تسجيل الدخولห้าปีผ่านไปซย่าลู่หงถอนหายใจออกมาเสียงดัง มือหนึ่งขว้างปาหินขนาดเหมาะมือลงในธารธาราใสจนเกิดเสียงท่ามกลางความเงียบสงัดไม่นานมานี้อวี้หลานเอ๋อร์เพิ่งจะให้กำเนิดท่านหญิงตัวน้อยแก่จวนชินอ๋อง ล้วนสร้างความยินดีให้แก่สมาชิกในจวนอ๋องเป็นอย่างยิ่งแม้ในสายตาใครต่อใครจะมองว่าครอบครัวเขาช่างเต็มไปด้วยความสุข มีพ่อแม่และลูกๆ อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่ยังติดอยู่ในเบื้องลึกจนใจรู้สึกแสบๆ คันๆ ไม่น้อย นั่นเป็นเพราะสตรีเล็กๆ ผู้หนึ่งโดยแท้!ในสายตาของนางแล้ว...อาหารมาเป็นอันดับที่หนึ่ง ท่านอ๋องน้อยสองคนและท่านหญิงน้อยมาเป็นอันดับที่สอง แล้วสามีผู้น่าสงสารเช่นเขาจะก้มหน้าก้มตายอมรับว่าเป็นอันดับที่สามได้อย่างไรรับน่ะรับได้ แต่ใครจะยอมรับกันเล่าในใจเขามีนางมาเป็นอันดับแรก แต่ดูนางทำเข้าสิ...มีความยุติธรรมให้เขาบ้างหรือไม่?เช้าวันหนึ่งอวี้หลานเอ๋อร์วิ่งออกมาจากห้องของบุตรสาวด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลใจ นางตื่นนอนและเตรียมไปให้นมซย่าม่านลู่ตามปกติ หากแต่ภายในห้องกลับเงียบสงัด ครั้นเข้าไปหาซย่าลู่เฟยและซย่าลู่ฟางบุตรชายคนโตและคนรอง ก็ไร้ซึ่งเงาของพวกเขาเช่นกันลูกๆ ของนางหายไ
ร่างเล็กนั่งบนพื้นหญ้านุ่ม ดวงตาคู่สวยเพียงมองตรงไปยังดอกไม้หลากสีเบื้องหน้า ในใจก็อดตื้นตันไปกับคุณหนูมิได้ กาลเวลาผ่านพ้นทำให้พัดพาความทุกข์ระทมไปเหลือไว้เพียงความทรงจำเท่านั้น บัดนี้คุณหนูของนางมีทั้งสามีที่แสนดีแถมท่านอ๋องน้อยในวัยสองเดือน ช่างน่ายินดีจริงๆเฮ้อ! นางใช้มือเท้าคางพลางเคาะเบาๆ นับตั้งแต่วันที่นางข่มความอายบอกชอบองครักษ์หุ่นหมีไปในครั้งนั้น เขาก็ไม่เคยเข้ามาคุยกับนางอีกเลย เวลาเจอกันเขาก็ชอบหนีหน้านางอยู่เรื่อย หรือบางทีนางอาจจะคิดไปเองคนเดียวว่าเขาก็มีใจให้นางเช่นกันเสียงฝีเท้าที่ย่ำเข้ามาใกล้ทำให้นางหันไปมองอย่างรวดเร็ว“ท่านอ๋อง” ต่วนชิงรีบลุกขึ้นพลางน้อมกายลง “คุณหนูบอกว่าให้ข้ามานั่งรอข้างนอกเจ้าค่ะ ตอนนี้นางกำลังกล่อมท่านอ๋องน้อย”ซย่าลู่หงโบกมือไหวๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก“พบเจ้าที่นี่ก็ดี” สิ้นประโยคทำให้นางช้อนสายตาขึ้นมองอย่างงุนงง เหลือบไปเห็นบุรุษที่ทำให้นางมีเรื่องคิดไม่ตกกำลังก้มหน้าก้มตาไม่ยอมทอดสายตามองนางเช่นกัน แค่นั้นก็ทำให้นางรีบเบือนสายตาอย่างว่องไว นางไม่อยากเจอเขาเช่นกันนั่นแหละ!“มีอะไรให้ข้าน้อยรับใช้หรือไม่เจ้าคะ”“เจ้าอยากออกเรือนหรือไม่”ซย่าลู
ปลายพู่กันตวัดอย่างบรรจง ลายเส้นสวยงามประกอบกันเป็นรูปร่างจนกระทั่งเห็นเป็นเค้าใบหน้าคนที่เลือนราง คนจรดน้ำหมึกนั้นเอียงคอเล็กน้อยอย่างพึงพอใจ“เจ้าวาดรูปล้อเลียนเปิ่นหวางอีกแล้ว”ซย่าลู่หงชะโงกใบหน้ามองหน้ายับยู่ยี่“เหตุใดท่านไร้มารยาทยิ่ง มาแอบดูรูปวาดผู้อื่นเช่นนี้”นางต่อว่าด้วยใบหน้างอง้ำก่อนจะรีบดึงกระดาษแผ่นนั้นหนีอย่างไม่พอใจ จนกระทั่งเขายื่นห่อผ้าเก่าๆ ให้นั่นแหละนางถึงได้ให้ความสำคัญกับเขาอีกครั้ง“ขุนนางที่เพิ่งกลับจากเมืองใต้บอกว่ามีคนฝากมาให้เจ้า”ซย่าลู่หงถือวิสาสะนั่งข้างนาง มองดูร่างอุ้ยอ้ายที่ขยับกายด้วยความยากลำบากเพื่อเปิดห่อผ้านั้น แต่ก่อนที่นางจะปลดทุกปมออกจนหมด กระดาษแผ่นเล็กที่ถูกเสียบมาถูกนางดึงออกคลี่อ่านพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่จนบุรุษข้างกายเริ่มส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวเสียแล้ว“ผู้ใดส่งมาให้เจ้า”“ผู้ที่เขียนคำร้องเรียนในกระดาษแผ่นนั้นส่งสารมาขอบคุณ หาได้มีอย่างอื่นแอบแฝง”“อย่าให้เปิ่นหวางรู้เชียวว่ามีผู้ใดแอบมาเกี้ยวเจ้า”อวี้หลานเอ๋อร์หัวเราะคิกคักก่อนจะเปิดห่อผ้าออกดู หมู่บ้านที่คนแซ่หวังผู้นั้นอาศัยได้รับการซ่อมแซมจากส่วนกลางแล้ว และอีกไม่นานเขาจะเปิดกิจการค้า
“ถวายพระพรฝ่าบาท”ซย่าลู่หงโค้งคำนับอย่างนอบน้อมพลางนั่งลงเบื้องล่าง ใบหน้าคมอิ่มเอิบเสียจนซย่าหมิ่นเก๋อถอนหายใจเล็กน้อย ตั้งแต่มีพระชายาเป็นตัวเป็นตนแล้วช่างน่าหมั่นไส้เสียจริงเขาเก็บสารในมือตั้งลงบนโต๊ะตัวกลม“ถวายพระพรอันใดกัน ห้องหนังสือหาได้มีผู้ใด”ฮ่องเต้กระตุกยิ้ม มองดูพระอนุชาที่ถือวิสาสะนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม หากแต่เขาก็มิได้ถือสา ในที่รโหฐานความเป็นพี่น้องยังคงแน่นแฟ้นอยู่เช่นเดิม การใช้คำราชาศัพท์จึงนับว่าไม่จำเป็นนัก“ข้ามารับอาญาที่มิได้เข้าเฝ้าท่าน” แม้จะกล่าววาจาไปเช่นนั้น หากแต่สีหน้ามิได้มีความสำนึกผิดเลยแม้แต่น้อย“ช่างเถิด”โคลงศีรษะอย่างไม่คิดมาก เมื่อครั้งนั้นยามที่เจ้าน้องชายส่งคนมาบอกเขายังแคลงใจอยู่บ้าง หากแต่เมื่อเห็นกับตาก็หมดปัญญาจะเอ่ย“ดูท่านมีเรื่องมิสบายใจ”“น้องสี่ส่งสารมาแจ้งข่าวว่าแม่ทัพเสิ่นก่อตั้งกบฏที่เมืองเหนือเสียแล้ว”ซย่าหมิ่นเก๋อเอนกายนั่งด้วยท่วงท่าสบายยิ่ง “ทั้งๆ ที่แม่นางเสิ่นอยู่ที่จวนเจ้า เหตุใดถึงกล้าทำเช่นนี้”ซย่าลู่หงเพียงยิ้มแห้งๆ ก่อนจะขยับกายเข้าไปกระซิบกระซาบ เพียงแค่จบประโยคนั้น ฮ่องเต้ถึงกับถอนหายใจเสียงดังแต่มิได้มีโทสะอ
ทันทีที่ร่างเล็กขนาบด้วยบุรุษสองคนเข้ามาภายหลังวัง ความร้อนระอุก็แผ่ซ่านไปทั่ว มันช่างแตกต่างกับภายในวังหลวงจนนางห่อตัวเล็กน้อย มีบรรดาทหารยืนเฝ้าประจำที่อย่างขะมักเขม้น จนกระทั่งตาบรรจบกับปากถ้ำขนาดใหญ่นั่นแหละถึงได้หยุดมองอวี้หลานเอ๋อร์หันไปทางซย่าลู่หงที่กำลังจับจ้องอยู่ที่นางเช่นกัน“ข้าขอคุยกับเขาตามลำพังได้หรือไม่”โม่หยางเซิงมองเจ้านายที่ทำสีหน้าครุ่นคิด เดาจากแววตามิสามารถล่วงรู้ได้เลยว่าเขากำลังคิดอันใด จวบจนกระทั่งซย่าลู่หงบรรจงยิ้มนั่น“ตามใจเจ้า”เอ่ยวาจาไปแล้วก็ได้รับรางวัลเป็นรอยยิ้มหวานๆ จากคนตัวเล็ก แค่นั้นเขาก็วางใจไม่น้อย“หยางเซิง...เจ้าจงอยู่ดูแลพระชายาที่นี่ เปิ่นหวางมีกิจในวังหลวง”ทั้งสองสบตากันอย่างมีความนัย เห็นทีท่านอ๋องจะกลับไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อรับ ‘อาญา’ ที่ได้กล่าววาจาไปเสียครั้งนั้น มิรู้ว่าป่านนี้ฮ่องเต้จะกริ้วมากน้อยเพียงใด“ท่านไปเถิด มิต้องเป็นห่วงข้า”อวี้หลานเอ๋อร์เข้าใจว่าเขาเป็นห่วงนางจึงกล่าวให้คลายกังวลด้วยความใจกว้างนางและโม่หยางเซิงเดินเข้าไปภายในก่อนที่สตรีร่างเล็กๆ จะใช้มือยกขึ้นกอดอกด้วยความหนาวเหน็บ ช่างแตกต่างจากภายนอกมากนัก ไม่คิดเลย
นางพยายามบิดกายหนี เห็นใบหน้าเขาแสดงความจริงจังแล้วก็หดตัว หากแต่ท่าทางนั้นยิ่งทำให้ร่างอุ่นๆ ของทั้งสองบดเบียดกันแนบชิดมากยิ่งขึ้น“ข้าตั้งครรภ์อยู่ ทำเช่นนั้นบุตรของท่านก็จะเจ็บ”นางกระพริบตาปริบๆ เมื่อเห็นเขาหยุดคิดไปเสียชั่วครู่ หวังให้เขาโอนอ่อนไปตามคำของนางแล้วหยุดมือที่เริ่มขยับยุกยิกนี่เสีย“มิเป็นอันใด เปิ่นหวางมิเคยรุนแรงกับเจ้า หรือเจ้าจำมิได้”“ไม่ๆๆ ข้า...ข้า”“เรียกเปิ่นหวางว่าลู่หง”“...”“เจ้าจะเรียกหรือไม่” น้ำเสียงเต็มไปด้วยการคุกคาม ทว่ามิจริงจังนัก“ลู่หง...ท่านจะมิทำเช่นนั้น...”วาจาหวานเปล่งที่ตระหนกนั้นเงียบไปเมื่อใบหน้าหล่อเหลาเคลื่อนมาจุมพิตหนักๆ ที่หน้าท้อง เขาเอียงศีรษะแนบผ่านอาภรณ์ตัวบางพลางหลับตาพริ้ม มือที่พันธนาการนางอยู่เมื่อครู่ปลดปล่อยมาลูบไล้ตำแหน่งที่มีทายาทแห่งชินอ๋องอย่างอ่อนโยน“เจ้าเด็กโง่ คิดว่าเปิ่นหวางคิดจะทำอันใดกัน เจ้าอ่อนเพลียถึงเพียงนี้มีหรือที่จะรังแกเจ้าลง”ซย่าลู่หงเลื่อนร่างแน่งน้อยให้นอนด้วยท่วงท่าที่สง่างาม หยิบจับผ้าห่มให้อย่างเบามือ เห็นริมฝีปากจิ้มลิ้มเผยอเล็กน้อยก็อดไม่ได้ที่จะโน้มหน้าเข้าหาหวังจะช่วงชิมความหวานหอมที่ตรึงใจ“ลู







