Mag-log inถ้อยคำหยอกเย้าที่แฝงความนัยอันตรายทำเอาเซียวรั่วเวยใบหน้าเห่อร้อน หญิงสาวหันไปถลึงตาสายตาใส่บุรุษที่ซ้อนอยู่เบื้องหลัง แม้จะตกอยู่ในสถาณการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่นางก็หาได้ยอมจำนนแต่โดยดี
“ท่านอุปราช! สุริยันยังไม่ทันคล้อยต่ำ ท่านก็คิดอกุศลเสียแล้ว หรือว่าในหัวของท่านมีแต่เรื่องพรรค์นี้กันเพคะ!” เสียงหวานแหวใส่ ทว่ากลับฟังดูไร้เรี่ยวแรงต้านทานเมื่ออยู่ในอ้อมกอดของพยัคฆ์ร้าย
เยี่ยนสิงโจวหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะดังกังวานแผ่ซ่านผ่านแผ่นอกกว้างที่แนบชิดกับแผ่นหลังบาง
“อกุศลอันใดกัน ฮูหยินของเปิ่นหวางช่างปรักปรำเก่งเสียจริง เปิ่นหวางเพียงห่วงใยอาการบาดเจ็บของเจ้า ปราณหยินในกายเจ้าเพิ่งถูกสยบ หากไม่ได้รับการถ่ายทอดพลังหยางอย่างต่อเนื่องเกรงว่าเส้นลมปราณอาจจะตีรวนขึ้นมาอีก เปิ่นหวางทำไปล้วนเพื่อต่อชีวิตให้เจ้าทั้งสิ้น”
“ข้ออ้างของคนหน้าหนา!” โฉมงามกัดริมฝีปากล่าง สะบัดหน้าหนีไปอีกทาง “หม่อมฉันสกัดจุดลมปราณของตนเองได้ ไม่รบกวนให้ท่านต้องเหน็ดเหนื่อยหรอกเพคะ”
“สำหรับภรรยา ต่อให้เหน็ดเหนื่อยจนฟ้าสางสามีก็ย่อมเต็มใจ” ร่างสูงกระซิบชิดริมโสตประสาท ก่อนจะรั้งสายบังเหียน กระตุ้นอาชาสีนิลให้ควบทะยานเร็วขึ้น ท่ามกลางเสียงโห่ร้องกู่ก้องของกองกำลังที่ได้รับชัยชนะเหนือราชสำนัก
การเดินทางกลับจวนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในครานี้บรรยากาศพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ ข่าวการฉีกหน้าราชโองการของฮ่องเต้ และการประกาศสถานะฮูหยินเอกของคุณหนูใหญ่ตระกูลเซียวแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง เมื่อขบวนม้าศึกเดินทางมาถึงหน้าประตูจวน เหล่าบ่าวไพร่ สาวใช้ และองครักษ์นับร้อยชีวิต ต่างเรียงแถวรอต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง
ทันทีที่ปลายเท้าของดรุณีน้อยแตะลงบนพื้น เสียงประสานกึกก้องก็ดังระงม
“คารวะท่านอุปราช! คารวะฮูหยินเอก!”
ร่างอรชรชะงักไปชั่วครู่ นางมองดูเหล่าผู้คนที่เคยก้มหน้าหลบตาเมื่อวาน บัดนี้กลับหมอบกราบอยู่แทบเท้าด้วยความเคารพยำเกรง สถานะที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันทำให้นางรู้สึกราวกับยืนอยู่บนหน้าผาสูงชัน แม้จะมองเห็นทิวทัศน์กว้างไกล แต่ก็พร้อมจะร่วงหล่นลงมาแหลกเหลวได้ทุกเมื่อ
“นำทางฮูหยินไปพักผ่อนที่เรือนหลานซิน สั่งให้คนเตรียมน้ำอุ่นและเครื่องหอมที่ดีที่สุดให้นางชำระกาย” อุปราชหนุ่มหันไปสั่งการจื่อเยวียนด้วยเสียงเฉียบขาด “และหากมีผู้ใดกล้าละเลยหน้าที่หรือแสดงกิริยากระด้างกระเดื่องต่อนาง เปิ่นหวางจะถือว่ามันผู้นั้นกระด้างกระเดื่องต่อเปิ่นหวาง!”
“น้อมรับคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ!”
“เรือนหลานซิน?” นงคราญเลิกคิ้วขึ้นด้วยความฉงน “นั่นมิใช่เรือนพักส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในจวน และอยู่ติดกับเรือนซวี่เยี่ยของท่านหรอกหรือเพคะ?”
“ถูกต้อง” ชายหนุ่มเหยียดยิ้มบางเบา มือหนาเอื้อมมาปัดปอยผมที่ปรกหน้าผากมนอย่างอ่อนโยนจนน่าขนลุก “ในเมื่อเจ้าเป็นฮูหยินเอก จะให้ไปอุดอู้อยู่ที่เรือนไผ่หยกท้ายจวนได้อย่างไร ไปเตรียมตัวเสียให้พร้อมเล่า คืนนี้เปิ่นหวางจะไปร่วมดื่มสุรามงคลกับเจ้า”
กล่าวจบ บุรุษเหนือคนก็หมุนตัวเดินแยกไปอีกทาง เพื่อสะสางข้อราชการและจัดการกับตระกูลเซียวที่ถูกคุมขัง ทิ้งให้หญิงสาวยืนกัดฟันอยู่ท่ามกลางวงล้อมของสาวใช้ที่ก้มหน้าสงบเสงี่ยม
‘ดื่มสุรามงคลอันใดกัน ดื่มยาพิษส่งเจ้าลงนรกเสียสิไม่ว่า’
เมื่อก้าวเข้าสู่เรือนหลานซิน เซียวรั่วเวยถึงกับต้องลอบสูดลมหายใจ ความวิจิตรตระการตาของสถานที่แห่งนี้หรูหรายิ่งกว่าตำหนักในวังหลวงเสียอีก พื้นปูด้วยหยกขาวเนื้อเย็น ข้าวของเครื่องใช้สลักลวดลายวิหคเพลิง ฉากกั้นผ้าไหมทอทองคำ และอ่างอาบน้ำหินอ่อนขนาดใหญ่ที่ลอยฟ่องไปด้วยกลีบเหมยกุ้ยและสมุนไพรบำรุงผิวพรรณ
“ฮูหยิน เชิญชำระล้างร่างกายเถิดเพคะ บ่าวเตรียมน้ำอุ่นไว้พร้อมแล้ว” หัวหน้าสาวใช้เอ่ยอย่างนอบน้อม
“เดี๋ยวก่อน” ร่างบางยกมือขึ้นห้าม แววตาที่เคยใสซื่อแปรเปลี่ยนเป็นเจ้าเล่ห์ “กลีบเหมยกุ้ยพวกนี้กลิ่นฉุนเกินไป เปิ่นหวางเฟยไม่ชอบ พวกเจ้าไปหาดอกอวิ๋นเซียงกับใบหยั่งลิ้วต้มสกัดเอาน้ำมาผสมในอ่างให้ที”
สาวใช้มองหน้ากันด้วยความงุนงง ทว่าด้วยคำสั่งของอุปราชก่อนหน้านี้พวกนางจึงมิกล้าขัดขืน “ระ... รับทราบเพคะ บ่าวจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้”
เมื่ออยู่ตามลำพัง โฉมงามก็ลอบยกมุมปากขึ้นอย่างร้ายกาจ ดอกอวิ๋นเซียงมีฤทธิ์ช่วยให้ผ่อนคลาย ส่วนใบหยั่งลิ้วหากนำมาสกัดรวมกันจะกลายเป็นยาสลบอ่อน ๆ ที่ซึมซับผ่านผิวหนังและกลิ่นกำยาน แม้เยี่ยนสิงโจวจะมีปราณแข็งแกร่งต้านทานพิษรุนแรงได้ แต่ยาสลบชนิดอ่อนที่ไร้ซึ่งจิตสังหารย่อมสามารถทำให้สติของเขาพร่าเลือนและง่วงงุนได้ในยามเผลอไผล
ในเมื่อขัดขืนด้วยกำลังไม่ได้ ก็ต้องใช้สมองเข้าสู้ ‘คืนนี้ข้าจะทำให้ท่านหลับลึกเป็นสุนัขเฝ้าบ้านเลยคอยดู!’
ล่วงเข้าสู่ยามสาม ราตรีเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นแผ่วของตนเอง
ภายในห้องหอเรือนหลานซินถูกจุดด้วยเทียนมงคลสีแดงสว่างไสว กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกอวิ๋นเซียงลอยไปทั่วบริเวณ เซียวรั่วเวยในชุดกระโปรงผ้าไหมสีแดงขับเน้นผิวขาวผ่องนั่งสงบเสงี่ยมอยู่ริมเตียงกว้าง นางแสร้งก้มหน้าเอียงอาย ทว่าประสาทสัมผัสกลับตื่นตัวเต็มที่
แอ๊ด
บานประตูถูกผลักออก ร่างสูงสง่าของพยัคฆ์ร้ายก้าวเข้ามาภายในห้อง ชายหนุ่มผลัดเปลี่ยนชุดเกราะเป็นอาภรณ์ลำลองสีดำขลับปักลายดิ้นเงิน กลิ่นสุรารสเลิศลอยบางเบามาจากตัวเขา บ่งบอกว่าเขาเพิ่งผ่านการดื่มฉลองชัยชนะกับเหล่าแม่ทัพมา
“ฮูหยินของเปิ่นหวางวางแผนอันใดอยู่อีกเล่า”
น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยทักทาย รอยยิ้มลึกล้ำประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลา เขาก้าวเดินอาด ๆ เข้ามาใกล้ นัยน์ตากวาดมองเครื่องเรือนและสูดดมกลิ่นหอมในห้องอย่างพิจารณา
“กลิ่นดอกอวิ๋นเซียงช่างหอมเย้ายวนนัก แต่ดูเหมือนจะทำให้บรรยากาศชวนง่วงงุนไปเสียหน่อย เจ้าคิดเช่นนั้นหรือไม่?”
ดรุณีน้อยใจกระตุก ทว่ายังคงปั้นหน้านิ่ง “หม่อมฉันเป็นสตรีขวัญอ่อนและนอนหลับยาก จึงให้บ่าวไพร่จุดกำยานดอกอวิ๋นเซียงเพื่อช่วยให้ผ่อนคลายเพคะ ท่านอุปราชตรากตรำงานหนักมาทั้งวันคงจะเหน็ดเหนื่อยมิใช่น้อย ดื่มสุรามงคลจอกนี้เพื่อบำรุงเลือดลมก่อนเถิด”
หญิงสาวหยัดกายลุกขึ้นรินสุราสีใสลงในจอกสองใบอย่างอ่อนช้อย ก่อนจะยื่นจอกหนึ่งให้บุรุษตรงหน้า ในสุราจอกนั้นนางได้ลอบผสมผงยาสลบไร้กลิ่นไร้รสลงไปเรียบร้อยแล้ว หากเขากระดกมันลงคอ บวกกับกลิ่นกำยานในห้อง ไม่เกินครึ่งก้านธูปเขาต้องสลบไสลไม่ได้สติเป็นแน่
เยี่ยนสิงโจวรับจอกสุรามาถือไว้ ปลายนิ้วหยาบกร้านจงใจลูบไล้ผ่านหลังมือบางของนางอย่างหยอกเย้า “สุรามงคลที่ฮูหยินรินให้ด้วยตนเองย่อมเลิศรสยิ่งกว่าสุราใดในใต้หล้า ทว่าการดื่มสุรามงคลตามธรรมเนียม เราต้องคล้องแขนดื่มร่วมกันมิใช่หรือ?”
“ตะ... ตามใจท่านอุปราชเพคะ” ร่างอรชรฝืนยิ้มหวาน ก้าวเข้าไปใกล้หมายจะคล้องแขน
ทว่าในจังหวะที่แขนเสื้อของทั้งคู่กำลังจะเกี่ยวพันกันนั้น ร่างสูงกลับพลิกข้อมืออย่างรวดเร็ว เขาคว้าเอวคอดกิ่วของนาง รั้งกระชากร่างบางเข้าหาตัวจนแผ่นอกแนบชิดกัน สุราในจอกของนางหกกระเซ็น ทว่าจอกในมือของเขากลับตั้งมั่นไม่ไหวติง
“ว้าย!”
“หากเจ้าคิดจะมอมยาเปิ่นหวางด้วยแผนการตื้นเขินเช่นนี้ เจ้าคงประเมินสามีผู้นี้ต่ำเกินไปเสียแล้วกระมัง” เสียงเยียบเย็นกระซิบชิดริมหู ทำเอานงคราญเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก
“หม่อมฉันมิมอบยาอันใดเลยนะเพคะ!” นางพยายามดิ้นรน ทว่าอ้อมแขนนั้นกลับรัดแน่น
“ยังจะปากแข็ง” ทรราชหนุ่มแค่นเสียง เขายกจอกสุราในมือขึ้นจรดริมฝีปาก กระดกของเหลวสีใสที่ผสมยาสลบลงคอรวดเดียวจนหมดจอก
เซียวรั่วเวยอ้าปากค้าง เขาจงใจดื่มมันทั้งที่รู้ว่ามียาพิษงั้นหรือ ทว่าความตกตะลึงยังไม่ทันจางหาย มือแกร่งก็บีบปลายคางมน บังคับให้ดวงหน้าหวานแหงนเงยขึ้น ก่อนที่ริมฝีปากจะทาบทับลงมาอย่างดุดัน
“อื้อ!”
สุรารสร้อนแรงที่เจือความขมปร่าของยาสลบถูกถ่ายทอดจากโพรงปากของบุรุษเหนือคนเข้าสู่ลำคอของสตรีร่างบางอย่างเอาแต่ใจ ชายหนุ่มบดขยี้ริมฝีปากนุ่ม บังคับให้นางกลืนกินแผนการของตนเองลงไปจนหมด ก่อนจะผละออกช้า ๆ ทอดมองใบหน้าที่แดงก่ำและหอบกระเส่าด้วยแววตาของผู้กำชัยชนะ
“แค่ก ๆ ท่าน... ท่านมันบ้าไปแล้ว!” หญิงสาวสำลักสุรา น้ำตาเล็ดทะลัก “ท่านเอาสุราผสมยาสลบมากรอกปากหม่อมฉันทำไม!”
“ในเมื่อเจ้าเป็นผู้ปรุงมันขึ้นมา ก็ย่อมต้องลิ้มรสผลงานของตนเองมิใช่หรือ” เยี่ยนสิงโจวเหยียดยิ้มร้ายกาจ เขาช้อนร่างอรชรที่เริ่มอ่อนเปลี้ยเพราะฤทธิ์ยาขึ้นอุ้มมุ่งหน้าไปยังเตียงกว้าง “ยาสลบกระจอกพวกนี้ทำอันใดปราณเกราะน้ำแข็งของเปิ่นหวางไม่ได้หรอก ทว่าสำหรับร่างกายที่เพิ่งฟื้นไข้ของเจ้า คงทำให้หมดฤทธิ์พยศไปได้ตลอดทั้งคืน”
แผ่นหลังบางสัมผัสกับฟูกนุ่ม ฤทธิ์ยาสลบที่นางปรุงเองกับมือเริ่มออกฤทธิ์อย่างรวดเร็ว เปลือกตาของโฉมงามหนักอึ้ง เรี่ยวแรงที่เคยมีมลายหายไปจนสิ้น แม้แต่นิ้วมือก็แทบจะขยับไม่ได้ ทว่าสติกลับยังคงรับรู้ทุกการกระทำของชายหนุ่มที่กำลังโน้มตัวลงมาทาบทับ
“ยะ... อย่าเข้ามานะ” น้ำเสียงหวานสั่นพร่าและแหบโหย
“อย่าดิ้นรนให้เสียแรงเปล่าเลย ฮูหยิน” ร่างสูงกระซิบแผ่ว “คืนนี้เปิ่นหวางจะเป็นผู้นำพาเจ้าเข้าสู่ห้วงแห่งการผสานปราณอย่างแท้จริง และรับรองว่าเจ้าจะไม่มีวันลืมรสชาติของคืนวสันต์นี้ไปจนวันตาย”
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างเงียบเชียบ เหมันตฤดูในปีที่สามนับตั้งแต่การปราบกบฏครั้งใหญ่ได้หวนกลับมาเยือนแผ่นดินต้าฉีอีกครา เกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าสีหม่นร่วงหล่นปกคลุมยอดหลังคากระเบื้องเคลือบของจวนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินจนขาวโพลน อากาศภายนอกเหน็บหนาวจนบาดลึกถึงกระดูก ทว่าความหนาวเย็นเหล่านั้นกลับมิอาจกล้ำกรายล่วงล้ำเข้าไปทำลายความอบอุ่นภายในศาลาริมสระเหลียนฮวาได้เลยแม้แต่น้อยเตาผิงทองเหลืองสลักลายวิจิตรถูกจุดถ่านไม้หอมจนแดงฉาน แผ่ซ่านไออุ่นกำจายไปทั่วบริเวณศาลาแปดเหลี่ยมที่ถูกกางกั้นด้วยม่านผ้าแพรหนาหนักเพื่อกันลมหนาว ภายในนั้น โฉมสะคราญกำลังเอนกายพิงพนักเก้าอี้ไม้อย่างเกียจคร้าน เรือนร่างอรชรถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีเงินยวง นัยน์ตากลมโตสุกใสทอดมองกิ่งเหมยฮวาที่ชูช่อเบ่งบานท้าทายเกล็ดหิมะอยู่นอกศาลาอย่างเพลิดเพลิน ริมฝีปากอวบอิ่มแต้มชาดสีอ่อนคลี่ยิ้มบางเบา“นายหญิง อากาศเริ่มเย็นลงมากแล้ว กลับเข้าเรือนหลานซินดีหรือไม่เพคะ ประเดี๋ยวท่านอุปราชกลับมาจากราชสำนักแล้วไม่พบท่าน จะพาลตำหนิพวกบ่าวได้นะเพคะ” สาวใช้คนสนิทเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเจือความกังวล พลางขยั
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างเชื่องช้า เหมันตฤดูอันหนาวเหน็บพ้นผ่านไปครบหนึ่งรอบปี วสันต์ฤดูหวนคืนสู่แผ่นดินต้าฉีอีกครั้ง พร้อมกับความสงบร่มเย็นที่แผ่ไพศาลไปทั่วทุกหัวระแหงภายใต้การปกครองอันเด็ดขาดทว่าเปี่ยมไปด้วยความยุติธรรมของผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เมืองหลวงที่เคยเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำบัดนี้เจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่ง ราษฎรต่างอยู่เย็นเป็นสุข ไร้ซึ่งศึกสงครามหรือการฉ้อราษฎร์บังหลวงค่ำคืนนี้คือเทศกาลหยวนเซียว เป็นเทศกาลโคมไฟอันยิ่งใหญ่ ทั่วทั้งเมืองหลวงสว่างไสวไปด้วยโคมประทีปหลากสีสันนับหมื่นแสนดวงที่แขวนประดับประดาตามบ้านเรือนและร้านรวง เสียงดนตรีพื้นบ้านและเสียงหัวเราะแห่งความปีติยินดีลอยล่องมาตามสายลม บรรยากาศคึกคักมีชีวิตชีวาภายในห้องหอของเรือนหลานซินอันวิจิตรตระการตา เซียวรั่วเวยกำลังยืนหมุนตัวอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ โฉมสะคราญอยู่ในชุดกระโปรงผ้าไหมสีแดงอมชมพูอ่อนปักลวดลายดอกเหมยฮวา ขับเน้นผิวพรรณขาวผ่องให้ดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล เรือนผมสีหมึกถูกรวบขึ้นครึ่งศีรษะ ปักด้วยปิ่นหยกมันแกวลายพยัคฆ์เคียงจิ้งจอกซึ่งเป็นของแทนใจที่หวงแหนที่สุด“ท่านพี่ เร่งมือเข้าเถิดเจ้าค
ม่านรัตติกาลแผ่คลุมไปทั่วทุกทิศา ความเงียบปกคลุมสรรพสิ่ง ทิ้งไว้เพียงเสียงหยาดน้ำค้างที่เกาะตัวบนปลายใบไผ่ ครั้นวสันต์ฤดูที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกำยานอำพัน ภายในห้องหอกลับเต็มไปด้วยเสียงหอบหายใจและจังหวะหัวใจที่เต้นสอดประสานกันร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้กุมอำนาจล้นฟ้าทรงกายอยู่เบื้องบนตั่งเตียงกว้างที่ปูลาดด้วยผ้าแพรไหมสีชาด นัยน์ตาสีหมึกทอดมองสตรีใต้ร่างด้วยประกายความปรารถนา เยี่ยนสิงโจวใช้ท่อนแขนล่ำสันยันกายเอาไว้มิให้ทิ้งน้ำหนักลงไปกดทับภรรยาตัวน้อย ปลายนิ้วหยาบกร้านเกลี่ยไล้ปอยผมสีหมึกที่ปรกลงบนดวงหน้าจิ้มลิ้มอย่างทะนุถนอม“เหนื่อยแล้วหรือ ฮูหยิน” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยกระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนระอุเป่ารดโฉมสะคราญหอบหายใจ สองแขนเรียวที่โอบรอบลำคอแกร่งอ่อนระทวยจนต้องทิ้งน้ำหนักพิงท่อนแขนของสามี เซียวรั่วเวยช้อนดวงตากลมโตที่คลอหน่วยด้วยหยาดน้ำใสขึ้นสบตาเขา ใบหน้างดงามซับสีเลือด แววตาขวยเขินเจือตัดพ้อนั้นทำเอาหัวใจของพยัคฆ์ร้ายกระตุก“ท่านพี่ ข้านมิใช่เหล็กกล้าเช่นท่านนะเจ้าคะ ที่จะทนทานพายุโหมกระหน่ำได้ยาวนานปานนี้” ดรุณีน้อยเอ็ดตะโรเสียงแผ่ว กำปั้นเล็กยกขึ้นทุบลงบนแผงอกกำยำเบา ๆ “คืนนี้ท
รังสีอรุณรุ่งสาดส่องผ่านม่านเมฆา เผยให้เห็นหยาดน้ำค้างที่เกาะพราวอยู่บนกลีบบุปผา แสงสว่างอันอบอุ่นขับไล่ความมืดมิดและลมหนาวของค่ำคืนที่ผ่านมาจนหมด กลิ่นกำยานดอกอวิ๋นเซียงที่เคยหอมกรุ่น บัดนี้ผสานเข้ากับกลิ่นอายการเสพสมและไออุ่นของสองเรือนร่างที่ตระกองกอดกันอยู่ภายใต้ม่านมุ้งสีชาดเทียนมงคลคู่บนโต๊ะมอดดับลงไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงหยาดน้ำตาเทียนที่ละลายเป็นหนึ่งเดียวเซียวรั่วเวยค่อย ๆ ขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกแรกที่รับรู้คือความเมื่อยขบซึ่งแล่นไปทั่วทุกสัดส่วนของร่างกาย ทว่าในความเจ็บร้าวเหล่านั้นกลับมีความอบอุ่นอันคุ้นเคยโอบล้อมอยู่ สองแขนล่ำสันของบุรุษผู้เป็นสวามียังคงตวัดรัดเอวคอดกิ่วของนางเอาไว้แน่นหนา แผ่นหลังบอบบางแนบชิดอยู่กับแผงอกกว้างที่อุดมไปด้วยมัดกล้าม“ตื่นแล้วหรือ ฮูหยินของข้า”น้ำเสียงแหบพร่าดังขึ้นชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดจนขนอ่อนบริเวณต้นคอระหงลุกซู่ ดรุณีน้อยสะดุ้งสุดตัว เอี้ยวใบหน้าหันกลับไปมองก็พบกับนัยน์ตาสีหมึกที่กำลังทอดมองมาด้วยประกายพราวระยับ เยี่ยนสิงโจวตื่นอยู่นานแล้ว ชายหนุ่มใช้ท่อนแขนข้างหนึ่งหนุนศีรษะตนเอง ขณะที่มืออีกข้างกำลังเกล
ห้วงราตรีอันแสนหวานได้จางหายไปกับแสงแรกแห่งวัน รุ่งอรุณของวสันต์ฤดูเยื้องกรายมาถึง พร้อมกับเสียงประทัดที่ดังกึกก้องไปทั่วผืนนภาของเมืองหลวง แสงตะวันสีทองสาดส่องลงมาสะท้อนกับผืนผ้าแพรสีชาดที่ถูกปูลาดทอดยาวตั้งแต่หน้าประตูจวนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินไปจนสุดปลายถนนสายหลัก โคมมงคลนับหมื่นดวงสว่างไสวพลิ้วไหวตามสายลม บรรยากาศทั่วทั้งแว่นแคว้นต้าฉีอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความปีติยินดี งานมงคลสมรสอันยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วภายในเรือนหลานซิน เซียวรั่วเวยนั่งสงบเสงี่ยมอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่มาตั้งแต่ยามอิ๋น สาวใช้และช่างประทินโฉมหลวงนับสิบชีวิตต่างล้อมหน้าล้อมหลังช่วยกันแต่งแต้มความงามให้แก่นายหญิงของจวนอย่างสุดฝีมือ ชุดมงคลผ้าไหมไหมฟ้าเก้าชั้นที่ทอด้วยด้ายทองคำถูกสวมทับบนเรือนร่างอรชร ขับเน้นทรวดทรงองค์เอวให้ดูงดงามจับตา บนศีรษะเล็กถูกประดับด้วยมงกุฎหงส์ทองคำฝังทับทิมหยดน้ำที่หนักอึ้ง ทว่ากลับส่องประกายระยิบระยับส่งให้ใบหน้าจิ้มลิ้มดูสูงศักดิ์ประดุจเทพธิดาจำแลง“มงกุฎนี่หนักเสียจนคอข้าแทบจะหักแล้ว” โฉมสะคราญบ่นอุบอิบ พลางยกมือเรียวขึ้นแตะปิ่นหยกมันแกวลายจิ้งจ
จุมพิตอันลึกล้ำและยาวนานที่เริ่มต้นจากความหยอกเย้าได้แปรเปลี่ยนจนยากจะหยุดยั้ง ภายในห้องหนังสือที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นหมึกกลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายแห่งความพิศวาส ริมฝีปากของชายหนุ่มบดเบียดแนบชิด ตักตวงความหอมหวานจากโพรงปากเล็กอย่างเอาแต่ใจ ทว่าทุกจังหวะการรุกล้ำกลับเปี่ยมล้นไปด้วยความทะนุถนอม“อื้อ! ทะ... ท่านพี่”เสียงครางประท้วงระคนหอบเหนื่อยดังลอดจากกลีบปากที่บวมเจ่อ ร่างอรชรอ่อนระทวยไร้เรี่ยวแรงจนต้องทิ้งน้ำหนักทั้งหมดพิงแผงอกกว้าง สองมือเล็กกำสาบเสื้อคลุมสีเข้มของบุรุษตรงหน้าไว้แน่นเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว เมื่อรับรู้ว่าสตรีในอ้อมกอดแทบจะขาดใจเพราะขาดอากาศหายใจ เยี่ยนสิงโจวจึงยอมถอนริมฝีปากออกอย่างแสนเสียดาย ทว่าเรียวลิ้นยังคงหยอกเย้าซับหยาดน้ำใสบริเวณมุมปากของนางอย่างอ้อยอิ่ง“เพียงแค่นี้ก็หมดลมแล้วหรือ ฮูหยินของข้า” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยกระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดจนขนอ่อนบริเวณต้นคอระหงลุกซู่ นัยน์ตาทอประกายฉ่ำปรือระยับ “ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าให้เตรียมเรี่ยวแรงไว้รับมือสามีผู้นี้ให้ดี หากถึงค่ำคืนเข้าหอจริง ๆ เจ้ามิสลบไสลคาอกข้าตั้งแต่ชั่วยามแรกหรอกหรือ”“ท่านมันหน้าหนานัก! รังแกข







