Accueil / รักโบราณ / ชายาตาบอดของทรราช / ห้วงที่ ๘ คืนปรนนิบัติ

Partager

ห้วงที่ ๘ คืนปรนนิบัติ

last update Date de publication: 2026-09-24 21:11:21

แม้รถม้าจะจอดสนิทและร่างสูงของเยี่ยนสิงโจวได้ก้าวลงไปล่วงหน้าแล้ว ทว่าเซียวรั่วเวยกลับยังคงนั่งตัวแข็งทื่ออยู่บนเบาะนุ่ม หัวใจดวงน้อยเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก หญิงสาวลอบกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความหวาดหวั่นและโทสะตีรวนกันจนแยกไม่ออก

‘เจ้าทรราชหน้าเหม็น รางวัลบ้าบออันใดกัน นี่มันแดนประหารชัด ๆ’

ดรุณีน้อยจำต้องกล้ำกลืนความเคียดแค้นก้าวลงจากรถม้าด้วยท่าทีหวาดผวาตามแบบฉบับสตรีขี้ขลาด เมื่อกลับถึงเรือนไผ่หยก เหล่าสาวใช้ก็กรูกันเข้ามาปรนนิบัติชำระล้างร่างกายให้นางอย่างขะมักเขม้น กลิ่นหอมของบุปผานานาพรรณที่ถูกโปรยลงในอ่างน้ำอุ่นไม่อาจช่วยให้จิตใจของโฉมงามสงบลงได้เลยแม้แต่น้อย

สมองอันชาญฉลาดขบคิดหาวิธีเอาตัวรอดอย่างรวดเร็ว หากคืนนี้นางต้องร่วมเตียงกับเขาจริง ความลับเรื่องที่นางยังมีพรหมจรรย์และวรยุทธ์ที่ซ่อนเร้นย่อมถูกเปิดโปง ทว่าครั้นจะใช้เข็มพิษลอบสังหาร พลังปราณของอุปราชหนุ่มก็ลึกล้ำเกินกว่าที่นางจะลงมือได้สำเร็จโดยไม่ทิ้งร่องรอย

ตราบใดที่ยังหาตราพยัคฆ์ไม่พบ ข้าจะยอมแตกหักกับเขาไม่ได้ ต้องหาทางเบี่ยงเบนความสนใจ!

หนึ่งชั่วยามให้หลัง นงคราญในชุดกระโปรงผ้าไหมสีขาวบางเบาทับด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกก็ถูกนำตัวมาหยุดอยู่หน้าประตูเรือนซวี่เยี่ย บรรยากาศยามซวีนั้นเงียบสงัด แสงโคมไฟหน้าเรือนส่องประกายเลือนราง

“เข้าไปเถิดอนุเซียว ท่านอุปราชรออยู่ด้านในแล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้เอ่ยพร้อมกับผลักบานประตูให้เปิดออก

ร่างอรชรสูดลมหายใจเข้า ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูด้วยความระมัดระวัง ภายในห้องกว้างอบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานอำพันผสมผสานกับกลิ่นสุราฤทธิ์แรงบางเบา แสงเทียนวูบไหวสะท้อนเงาร่างของบุรุษเหนือคนที่กำลังเอนกายพิงพนักตั่งตัวยาว เขาสวมเพียงเสื้อคลุมตัวในสีดำที่ปลดสายรัดเอวออกจนเผยให้เห็นแผงอกแกร่ง นัยน์ตาสีหมึกทอดมองมายังผู้มาเยือนด้วยประกายลึกล้ำยากหยั่งถึง

“เดินชักช้าอ้อยอิ่งปานนี้ คงมิได้แอบซ่อนอาวุธไว้ใต้ร่มผ้าเพื่อมารับรางวัลหรอกกระมัง?” เสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยทักทาย ทำเอาคนฟังสะดุ้ง

“หม่อมฉันมิกล้าเพคะ” หญิงสาวก้มหน้างุด แสร้งเดินงุ่มง่ามเตะขอบพรมจนเกือบหน้าคะมำ “แสงในห้องสลัวเกินไป หม่อมฉันมองทางไม่ถนัดนัก อีกทั้ง... หม่อมฉันตื่นเต้นจนทำตัวไม่ถูก”

เยี่ยนสิงโจวแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เขาวางจอกสุราในมือลงบนโต๊ะเล็กข้างกาย ก่อนจะตบลงบนพื้นที่ว่างข้างตัวเบา ๆ สองครั้ง

“ตื่นเต้นหรือ? หึ เข้ามาใกล้ ๆ สิ มาทำหน้าที่ของเจ้าให้สมกับที่เปิ่นหวางตั้งตารอ”

เซียวรั่วเวยลอบสูดปาก ค่อย ๆ ก้าวเท้าเข้าไปหาชายหนุ่ม ครั้นเมื่อทรุดกายลงนั่งเคียงข้าง กลิ่นอายบุรุษเพศอันร้อนแรงก็โชยเข้าปะทะจมูกจนใบหน้าหวานซับสีเลือดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

“ทะ... ท่านอุปราชต้องการให้หม่อมฉันทำสิ่งใดหรือเพคะ?” นางช้อนดวงตากลมโตที่แสร้งทำเป็นพร่ามัวขึ้นมองเขา กะพริบตาปริบ ๆ อย่างไร้เดียงสา

“ปรนนิบัติสามี มารดาเลี้ยงของเจ้ามิได้สั่งสอนมาหรืออย่างไร ว่าสตรีในห้องหอควรทำสิ่งใดบ้าง” ร่างสูงเลิกคิ้ว มุมปากกระตุกยิ้มร้ายกาจ มือหนาเอื้อมมาเชยคางมนขึ้น บังคับให้นางรับรู้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวของเขา “เริ่มจาก... ปลดเสื้อคลุมของข้าออกเสีย”

หัวใจของดรุณีน้อยกระตุก มือเรียวสั่นเทาขณะยื่นออกไปแตะที่สาบเสื้อของเขา “หม่อมฉัน... หม่อมฉันสายตาฝ้าฟาง เกรงว่าจะทำท่านระคายเคืองเพคะ”

“มองไม่เห็น ก็ใช้มือของเจ้าคลำหาเอาสิ” น้ำเสียงของเขาแหบพร่าลงกว่าเดิม แฝงความคุกคามและเย้ายวนในคราวเดียวกัน “หากเจ้าปลดเชือกผิดแม้แต่ปมเดียว เปิ่นหวางจะลงโทษให้เจ้าไม่ได้นอนไปทั้งคืน”

คำขู่นั้นทำเอาโฉมงามหน้าซีดเผือด นางจำต้องหลับตาลง แสร้งทำเป็นใช้ปลายนิ้วลูบคลำไปตามแผงอกกว้างเพื่อหาปมเชือก สัมผัสจากกล้ามเนื้อแน่นตึงใต้ฝ่ามือทำให้นางต้องลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความร้อนผ่าวแผ่ซ่านจากจุดที่สัมผัสลามไปถึงพวงแก้ม

ขณะที่มือนุ่มกำลังง่วนอยู่กับการคลำหาปมรัดเอว จู่ ๆ พยัคฆ์ร้ายที่นั่งนิ่งก็ขยับตัว ท่อนแขนแกร่งตวัดรวบเอวบางของนางเข้ามาประชิด จนแผ่นอกของทั้งคู่แนบสนิทกัน

“ว้าย!” รั่วเวยอุทานเสียงหลง ร่างของนางถูกดึงจนเสียหลักล้มทับลงไปบนตัวเขา

“ตื่นตระหนกอันใดกัน กระต่ายน้อย” เยี่ยนสิงโจวกระซิบชิดริมหู สองมือของเขาลูบไล้ไปตามแผ่นหลังบางผ่านเนื้อผ้าไหมเนื้อดี “สัมผัสของเจ้าช่างเชื่องช้านัก หากเปิ่นหวางรอให้เจ้าปลดอาภรณ์เสร็จฟ้าคงสางเสียก่อน สู้ให้เปิ่นหวางเป็นฝ่ายช่วยเจ้าปลดเปลื้องความรำคาญนี้ทิ้งไปไม่ดีกว่าหรือ?”

“มะ... ไม่นะเจ้าคะ!” หญิงสาวรีบยกมือขึ้นดันแผงอกเขาไว้สุดแรง แสร้งบีบน้ำตาให้ร่วงเผาะ “ท่านอุปราชโปรดเมตตา หม่อมฉันยังไม่พร้อม... หม่อมฉันหวาดกลัวเหลือเกิน ร่างกายของหม่อมฉันอ่อนแอ หากท่านรุนแรง หม่อมฉันคงทนไม่ไหวแน่เพคะ”

“หืม? เมื่อคืนวานเจ้ายังใจกล้าหน้าด้าน เสนอตัวปรนนิบัติข้าอยู่เลยมิใช่หรือ เหตุใดค่ำคืนนี้จึงได้กลับกลายเป็นสตรีขี้ขลาดไปเสียแล้วเล่า” ชายหนุ่มรั้งเอวนางให้ขยับเข้ามาบดเบียดมากขึ้น นัยน์ตาคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ฉ่ำรื้นไปด้วยน้ำตา

“หม่อมฉัน... หม่อมฉันเพียงอวดเก่งไปเช่นนั้นเองเพคะ” นงคราญสะอื้นไห้ ก้มหน้างุดซ่อนประกายตาเจ้าเล่ห์ “ความจริงแล้วหม่อมฉันหวาดกลัวท่านจนแทบจะสิ้นสติอยู่แล้ว โปรดให้เวลาหม่อมฉันปรับตัวสักนิดเถิดนะเพคะ”

ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มหยันผุดขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา เขาไม่ได้ปล่อยนาง แต่กลับพลิกตัวกดร่างอรชรให้ลงไปนอนราบกับตั่งยาว โดยมีร่างสูงใหญ่ของเขาทาบทับอยู่เบื้องบน กักขังนางไว้ใต้พันธนาการ

“คนอย่างเปิ่นหวางไม่เคยรู้จักคำว่ารอคอย” เขาเอ่ยเสียงเหี้ยม ปลายนิ้วสากเกี่ยวรั้งคออาภรณ์ไหมของนางจนร่นลงมา เผยให้เห็นลาดไหล่ขาวเนียนและไหปลาร้าเย้ายวน “ในเมื่อเจ้าเข้ามาในถ้ำพยัคฆ์แล้ว ก็อย่าหวังว่าจะรอดพ้นกรงเล็บไปได้”

เซียวรั่วเวยเบิกตากว้าง  ทว่าในขณะที่มือของนางเลื่อนต่ำลงไปสัมผัสกับเอวสอบของบุรุษเหนือคน เพื่อหาจังหวะลงมือ

ปลายนิ้วของนางพลาดไปสะกิดโดนปุ่มกลไกบางอย่างที่ซ่อนอยู่ตรงหัวเข็มขัดหยกดำของเขา เสียงฟันเฟืองเล็ก ๆ ขยับตัวดังขึ้นแผ่วเบา ทันใดนั้น วัตถุชิ้นหนึ่งที่มีน้ำหนักพอสมควรก็ร่วงหล่นลงมาจากช่องลับใต้เข็มขัด กระทบกับพื้นไม้กระดานข้างตั่งนอนเสียงดัง

ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบฉับพลัน

เยี่ยนสิงโจวชะงักการกระทำทั้งหมด เขากดสายตาต่ำลงมองวัตถุที่ร่วงหล่น ก่อนจะตวัดสายตาดุดันกลับมาจ้องมองสตรีใต้ร่าง รังสีฆ่าฟันอันหนาวเหน็บแผ่ซ่านออกมาจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบ

รั่วเวยใจหายวาบ นางพยายามหรี่ตาเพ่งมองวัตถุชิ้นนั้นผ่านแสงเทียนสลัว มันคือแผ่นโลหะสีทองหม่น สลักลวดลายพยัคฆ์หมอบอันวิจิตร มีตัวอักษรโบราณจารึกไว้ตรงกลาง

ตราพยัคฆ์อาญาสิทธิ์!

หัวใจของหญิงสาวเต้นกระหน่ำจนแทบระเบิด สิ่งที่บิดาต้องการให้ขโมย สิ่งที่สามารถพลิกแผ่นดินต้าฉีได้หล่นอยู่ห่างจากมือนางเพียงไม่กี่ชุ่น เลือดในกายสูบฉีดอย่างรุนแรง หากนางคว้ามันแล้วใช้วรยุทธ์หลบหนีในตอนนี้ โอกาสรอดอาจมีเพียงหนึ่งในสิบ ทว่าหากนางนิ่งเฉยก็เท่ากับปล่อยโอกาสทองให้หลุดลอย

ทว่าบุรุษผู้รอบคอบและเจ้าเล่ห์อย่างเยี่ยนสิงโจวมีหรือจะพกของสำคัญระดับแว่นแคว้นไว้ในช่องลับที่ปลดออกได้ง่ายดายปานนี้? ซ้ำยังหล่นลงมาในจังหวะที่เหมาะเจาะเกินไป

นี่อาจเป็นเพียงการทดสอบ!

“สายตาของเจ้าฝ้าฟางนักมิใช่หรือ อนุเซียว” น้ำเสียงเย็นเยียบเอ่ยทำลายความเงียบ มือแกร่งของชายหนุ่มเลื่อนขึ้นมากุมลำคอระหงของนางไว้อย่างหลวม ๆ ทว่าพร้อมจะบีบให้แหลกคามือได้ทุกเมื่อ “บอกเปิ่นหวางมาสิ ว่าสิ่งที่ร่วงหล่นลงมาเมื่อครูคือสิ่งใด?”

ดรุณีน้อยลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นางแสร้งทำสีหน้างุนงง กะพริบตาถี่ ๆ แล้วพยายามชะโงกหน้ามองวัตถุบนพื้น

“หมะ... หม่อมฉันมองไม่ชัดเลยเพคะท่านอุปราช” นางเอ่ยเสียงสั่นเครือ ช้อนสายตาซื่อบริสุทธิ์ขึ้นสบกับดวงตาคม “มันคือก้อนทองตำลึงหรือเพคะ? หม่อมฉันเห็นแสงสะท้อนวาว ๆ สีเหลือง หรือว่าท่านอุปราชตั้งใจจะตบรางวัลให้ข้าเป็นก้อนทองเพคะ?”

เยี่ยนสิงโจวหรี่ตาลงอย่างจับผิด นิ้วหัวแม่มือของเขาลูบไล้ไปตามเส้นเลือดใหญ่ที่เต้นตุบ ๆ บนลำคอของนาง

“ก้อนทองตำลึงกระนั้นหรือ?”

“เจ้าค่ะ หม่อมฉันเห็นเป็นเช่นนั้นจริง ๆ” หญิงสาวพยักหน้าหงึกหงัก แสร้งยิ้มกว้างอย่างคนละโมบ “ท่านอุปราชช่างใจกว้างยิ่งนัก แม้หม่อมฉันจะทำเรื่องเสียมารยาทไปบ้าง แต่ท่านก็ยังเมตตาประทานรางวัลให้”

“หึ ช่างเป็นสตรีที่โง่งมและละโมบเสียจริง” ร่างสูงแค่นเสียงหยัน เขาปล่อยมือจากลำคอของนาง ค่อย ๆ ขยับตัวลุกขึ้นนั่งแล้วก้มลงเก็บตราพยัคฆ์ชิ้นนั้นขึ้นมาถือไว้ในมือ “ก้อนทองตำลึงก้อนนี้มีค่าควรเมืองเชียวล่ะ หากเจ้าอยากได้เปิ่นหวางก็จะยกให้ แต่มีข้อแม้เพียงอย่างเดียว”

นัยน์ตาสีหมึกวาวโรจน์ด้วยประกายอันตราย เขายื่นป้ายโลหะทองคำนั้นมาตรงหน้านางจนแทบจะแตะกับปลายจมูกรั้น

“เจ้าต้องจุมพิตมัน แล้วบอกข้าว่ารสชาติของความตายที่ซ่อนอยู่ในก้อนทองนี้หวานล้ำเพียงใด?”

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ชายาตาบอดของทรราช   ห้วงพิเศษที่ ๐๓ จอมทรราชศิโรราบ

    กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างเงียบเชียบ เหมันตฤดูในปีที่สามนับตั้งแต่การปราบกบฏครั้งใหญ่ได้หวนกลับมาเยือนแผ่นดินต้าฉีอีกครา เกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าสีหม่นร่วงหล่นปกคลุมยอดหลังคากระเบื้องเคลือบของจวนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินจนขาวโพลน อากาศภายนอกเหน็บหนาวจนบาดลึกถึงกระดูก ทว่าความหนาวเย็นเหล่านั้นกลับมิอาจกล้ำกรายล่วงล้ำเข้าไปทำลายความอบอุ่นภายในศาลาริมสระเหลียนฮวาได้เลยแม้แต่น้อยเตาผิงทองเหลืองสลักลายวิจิตรถูกจุดถ่านไม้หอมจนแดงฉาน แผ่ซ่านไออุ่นกำจายไปทั่วบริเวณศาลาแปดเหลี่ยมที่ถูกกางกั้นด้วยม่านผ้าแพรหนาหนักเพื่อกันลมหนาว ภายในนั้น โฉมสะคราญกำลังเอนกายพิงพนักเก้าอี้ไม้อย่างเกียจคร้าน เรือนร่างอรชรถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีเงินยวง นัยน์ตากลมโตสุกใสทอดมองกิ่งเหมยฮวาที่ชูช่อเบ่งบานท้าทายเกล็ดหิมะอยู่นอกศาลาอย่างเพลิดเพลิน ริมฝีปากอวบอิ่มแต้มชาดสีอ่อนคลี่ยิ้มบางเบา“นายหญิง อากาศเริ่มเย็นลงมากแล้ว กลับเข้าเรือนหลานซินดีหรือไม่เพคะ ประเดี๋ยวท่านอุปราชกลับมาจากราชสำนักแล้วไม่พบท่าน จะพาลตำหนิพวกบ่าวได้นะเพคะ” สาวใช้คนสนิทเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเจือความกังวล พลางขยั

  • ชายาตาบอดของทรราช   ห้วงพิเศษที่ ๐๒ โคมประทีปส่องสว่าง

    กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างเชื่องช้า เหมันตฤดูอันหนาวเหน็บพ้นผ่านไปครบหนึ่งรอบปี วสันต์ฤดูหวนคืนสู่แผ่นดินต้าฉีอีกครั้ง พร้อมกับความสงบร่มเย็นที่แผ่ไพศาลไปทั่วทุกหัวระแหงภายใต้การปกครองอันเด็ดขาดทว่าเปี่ยมไปด้วยความยุติธรรมของผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เมืองหลวงที่เคยเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำบัดนี้เจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่ง ราษฎรต่างอยู่เย็นเป็นสุข ไร้ซึ่งศึกสงครามหรือการฉ้อราษฎร์บังหลวงค่ำคืนนี้คือเทศกาลหยวนเซียว เป็นเทศกาลโคมไฟอันยิ่งใหญ่ ทั่วทั้งเมืองหลวงสว่างไสวไปด้วยโคมประทีปหลากสีสันนับหมื่นแสนดวงที่แขวนประดับประดาตามบ้านเรือนและร้านรวง เสียงดนตรีพื้นบ้านและเสียงหัวเราะแห่งความปีติยินดีลอยล่องมาตามสายลม บรรยากาศคึกคักมีชีวิตชีวาภายในห้องหอของเรือนหลานซินอันวิจิตรตระการตา เซียวรั่วเวยกำลังยืนหมุนตัวอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ โฉมสะคราญอยู่ในชุดกระโปรงผ้าไหมสีแดงอมชมพูอ่อนปักลวดลายดอกเหมยฮวา ขับเน้นผิวพรรณขาวผ่องให้ดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล เรือนผมสีหมึกถูกรวบขึ้นครึ่งศีรษะ ปักด้วยปิ่นหยกมันแกวลายพยัคฆ์เคียงจิ้งจอกซึ่งเป็นของแทนใจที่หวงแหนที่สุด“ท่านพี่ เร่งมือเข้าเถิดเจ้าค

  • ชายาตาบอดของทรราช   ห้วงพิเศษที่ ๐๑ วสันต์รัญจวน

    ม่านรัตติกาลแผ่คลุมไปทั่วทุกทิศา ความเงียบปกคลุมสรรพสิ่ง ทิ้งไว้เพียงเสียงหยาดน้ำค้างที่เกาะตัวบนปลายใบไผ่ ครั้นวสันต์ฤดูที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกำยานอำพัน ภายในห้องหอกลับเต็มไปด้วยเสียงหอบหายใจและจังหวะหัวใจที่เต้นสอดประสานกันร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้กุมอำนาจล้นฟ้าทรงกายอยู่เบื้องบนตั่งเตียงกว้างที่ปูลาดด้วยผ้าแพรไหมสีชาด นัยน์ตาสีหมึกทอดมองสตรีใต้ร่างด้วยประกายความปรารถนา เยี่ยนสิงโจวใช้ท่อนแขนล่ำสันยันกายเอาไว้มิให้ทิ้งน้ำหนักลงไปกดทับภรรยาตัวน้อย ปลายนิ้วหยาบกร้านเกลี่ยไล้ปอยผมสีหมึกที่ปรกลงบนดวงหน้าจิ้มลิ้มอย่างทะนุถนอม“เหนื่อยแล้วหรือ ฮูหยิน” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยกระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนระอุเป่ารดโฉมสะคราญหอบหายใจ สองแขนเรียวที่โอบรอบลำคอแกร่งอ่อนระทวยจนต้องทิ้งน้ำหนักพิงท่อนแขนของสามี เซียวรั่วเวยช้อนดวงตากลมโตที่คลอหน่วยด้วยหยาดน้ำใสขึ้นสบตาเขา ใบหน้างดงามซับสีเลือด แววตาขวยเขินเจือตัดพ้อนั้นทำเอาหัวใจของพยัคฆ์ร้ายกระตุก“ท่านพี่ ข้านมิใช่เหล็กกล้าเช่นท่านนะเจ้าคะ ที่จะทนทานพายุโหมกระหน่ำได้ยาวนานปานนี้” ดรุณีน้อยเอ็ดตะโรเสียงแผ่ว กำปั้นเล็กยกขึ้นทุบลงบนแผงอกกำยำเบา ๆ “คืนนี้ท

  • ชายาตาบอดของทรราช   ห้วงที่ ๓๐ บัลลังก์เคียงพยัคฆ์

    รังสีอรุณรุ่งสาดส่องผ่านม่านเมฆา เผยให้เห็นหยาดน้ำค้างที่เกาะพราวอยู่บนกลีบบุปผา แสงสว่างอันอบอุ่นขับไล่ความมืดมิดและลมหนาวของค่ำคืนที่ผ่านมาจนหมด กลิ่นกำยานดอกอวิ๋นเซียงที่เคยหอมกรุ่น บัดนี้ผสานเข้ากับกลิ่นอายการเสพสมและไออุ่นของสองเรือนร่างที่ตระกองกอดกันอยู่ภายใต้ม่านมุ้งสีชาดเทียนมงคลคู่บนโต๊ะมอดดับลงไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงหยาดน้ำตาเทียนที่ละลายเป็นหนึ่งเดียวเซียวรั่วเวยค่อย ๆ ขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกแรกที่รับรู้คือความเมื่อยขบซึ่งแล่นไปทั่วทุกสัดส่วนของร่างกาย ทว่าในความเจ็บร้าวเหล่านั้นกลับมีความอบอุ่นอันคุ้นเคยโอบล้อมอยู่ สองแขนล่ำสันของบุรุษผู้เป็นสวามียังคงตวัดรัดเอวคอดกิ่วของนางเอาไว้แน่นหนา แผ่นหลังบอบบางแนบชิดอยู่กับแผงอกกว้างที่อุดมไปด้วยมัดกล้าม“ตื่นแล้วหรือ ฮูหยินของข้า”น้ำเสียงแหบพร่าดังขึ้นชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดจนขนอ่อนบริเวณต้นคอระหงลุกซู่ ดรุณีน้อยสะดุ้งสุดตัว เอี้ยวใบหน้าหันกลับไปมองก็พบกับนัยน์ตาสีหมึกที่กำลังทอดมองมาด้วยประกายพราวระยับ เยี่ยนสิงโจวตื่นอยู่นานแล้ว ชายหนุ่มใช้ท่อนแขนข้างหนึ่งหนุนศีรษะตนเอง ขณะที่มืออีกข้างกำลังเกล

  • ชายาตาบอดของทรราช   ห้วงที่ ๒๙ วิวาห์สะท้านแผ่นดิน

    ห้วงราตรีอันแสนหวานได้จางหายไปกับแสงแรกแห่งวัน รุ่งอรุณของวสันต์ฤดูเยื้องกรายมาถึง พร้อมกับเสียงประทัดที่ดังกึกก้องไปทั่วผืนนภาของเมืองหลวง แสงตะวันสีทองสาดส่องลงมาสะท้อนกับผืนผ้าแพรสีชาดที่ถูกปูลาดทอดยาวตั้งแต่หน้าประตูจวนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินไปจนสุดปลายถนนสายหลัก โคมมงคลนับหมื่นดวงสว่างไสวพลิ้วไหวตามสายลม บรรยากาศทั่วทั้งแว่นแคว้นต้าฉีอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความปีติยินดี งานมงคลสมรสอันยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วภายในเรือนหลานซิน เซียวรั่วเวยนั่งสงบเสงี่ยมอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่มาตั้งแต่ยามอิ๋น สาวใช้และช่างประทินโฉมหลวงนับสิบชีวิตต่างล้อมหน้าล้อมหลังช่วยกันแต่งแต้มความงามให้แก่นายหญิงของจวนอย่างสุดฝีมือ ชุดมงคลผ้าไหมไหมฟ้าเก้าชั้นที่ทอด้วยด้ายทองคำถูกสวมทับบนเรือนร่างอรชร ขับเน้นทรวดทรงองค์เอวให้ดูงดงามจับตา บนศีรษะเล็กถูกประดับด้วยมงกุฎหงส์ทองคำฝังทับทิมหยดน้ำที่หนักอึ้ง ทว่ากลับส่องประกายระยิบระยับส่งให้ใบหน้าจิ้มลิ้มดูสูงศักดิ์ประดุจเทพธิดาจำแลง“มงกุฎนี่หนักเสียจนคอข้าแทบจะหักแล้ว” โฉมสะคราญบ่นอุบอิบ พลางยกมือเรียวขึ้นแตะปิ่นหยกมันแกวลายจิ้งจ

  • ชายาตาบอดของทรราช   ห้วงที่ ๒๘ วสันต์เบ่งบาน เตรียมงานมงคล

    จุมพิตอันลึกล้ำและยาวนานที่เริ่มต้นจากความหยอกเย้าได้แปรเปลี่ยนจนยากจะหยุดยั้ง ภายในห้องหนังสือที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นหมึกกลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายแห่งความพิศวาส ริมฝีปากของชายหนุ่มบดเบียดแนบชิด ตักตวงความหอมหวานจากโพรงปากเล็กอย่างเอาแต่ใจ ทว่าทุกจังหวะการรุกล้ำกลับเปี่ยมล้นไปด้วยความทะนุถนอม“อื้อ! ทะ... ท่านพี่”เสียงครางประท้วงระคนหอบเหนื่อยดังลอดจากกลีบปากที่บวมเจ่อ ร่างอรชรอ่อนระทวยไร้เรี่ยวแรงจนต้องทิ้งน้ำหนักทั้งหมดพิงแผงอกกว้าง สองมือเล็กกำสาบเสื้อคลุมสีเข้มของบุรุษตรงหน้าไว้แน่นเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว เมื่อรับรู้ว่าสตรีในอ้อมกอดแทบจะขาดใจเพราะขาดอากาศหายใจ เยี่ยนสิงโจวจึงยอมถอนริมฝีปากออกอย่างแสนเสียดาย ทว่าเรียวลิ้นยังคงหยอกเย้าซับหยาดน้ำใสบริเวณมุมปากของนางอย่างอ้อยอิ่ง“เพียงแค่นี้ก็หมดลมแล้วหรือ ฮูหยินของข้า” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยกระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดจนขนอ่อนบริเวณต้นคอระหงลุกซู่ นัยน์ตาทอประกายฉ่ำปรือระยับ “ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าให้เตรียมเรี่ยวแรงไว้รับมือสามีผู้นี้ให้ดี หากถึงค่ำคืนเข้าหอจริง ๆ เจ้ามิสลบไสลคาอกข้าตั้งแต่ชั่วยามแรกหรอกหรือ”“ท่านมันหน้าหนานัก! รังแกข

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status