LOGINเซียวรั่วเวยเบิกตากว้าง จ้องมองแผ่นโลหะสีทองหม่นสลักลายพยัคฆ์ที่อยู่ห่างจากปลายจมูกเพียงไม่กี่ชุ่น ประสาทสัมผัสอันฉับไวของสตรีที่ผ่านการเคี่ยวกรำเรื่องยาพิษมานับไม่ถ้วนสูดดมได้ถึงกลิ่นคาวหวานปะแล่มที่ระเหยออกมาจากผิวโลหะชิ้นนั้น
พิษชาดกลืนวิญญาณ!
ดรุณีน้อยลอบสูดลมหายใจ พิษชนิดนี้เพียงแค่สัมผัสริมฝีปาก ผิวเนื้อก็จะพุพองและซึมเข้าสู่กระแสเลือดจนสิ้นใจภายในครึ่งก้านธูป บุรุษตรงหน้าช่างรอบคอบและโหดเหี้ยมยิ่งนัก เขาย่อมกินยาถอนพิษไว้ล่วงหน้า หรือไม่ก็รู้ตำแหน่งที่สามารถหยิบจับได้อย่างปลอดภัย ทว่าหากนางหลงกลทำตามคำสั่ง หรือแสดงความหวาดกลัวจนผิดวิสัยของสตรีตาบอดละโมบเงินทอง จุดจบย่อมไม่สวยงามเป็นแน่
“ก้อนทอง... รสชาติของความตายหรือเพคะ?” นงคราญแสร้งทำน้ำเสียงงุนงง เอียงคอมองวัตถุตรงหน้าด้วยแววตาซื่อบริสุทธิ์ “หม่อมฉันไม่เข้าใจคำกล่าวของท่านอุปราชเลยเพคะ ทองคำย่อมมีรสชาติของความมั่งคั่ง ไฉนเลยจะมีความตายซ่อนอยู่ได้เล่า”
“เช่นนั้นเจ้าก็ลองพิสูจน์ดูสิ” เยี่ยนสิงโจวเหยียดยิ้มร้าย นัยน์ตาสีหมึกหรี่ลงอย่างจับผิด “จุมพิตมัน แล้วรับรางวัลของเจ้าไป”
โฉมงามกะพริบตาถี่ ๆ แสร้งทำทีเป็นพยักหน้าอย่างว่าง่าย นางค่อย ๆ โน้มใบหน้าหวานล้ำเข้าไปใกล้ตราพยัคฆ์อาญาสิทธิ์ ริมฝีปากอวบอิ่มสีชาดเผยอขึ้นเล็กน้อย ลมหายใจรินรดลงบนแผ่นโลหะท่ามกลางสายตาคมของชายหนุ่มที่จับจ้องทุกอากัปกิริยาไม่วางตา
ทว่าในเสี้ยวขณะที่ริมฝีปากอวบอิ่มกำลังจะประทับลงบนผิวโลหะอาบยาพิษ
ร่างอรชรจงใจสะดุดลมหายใจตนเอง ร่างกายโอนเอนเสียสมดุล ใบหน้าจิ้มลิ้มไถลหลบแผ่นโลหะ ก่อนที่ริมฝีปากนุ่มละมุนจะประทับลงบนหลังมือของบุรุษเหนือคนแทนอย่างถนัด
จุ๊บ
สัมผัสอุ่นซ่านและอ่อนนุ่มที่กดซุกลงบนสันกระดูกข้อมือแกร่งทำเอาผู้สำเร็จราชการแผ่นดินถึงกับชะงักไปชั่วอึดใจ ร่างสูงแข็งทื่อ นัยน์ตาสีหมึกเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความคาดไม่ถึง
“อ๊ะ” สตรีจอมมารยาผละใบหน้าออก แสร้งทำตายีหยีพลางยกมือขึ้นลูบริมฝีปากตนเอง “ก้อนทองของท่านอุปราชเหตุใดจึงอุ่นนักเพคะ? ซ้ำยังไม่มีรสชาติของความตายดังที่ท่านขู่ มีเพียงกลิ่นหอมของบุรุษเพศและรสเค็มปร่าของหยาดเหงื่อเท่านั้น ทองคำก้อนนี้ประหลาดยิ่งนัก”
เยี่ยนสิงโจวมองดรุณีน้อยที่กำลังเอียงคอถามด้วยท่าทีไร้เดียงสา ชายหนุ่มค่อย ๆ ลดมือที่ถือตราพยัคฆ์ลง รอยยิ้มลึกล้ำยากจะคาดเดาปรากฏขึ้นที่มุมปาก เขาไม่รู้ว่านางจงใจหลบเลี่ยงยาพิษ หรือเป็นเพียงความซุ่มซ่ามของสตรีตาบอดจริง ๆ ทว่าไหวพริบในการเอาตัวรอดของนางช่างทำให้เขารู้สึกบันเทิงอย่างที่ไม่ได้สัมผัสมาเนิ่นนาน
“เจ้าช่างเป็นสตรีที่มักน้อยเสียจริง”
น้ำเสียงทุ้มต่ำหัวเราะในลำคออย่างแผ่วเบา ชายหนุ่มจัดการเก็บป้ายโลหะกลับเข้าสู่ช่องลับใต้เข็มขัดหยกอย่างรวดเร็วจนมองแทบไม่ทัน
“ทองคำล้ำค่าอยู่ตรงหน้ากลับกะระยะพลาดมาจุมพิตมือของเปิ่นหวางแทน ในเมื่อเจ้าปฏิเสธรางวัลชิ้นงาม เช่นนั้นคืนนี้ก็จงทำหน้าที่ปรนนิบัติเปิ่นหวางด้วยวิธีอื่นก็แล้วกัน”
เซียวรั่วเวยลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทว่าความตึงเครียดระลอกใหม่กลับถาโถมเข้ามาแทนที่ เมื่อร่างสูงใหญ่พลิกตัวกลับมาทาบทับนางอีกครั้ง
“ทะ... ท่านอุปราช หม่อมฉันเจ็บแผ่นหลังไปหมดแล้วเพคะ” หญิงสาวพยายามดันแผงอกกว้างออก ทว่าเรี่ยวแรงของนางในยามที่ต้องซ่อนเร้นพลังปราณย่อมไม่อาจสู้แรงของพยัคฆ์หนุ่มได้เลย
“เจ็บหรือ? หึ เปิ่นหวางยังมิได้ลงมือทำสิ่งใดเลยสักนิด”
บุรุษหนุ่มกระซิบชิดใบหู ทว่าแทนที่เขาจะสานต่อบทรักอันเร่าร้อน เขากลับตวัดท่อนแขนแกร่งรวบเอวคอดกิ่วของนางกลิ้งตัวพลิกกลับไปนอนหงายบนตั่งยาว โดยดึงร่างบอบบางให้ขึ้นมานอนเกยทับอยู่บนแผงอกของเขา
“คืนนี้เจ้านอนท่านี้” เสียงเผด็จการเอ่ยสั่ง ท่อนแขนกอดรัดแผ่นหลังบางไว้แน่นจนนางไม่อาจขยับเขยื้อน “หากเจ้าดิ้นรนหรือพยายามหลบลี้หนีหน้าเปิ่นหวางแม้แต่ชุ่นเดียว เปิ่นหวางจะโยนเจ้าออกไปนอนหนาวตายที่ลานหน้าเรือน”
หญิงสาวเบิกตากว้าง ใบหน้าแนบชิดอยู่กับแผงอกซึ่งอุดมไปด้วยมัดกล้าม เสียงหัวใจของเขาเต้นเป็นจังหวะหนักแน่นดังก้องอยู่ข้างหู กลิ่นอำพันผสมผสานกับบุคลิกเย่อหยิ่งของชายหนุ่มโอบล้อมนางไว้ทุกทิศทาง
‘เดรัจฉานแซ่เยี่ยน! ข้าไม่ใช่หมอนข้างนะ!’
นางก่นด่าเขาในใจสารพัด ทว่าภายนอกกลับทำได้เพียงซุกใบหน้าลงกับอกเสื้อของเขาอย่างจำยอม “ห... หม่อมฉันทราบแล้วเพคะ หม่อมฉันจะอยู่นิ่ง ๆ ไม่กวนใจท่านอุปราชเลยแม้แต่น้อย”
ความเงียบสงัดโรยตัวลงปกคลุมเรือนซวี่เยี่ย แสงเทียนค่อย ๆ มอดดับลงจนเหลือเพียงความมืดมิด ทว่าสตรีในอ้อมกอดกลับไม่อาจข่มตาหลับลงได้ นางพยายามปรับจังหวะการหายใจให้สม่ำเสมอ แกล้งทำเป็นหลับสนิท ขณะที่ลอบสังเกตลมหายใจของบุรุษเบื้องล่างไปด้วย
ผ่านไปกว่าชั่วยาม ลมหายใจของเยี่ยนสิงโจวเริ่มเข้าสู่ห้วงนิทรา เซียวรั่วเวยค่อย ๆ ขยับปลายนิ้วอย่างเชื่องช้า หมายจะแตะลงบนจุดชีพจรที่ลำคอของเขาเพื่อสำรวจระดับพลังปราณ ทว่าเพียงแค่นางขยับตัวเพียงนิดเดียวท่อนแขนแกร่งก็กระชับวงรัดแน่นขึ้น
“หากมือของเจ้าซุกซนอีกเพียงนิด เปิ่นหวางจะสับมันทิ้งเสีย” เสียงแหบพร่าดังก้องในความมืด ทำเอาร่างบางสะดุ้งและแข็งทื่อไปในทันที
‘เขายังไม่หลับอีกงั้นหรือ ปีศาจร้ายผู้นี้ไม่ต้องหลับนอนหรือไร?!’
หญิงสาวจำต้องพับเก็บแผนการทั้งหมด ล้มเลิกความตั้งใจและหลับตาลงอย่างอ่อนล้า ความเหน็ดเหนื่อยจากการรับมือเขาทั้งวันทำให้นางเผลอหลับไปในอ้อมอกของศัตรูตัวฉกาจโดยไม่รู้ตัว
.
พยับหมอกยามราตรีเริ่มบางตา แสงสีทองละมุนสายแรกจับต้องยอดหลิว เสียงนกร้องขับขานรับวันใหม่
เซียวรั่วเวยงัวเงียตื่นขึ้นมา สัมผัสแรกที่รับรู้คือความอบอุ่นที่โอบล้อมกาย ทว่าเมื่อลืมตาขึ้น นางกลับพบว่าตนเองกำลังนอนหนุนแขนของอุปราชหนุ่มอยู่บนเตียงกว้าง ขณะที่เจ้าของแขนนั้นตื่นนานแล้ว และกำลังนอนตะแคงใช้มืออีกข้างเท้าศีรษะจ้องมองนางด้วยแววตาเรียบเฉย
“ตื่นเสียที เปิ่นหวางนึกว่าเจ้าตายไปแล้ว” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแฝงความประชดประชัน
“หม่อมฉันสมควรตายที่ตื่นสายเพคะ!” โฉมงามรีบผุดลุกขึ้นนั่ง แสร้งทำท่าลุกลี้ลุกลนจัดเผ้าผมที่หลุดลุ่ย “เมื่อคืนหม่อมฉันนอนแปลกที่ ซ้ำยัง... ได้รับไออุ่นจากท่านอุปราช จึงเผลอหลับสนิทไป”
ยังไม่ทันที่เยี่ยนสิงโจวจะได้กล่าวค่อนขอด เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นตรงหน้าประตูเรือน ตามมาด้วยเสียงรายงานอันเร่งร้อนขององครักษ์เงาคนสนิท
“เรียนท่านอุปราช! มีขบวนราชรถจากในวังหลวงมาจอดเทียบหน้าจวนพ่ะย่ะค่ะ!”
บุรุษร่างสูงขมวดคิ้วเข้าหากัน เขาสะบัดชายเสื้อคลุมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “เช้าตรู่ปานนี้ ขบวนของฮ่องเต้มาทำสิ่งใดที่จวนของเปิ่นหวาง?”
“มิใช่ขบวนของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ แต่เป็นขบวนของไทเฮาพ่ะย่ะค่ะ” จื่อเยวียนเอ่ยเสียงเครียด “กงกงคนสนิทของตำหนักโซ่วคังแจ้งว่าไทเฮาทรงทราบเรื่องอุบัติเหตุในงานเลี้ยงเมื่อคืน จึงมีพระราชเสาวนีย์โปรดเกล้าเรียกตัวอนุเซียวเข้าเฝ้าเป็นการด่วน เพื่อประทานรางวัลปลอบขวัญพ่ะย่ะค่ะ”
บรรยากาศภายในห้องนอนพลันเย็นเยียบลงถนัดตา เซียวรั่วเวยที่นั่งอยู่บนเตียงถึงกับหัวใจหล่นวูบ
พระมารดาของฮ่องเต้ฉีหยวน สตรีที่ได้ชื่อว่าโหดเหี้ยมและเจ้าเล่ห์ที่สุดในวังหลัง!
การเรียกตัวนางเข้าเฝ้ากะทันหันเช่นนี้ย่อมไม่ใช่การประทานรางวัลอย่างแน่นอน หากแต่เป็นการขุดหลุมพราง เพื่อใช้สตรีไร้ค่าอย่างนางเป็นเครื่องมือในการต่อรองหรือทำลายผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน หากนางก้าวเท้าเข้าวังไปเพียงลำพัง โอกาสรอดชีวิตกลับมาคงแทบเป็นศูนย์
“ท่านอุปราช” ร่างอรชรช้อนสายตาตื่นตระหนกขึ้นมองบุรุษตรงหน้า น้ำตาเม็ดโตเอ่อล้นทะลักอย่างรวดเร็ว “หม่อมฉันหวาดกลัวนัก หม่อมฉันกิริยามารยาททราม เกรงว่าจะทำเรื่องล่วงเกินเบื้องสูง ท่านอุปราชโปรดช่วยหม่อมฉันด้วยเถิดเพคะ!”
นางพุ่งตัวเข้าไปกอดท่อนขาแกร่งของเขาไว้แน่น ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าเวทนา
เยี่ยนสิงโจวก้มมองกระต่ายน้อยที่กำลังสั่นเทาอยู่แทบเท้า นัยน์ตาสีหมึกทอประกายเย็นเยียบ ราชสำนักฝ่ายในคิดจะยื่นมือเข้ามายุ่งกับคนของเขา ช่างรนหาที่ตายเสียจริง!
“จื่อเยวียน ไปเตรียมรถม้า” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั่งอย่างเด็ดขาด “เปิ่นหวางจะพาอนุของเปิ่นหวางเข้าวังไปรับรางวัลจากไทเฮาด้วยตนเอง เปิ่นหวางอยากรู้นักว่าสตรีเฒ่าผู้นั้นจะมีงิ้วโรงใดมาให้เปิ่นหวางชมตั้งแต่เช้าตรู่”
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างเงียบเชียบ เหมันตฤดูในปีที่สามนับตั้งแต่การปราบกบฏครั้งใหญ่ได้หวนกลับมาเยือนแผ่นดินต้าฉีอีกครา เกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าสีหม่นร่วงหล่นปกคลุมยอดหลังคากระเบื้องเคลือบของจวนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินจนขาวโพลน อากาศภายนอกเหน็บหนาวจนบาดลึกถึงกระดูก ทว่าความหนาวเย็นเหล่านั้นกลับมิอาจกล้ำกรายล่วงล้ำเข้าไปทำลายความอบอุ่นภายในศาลาริมสระเหลียนฮวาได้เลยแม้แต่น้อยเตาผิงทองเหลืองสลักลายวิจิตรถูกจุดถ่านไม้หอมจนแดงฉาน แผ่ซ่านไออุ่นกำจายไปทั่วบริเวณศาลาแปดเหลี่ยมที่ถูกกางกั้นด้วยม่านผ้าแพรหนาหนักเพื่อกันลมหนาว ภายในนั้น โฉมสะคราญกำลังเอนกายพิงพนักเก้าอี้ไม้อย่างเกียจคร้าน เรือนร่างอรชรถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีเงินยวง นัยน์ตากลมโตสุกใสทอดมองกิ่งเหมยฮวาที่ชูช่อเบ่งบานท้าทายเกล็ดหิมะอยู่นอกศาลาอย่างเพลิดเพลิน ริมฝีปากอวบอิ่มแต้มชาดสีอ่อนคลี่ยิ้มบางเบา“นายหญิง อากาศเริ่มเย็นลงมากแล้ว กลับเข้าเรือนหลานซินดีหรือไม่เพคะ ประเดี๋ยวท่านอุปราชกลับมาจากราชสำนักแล้วไม่พบท่าน จะพาลตำหนิพวกบ่าวได้นะเพคะ” สาวใช้คนสนิทเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเจือความกังวล พลางขยั
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างเชื่องช้า เหมันตฤดูอันหนาวเหน็บพ้นผ่านไปครบหนึ่งรอบปี วสันต์ฤดูหวนคืนสู่แผ่นดินต้าฉีอีกครั้ง พร้อมกับความสงบร่มเย็นที่แผ่ไพศาลไปทั่วทุกหัวระแหงภายใต้การปกครองอันเด็ดขาดทว่าเปี่ยมไปด้วยความยุติธรรมของผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เมืองหลวงที่เคยเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำบัดนี้เจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่ง ราษฎรต่างอยู่เย็นเป็นสุข ไร้ซึ่งศึกสงครามหรือการฉ้อราษฎร์บังหลวงค่ำคืนนี้คือเทศกาลหยวนเซียว เป็นเทศกาลโคมไฟอันยิ่งใหญ่ ทั่วทั้งเมืองหลวงสว่างไสวไปด้วยโคมประทีปหลากสีสันนับหมื่นแสนดวงที่แขวนประดับประดาตามบ้านเรือนและร้านรวง เสียงดนตรีพื้นบ้านและเสียงหัวเราะแห่งความปีติยินดีลอยล่องมาตามสายลม บรรยากาศคึกคักมีชีวิตชีวาภายในห้องหอของเรือนหลานซินอันวิจิตรตระการตา เซียวรั่วเวยกำลังยืนหมุนตัวอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ โฉมสะคราญอยู่ในชุดกระโปรงผ้าไหมสีแดงอมชมพูอ่อนปักลวดลายดอกเหมยฮวา ขับเน้นผิวพรรณขาวผ่องให้ดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล เรือนผมสีหมึกถูกรวบขึ้นครึ่งศีรษะ ปักด้วยปิ่นหยกมันแกวลายพยัคฆ์เคียงจิ้งจอกซึ่งเป็นของแทนใจที่หวงแหนที่สุด“ท่านพี่ เร่งมือเข้าเถิดเจ้าค
ม่านรัตติกาลแผ่คลุมไปทั่วทุกทิศา ความเงียบปกคลุมสรรพสิ่ง ทิ้งไว้เพียงเสียงหยาดน้ำค้างที่เกาะตัวบนปลายใบไผ่ ครั้นวสันต์ฤดูที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกำยานอำพัน ภายในห้องหอกลับเต็มไปด้วยเสียงหอบหายใจและจังหวะหัวใจที่เต้นสอดประสานกันร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้กุมอำนาจล้นฟ้าทรงกายอยู่เบื้องบนตั่งเตียงกว้างที่ปูลาดด้วยผ้าแพรไหมสีชาด นัยน์ตาสีหมึกทอดมองสตรีใต้ร่างด้วยประกายความปรารถนา เยี่ยนสิงโจวใช้ท่อนแขนล่ำสันยันกายเอาไว้มิให้ทิ้งน้ำหนักลงไปกดทับภรรยาตัวน้อย ปลายนิ้วหยาบกร้านเกลี่ยไล้ปอยผมสีหมึกที่ปรกลงบนดวงหน้าจิ้มลิ้มอย่างทะนุถนอม“เหนื่อยแล้วหรือ ฮูหยิน” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยกระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนระอุเป่ารดโฉมสะคราญหอบหายใจ สองแขนเรียวที่โอบรอบลำคอแกร่งอ่อนระทวยจนต้องทิ้งน้ำหนักพิงท่อนแขนของสามี เซียวรั่วเวยช้อนดวงตากลมโตที่คลอหน่วยด้วยหยาดน้ำใสขึ้นสบตาเขา ใบหน้างดงามซับสีเลือด แววตาขวยเขินเจือตัดพ้อนั้นทำเอาหัวใจของพยัคฆ์ร้ายกระตุก“ท่านพี่ ข้านมิใช่เหล็กกล้าเช่นท่านนะเจ้าคะ ที่จะทนทานพายุโหมกระหน่ำได้ยาวนานปานนี้” ดรุณีน้อยเอ็ดตะโรเสียงแผ่ว กำปั้นเล็กยกขึ้นทุบลงบนแผงอกกำยำเบา ๆ “คืนนี้ท
รังสีอรุณรุ่งสาดส่องผ่านม่านเมฆา เผยให้เห็นหยาดน้ำค้างที่เกาะพราวอยู่บนกลีบบุปผา แสงสว่างอันอบอุ่นขับไล่ความมืดมิดและลมหนาวของค่ำคืนที่ผ่านมาจนหมด กลิ่นกำยานดอกอวิ๋นเซียงที่เคยหอมกรุ่น บัดนี้ผสานเข้ากับกลิ่นอายการเสพสมและไออุ่นของสองเรือนร่างที่ตระกองกอดกันอยู่ภายใต้ม่านมุ้งสีชาดเทียนมงคลคู่บนโต๊ะมอดดับลงไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงหยาดน้ำตาเทียนที่ละลายเป็นหนึ่งเดียวเซียวรั่วเวยค่อย ๆ ขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกแรกที่รับรู้คือความเมื่อยขบซึ่งแล่นไปทั่วทุกสัดส่วนของร่างกาย ทว่าในความเจ็บร้าวเหล่านั้นกลับมีความอบอุ่นอันคุ้นเคยโอบล้อมอยู่ สองแขนล่ำสันของบุรุษผู้เป็นสวามียังคงตวัดรัดเอวคอดกิ่วของนางเอาไว้แน่นหนา แผ่นหลังบอบบางแนบชิดอยู่กับแผงอกกว้างที่อุดมไปด้วยมัดกล้าม“ตื่นแล้วหรือ ฮูหยินของข้า”น้ำเสียงแหบพร่าดังขึ้นชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดจนขนอ่อนบริเวณต้นคอระหงลุกซู่ ดรุณีน้อยสะดุ้งสุดตัว เอี้ยวใบหน้าหันกลับไปมองก็พบกับนัยน์ตาสีหมึกที่กำลังทอดมองมาด้วยประกายพราวระยับ เยี่ยนสิงโจวตื่นอยู่นานแล้ว ชายหนุ่มใช้ท่อนแขนข้างหนึ่งหนุนศีรษะตนเอง ขณะที่มืออีกข้างกำลังเกล
ห้วงราตรีอันแสนหวานได้จางหายไปกับแสงแรกแห่งวัน รุ่งอรุณของวสันต์ฤดูเยื้องกรายมาถึง พร้อมกับเสียงประทัดที่ดังกึกก้องไปทั่วผืนนภาของเมืองหลวง แสงตะวันสีทองสาดส่องลงมาสะท้อนกับผืนผ้าแพรสีชาดที่ถูกปูลาดทอดยาวตั้งแต่หน้าประตูจวนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินไปจนสุดปลายถนนสายหลัก โคมมงคลนับหมื่นดวงสว่างไสวพลิ้วไหวตามสายลม บรรยากาศทั่วทั้งแว่นแคว้นต้าฉีอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความปีติยินดี งานมงคลสมรสอันยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วภายในเรือนหลานซิน เซียวรั่วเวยนั่งสงบเสงี่ยมอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่มาตั้งแต่ยามอิ๋น สาวใช้และช่างประทินโฉมหลวงนับสิบชีวิตต่างล้อมหน้าล้อมหลังช่วยกันแต่งแต้มความงามให้แก่นายหญิงของจวนอย่างสุดฝีมือ ชุดมงคลผ้าไหมไหมฟ้าเก้าชั้นที่ทอด้วยด้ายทองคำถูกสวมทับบนเรือนร่างอรชร ขับเน้นทรวดทรงองค์เอวให้ดูงดงามจับตา บนศีรษะเล็กถูกประดับด้วยมงกุฎหงส์ทองคำฝังทับทิมหยดน้ำที่หนักอึ้ง ทว่ากลับส่องประกายระยิบระยับส่งให้ใบหน้าจิ้มลิ้มดูสูงศักดิ์ประดุจเทพธิดาจำแลง“มงกุฎนี่หนักเสียจนคอข้าแทบจะหักแล้ว” โฉมสะคราญบ่นอุบอิบ พลางยกมือเรียวขึ้นแตะปิ่นหยกมันแกวลายจิ้งจ
จุมพิตอันลึกล้ำและยาวนานที่เริ่มต้นจากความหยอกเย้าได้แปรเปลี่ยนจนยากจะหยุดยั้ง ภายในห้องหนังสือที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นหมึกกลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายแห่งความพิศวาส ริมฝีปากของชายหนุ่มบดเบียดแนบชิด ตักตวงความหอมหวานจากโพรงปากเล็กอย่างเอาแต่ใจ ทว่าทุกจังหวะการรุกล้ำกลับเปี่ยมล้นไปด้วยความทะนุถนอม“อื้อ! ทะ... ท่านพี่”เสียงครางประท้วงระคนหอบเหนื่อยดังลอดจากกลีบปากที่บวมเจ่อ ร่างอรชรอ่อนระทวยไร้เรี่ยวแรงจนต้องทิ้งน้ำหนักทั้งหมดพิงแผงอกกว้าง สองมือเล็กกำสาบเสื้อคลุมสีเข้มของบุรุษตรงหน้าไว้แน่นเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว เมื่อรับรู้ว่าสตรีในอ้อมกอดแทบจะขาดใจเพราะขาดอากาศหายใจ เยี่ยนสิงโจวจึงยอมถอนริมฝีปากออกอย่างแสนเสียดาย ทว่าเรียวลิ้นยังคงหยอกเย้าซับหยาดน้ำใสบริเวณมุมปากของนางอย่างอ้อยอิ่ง“เพียงแค่นี้ก็หมดลมแล้วหรือ ฮูหยินของข้า” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยกระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดจนขนอ่อนบริเวณต้นคอระหงลุกซู่ นัยน์ตาทอประกายฉ่ำปรือระยับ “ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าให้เตรียมเรี่ยวแรงไว้รับมือสามีผู้นี้ให้ดี หากถึงค่ำคืนเข้าหอจริง ๆ เจ้ามิสลบไสลคาอกข้าตั้งแต่ชั่วยามแรกหรอกหรือ”“ท่านมันหน้าหนานัก! รังแกข







