผู้เป็นน้องรองกับหลี่เค่อเจี้ยนน้องสามยืนประกบอยู่ สีหน้าเขาก็พลันเรียบเฉย
“ท่านแม่เรียกข้ามา มีเรื่องอันใดหรือขอรับ”
“เจ้าคิดดีแล้วหรือที่จะลากเด็กคนนั้นมารับเคราะห์แทนเยว่เอ๋อร์!” หลี่เหล่าฝูเหรินขึ้นเสียงดุ
“นี่คือทางออกที่ดีที่สุดขอรับ” หลี่เจิ้นหรงตอบ “พระราชโองการระบุเพียงบุตรสาวตระกูลหลี่ อี้หว่านก็มีสายเลือดข้า จะให้ข้าส่งเยว่เอ๋อร์ไปจมปลักในจวนอ๋องตกอับได้อย่างไร”
“พี่ใหญ่!” หลี่จงเหว่ย นายท่านรองขมวดคิ้วแน่น มองหน้าพี่ชายอย่างคลางแคลงใจ “ท่านพูดออกมาได้อย่างไรว่าเพื่อตระกูลหลี่ สิบห้าปีก่อนท่านขับไล่นางไปใส่ร้ายว่าคบชู้ พอมีเรื่องเดือดร้อนกลับนึกขึ้นได้ว่ามีลูกสาวคนนี้อยู่ หากกลัวเยว่เอ๋อร์ลำบาก บุตรสาวบ้านรองหรือบ้านสามก็แต่งแทนได้ เหตุใดต้องทำเรื่องไร้มโนธรรม!”
“ใช่ขอรับ” หลี่เค่อเจี้ยนเอ่ยสำทับด้วยความไม่พอใจ “ส่งเด็กบ้านป่าที่ไม่รู้ความไปเป็นชายา หากโจวอ๋องรู้ว่าท่านจงใจหักหน้าเขา ผลกรรมจะตกอยู่ที่ตัวเด็กนะขอรับ”
ในสามพี่น้องหลี่เค่อเจี้ยนเป็นคนมีคุณธรรมที่สุด เขาไม่ชอบใจพี่ใหญ่ที่ทำการโดยไร้การไตร่ตรอง เด็กสาวบ้านนอกจะทันเล่ห์เหลี่ยมคนในเมืองหลวงได้อย่างไร
“พวกเจ้าจะไปรู้อะไร!” หลี่เจิ้นหรงตวาดกร้าว “หากให้ลูกสาวพวกเจ้าแต่งไป ไม่เท่ากับยกตำแหน่งเชื่อมสัมพันธ์ให้บ้านรองบ้านสามหรืออย่างไรฝ่าบาทคงเห็นว่าข้าไม่เคารพราชโองการ อีกอย่างบุตรสาวคนโตของข้ายังไม่แต่งงานบ่ายให้เบี่ยงให้ผู้อื่นรับ หน้าที่ราชการข้าเสียหายพวกเจ้าจะรับไหวหรือ”
“แล้วโจวอ๋องเป็นเพียงเสือไร้เขี้ยวเล็บ ข้าส่งเด็กบ้านนอกไปให้ ก็เพื่อตอกย้ำให้เขารู้ว่าคนอย่างเขา คู่ควรกับสตรีชั้นต่ำเพียงเท่านั้น!” แน่นอนว่าเขาไม่เคยญาติดี และไม่คิดเชื่อมสัมพันธ์อะไรทั้งนั้น
เพล้ง!
ถ้วยชาในมือหญิงชราถูกปาลงพื้นแตกกระจายแทบเท้าบุตรชายคนโต หลี่เหล่าฝูเหรินตัวสั่นเทาด้วยโทสะ
“เจ้าสัตว์เดรัจฉาน! ข้าคลอดคนร้ายกาจเช่นเจ้ามาได้อย่างไร เจ้าคิดว่าอำนาจในมือจะค้ำฟ้าหรืออย่างไร เด็กคนนั้นมีสายเลือดเจ้าครึ่งหนึ่ง นางไม่เคยทำผิดอันใด ไม่เลี้ยงดูก็แล้วไปเถอะ แต่เจ้ากลับผลักนางลงเหวอย่างเลือดเย็น!”
หลี่เจิ้นหรงเพียงปรายตามองเศษกระเบื้อง ยกมือคารวะส่ง ๆ อย่างเย็นชา
“ม้าเร็วออกเดินทางไปแล้ว ไม่อาจเรียกคืน ขอท่านแม่โปรดรักษาสุขภาพเถิดขอรับ”
เขาสะบัดแขนเสื้อก้าวเดินออกไปทันที ทิ้งให้น้องชายทั้งสองมองตามด้วยสายตาผิดหวัง ขณะที่หลี่เหล่าไท่จวินทิ้งตัวพิงพนักตั่งไม้อย่างหมดแรง ได้แต่หลับตากุมลูกประคำแน่นด้วยความเวทนาในชะตากรรมของหลานสาวที่กำลังจะมาถึง...
การเดินทางพันลี้จากอำเภออวิ๋นซีสู่เมืองหลวงยาวไกลนัก
ฉู่ต้าเฉิงพาเด็กสาวดั้นด้นมาขออาศัยติดตามขบวนคาราวานพ่อค้าเร่ พรานหนุ่มบ้านป่าไม่มีตำลึงติดตัวมากนัก มีเพียงเรี่ยวแรงกำยำกับคันธนูคู่ใจ และฝีมือดาบที่พอใช้งานได้อยู่บ้าง เขาจึงอาสาเป็นคนคอยคุ้มกันภัย ล่ากระต่ายป่าและไก่ฟ้ามาแบ่งให้หัวหน้าขบวนเพื่อแลกกับที่ซุกหัวนอนบนกองฟางแห้งท้ายเกวียนบรรทุกสินค้า ให้เซิ่งอี้หว่านนั่งมาไม่ต้องเดินเท้าตลอดเพื่อประหยัดแรง
ลมพัดกรรโชกกรีดผิวเนื้อจนแสบร้อน อี้หว่านในชุดผ้าป่านเนื้อหยาบตัวเก่าที่ซักจนสีซีดจางนั่งขดตัวอยู่บนกองฟาง ร่างน้อยสั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บ เท้าคู่เล็กที่เคยย่ำอยู่แต่บนผืนดินนุ่มใต้ร่มเงาไม้ในป่า บัดนี้เมื่อต้องเดินสลับนั่งเกวียนรอนแรมข้ามวันข้ามคืน รองเท้าผ้าที่มารดาเย็บให้ขาดวิ่นจนไม่อาจปกป้องผิวเนื้อ ใต้ฝ่าเท้าพองช้ำเป็นตุ่มน้ำใส บางจุดแตกจนรู้สึกแสบผิวยามก้าวเดิน ทว่าริมฝีปากที่แห้งจนซีดขาวกลับไม่เคยเอ่ยบ่นแม้แต่คำเดียว
“อี้หว่าน กินนี่เสีย”
ต้าเฉิงยื่นหมั่นโถวแป้งหยาบสีคล้ำที่แห้งกรังจนแข็งให้ก้อนหนึ่ง เขาใช้มีดเลาะแบ่งส่วนที่นิ่มกว่าส่งให้นาง อี้หว่านรับมาถือไว้ในสองมืออย่างทะนุถนอม นางก้มมองหมั่นโถวแข็ง ๆ ในมือก่อนจะบรรจงบิออกเป็นสองส่วน ส่วนที่ใหญ่กว่านางยื่นส่งคืนให้พี่ชายข้างบ้าน
“พี่ต้าเฉิงกินเถิดเจ้าค่ะ ท่านต้องใช้แรงแบกของและเดินคุ้มกันเกวียนทั้งวัน ข้าเพียงนั่งเฉย ๆ ไม่ได้เหนื่อยอันใด”
“เจ้าต้องกินให้มากหน่อย ตัวผอมแห้งจนลมจะหอบไปได้อยู่แล้ว” ต้าเฉิงขมวดคิ้วแน่น แสร้งดุเสียงเข้ม
“ของพวกนั้นเป็นของท่าน แต่ท่านแม่เป็นของข้า!” เสี่ยวเฉินแผดเสียงสู้ “หากท่านกล้าใช้กำลัง ข้าจะสั่งกองทัพของข้ามาปิดล้อมจวน!”“กองทัพ? เจ้ามีกองทัพด้วยรึ” จ้าวฉางอันแค่นหัวเราะยังไม่ทันที่ท่านอ๋องจะกล่าวจบ เสียงคำรามกึกก้องปานฟ้าผ่าก็ดังแว่วมาจากสวนหลังจวนโฮก!เงาร่างสีขาวขนาดยักษ์พุ่งทะยานข้ามกำแพงหินเข้ามาอย่างรวดเร็ว นั่นคือ หมาป่าหิมะยักษ์แดนเหนือ ร่างมหึมาราวกับลูกม้า ขนสีขาวบริสุทธิ์ แววตาดุร้ายกระหายเลือด สัตว์ร้ายที่แม้แต่องครักษ์หลวงยังไม่กล้าเข้าใกล้ ทว่าทันทีที่มันวิ่งมาถึงศาลา เจ้าหมาป่ายักษ์กลับหมอบกายลงแนบพื้น กระดิกหางรัว ๆ พลางยื่นหัวโต ๆ เข้ามาให้เสี่ยวเฉินลูบอย่างว่าง่าย!“ต้าไป๋! ดีมาก!” เสี่ยวเฉินปีนขึ้นไปนั่งบนหลังหมาป่ายักษ์อย่างคุ้นเคย กอดอกเชิดหน้ามองบิดา “นี่คือรองแม่ทัพของข้า! แล้วยังมีกองทัพพยัคฆ์น้อยแห่งเมืองหลวงอีกสิบสองคน คอยส่งของบรรณาการให้ข้าทุกวัน หากท่านยังคิดผลาญเงิน ข้าจะให้ต้าไป๋ไปคาบรองเท้าของท่านไปทิ้งบ่อปลาให้หมด!”พูดจบ กงจื่อตัวน้อยก็ตบสะโพกหมาป่าเบา ๆ “ต้าไป๋ ไป! เราไปเก็บส่วยที่เรือนท่านยายกับท่านยายทวดกัน!”หมาป่ายักษ์ลุกขึ้นก้าวย่างอย่าง
ยามสายของฤดูใบไม้ร่วง แสงแดดอุ่นส่องกระทบผืนกระเบื้องเคลือบสีมรกตของจวนโจวอ๋อง บรรยากาศที่ควรจะเงียบสงบสมฐานะตำหนักอ๋องผู้ทรงอำนาจบัดนี้กลับอบอวลไปด้วยความกดดันแปลกประหลาดณ ศาลาแปดเหลี่ยมกลางสระบัว ร่างกลมป้อมของเด็กชายวัยสามขวบในชุดคลุมผ้าไหมสีครามเข้ม ปักลายพยัคฆ์เหยียบเมฆาอย่างประณีต กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งไม้แกะสลัก ใบหน้าเล็กอิ่มเอิบขาวเนียนดั่งก้อนแป้ง ทว่าคิ้วดาบคมเข้มกลับขมวดมุ่นริมฝีปากหยักจิ้มลิ้มเหยียดตรงเป็นเส้นขนาน นัยน์ตาดำขลับวาวโรจน์ฉายประกายเย็นชาดุร้าย... ช่างถอดแบบมาจากโจวอ๋องจ้าวฉางอันราวกับเคาะออกมาจากพิมพ์เดียวกันไม่มีผิดเพี้ยน!นั่นคือ จ้าวอี้เฉิน หรือ ‘เสี่ยวเฉิน’ กงจื่อตัวน้อยแห่งจวนโจวอ๋องมือป้อมสั้นกุมพู่กันด้ามโต ลากเส้นหมึกสีชาดขีดฆ่าลงบนสมุดบัญชีเล่มหนาดัง ฟึ่บ! ก่อนจะตวัดสายตาคมกริบมองบุรุษร่างยักษ์ที่กำลังคุกเข่าเหงื่อตกอยู่เบื้องหน้า“อู่โม่...”สุรเสียงเล็กแหลมทว่าเยียบเย็นดังก้อง “เจ้าเห็นข้าเป็นเด็กสามขวบหลอกง่ายหรืออย่างไร”อู่โม่ลอบกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก ชายหนุ่มผู้เคยกรำศึกมานับร้อยสมรภูมิ บัดนี้กลับสั่นสะท้านต่อสายตาของกงจื่อน้อย[1] “ขะ.
ใบหน้านวลเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดในชั่วพริบตา นางยกมือขึ้นปิดปาก ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความพะอืดพะอมอย่างรุนแรง“หว่านเอ๋อร์ เป็นอะไรไป?” จ้าวฉางอันที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ขมวดคิ้วแน่น รีบวางตะเกียบลงทันที“ข้า...ฮึก...แหวะ!”เซิ่งอี้หว่านไม่ทันได้ตอบ นางหันขวับคว้ากระโถนข้างตั่งแล้วโก่งคออาเจียนออกมาอย่างรุนแรงจนตัวโยน กลิ่นหมูหันที่เคยชอบกินกลายเป็นกลิ่นเหม็นคาวชวนคลื่นเหียนจนทนไม่ไหว หยวนเป่าหน้าตาตื่นรีบวิ่งเข้ามาลูบหลังให้ ส่วนโจวอ๋องผู้เยือกเย็นบัดนี้ลนลานจนทำถ้วยน้ำชาหกเลอะเทอะ“ตามหมอหลวง! อู่โม่! ไปลากตัวหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้!” สุรเสียงทรงอำนาจแผดก้องลั่นจวนจนนกที่เกาะบนกิ่งไม้บินแตกฮือไม่ถึงหนึ่งเค่อ หมอหลวงเฒ่าก็ถูกหิ้วปีกเหาะข้ามกำแพงจวนเข้ามาในสภาพผมเผ้ากระเซิง เขารีบคุกเข่าวางผ้าไหมบางทาบลงบนข้อมือของพระชายาอย่างสั่นเทา ท่ามกลางสายตาดุร้ายจ้าวฉางอันที่ยืนจ้องเขม็งราวกับว่าหากตรวจไม่พบสาเหตุจะสั่งตัดหัวเขาทันทีปลายนิ้วของหมอหลวงแตะชีพจรอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าที่ตื่นตระหนกก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความยินดี ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น“ทะ... ท่านอ๋อง! พระชายามิได้ทรงประชวร พ่ะย่
คลื่นลมพายุใหญ่ที่เคยโหมกระหน่ำราชสำนักเมืองหลวงมานานนับสิบแปดปี ในที่สุดก็สงบลงอย่างราบคาบซั่วอ๋องขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้องค์ใหม่อย่างชอบธรรม นำพาความสงบร่มเย็นกลับคืนสู่แผ่นดิน ทันทีที่ขึ้นครองบัลลังก์ พระองค์ก็มีพระประสงค์จะปูนบำเหน็จมอบตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีและคุมกองทัพหลวงให้แก่หลานชายอย่างจ้าวฉางอันทว่าโจวอ๋องกลับปฏิเสธ เขาไม่คิดจะเอาชีวิตอันมีค่าไปผูกติดกับเก้าอี้ขุนนางหรือการเมืองในวังหลวงให้ปวดหัว สิ่งเดียวที่เขาขอพระราชทานเป็นการตอบแทน คือส่วนแบ่งจากการค้าทางทะเลและสัมปทานเหมืองเกลือเพียงเล็กน้อย... ซึ่งคำว่า ‘เล็กน้อย’ ของเขากับจินซื่อหยวนนั้น เพียงพอจะทำให้จวนโจวอ๋องสุขสบายไปอีกหลายชั่วอายุคน!ส่วนผู้ที่เคยก่อกรรมทำชั่วล้วนได้รับผลกรรมอย่างสาสม อดีตฮ่องเต้จ้าวจิ้งชวนถูกถอดพระยศเป็นสามัญชน เนรเทศไปใช้แรงงานหนักที่ชายแดนจนสิ้นพระชนม์อย่างอนาถ หลินไท่เฟยถูกประทานผ้าขาว สิ้นชีพตามกฎมณเฑียรบาลแห่งวังหลัง ไทเฮาขอไปอยู่อารามหลวงไม่เกี่ยวข้องกับวังหลวงตลอดชีวิต จวนแม่ทัพหลี่สายหลักล่มสลาย หลี่เจิ้นหรงและมู่หรงเหยียนถูกประหารชีวิตเพื่อชดใช้ความผิดฐานกบฏปลงพระชนม์อดีตฮ่องเต้ ฉุยซี
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องบรรทมในบัดดลหยดน้ำอุ่นที่รินรดลงบนแก้มทำให้เซิ่งอี้หว่านชาวาบไปทั้งร่าง นางนอนนิ่ง สบสายตากับบุรุษที่อยู่เหนือร่างอย่างไม่อยากเชื่อสายตาโจวอ๋องผู้เยือกเย็น...ยามนี้ดวงตาของเขากลับแดงก่ำและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดร้าวราน ราวกับเด็กหนุ่มที่กำลังหวาดกลัวการสูญเสียสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต‘ข้ารักเจ้าจนแทบบ้าตายอยู่แล้ว...’ประโยคนั้นดังก้องซ้ำไปซ้ำมาในหัวของนางแท้จริงแล้ว... เงินหนึ่งพันตำลึงที่เขาให้ทุกค่ำคืน มิใช่ข้อแลกเปลี่ยนอันเย็นชา มิใช่ความใคร่ชั่วครู่ชั่วยาม และมิใช่การซื้อขายร่างกาย... แต่มันคือสิ่งเดียวที่เขารู้ว่านางให้ความสำคัญ เขาเพียงใช้มันเป็นข้ออ้าง เป็นสายใยบาง ๆ เพื่อเหนี่ยวรั้งให้นางยอมอยู่เคียงข้างเขา ยอมให้นางมองเห็นเขา และไม่คิดหนีจากเขาไป“ท่านอ๋อง...”เสียงเรียกของนางสั่นเครือ หยาดน้ำตาเม็ดโตไหลรินอาบสองแก้มอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้อีกต่อไปเมื่อเห็นน้ำตาของนาง จ้าวฉางอันที่กำลังคลั่งก็พลันได้สติ มือหนาที่เคยกดตรึงข้อมือนางไว้ค่อย ๆ คลายออกอย่างแผ่วเบา แววตาดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความตระหนกและปวดร้าว ชายหนุ่มรีบยกมือขึ้นเกลี่ยเช็ดน้ำตาให้นางอย่าง
เสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังก้องอยู่ในความมืดสลัว ริมฝีปากที่ถูกบดขยี้อย่างรุนแรงเพิ่งได้รับอิสระ เซิ่งอี้หว่านยังไม่ทันได้สูดอากาศเข้าปอด ร่างทั้งร่างก็ลอยวืดขึ้นจากพื้น จ้าวฉางอันอุ้มนางก้าวฉับ ๆ ไปยังเตียงนอนหลังใหญ่ ก่อนจะเหวี่ยงร่างเล็กลงบนฟูกนุ่มอย่างไม่คิดจะถนอมแรงตุบ!ร่างบางจมลงบนฟูกหนา นางผวาจะยันกายลุกขึ้น ทว่าเงาดำทะมึนของร่างสูงใหญ่ก็ทาบทับลงมาปิดกั้นทุกทิศทางทันควันสองแขนแกร่งดั่งยันต์ขนาบข้างลำตัวนางไว้ นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นวาวโรจน์ไปด้วยโทสะและความหึงหวงที่เดือดพล่าน คุกคามราวกับพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะฉีกเหยื่อตรงหน้าเป็นชิ้น ๆ เส้นเลือดข้างขมับปูดโปน ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดพวงแก้มจนแสบร้อนเซิ่งอี้หว่านมองสีหน้าดุดันนั้นด้วยความงุนงง ดวงตากลมโตกะพริบปริบ ๆ นางคิดเพียงว่าเขากำลังหาเรื่องกลั่นแกล้งและอยากอุ่นเตียงเหมือนเช่นทุกวัน มือเรียวเล็กจึงรีบยกขึ้นมาตรงหน้า แบมือข้างขวาออกพร้อมเอ่ยทวงอย่างเคยชิน“คืนนี้ท่านอ๋องต้องจ่ายข้าพันห้าร้อยตำลึงนะ เพคะ!”จ้าวฉางอันชะงัก สายตาที่จ้องมองนางพลันเยียบเย็นลงอีกหลายส่วน “อะไรนะ?”“พันห้าร้อยตำลึงเพคะ” อี้หว่านพยักหน้าสำทับ เม้มปาก







