LOGIN“ซูหว่านโหรว!”
ร่างสูงผุดลุกขึ้นเต็มความสูง ก้าวพรวดเดียวเข้าประชิดตัวนาง ฝ่ามือหนาคว้าหมับเข้าที่หัวไหล่บางก่อนจะออกแรงกดและเหวี่ยงลงพื้นอย่างรุนแรงโดยไร้ความปรานี
“ข้าสั่งให้เจ้าคุกเข่า!”
กึก!
เสียงหัวเข่าบอบบางกระแทกเข้ากับขอบหินประดับแหลมคมตรงมุมเสาศาลาอย่างจัง ความเจ็บปวดรวดร้าวแล่นริ้วจากหัวเข่าพุ่งตรงสู่สมองจนร่างเล็กสั่นสะท้าน หยาดเลือดสด ๆ สีแดงฉานเริ่มซึมผ่านเนื้อผ้าไหมสีซีดออกมาเป็นวงกว้างในพริบตา
ทว่า หว่านโหรวกลับขบฟันแน่นทนเจ็บแปลบ ไม่ยอมส่งเสียงหวีดร้องหรือครางออกมาแม้แต่ครึ่งคำ นางเงยหน้าขึ้น สบตากับบุรุษสูงศักดิ์ด้วยแววตาดื้อรั้นและเยือกเย็นยิ่งกว่าเดิม
ไป๋ซีชิงที่นั่งจิบชาอยู่เงียบ ๆ ชำเลืองมองรอยเลือดบนพื้นด้วยแววตาเรียบเฉย ริมฝีปากจิ้มลิ้มยกยิ้มน้อย ๆ ดั่งผู้ชมนอกวงที่กำลังมองดูฉากงิ้ว ไม่ได้แสดงความเวทนาหรือยินดียินร้าย เพียงเอ่ยหยั่งเชิงด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ท่านอ๋องสั่งสอนคนในเรือนเด็ดขาดยิ่งนัก... สตรีผู้นี้เพิ่งเข้ามาเป็นสาวใช้ใหม่หรือเพคะ ช่างไม่รู้ความเอาเสียเลย”
เสวียนเฟิงแค่นยิ้มหยัน ปรายตามองร่างที่คุกเข่าอยู่แทบเท้าด้วยสายตาเหยียดหยาม
“สาวใช้ยังสูงส่งกว่านาง นางเป็นเพียงสตรีชั้นต่ำที่คิดอยากปีนป่าย ใช้วิธีไร้ยางอายวางยาป้ายสีในงานเลี้ยงเพื่อยัดเยียดตัวเองเข้ามาเหยียบในจวนของข้า!”
คำพูดกรีดแทงนั้นดังชัดเจนต่อหน้าสตรีอื่น หว่านโหรวสะกดกลั้นความเจ็บปวดที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ นางเหยียดยิ้มสมเพชช้อนสายตามองใบหน้าคมคายที่กำลังลำพองใจในอำนาจ
“ท่านอ๋องกล่าวหนักเกินไปแล้วเพคะ...” เสียงหวานเอ่ยเรียบเรื่อยทว่าก้องกังวานไปทั่วศาลา “หากหม่อมฉันคิดจะปีนป่ายบุรุษเพื่อหาความเจริญจริงอย่างที่ท่านว่า...สถานที่แรกที่ข้าจะไม่มีวันลดตัวก้าวขาเหยียบเข้าไป ก็คือจวนอันโสมมและมีเจ้าของจวนไร้สมองเช่นท่าน!”
“สามหาว!”
เสวียนเฟิงตวาดลั่น ใบหน้าคมคายเขียวคล้ำด้วยความอับอายและเดือดดาลจนถึงขีดสุด เขาชี้หน้านาง มือสั่นเทิ้มด้วยแรงโทสะ
“อาเซิง! ลากตัวสตรีแพศยาไปที่ลานหน้าเรือนใหญ่...ลงโทษตามกฎของจวน!”
สิ้นเสียงคำรามกึกก้อง ร่างของหว่านโหรวก็ถูกบ่าวชายคุมกฎสองคนเข้ามาหิ้วตัว แขนทั้งสองข้างถูกรั้งดึงให้ลุกขึ้น ลากตัวนางออกจากศาลากลางสวนมุ่งหน้าสู่ลานกว้างหน้าเรือนใหญ่ เลือดสีแดงสดหยดเป็นทางยาวตามรอยลาก ทว่าแผ่นหลังบอบบางยังคงพยายามยืดตรง ไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใด
ไป๋ซีชิงวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา สายตามองตามร่างที่ถูกลากไป มุมปากยังคงประดับรอยยิ้มจางที่ยากจะคาดเดาความรู้สึกก่อนเอ่ยบางคำ
“ไม่รุนแรงไปหรือ”
“นางดื้อย่อมต้องสั่งสอนให้หลาบจำ” เสวียนเฟิงเอ่ยทั้งในใจกลับรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
“หากท่านไม่เสียใจภายหลังก็ทำเถอะ...วันนี้ข้ามาส่งข่าวคงรั้งอยู่นานมิได้ต้องขอตัว” ไป๋ซีชิงเอ่ยลาก่อนลุกขึ้นแล้วเดินกลับออกจากจวนตงอ๋อง โดยมีเจ้าของเรือนไปส่งถึงด้านหน้า
ณ ลานกว้างหน้าเรือนใหญ่ ทัณฑ์โบยของจวนอ๋องถูกนำมาตั้งตระหง่าน ไม้กระบองหนาอันใหญ่ดูน่ากลัวกำลังถูกนำมาลงทัณฑ์
เสวียนเฟิงที่ไปส่งไป๋ซีชิงก้าวตามมาถึงกับชะงักฝีเท้า ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อเห็นม้าไม้ทัณฑ์โบยถูกลากออกมา
เขาเพียงต้องการแสดงอำนาจสั่งสอนและข่มความเย่อหยิ่งของนางต่อหน้าแขก ทว่าด้วยความเดือดดาลจนขาดสติ ทำให้ลืมไปสิ้นว่า ในจวนอันเข้มงวดแห่งนี้ หากผู้เป็นนายเอ่ยคำว่า ‘ลงโทษตามกฎของจวน’ นั่นหมายถึงทัณฑ์โบย!
ทว่าคำสั่งหลุดออกจากปากผู้เป็นนายเหนือหัวไปแล้ว บ่าวไพร่หน้าไหนจะกล้าขัดขืน เสวียนเฟิงยืนกำหมัดแน่น ริมฝีปากหนักอึ้งจนไม่อาจเอ่ยคำสั่งห้ามออกไปได้ และนางก็ดูเหมือนจะยอมตายแต่ไม่ยอมขอร้องเขา
ช่างไม่รู้จักยอมลงให้เสียเลย นางโง่ไปแล้วหรือ
“กดนางลงไป!” เสียงของผู้ลงทัณฑ์กล่าว
ร่างบางถูกกดแนบลงกับม้าไม้เย็นเฉียบ หว่านโหรว
นอนนิ่ง เปลือกตาปิดสนิท ริมฝีปากบางซีดเผือดเม้มแน่นเป็นเส้นตรงเพียะ!
ไม้แรกฟาดลงบนแผ่นหลังบอบบางเสียงดังสะท้านลานกว้าง แรงปะทะรุนแรงจนกระดูกแทบแหลก ความเจ็บปวดแสนสาหัสแล่นพล่านไปทั่วร่างจนสติแทบขาดผึง
เพียะ! เพียะ!
ไม้ที่สองและสามตามมาติด ๆ เสื้อผ้าเนื้อบางเริ่มฉีกขาด เลือดสีชาดซึมทะลักย้อมแผ่นหลังขาวเนียนจนแดงฉาน หว่านโหรวกัดริมฝีปากจนเลือดไหลซึมออกมาตามมุมปาก หยาดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มใบหน้าซีดเซียว แต่นางไม่ยอมหลุดเสียงกรีดร้องออกมาแม้แต่ครึ่งคำ!
เสวียนเฟิงที่ยืนมองดูอยู่ หัวใจพลันกระตุกวูบ ลำคอตีบตัน ฝ่ามือหนาที่ซ่อนใต้แขนเสื้อกำแน่นจนสั่นเทิ้ม ยิ่งเห็นนางไม่ร้อง ไม่ดิ้นรน ไม่แม้แต่จะหันมามองเขาเพื่อขอความเห็นใจ ความตื่นตระหนกและร้อนรนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนผุดขึ้น
เพียะ!
จนกระทั่งไม้ที่สิบฟาดลงมาอย่างหนักหน่วง ร่างบางกระตุกเกร็งเป็นครั้งสุดท้าย ลมหายใจแผ่วรวยริน สติสัมปชัญญะของหว่านโหรวเริ่มเลือนราง โลกทั้งใบหมุนคว้างและดับมืดลงช้า ๆ
ก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะปิดสนิทลง ภาพสุดท้ายที่สะท้อนในม่านตา คือเงาร่างสูงใหญ่ของบุรุษใจร้ายที่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น...
สายตาที่นางมองเขาเป็นครั้งสุดท้าย มิใช่ความเคียดแค้นหรือชิงชัง หากแต่เป็นความสิ้นหวังกับบุรุษผู้นี้
เหล่าองครักษ์ในจวนตงอ๋องต่างพากันถือขนมเปี๊ยะค้างไว้ในมือ มองหน้ากันเลิ่กลั่ก เหงื่อกาฬแตกพลั่ก จะหัวเราะก็ไม่กล้า จะปฏิเสธท่านหญิงน้อยก็กลัวโดนทุบหัว“หนอย... ริอ่านจะก่อกบฏยึดจวนข้าเรอะ!” เสวียนเฟิงกัดฟันกรอด หันไปคว้าไม้ปัดขนไก่ ที่เสียบอยู่ข้างเสามาถือไว้ทันควัน สลัดขนไก่พริ้วไหวดัง ฟึ่บ!“วันนี้ข้าไม่ฟาดก้นเจ้าให้ลายเป็นแตงโมสุก อย่ามาเรียกข้าว่าตงอ๋อง!” “กรี๊ดดดด! พ่อเลวจะฆ่าลูกอีกแล้ว!”อวิ๋นซีซีเห็นไม้ปัดขนไก่ก็โยนถาดขนมทิ้ง สับขา สั้น ๆ วิ่งหนีสุดชีวิต เสวียนเฟิงวิ่งไล่ต้อนก้อนแป้งน้อยไปรอบลานฝึก ทว่าวิ่งไปได้เพียงสองรอบ ซีซีก็ฉลาดพอที่จะหักเลี้ยว พุ่งตรงดิ่งเข้าสู่อ้อมอกของเฉินหว่านโหรวที่ยืนดูอยู่!หมับ!สองแขนป้อมกอดขาหว่านโหรวแน่น ซุกหน้าลงกับมารดา บีบน้ำตาหยดแหมะ ๆ ทันที“ท่านแม่เจ้าขา! ช่วยซีซีด้วยเจ้าค่ะ! ท่านพ่อจะเอาไม้มาตีข้า ท่านพ่อจะรังแกข้า!”เสวียนเฟิงที่ถือไม้ปัดขนไก่วิ่งตามมาติด ๆ ถึงกับหยุด ชายหนุ่มชี้หน้าบุตรสาวที่ซ่อนอยู่หลังกระโปรงคนรัก อ้าปากค้างด้วยความเดือดดาล“เจ้า...เด็กกลับกลอก! เจ้าขโมยตราพยัคฆ์ข้าไปทำขนม ซ้ำยังสั่งให้องครักษ์มากบฏจับข้า เจ
สายลมต้นฤดูใบไม้ร่วงพัดโชยผ่านยอดหลิว กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกกุ้ยฮวาลอยอวลไปทั่วสวนด้านหลังตำหนักตงอ๋องแม้กาลเวลาจะล่วงเลยมาจนกระทั่งมรสุมร้ายเรื่องตระกูลไป๋และหย่งไท่เฟยสงบลง ทว่าคลื่นใต้น้ำบางระลอกกลับยังคงไม่จางหายไปจากแผ่นดินกลางศาลาแปดเหลี่ยม องค์รัชทายาทเสวียนเว่ยในชุดลำลองสีกรมท่า ประทับนั่งจิบชาร้อนอยู่อย่างเงียบสงบ ตรงหน้าของเขามีกล่องไม้จันทน์หอมสีเข้มวางอยู่หนึ่งใบ เสวียนเว่ยเลื่อนกล่องไม้นั้นส่งให้เฉินหว่านโหรว แววตาสายเลือดมังกรฉายประกายลุ่มลึก“นี่คือสิ่งที่คนของข้ายึดมาได้จากห้องลับใต้ดินในเรือนพักของฟางเสี่ยวหราน” เสวียนเว่ยเอ่ยเสียงเรียบ “ด้านในคือผ้าห่อทารกผืนเดิมที่ใช้ห่อตัวเจ้าไว้ในคืนที่สลับตัว”หว่านโหรวชะงักไปเล็กน้อย มือเรียวยกขึ้นเปิดฝา กล่องไม้ออกช้า ๆภายในกล่องคือผ้าแพรไหมเนื้อหนาสีเลือดหมู แม้เวลาจะล่วงเลยมานาน แต่เนื้อผ้ากลับยังคงงดงาม ดิ้นทองคำแท้ที่ปักลงบนผืนผ้าเป็นลวดลายเมฆาคล้อยล้อมรอบตราสัญลักษณ์นกอินทรีสยายปีก... ลวดลายอันวิจิตรประณีตซึ่งมิใช่ฝีมือการทอของช่างหลวงในต้าเจิงอย่างแน่นอน“ข้าสอบสวนสาวใช้ของเจ้าแล้ว นางไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ดังนั้นย่อมไม่
‘เสวียนฮุ่ยหลงมองบุตรชาย ในที่สุดเจ้าตัวแสบก็มีวันนี้สักที ได้สำนึกว่าทำข้าปวดหัวมากเพียงใด’“ท่านพ่อ...ในใต้หล้านี้ท่านไม่รู้หรือว่าผู้ใดใหญ่ที่สุด”“เสด็จปู่เจ้าหรือ...เหอะ...คิดว่าข้ากลัวเขาที่ไหน” ตงอ๋องยังคงเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เคารพบิดาเช่นไรก็ยังเป็นเช่นนั้น“เจ้าลูกทรพี” เสวียนฮุ่ยหลงพูด“พ่อเลว!” อวิ๋นซีซีกล่าวตาม แต่กลับทำให้เสด็จปู่หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี“ลูกเจ้าช่างเหมือนเจ้า” “ตาแก่...ลูกข้าย่อมเหมือนข้าสิ...ไม่ใช่ข้าสักหน่อยที่ไม่เหมือนท่าน ข้าทั้งหล่อเหลากว่า เก่งกาจกว่า แล้วก็มีชายาที่รักข้าที่สุด”“มีชายาที่รักข้าที่สุดงั้นรึ!” อวิ๋นซีซีแค่นเสียงหึเลียนแบบบิดาจนจมูกรั้นเชิดขึ้น ร่างกลมป้อมบนเก้าอี้กระโดดดึ๋งลงมายืนค้ำเอว “ท่านแม่รักข้าที่สุดต่างหากเล่า! ท่านพ่อเลว วัน ๆ เอาแต่แอบกินขนมหวานของข้า ซ้ำยังแอบขโมยปิ่นทองของท่านแม่ไปจำนำซื้อน่องไก่อีก ข้ายังไม่ได้บอกท่านแม่! ท่านแม่บอกว่าท่านใช้เงินเปลืองมาก ควรตัดเบี้ยหวัด”“เฮ้ย! เจ้าเด็กนี่ เจ้าอย่ามาใส่ร้ายข้าต่อหน้าตาแก่นะ!” เสวียนเฟิงสะดุ้งโหยง ตาโตเท่าไข่ห่าน ความลับเรื่องแอบงุบงิบเงินเมียถูกฉีกหน้าจนแตกยับเ
เก้าเดือนผันผ่านประหนึ่งสายน้ำไหล ท่ามกลางความสงบสุขที่หวนคืนสู่เมืองหลวง ไม่สิสงบสุขแค่ตำหนักตงอ๋อง เพราะที่วุ่นวายกลับเป็นตำหนักบูรพาและราชสำนักตำหนักตงอ๋องบัดนี้กลับถูกชโลมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสุขล้นพ้นในค่ำคืนที่ท้องฟ้านอกหน้าต่างเกลื่อนกลาดไปด้วยดวงดาราระยิบระยับ ทารกน้อยเพศหญิงผิวขาวผ่องดั่งก้อนแป้งนุ่มนิ่มได้ลืมตาขึ้นมาดูโลก เสียงร้องไห้กังวานใสปานกระดิ่งเงินสะท้อนไปทั่วเรือนหอ เป็นดาวนำโชคดวงใหม่ที่ตกลงมากลางใจของคนทั้งจวนนางมีนามว่า ‘เสวียนอวิ๋นซี’ หรือที่ทุกคนเรียกขานกันติดปากว่า ‘ซีซี’เฉินหว่านโหรวตระกองกอดก้อนแป้งตัวน้อยไว้แนบอกด้วยความรักใคร่หวงแหน ทว่าสวามีของนาง... ตงอ๋องผู้เคยเขย่าขวัญคนทั้งแผ่นดิน กลับมีวิธีสั่งสอนบุตรสาวตั้งแต่แรกเกิดในแบบฉบับที่ไม่มีใครในใต้หล้ากล้าเลียนแบบ!ยามที่ทารกน้อยเริ่มลืมตาแป๋ว เสวียนเฟิงมิได้ร้องเพลงกล่อมเด็ก แต่กลับก้มลงกระซิบข้างหูบุตรสาวทุกวัน“จำไว้นะซีซี... คนแซ่เสวียนอย่างพวกเรา ไม่เคยก้มหัวให้ผู้ใด หากมีคนรังแกเจ้า จงเอาก้อนหินปาหัวมันให้แตก หากคนผู้นั้นเป็นฮ่องเต้...ก็จงวางเพลิงเผาตำหนักตาแก่นั่นทิ้งเสีย! หากรัชทายาทพูดจาไม่เข
“ท่านมันจิ้งจอกเจ้าเล่ห์!”“เจ้าเล่ห์แล้วอย่างไร... สุดท้ายข้าก็ได้เจ้ามาครอบครองมิใช่รึ”“แต่ท่านโบยข้า” นางเจ็บใจเรื่องนี้ที่สุด“โหรวเอ๋อร์ตอนนั้นข้าเพียงอยากสั่งสอน แต่บ่าวไพร่ทำเกินเหตุข้าสั่งโบยลงโทษหนักกว่าเจ้าสองเท่า และคนที่ปากดีด่าเจ้าข้าขายออกหมดแล้ว”“อย่างนั้นก็เถอะ”ท่าทางแง่งอนนั้นทำให้ตงอ๋องรวบร่างนุ่มนิ่มมากอดแน่น จนหว่านโหรวต้องหันมองสายตาคมกริบที่แปรเปลี่ยนเป็นหิวกระหายทำให้หว่านโหรวใจสั่นระทึก เสวียนเฟิงไม่ปล่อยให้นางได้เอ่ยคำใดอีก มือหนาเลื่อนลงไปปลดสายรัดเอวปักดิ้นทอง อาภรณ์มงคลสีแดงสดค่อย ๆ ถูกปลดเปลื้องหลุดลอยออกจากร่างบางทีละชิ้น เผยให้เห็นเอวคอดกิ่วและผิวขาวผ่องดั่งหยกเนื้อดีสะท้อนแสงนวลของไข่มุกราตรีชวนให้อยากสัมผัส“ท่านอ๋อง...”เสียงหวานพึมพำแผ่วเบา ทว่าถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อริมฝีปากร้อนผ่าวของบุรุษหนุ่มประกบแนบลงมาอย่างหนักหน่วงแต่ทว่าสัมผัสกลับอ่อนโยนเสวียนเฟิงบดจูบอย่างดูดดื่ม ปลุกเร้าอารมณ์ที่ซ่อนเร้นให้ลุกโชน ฝ่ามือหยาบกร้านจากการรบทัพจับศึกเลื่อนสัมผัสไปตามส่วนเว้าโค้งอย่างเชี่ยวชาญ ถ่ายทอดความปรารถนาและความรักที่กักเก็บมาเนิ่นนานนับสิบปีหว่านโห
แสงสีแดงมงคลอาบไล้ทั่วทุกตารางฉื่อของตำหนักตงอ๋องโคมไฟกระดาษสีแดงชาดห้อยระย้าตามชายคา ทว่าภายในเรือนหอ บนโต๊ะไม้จันทน์หอมสลักลวดลายวิจิตร มี ไข่มุกราตรีแห่งทะเลตงไห่ขนาดเท่ากำปั้นเด็ก ส่องแสงนวลตากระจ่างชัดประหนึ่งดวงจันทราจำลองสาดส่องลงบนเตียงมงคลที่ปูฟูกแพรไหมสีแดงสดซูหว่านโหรวหรือในบัดนี้คือนาม เฉินหว่านโหรว นั่งนิ่งอยู่ริมขอบเตียง สองมือกุมประสานอยู่บนตัก ชายกระโปรงเจ้าสาวปักดิ้นทองลายหงส์เหินแผ่กว้าง ผ้าคลุมหน้าสีแดงบางเบาบดบังสายตา ทว่าไม่อาจซ่อนเสียงหัวใจที่เต้นระรัวเสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นสุราหอมกรุ่นเจือกลิ่นอายเฉพาะตัวอันอบอุ่นลอยมาแตะจมูกคันชั่งทองค่อย ๆ สอดเข้าใต้ชายผ้าคลุมหน้า เลิกขึ้นอย่างช้า ๆดวงหน้าหมดจดที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางชั้นเลิศสะท้อนสู่สายตา คิ้วโก่งดั่งคันศร ริมฝีปากอิ่มแต้มชาดสีสด และดวงตากลมโตสุกใสดั่งดวงดารายามต้องแสงไข่มุกราตรี เสวียนเฟิงในชุดมงคลสีแดงปักลายมังกรเหินยืนนิ่งงันไปชั่วขณะ ลมหายใจของเขาสะดุดกึก แววตาคมดุจพยัคฆ์วาววับไปด้วยประกายเสน่หาที่ไม่อาจปิดบัง“งามเหลือเกิน...” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบอย่างหลงใหลชายหนุ่มท







